ไทยเตรียมยึดทรัพย์1.3 หมื่นล้านจากเครือข่ายสแกมเมอร์
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ประเทศไทยมีมติยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 13,000 ล้านบาทจากเครือข่ายสแกมเมอร์ที่ตั้งอยู่ในกัมพูชา แต่คำถามสำคัญสำหรับผู้เสียหายคือ พวกเขาจะมีโอกาสได้รับการชดเชยอย่างครบถ้วนหรือไม่
- โดย
- ณฐาภพ สังเกตุ
- Published
- 3 min read
กรุงเทพ – คณะกรรมการธุรกรรมของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในคดีเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนของขบวนการสแกมเมอร์ รวมมูลค่ากว่า 13,074 ล้านบาท ช่วยให้กลุ่มผู้เสียหายหลายร้อยคนมีความหวังที่จะได้ทรัพย์สินที่ตนเองสูญเสียไปกับการถูกหลอกให้ลงทุนออนไลน์
การตัดสินใจของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เกิดขึ้นในขณะที่ตัวแทนผู้เสียหาย 37 คนรวมตัวกันที่สำนักงานของหน่วยงานเพื่อคัดค้าน การยกเลิกอายัดทรัพย์สินชั่วคราว ซึ่งทนายของฝั่งเครือข่ายสแกมเมอร์พยายามผลักดัน
ทรัพย์สินเหล่านี้เชื่อมโยงกับเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ นักการเงินชาวแอฟริกาใต้ที่ใช้นามแฝงว่า “เบน สมิธ” ก๊ก อัน สมาชิกวุฒิสภากัมพูชาและพันธมิตรของอดีตนายกรัฐมนตรีฮุน เซนและยิม เลียก ประธานธนาคารบีไอซีของกัมพูชา ปปง.กล่าวหาว่าทั้งสามคนดำเนินการฉ้อโกงในกัมพูชา ก่อนที่จะฟอกเงินผ่านบริษัทปลอมและการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย แม้ว่าพวกเขาจะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ตาม
แต่สำหรับเหยื่อหลายรายที่เดินทางไปยังสำนักงานของปปง.ในวันนั้น การยึดทรัพย์สินเป็นเพียงขั้นตอนแรกในการต่อสู้ในศาลที่เป็นไปได้ว่าจะยืดเยื้อเป็นเวลาหลายปี โดยไม่มีการรับประกันว่าพวกเขาจะได้เงินคืนหรือไม่
“ฉันยังมีความหวังอยู่” เมธาพร จารุ อายุ 43 ปี ผู้สูญเสียเงิน 1.3 ล้านบาทจากกลโกงการลงทุนออนไลน์กล่าว “ถ้าฉันไม่มีความหวัง ฉันคงไม่มาที่นี่วันนี้”
ทางสำนักข่าว HaRDstories ไม่ได้ตรวจสอบความสูญเสียทางการเงินของผู้เสียหายหรือรายละเอียดของคดีเพิ่มเติม
ตามหาเงินที่สูญเสียไป
กรณีที่เกิดขึ้นกับเมธาพร เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงทางตันในการสืบสวนที่ผู้เสียหายต้องเผชิญ ตำรวจช่วยเธอติดตามเงินที่ถูกหลอกไปผ่าน “บัญชีม้า” สามแถว ซึ่งกลุ่มมิจฉาชีพจะโอนเงินผ่านบัญชีสามทอดเพื่อเลี่ยงถูกตรวจจับ ก่อนที่เส้นทางการเงินจะหายไป
ที่แย่ไปกว่านั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบคดีของเธอได้ลาออกไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้การสอบสวนหยุดชะงักโดยไม่มีใครได้รับมอบหมายให้รับช่วงต่อ ในขณะเดียวกัน ปปง.บอกกับเธอว่าหลักฐานในคดีของเธอไม่ตรงกับทรัพย์สินที่ถูกยึด ซึ่งหมายความว่าเธอยังไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆ สำหรับทรัพย์สินที่สูญเสียไป
“ทุกครั้งที่ฉันโทรหาตำรวจเพื่อติดตามคดี ก็ถูกบอกให้รอตลอด” เมธาพรกล่าว “ไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย พอไปที่ปปง. ก็ไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆ ไม่เข้าใจว่ามาตรฐานของปปง.ในการคืนทรัพย์สินให้กับผู้เสียหายคืออะไรกันแน่”
สราวุฒิ ไตชิละสุนทร วิศวกรไอทีที่สูญเสียเงิน 140,000 บาทหลังจากถูกหลอกให้เข้าร่วมแพลตฟอร์มการลงทุนปลอมผ่านแอปหาคู่ Omi กล่าวว่า “ผมอยากให้หน่วยงานภาครัฐสื่อสารกันมากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้เสียหายต้องมาสืบเรื่องและหาหลักฐานเองแบบนี้”
เขากล่าวเสริมว่า รู้สึกพอใจที่กระบวนการยุติธรรมวันนี้ได้คืบหน้าไปบ้างแล้ว แม้จะยอมรับว่าเส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล
“นับจากนี้ไป ขอให้เป็นไปตามกระบวนการของศาล ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายปีก่อนที่เราจะมีโอกาสได้รับเงินที่เราสูญเสียไปคืน”
ปปง. มอง “รัฐและประชาชนต้องร่วมมือกัน”
วิทยา นีติธรรม โฆษกประจำสำนักงานปปง.กล่าวว่า “ปปง.มั่นใจในหลักฐานที่เราได้รวบรวมมา” เขากล่าวเพิ่มเติมว่าหน่วยงานจะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อแจกจ่ายทรัพย์สินที่ยึดคืนมาให้แก่ผู้เสียหาย เมื่อศาลตัดสินว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของรัฐแล้ว
วิทยาระบุว่า โดยทั่วไปแล้วเหยื่อ 70-80% จะได้รับการคุ้มครองทรัพย์จากปปง. ยกเว้นในกรณีที่ไม่สามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงกับทรัพย์สินที่ถูกยึดได้ อุปสรรคสำคัญคือเงินที่ถูกหลอกไป มักถูกกระจายไปอยู่ในบัญชีม้าหลายบัญชี ทำให้ยากต่อการติดตาม
วิทยะกล่าวว่า “ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่ความรับผิดชอบของผู้เสียหายเพียงฝ่ายเดียว หรือความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ทุกฝ่ายต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”
แต่ความร่วมมือนั้นดูเหมือนยังคงห่างไกลสำหรับผู้เสียหาย 134 คนในกลุ่ม LINE “เปิดโปงสแกมเมอร์” ซึ่งมียศวินทร์ เพียรพิทักษ์ เป็นแกนนำหลักในการประสานงานให้ผู้เสียหายได้เข้าพบปปง.เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ยศวินทร์กล่าวว่า สมาชิกส่วนใหญ่ในกลุ่มมาจากชนชั้นกลาง มีงานทำและครอบครัว แต่กลับพบว่าตัวเองไม่ได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอจากรัฐ หลังการถูกหลอกลวง
“ตอนนี้เมื่อมีข้อสรุปอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายดังกล่าว โอกาสที่ผู้เสียหายจะได้รับเงินคืนก็เพิ่มมากขึ้น” ยศวินทร์กล่าว
Related Stories
แต่เขาแสดงความกังวลเกี่ยวกับเจตจำนงทางการเมือง โดยสังเกตว่าในขณะที่พรรคการเมืองต่างๆ พูดถึงการปราบปรามพวกมิจฉาชีพอย่างจริงจัง แต่แทบไม่มีพรรคการเมืองไหน พูดถึงการชดเชยให้กับผู้เสียหาย
จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
ขณะนี้ทรัพย์สินที่ยึดได้จะถูกส่งต่อให้พนักงานอัยการ ซึ่งจะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อประกาศให้ทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นของรัฐ หากศาลมีคำตัดสิน ปปง.จึงจะเริ่มกระบวนการชดเชยคืน
โฆษกประจำสำนักงาน ปปง.กล่าวว่า พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 (และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปี 2568) อนุญาตให้ปปง.คืนเงินสดให้แก่ผู้เสียหายได้โดยไม่ต้องรอคำพิพากษาของศาล ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ออกแบบมาเพื่อเร่งการชดเชยให้กับผู้เสียหาย แต่กลไกเร่งด่วนนี้ใช้ได้เฉพาะกับเงินสดเท่านั้น ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่ถูกยึด ซึ่งรวมถึงหุ้นมูลค่า 8.1 พันล้านบาท รถยนต์หรู เรือยอชต์และอสังหาริมทรัพย์
สำหรับทรัพย์สินที่ต้องได้รับการพิพากษาจากศาล กระบวนการโดยทั่วไปจะผ่านศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายปี
ยศวินทร์ เพียรพิทักษ์ แกนนำกลุ่มช่วยเหลือผู้เสียหาย แสดงความกังวลว่า การแทรกแซงทางการเมืองอาจทำให้การเฉลี่ยคืนทรัพย์สินนั้นล้มเหลว
“สิ่งที่เรากลัวที่สุดคือการแทรกแซง เพราะเครือข่ายฉ้อโกงเหล่านี้เป็นกลุ่มทุนที่มีเงินมหาศาล” เขากล่าว “เรากังวลว่าสุดท้ายแล้วเราอาจไม่ได้รับทรัพย์สินที่ถูกฉ้อโกงไปคืน”
