จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยอยู่ภายใต้การบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 กลุ่มผู้หญิงและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระบุว่า อำนาจของกฎหมายฉบับนี้ได้ขยายผลกระทบออกไปไกลเกินกว่าความตั้งใจเดิม
นราธิวาส – ไซนับย้อนเล่าถึงวันที่ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปโดยไม่ทันตั้งตัว วันหนึ่งขณะเธอเดินทางกลับเข้าประเทศไทยจากมาเลเซียพร้อมกับเพื่อน ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองที่ด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส และกำลังจะขึ้นรถตู้เพื่อเดินทางกลับบ้านในช่วงสุดท้ายของการเดินทาง แต่แล้วเจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็เดินเข้ามาขอตรวจเอกสารของเธอ
เธอถูกแยกตัวออกจากเพื่อนโดยไม่มีคำอธิบายใดๆ และถูกควบคุมตัวไว้นานเกือบสองชั่วโมง โดยได้รับแจ้งเพียงว่าทหารกำลังจะมารับตัวเธอไป
“เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองผิดอะไร คิดว่าอาจเป็นแค่ปัญหาเรื่องเอกสารหรือพาสปอร์ต คิดเพียงว่ารอเคลียร์เสร็จแล้วก็กลับบ้านได้ เลยไม่ได้โทรแจ้งครอบครัวด้วยซ้ำ”
แต่คืนนั้นเธอไม่ได้กลับบ้าน ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ไซนับถูกนำตัวเข้าไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี ไม่มีการออกหมายจับ ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ และเธอจะไม่ได้รับอิสรภาพอีกเป็นเวลาสิบวัน
ไซนับ วัย 33 ปี ซึ่งขอให้เปิดเผยเพียงชื่อแรก เป็นหนึ่งในผู้หญิงจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ตกอยู่ภายใต้กลไกด้านความมั่นคงของรัฐไทยตาม ‘พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548’ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ประกาศใช้เพื่อตอบสนองต่อความขัดแย้งและการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมลายูมุสลิม โดยได้รับการต่ออายุอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปี
องค์กรภาคประชาสังคมระบุว่า กฎหมายฉบับนี้ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวบุคคลได้โดยไม่ต้องแจ้งข้อกล่าวหา กำลังถูกนำมาใช้เกินกว่าเจตนาเดิมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยพบว่าในปัจจุบัน มีสัดส่วนผู้หญิงที่ถูกควบคุมตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่ ‘พ.ร.ก.ฉุกเฉิน’ อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ทำได้
พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ถูกใช้ควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางพื้นที่ของจังหวัดสงขลามาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่มีผลบังคับใช้ ความขัดแย้งและสถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าว ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 7,000 ราย และแม้เวลาจะผ่านมากว่าสองทศวรรษ สถานการณ์ก็ยังไม่คลี่คลายเสียทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการประกาศเคอร์ฟิว การห้ามการชุมนุมสาธารณะ การเข้าตรวจค้นโดยไม่ต้องมีหมายศาล รวมถึงการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งข้อกล่าวหาได้นานสูงสุด 30 วัน ในสถานที่พิเศษที่ไม่ใช่เรือนจำอย่างค่ายทหาร และยังให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่จากการถูกฟ้องร้อง หากปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต
บทบัญญัติที่ให้การคุ้มกันทางกฎหมายแก่เจ้าหน้าที่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนี้นี่เอง เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างต่อเนื่อง โดยนักสิทธิมนุษยชนและนักวิชาการจำนวนหนึ่งมองว่า ข้อกำหนดดังกล่าวอาจกลายเป็นเกราะป้องกันที่ทำให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือการละเมิดสิทธิไม่ถูกตรวจสอบ
ข้อมูลที่รวบรวมโดย ‘ด้วยใจ’ กลุ่มภาคประชาสังคมที่ติดตามคดีความในพื้นที่ชายแดนใต้ ยังสะท้อนให้เห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายความมั่นคง ดูเหมือนจะขยายวงกว้างเกินกว่ากลุ่มเป้าหมายดั้งเดิมของรัฐ โดยระหว่างปี พ.ศ. 2564 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 มีผู้หญิงอย่างน้อย 13 คน ถูกควบคุมตัวภายใต้กฎหมายความมั่นคง ขณะที่ผู้หญิงอีกอย่างน้อย 41 คน ถูกเรียกตัวไปสอบสวน
จำนวนผู้หญิงที่ถูกเรียกตัวสูงสุดเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2566 โดยมีจำนวนอย่างน้อย 19 คน แม้ว่าส่วนใหญ่จะได้รับการปล่อยตัวภายใน 24 ชั่วโมง เมื่อไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงกับการก่อเหตุหรือการสนับสนุนความไม่สงบ แต่ก็ยังมีบางรายที่ไม่ได้รับอิสรภาพรวดเร็วเช่นนั้น
ถูกคุมตัวสิบวันโดยไม่มีข้อกล่าวหา
กรณีของไซนับเริ่มต้นขึ้นในโลกออนไลน์ ข้อมูลจากเครือข่าย JASAD เครือข่ายสิทธิมนุษยชนที่ทำงานในพื้นที่ชายแดนใต้ระบุว่า ไซนับถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 จากข้อกล่าวหาตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ กรณีแชร์ข่าวสารจากเพจเฟซบุ๊กชื่อ “Suara Patani” ซึ่งในภาษามลายูหมายถึง “เสียงแห่งปาตานี” อันเป็นชื่อทางประวัติศาสตร์ของดินแดนบ้านเกิดชาวมลายูมุสลิมในภูมิภาคนี้
“ฉันแชร์โพสต์นั้นโดยไม่ได้อ่านอย่างละเอียดด้วยซ้ำ ไม่รู้เลยว่าเนื้อหามันอ่อนไหว หรืออาจทำให้ตัวเองเดือดร้อนได้” ไซนับเล่าให้ HaRDstories ฟัง
จากด่านพรมแดน เจ้าหน้าที่นำตัวเธอไปยังสถานีตำรวจสุไหงโก-ลก ก่อนจะส่งต่อไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี โดยมีเพื่อนผู้ไม่ยอมทิ้งกันขออาสาติดตามไปด้วยความสมัครใจ
ในวันแรกของการควบคุมตัว เจ้าหน้าที่พาเธอไปตรวจร่างกายกับแพทย์ และขอเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอด้วยการป้ายสารจากกระพุ้งแก้มพร้อมลงนามยินยอม ไซนับปฏิเสธไปในตอนแรก เพราะมองว่าคดีของตนเป็นกฎหมายคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่คดีความมั่นคง แต่ท้ายที่สุดก็ถูกกดดันให้ยินยอม
ตลอดสิบวันที่ถูกควบคุมตัว เธอยืนยันว่าไม่ได้ถูกทำร้ายร่างกาย แต่สิ่งที่ทำให้เธอสับสนคือแนวทางการสอบสวน
“แทบไม่มีคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่เราถูกกล่าวหา แต่ถามเรื่องคนในหมู่บ้านและคนในครอบครัวมากกว่า”
แม้ไซนับจะได้รับการปล่อยตัวหลังครบกำหนดการควบคุมตัวสิบวันโดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม แต่การกลับบ้านในครั้งนี้กลับกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต
เธอเล่าว่าตัวเองเริ่มไม่อยากออกจากบ้าน ขณะที่พ่อแม่ของเธอก็หยุดทำงานไปนานหลายเดือน เพราะไม่อาจเผชิญสายตาและคำครหาจากผู้คนรอบข้าง
“สายตาของคนรอบๆ ที่มอง เหมือนเราไปทำอะไรผิดร้ายแรงมา”
ไซนับยังบอกด้วยว่า การอยู่ในสถานที่ควบคุมตัวโดยมีเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัย
“สิ่งที่หนักที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเรา แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับทั้งครอบครัว กลายเป็นว่าทุกคนต้องใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัวตลอดเวลา”
ขังเดี่ยวในค่ายทหาร
เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเดินทางมายังบ้านปาโจ จังหวัดยะลา ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เป้าหมายของปฏิบัติการครั้งนั้นไม่ได้มีเพียงคนเดียว ต่วนมุมีนะห์ วัย 31 ปี คือหนึ่งในสมาชิกหลายคนของครอบครัวที่ถูกพัวพันกับปฏิบัติการดังกล่าวภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน
เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ หลังเกิดเหตุระเบิดภายในบ้าน เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวพ่อ น้องชายและพี่เขยของเธอ พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากผู้หญิงและเด็กในบ้าน ขณะที่สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวถูกเรียกตัวไปสอบปากคำ
ก่อนหน้านั้น ต่วนมุมีนะห์ได้ปรึกษาทนายความและเข้าแจ้งความเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กระทั่งเจ้าหน้าที่โทรศัพท์มาขอให้เธอเดินทางไปพบ แต่เมื่อไปถึง เธอกลับได้รับแจ้งว่าจะควบคุมตัวทันที โดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะบอกกล่าวสมาชิกในครอบครัวที่เหลือ หรือกลับไปเก็บข้าวของส่วนตัวใดๆ
เจ้าหน้าที่นำตัวเธอไปตรวจร่างกายกับแพทย์ชาย และขอให้เธอถอดเสื้อผ้าเพื่อเข้ารับการตรวจ ต่วนมุมีนะห์เล่าว่า ขั้นตอนดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่ได้รับการชี้แจงหรือขออนุญาตล่วงหน้า ซึ่งขัดแย้งกับหลักความเชื่อทางศาสนาของเธออย่างมาก “ผู้หญิงกับผู้ชายไม่เหมือนกัน ทั้งร่างกายและความรู้สึก” เธอสะท้อนถึงความไม่สบายใจ และความอึดอัดที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการควบคุมตัว
ต่วนมุมีนะห์ถูกควบคุมตัวในห้องขังเดี่ยวภายในค่ายทหารเป็นเวลา 7 วัน ก่อนจะถูกย้ายไปควบคุมตัวต่อที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 อีก 25 วัน ตลอดระยะเวลาดังกล่าวเธอระบุว่า ถูกกดดันและข่มขู่ให้รับสารภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ตอนที่รู้ว่ากำลังถูกควบคุมตัว มันเหมือนทุกอย่างพังทลายลงทันที” ต่วนมุมีนะห์กล่าว “เพราะไม่มีใครดูแลลูก”
ลูกทั้งสามคนของเธอต้องไปอาศัยอยู่กับน้าสาวที่ไม่สามารถขับรถได้ ขณะที่น้องสาวอีกสองคนต้องรับภาระดูแลเด็กๆ ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเยี่ยมเธอ ช่วงที่เธอถูกควบคุมตัว เด็กๆ ร้องไห้บ่อยครั้งและเรียกหาแม่อยู่เสมอ บางช่วงถึงขั้นไม่ยอมกินข้าวเพราะปัญหาการปรับตัว
ต่อมา ต่วนมุมีนะห์ถูกย้ายตัวไปยังเรือนจำจังหวัดยะลาโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า
หลังจากคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามปกติ สมาชิกในครอบครัว 4 คนถูกตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ โดยศาลจังหวัดยะลากำหนดวงเงินประกันตัวคนละ 80,000 บาท ต่วนมุมีนะห์ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวด้วยการประกันตัว ขณะที่อัยการยังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องเธออย่างเป็นทางการหรือไม่
เธอเล่าว่าผลกระทบจากการถูกควบคุมตัวยังคงติดตัวมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งต้องเผชิญกับอาการนอนไม่หลับ เบื่ออาหารและวิตกกังวลเรื้อรัง
สำหรับต่วนมุมีนะห์ การถูกควบคุมตัวไม่ใช่เพียงการทำให้เธอหายไปจากชีวิตประจำวันชั่วคราวเท่านั้น แต่ได้ทิ้งร่องรอยและบาดแผลไว้กับทั้งครอบครัวของเธอ เป็นบาดแผลที่ยังคงอยู่แม้วันที่เธอได้กลับบ้านแล้วก็ตาม
สถานการณ์อันซับซ้อนและเปราะบาง
อัญชนา หีมมิหน๊ะ จากสมาคมกลุ่มด้วยใจ มองว่าสถานการณ์ที่ผู้หญิงในจังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันนั้น “ซับซ้อนและเปราะบางมากขึ้น” ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงจำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่คือการที่ผู้หญิงถูกดึงเข้าไปอยู่ในโครงสร้างความขัดแย้งมากขึ้นในหลายระดับ
เมื่อผู้ชายในครอบครัวถูกควบคุมตัว ภาระทั้งหมดที่เหลืออยู่มักตกอยู่กับผู้หญิง พวกเธอต้องรับผิดชอบในการดูแลลูก การหารายได้เลี้ยงครอบครัว รวมถึงการติดต่อหน่วยงานรัฐและกระบวนการยุติธรรม ทำให้ภาระทางเศรษฐกิจและจิตใจเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ต่อมาในช่วงหลัง ผู้หญิงไม่ได้เป็นเพียง ‘ผู้ได้รับผลกระทบทางอ้อม’ จากการที่สามีหรือสมาชิกครอบครัวถูกควบคุมตัวอีกต่อไป แต่เริ่มกลายเป็น ‘ผู้ถูกเรียกตัว ถูกเก็บข้อมูลและถูกตรวจสอบโดยตรง’ มากขึ้น
อัญชนายังสะท้อนว่า เด็กในครอบครัวที่แม่หรือพ่อถูกควบคุมตัวเริ่มแสดงพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง หวาดกลัว ไม่อยากไปโรงเรียน เพราะถูกตีตราจากสังคมซึ่งส่งผลระยะยาวต่อสถาบันครอบครัว
เธอระบุเพิ่มเติมว่า ผู้หญิงจำนวนมากกำลังถูกเรียกตัวไปสอบสวน ถูกเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอและถูกจับตามองโดยตรงจากเจ้าหน้าที่ แม้ในหลายกรณีไม่มีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ใดที่อยู่ระหว่างการสืบสวนเลยก็ตาม
เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากชาวมลายูมุสลิมในพื้นที่มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2555 ทั้งระหว่างการเข้าตรวจค้นบ้านและการตั้งด่านตรวจ โดยหลายครั้งเป็นการเก็บข้อมูลจากบุคคลที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบใดๆ จนปีพ.ศ. 2564 คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญอิสระขององค์การสหประชาชาติ หรือ CERD ได้แสดงความกังวลต่อแนวปฏิบัติดังกล่าว และเรียกร้องให้ประเทศไทยยุติการดำเนินการดังกล่าว
อัญชนาเห็นว่า การขยายมาตรการการเก็บดีเอ็นเอและการเรียกตัวบุคคลมาสอบถามข้อมูลเป็นกิจวัตร ได้สร้างความวิตกกังวลแก่ผู้หญิงจำนวนมากในพื้นที่ หลายคนใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัวและความไม่แน่นอน ไม่รู้ว่าตนจะถูกเรียกตัวเมื่อใด แม้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ใดเลยก็ตาม
อับดุลเลาะ เงาะ จากเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ หรือ JASAD กล่าวว่า องค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง รวมถึงองค์การสหประชาชาติ ได้เรียกร้องให้แก้ไขพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างมีนัยสำคัญมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว
ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล หรือ ICJ ระบุว่า บทบัญญัติสำคัญหลายส่วนของกฎหมายฉบับนี้ ไม่สอดคล้องกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย และเรียกร้องให้ยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายดังกล่าวอย่างจริงจัง ต่อมา คณะทำงานขององค์การสหประชาชาติที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ได้บันทึกข้อค้นพบว่า ผู้หญิงในจังหวัดชายแดนภาคใต้เผชิญกับการจับกุมโดยพลการ การสอบสวน และการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอโดยไม่สมัครใจ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติแนวปฏิบัติเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานของรัฐไทยยืนยันมาโดยตลอดว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินยังคงมีความจำเป็น เนื่องจากภัยคุกคามจากความรุนแรงในพื้นที่ยังคงดำรงอยู่ กฎหมายฉบับนี้จึงได้รับการต่ออายุเรื่อยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548
สำหรับ JASAD ประเด็นที่น่ากังวลเป็นพิเศษเกี่ยวกับผู้หญิง คือความไม่สอดคล้องกันระหว่างสถานที่ควบคุมตัวทางทหาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสภาพแวดล้อมที่มีเจ้าหน้าที่ชายเป็นหลัก กับบริบททางศาสนาและวัฒนธรรมของชุมชนมุสลิมในพื้นที่
องค์กรระบุว่า ผู้หญิงที่ถูกควบคุมตัวมักถูกสอบสวนโดยเจ้าหน้าที่ชาย และภายใต้แนวปฏิบัติในปัจจุบัน พวกเธอไม่มีสิทธิให้บุคคลที่ไว้วางใจอยู่ด้วยในระหว่างการสอบสวน
JASAD เห็นว่า การนำกฎหมายพิเศษมาใช้กับผู้หญิงเช่นนี้ ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้ถูกควบคุมตัวเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่ และอาจทำลายเงื่อนไขพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเดินหน้ากระบวนการสันติภาพในระยะยาวอีกด้วย
ความจำเป็นของการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เปิดแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยสตรี สันติภาพและความมั่นคงฉบับแรกของประเทศ ซึ่งจัดทำขึ้นร่วมกับ UN Women และเครือข่ายภาคประชาสังคม อัญชนา หีมมิหน๊ะ มองว่าแม้การมีแผนดังกล่าวจะเป็นก้าวสำคัญ แต่ในทางปฏิบัติอาจยังไม่เพียงพอ
เธอกล่าวว่า แม้แผนจะระบุให้การมีส่วนร่วมของผู้หญิงในกระบวนการสันติภาพเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ แต่กลับยังไม่มีความพยายามเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการผลักดันให้ผู้หญิงเข้าไปมีบทบาทในระดับการตัดสินใจ โดยเฉพาะในวงเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการ
สิ่งที่ขาดหายไปจึงไม่ใช่ถ้อยคำที่ระบุไว้ในเอกสาร หากแต่เป็นพื้นที่จริงที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงจากพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ได้มีบทบาทอย่างแท้จริงในการกำหนดอนาคตและสร้างสันติภาพให้กับภูมิภาคของตนเอง
ด้าน อามาณีย์ ดอเล๊าะ ประธานองค์กรผู้หญิงปาตานี หรือ PERWANI กล่าวว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้สร้างผลกระทบที่ลึกเกินกว่าจะมองเป็นรายกรณี กฎหมายเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่สามารถปิดล้อม ตรวจค้น และควบคุมตัวได้ในยามวิกาล ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากรู้สึกไม่ปลอดภัย แม้กระทั่งภายในบ้านของตนเอง
“ผู้หญิงจำนวนมากต้องอยู่กับความหวาดกลัว แม้ในที่ที่ควรรู้สึกปลอดภัยที่สุดอย่างบ้านตัวเอง”
อามาณีย์กล่าวว่า ผลกระทบดังกล่าวปรากฏให้เห็นในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วทั้งภูมิภาคที่ต้องอยู่กับความขัดแย้งมายาวนานกว่าสองทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพจิต ความเปราะบางของสถาบันครอบครัว หรือแม้แต่ความสามารถในการใช้ชีวิตและเดินทางไปไหนมาไหนโดยไม่ต้องรู้สึกหวาดกลัว
เธอเชื่อว่า ตราบใดที่กฎหมายพิเศษเหล่านี้ยังคงมีผลบังคับใช้ ความหวาดกลัวก็จะยังคงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้หญิงและครอบครัวในพื้นที่ชายแดนใต้ต่อไป
บรรณาธิการโดย เอื้อบุญ จงสมชัย
ข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการรายงานข่าวร่วมระหว่างฮาร์ดสตอรี่ x วาร์ตานี (Wartani) สนับสนุนโดยกองทุนสนับสนุนกิจกรรมท้องถิ่นแคนาดา
•
•
•
Get our latest stories direct to your inbox.