เมื่อคำพูดเป็นเรื่องต้องห้าม คนกลุ่มนี้จึงเลือกที่จะ ‘พูด’ ผ่านศิลปะการแสดงสด

นักกิจกรรมทำการแสดง Performance  Art ประกอบดนตรี ในเทศกาลงาน “October Sound” ซึ่งจัดโดยกลุ่มนักกิจกรรม นักศึกษาและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองในจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 จุดประสงค์ส่วนหนึ่งของงานนี้คือการเรียกร้องสิทธิการประกันตัวแก่ผู้ต้องขังทางการเมือง ภาพ : พีระพล บุณยเกียรติ / HaRDstories

“ศิลปะแสดงสด” หรือ Performance Art เป็นที่นิยมมากขึ้นในกลุ่มคนที่ต้องการแสดงออกในประเด็นที่สังคมมองว่าล่อแหลม แต่ศิลปะแขนงนี้ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไป ดังเช่นกรณีของ “รามิล” ศิลปินแสดงสดที่ต้องต่อสู้คดีถึงในชั้นศาล เพราะงานศิลปะของเขาถูกกล่าวหาว่า “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”

 

ย้อนไปเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 กระแส “ยืน-หยุด-ขัง” เพื่อเรียกร้องให้ทางการปล่อยตัวนักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกคุมขัง ได้ผุดขึ้นในหลายพื้นที่ รวมถึงจังหวัดเชียงใหม่ด้วย 

ในวันนั้น ขณะที่ผู้ชุมนุม “ยืน-หยุด-ขัง” ยืนรวมตัวกันบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศิวัญชลี วิธญเสรีวัฒน์ หรือ “รามิล” นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในขณะนั้น ก็ได้สร้างความฮือฮาในกลุ่มผู้ชุมนุม ด้วยการทาสีตนเองเป็นสีแดง และร่ายรำบนป้ายชื่อมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็น “ศิลปะการแสดงสด” หรือ Performance Art ที่เขาพยายามสื่อถึงบรรยากาศการเมืองในขณะนั้น 

ถึงแม้ในวันนั้น รามิลจะไม่ได้ชูป้ายหรือปราศรัยโจมตีบุคคลใด แต่เขากลับตกเป็นจำเลยในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวหาว่าเขากระทำผิดมาตรา 112 ด้วยการ “ชี้เท้า” ไปที่พระบรมฉายาลักษณ์ในบริเวณที่เขาแสดง Performance Art นำไปสู่การต่อสู้คดีในชั้นศาล ซึ่งเขามองว่าเท่ากับเป็นการทำให้รูปแบบศิลปะ Performance Art ต้องมาขึ้นศาลกับเขาด้วย เพราะรัฐมิได้แยกแยะว่าสิ่งใดคือ “ศิลปะ” และสิ่งใดคือ “อาชญากรรม” 

“เมื่อเป็นคดีความแล้วรัฐพยายามอย่างมากที่จะบอกว่านี่ไม่ใช่คดีที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ แต่เป็นคดีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำให้งานที่เราทำไม่ใช่งานศิลปะ แต่เป็นความผิดทางกฎหมาย” รามิลกล่าวกับ HaRDstories 

รามิลเป็นหนึ่งในกลุ่มศิลปินแสดงสด ซึ่งเป็นที่คุ้นตามากขึ้นตามการชุมนุมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังขบวนการเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ก่อตัวขึ้นกลางปี 2563 รามิลและศิลปินแสดงสดอีกหลายคน ไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นนักกิจกรรม แต่มองตัวเองว่าเป็นศิลปินที่มุ่งนำเสนอข้อความผ่านการแสดงทางร่างกาย ตามแต่การตีความของผู้คนรอบข้าง และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือกระตุ้นให้ผู้รับชมตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวนั่นเอง 

“เราไม่ได้คิดว่าศิลปะเป็นเครื่องมือ ชีวิตเรา ตัวเรา กับสิ่งที่คนอื่นเรียกว่ามันเป็นงาน Performance Art มันเป็นสิ่งเดียวกัน การที่เราออกไปทำงาน Performance สักชิ้นหนึ่ง เราไปใช้ชีวิต เพราะฉะนั้นก็ใช้ชีวิต” รามิลอธิบาย

การเดินทางของรามิล 

รามิลเติบโตขึ้นในครอบครัวชาวมุสลิมที่จังหวัดนราธิวาส  ในบทสัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง เขาเล่าว่าความทรงจำวัยเด็กของเขาคือชุมชนสลัมในพื้นที่ของการรถไฟ และต่อมาเขาเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ รอบตัว รวมถึงเรื่องศาสนาด้วย จนในที่สุดเขาพบว่าตนเองไม่มีความศรัทธาต่อพระเจ้าอีกต่อไป นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต  

นอกจากนี้ เขายังตั้งคำถามต่อสภาพแวดล้อมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ทั้งความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างการวางระเบิดและลอบยิง ไปจนถึงมาตรการโต้ตอบจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นภาพด่านความมั่นคงของเจ้าหน้าที่ การจับกุม การปิดล้อม และอำนาจภายใต้ “กฎหมายพิเศษ” ของทางการ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เขาตระหนักถึงประเด็นปัญหาว่าด้วยการใช้อำนาจและสิทธิของประชาชน

อีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้รามิลค่อยๆ ซึมซับความสนใจในประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน คือการที่เขาได้เข้าร่วมกิจกรรมลงพื้นที่และค่ายเรียนรู้ในช่วงที่เขาเรียนชั้นมัธยม จนกระทั่งในปี 2559 รามิลตัดสินใจเลือกศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในอีกปลายสุดของประเทศไทย ประกอบกับสภาพบ้านเมืองที่ปกครองโดยคณะรัฐบาลทหารในขณะนั้น ชีวิตวัยนักศึกษาของเขาจึงเต็มไปด้วย “การเมือง” 

“เอเวอรี่ติง จิงเกอเบลในชีวิตมนุษย์ก็คือการเมือง ทุกก้าวย่างที่เราขยับไปถูกครอบคลุมด้วยการเมือง และเราก็สนใจเรื่องความเหลื่อมล้ำ ยิ่งหลังรัฐประหารปี 2557 เป็นต้นมา เรามาอยู่ มช. ตอนปี 2559 เราก็ทำงานเคลื่อนไหว ทำม็อบเล็กๆ น่ารักๆ ร้อย สองร้อยคน” รามิลเล่า

ต่อมาในต้นปี 2563 กลุ่มนักเรียน-นิสิตนักศึกษาในหลายโรงเรียนและมหาวิทยาลัย จัดชุมนุมกันอย่างแพร่หลายเพื่อประท้วงกรณีการยุบพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองสายก้าวหน้าที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากสนับสนุน การประท้วงค่อยๆ ก่อตัวกลายเป็นขบวนการที่ตั้งคำถามต่ออำนาจและอิทธิพลของสถาบันต่างๆ รวมถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย นำไปสู่การเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเป็นทางการของขบวนการกลางปี 2563 เป็นต้นมา

รามิลเข้าร่วมการชุมนุมตลอดช่วงนั้น จนวันหนึ่ง รามิลพบว่างานชุมนุมที่เขาและเพื่อนนักศึกษาเคยทำได้ เริ่มยากขึ้นเมื่อเพื่อนหลายคนเรียนจบและก้าวเข้าสู่การทำงานกลายเป็นคนที่มีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้น การกลับมารวมตัวกันทำงานเคลื่อนไหวแบบเดิมยากขึ้น เขาเริ่มแสวงหาวิธีใหม่ๆ ในการเคลื่อนไหว และด้วยพื้นฐานที่เป็นคนทำงานละครอยู่แล้ว เขาจึงพบคำตอบใน Performance Art 

“มันก็ยังเหลือตัวเราอยู่ เราค้นพบว่าถ้าเราทำงานใหญ่ไม่ได้ เราก็ใช้ทุกเศษซากของชีวิตเรา ตัวเอง ร่างกายเราในการทำงาน แล้วงานละคร งาน Performance Art สามารถที่จะเล่าเรื่องบางอย่างได้ เราก็เลยใช้มันตั้งแต่ตอนปลายปี 63”

ใช้ศิลปะเพื่อตั้งคำถาม

ปลายปี 2563 เป็นช่วงเวลาที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากแสดงความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กันอย่างกว้างขวาง รามิลจึงใช้ Performance Art  พูดถึง มาตรา 112 ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถานศึกษาของเขา ด้วยการทาตัวขาว เดินถือถังสีแดงและเขียนคำว่า 112 ตามพื้นที่ต่างๆ โดยไม่มีการขีดฆ่าทับบนตัวเลข 112 แต่อย่างใด 

“Performance ที่สำคัญไม่ใช่มนุษย์ตัวขาวเขียน 112 สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างหาก ยามต้องมาขัดสีออก เอาสีดำมาทาทับตามถนน แม่บ้านต้องมาเช็ดสี 112 ออก สำหรับเราอันนี้เป็น Performance มากๆ ที่จะได้เห็นจากการทำ Performance ของเราถูกลบ ไม่ว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจะถูกเทิดทูน ถูกให้ค่าจากคนที่เทิดทูนสถาบันกษัตริย์ หรือใครก็ตาม ถ้าภูมิใจมาก แล้วจะลบมันทำไม?” รามิล ตั้งคำถาม

ผลจากการกระทำ Performance ครั้งนั้นทำให้รามิลถูกสอบวินัยนักศึกษา แต่นั่นไม่ได้ทำให้รามิลหยุดหรือหวาดกลัว เขาโต้กลับมหาวิทยาลัยที่ดำเนินการเช่นนี้ด้วยการกระทำ Performance Aart ทาตัวขาวยืนร่ายบทกวีผ่านถ้อยคำที่ตรงไปตรงมาอยู่ใต้ตึกเรียน 

หลังจากนั้น รามิลได้นำการ Performance ไปร่วมแสดงออกในอีกหลายม็อบในเชียงใหม่ จนถูกเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินคดีในข้อหาละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน จากการ Performance “สำรอกบทกวี” ระหว่างการชุมนุมที่ท่าแพ การถูกดำเนินคดีเช่นนี้ ยิ่งทำให้เขาตอบโต้ด้วยการจัด Performance Art ทุกสัปดาห์และทุกมุมในคูเมืองเชียงใหม่เป็นเวลาหนึ่งเดือน 

“เราค้นพบว่าคนที่มายืนดู มาสนับสนุนเรา ก็คือป้าๆ เสื้อแดงในเชียงใหม่ที่เคยอยู่ในสมรภูมิการเมืองมาก่อน ผมจำคำนั้นได้ตอนที่เรา Performance อยู่ที่ประตูช้างเผือก เขาก็เดินมาบอกเรา ‘หนูทำอะไร ป้าไม่รู้หรอก ป้าดูไม่รู้เรื่องหรอก แต่ป้าเข้าใจนะว่าสิ่งที่หนูทำเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง ป้ามาป้าก็อยากจะซัพพอร์ตนักศึกษา ป้าไม่มีแรงจะมาทำอะไรพวกนี้ แต่ถ้าพวกมันจะมา ตำรวจมันจะมาถ่ายรูป ป้าก็จะไปยืนบังให้’” รามิลกล่าว

หลังจากคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คดีต่อมาที่รามิลได้รับจากการ Performance กลายเป็นคดี ม.112 จากการขึ้นไปกระทำ Performance Art ร่ายรำอยู่บนป้ายชื่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่รามิลเล่าว่าสิ่งที่ทำให้เขาสะท้อนใจจนทำให้เขาต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง คือภาพขณะที่มารดาของ เพนกวิน – พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักกิจกรรมทางการเมืองออกมาโกนผม เพื่อทวงความยุติธรรมให้กับลูกชายที่ถูกจับขังคุกในขณะนั้น เขาจำได้ว่าตนเองตั้งคำถามอยู่ในใจว่า “แม่ต้องทำสิ่งนี้เหรอ”

“ไม่ใช่ความผิดของคนที่มาชุมนุม ตัวเขา ตัวกู ตัวใครในประเทศนี้ที่ไม่ได้รับความยุติธรรม ทำไมแม่ต้องออกมาทวงความยุติธรรม?” รามิลกล่าว “ผมเคยดูสารคดีที่เทียนอันเหมิน คนที่ยังหลงเหลืออยู่ที่เทียนอันเหมินคือแม่ของลูกชายที่หายไปจนวันนี้ ทำไมต้องเป็นแม่ ทำไมต้องเป็นแม่ที่ยังคงต้องพูดอยู่?”

ศิลปะในห้องพิจารณาคดี

การขึ้นศาลในคดีร่ายรำ Performance Art เริ่มทำให้รามิลตระหนักด้วยว่า รัฐดูเหมือนไม่เข้าใจการใช้ศิลปะในแบบที่เขาทำอยู่ ในสายตาของภาครัฐ ศิลปะเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง เขาต้องอธิบายให้เจ้าหน้าที่ฟังตลอดระหว่างการพิจารณาคดีว่าจุดประสงค์ของศิลปะของเขาคืออะไรบ้าง 

“รัฐมีภาษาทางงานศิลปะของรัฐ ไวยากรณ์ของรัฐที่พูดถึงงานศิลปะกับเราที่ทำงานศิลปะ ไวยากรณ์มันไม่เหมือนกัน” รามิลระบายความในใจ “รัฐไม่เข้าใจไวยากรณ์แบบนี้ รัฐควบคุมไม่ได้ มันอาจดูเป็นภาษาที่กระดากกระเดื่องสถุลชั้นต่ำ ในบรรดางานที่สดสวยสวยงามในห้องแกลลอรี่ ความสถุลชั้นต่ำแบบงานศิลปะอย่างเรามันเล่าเรื่องอะไร มันดึงเอาอะไรมาปรากฏกายอยู่ที่ตรงนั้น” 

ประเด็นที่เขาถูกกล่าวหา คือการที่เขาชี้เท้าไปที่พระบรมฉายาลักษณ์ระหว่าง Performance Art ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นการกระทำที่จงใจดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และร่ายรำทำท่าเหมือนครุฑ อันเป็นสัญลักษณ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งทั้งสองการกระทำ ไม่มีการพูด หรือเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใดๆ Performance Art ของรามิล กลายเป็นสิ่งที่ศาลต้องตีความว่า ถือเป็นความผิดหรือไม่

บันทึกการพิจารณาคดีของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน บรรยายการต่อสู้และแก้ต่างเพื่อตีความ Performance Art ชิ้นนั้น โดยพยานผู้เชี่ยวชาญจากวิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่คนหนึ่งมองว่าท่าทางรำของรามิลดูเหมือนครุฑ  ดังนั้น ภาพที่ออกมานั้นดูไม่งดงาม รู้สึกไม่ดี พร้อมการแสดงยังทำต่อหน้ารูปพระบรมฉายาลักษณ์ซึ่งเป็นสถานที่ที่ไม่บังควรอีกด้วย 

พยานกล่าวด้วยว่า แม้ตนเองก็ไม่เข้าใจว่าการแสดงของจำเลยจะสื่อถึงอะไร แต่เห็นว่าเป็นการไม่ถวายพระเกียรติต่อพระมหากษัตริย์โดยการยกเท้าขึ้นไปด้านบน ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับในทางศิลปะของไทย

พยานอีกคนหนึ่งจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ แสดงความเห็นว่า วัฒนธรรมคือสิ่งดีงาม โดยมาจากการที่ทุกคนเห็นด้วยกันว่าเป็นสิ่งที่ดี ต้องเป็นที่ยอมรับและยึดถือร่วมกัน แต่เห็นว่าการแสดงของรามิลถือว่าเป็นการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมที่ได้กระทำกับสิ่งอันเป็นที่รักและเคารพของบุคคลอื่น เพราะสถานที่เกิดเหตุ มีรูปพระบรมฉายาลักษณ์ซึ่งเป็นตัวแทนของรัชกาลที่ 10 การกระทำของรามิลจึงถือว่าเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ดีและไม่ควรทำ

ด้านรามิล เบิกความยืนยันว่าตนไม่ได้มีเจตนาที่จะชี้เท้าไปยังพระบรมฉายาลักษณ์หรือดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะเหตุผลที่ทำ Performance Art ในวันนั้น มาจากการที่ตนไม่พอใจการวางตัวของคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ดูจะไม่สนับสนุนการใช้สิทธิเสรีภาพของนิสิตนักศึกษาในการชุมนุม อีกทั้งตนยังสะเทือนใจกับภาพมารดาของเพนกวิ้นโกนศีรษะเรียกร้องให้ปล่อยตัวลูกอีกด้วย 

ในที่สุด ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องรามิล โดยระบุว่าพยานหลักฐานจากโจทก์ชี้ไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอาฆาตมาดร้าย ดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาท อีกทั้งการแสดงของจำเลยไม่ได้เจาะจงตัวบุคคล ประกอบกับป้ายหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นสถานที่ชุมนุมอยู่เป็นประจำ การแสดงกิจกรรมดังกล่าวก็เรียกร้องเรื่องสิทธิการประกันตัวอีกด้วย 

อย่างไรก็ตาม ทางอัยการได้อุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว และรามิลก็ยังคงต่อสู้คดีต่อไป 

‘Every 5th of Every Month’ 

เมื่อถามถึงอิทธิพลหรือแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาเลือกหนทางของ Performance Art รามิลกล่าวว่าตนยกความดีความชอบในแง่หนึ่งให้แก่เชียงใหม่ เมืองที่หล่อหลอมให้เขาสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้อย่างที่ใจคิด และมีคนส่วนหนึ่งที่เข้าใจและสนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่ออกมาแสดงจุดยืนต่างๆ 

“ในช่วงระหว่างทางที่เราทำ เรายกเครดิตทั้งหมดให้เชียงใหม่ เรารู้สึกว่าตัวเราไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ถ้าเราไม่ได้ถูกหล่อเลี้ยงมาจากเชียงใหม่ เราไม่สามารถสนับสนุนประเด็นนี้ได้ ถ้าเราไม่ได้อยู่ในบริบทของเชียงใหม่ และคนที่ซัพพอร์ตเรามาอย่างสม่ำเสมอก็คือคนในเชียงใหม่ งานแต่ละงานที่ยังคงไหลเวียนอยู่ได้ก็เพราะคนเชียงใหม่ เรายกให้เชียงใหม่ทั้งหมดเลย” รามิลกล่าว

นอกจากรามิลแล้ว ยังมีศิลปิน Performance Art คนอื่นๆ ที่คอยเคลื่อนไหวในประเด็นการเมืองและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นภายในพื้นที่เมืองเชียงใหม่อยู่เรื่อยๆ เช่น สองศิลปินหญิง “โมรา – นันทนา วงษ์ทวี” และ “ถั่วเขียว – ธีราภรณ์ พุดทะสี” 

“Performance Art มันเร็วที่สุดแล้ว เพราะว่าใช้ร่างกายของเรา และใช้ของเล็กๆ น้อยๆ มาร่วม” โมราอธิบายถึงเสน่ห์ของ Performance Art 

หลังการหายตัวไปของ “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” ผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวไทยที่ถูกอุ้มหายไปในประเทศกัมพูชาเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563 โมราหยิบเอาความโหดร้ายนี้มาทำเป็นงานในโปรเจกต์ส่วนตัวของเธอที่ชื่อว่า “Every 5th of Every Month” โดยทุกวันที่ 5 ของเดือนนับตั้งแต่วันเฉลิมหายไป โมราจะออกไป Performance ในที่ใดสักที่ในเชียงใหม่ เพื่อย้ำเตือนตัวเองและคนที่ผ่านไปมาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับวันเฉลิม

โมรากล่าวว่าเธอทำแบบนั้นอยู่เป็นเวลาหนึ่งปี ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกับวันเฉลิมในชีวิตจริง แต่สิ่งที่มากระทบใจโมราส่วนหนึ่งเป็นเพราะวันที่วันเกิดเหตุ 4 มิถุนายน ตรงกับวันเกิดของเธอ ซึ่งโมราไม่อาจนั่งดูข่าวการหายตัวไปของวันเฉลิมและปล่อยมันผ่านไปได้เหมือนกับข่าวอื่นๆ  

โมรายืนยันว่า บุคลิกในยามปกติเธอไม่ใช่คนที่ชื่นชอบความโดดเด่น ไม่ชอบการเป็นจุดสนใจของผู้คน เวลาที่ไปม็อบหรือเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเธอมักจะยืนอยู่ด้านหลังมุมไหนสักมุมรวมกับคนอื่นอยู่ท้ายๆ ของงานเสมอ แต่ด้วยความตื่นตัวทางการเมือง เธอกล่าวว่าต่อให้ชีวิตต้องทำงานหกวันต่อสัปดาห์ เธอก็ยังหาเวลามาร่วมการชุมนุมและทำ Performance Art อยู่เป็นประจำ 

อาจเพราะภูมิหลังของเธอที่เรียนจบจากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงไม่แปลกที่เธอจะมีพื้นฐานทางความคิดและตีความปรากฏการณ์หลายอย่างออกมาผ่านงานศิลปะ

“ที่ว่าเหมือนเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงเนี่ยจริง เพราะเราเป็นใคร เป็นโนบอดี้คนหนึ่ง แต่ว่ามันก็ต้องเริ่มจากตรงนี้นี่แหละ เริ่มจากใครสักคนหนึ่งพูดออกมา แล้วก็จะมีคนที่ได้ยินเรา ไม้ซีกพวกนี้อาจจะแบบ เออเราเห็นด้วย เราไปงัดไม้ซุงกันเถอะ มันไม่ใช่อาวุธที่เห็นผลทันที ต้องใช้เวลา”  โมราอธิบาย 

“ในเชียงใหม่เองเมื่อสองสามปีก่อน คนก็ยังงงๆ แต่ตอนนี้คนทั่วไปก็ไม่ได้สงสัยแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น อาจจะมีงงบ้างว่าทำไมต้องทำขนาดนี้ ทำไมต้องทำร้ายตัวเองกับคนที่ใช้ความเจ็บปวดสื่อสาร” 

อย่างไรก็ตาม โมราไม่ได้คาดหวังให้ผลจากการ Performance Art ของเธอทุกครั้งต้องออกมาฮือฮาหวือหวาหรือพีคทุกครั้งไป แค่มีใครสักคนมองเห็นในสิ่งที่เธอทำก็พอ และไม่ได้มีใครบังคับให้เธอออกไป 

“เราคิดว่างาน Performance มันสามารถเป็นความเรียบเฉยได้ ไม่เหมือนละครที่จะต้องส่งไปสู่จุดพีค เราไม่ต้องคาดหวังอย่างยิ่งยวดกับมัน อาจจะมีกดดันนิดหน่อย”

บทกวีร้องขอความเมตตา

ด้านถั่วเขียว อีกหนึ่งศิลปิน Performance Artist ระบุว่าเธอเลือกใช้ศิลปะมาสื่อสารจุดยืนต่อเรื่องสิทธิเสรีภาพและกระบวนการยุติธรรม เพราะเธอไม่ถนัดพูดหรือแสดงออกแบบนักกิจกรรมทางการเมืองแบบที่สื่อมวลชนคุ้นตากัน 

“เราไม่ได้มีความถนัดอะไรอย่างอื่น พูดก็ไม่ได้เก่ง ปราศรัยก็ไม่ได้เก่ง” ถั่วเขียวอธิบาย “เรารู้สึกว่าเราไม่สามารถสื่อสารได้ดีในช่องทางอื่น ก็เลยเลือกสื่อสารผ่านศิลปะ ใช้ศิลปะไปขยายความรับรู้ของคนอื่นๆ ศิลปะมันมีจุดเด่น จุดน่าสนใจ มีบางอย่างที่เป็นแรงดึงดูดให้คนเข้ามาสนใจ พยายามถอดข้อความจากงานที่เราสื่อสาร”

ถั่วเขียวเป็นนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ ที่ใช้ศิลปะแขนง Performance Art แสดงออกตั้งแต่ก้าวเข้ามาสู่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มจากประเด็นการหยุดระบบโซตัสภายในมหาวิทยาลัย ความเท่าเทียมทางเพศ การเลือกตั้ง ต่อต้านรัฐประหารทั้งในไทยและเมียนมา มีอีกหลายประเด็นที่ถั่วเขียวพูดออกมาดังๆ ผ่านศิลปะ

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในกิจกรรมรณรงค์นิรโทษกรรมประชาชนที่หน้าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถั่วเขียวทำ Performance Art รับบทบาทเป็น “อัญชัญ ปรีเลิศ” ผู้ต้องขังในคดี ม.112 ที่ถูกศาลพิพากษาจำคุกเป็นระยะเวลา 43 ปี 6 เดือน จากการแชร์รายการวิเคราะห์การเมืองรายการหนึ่ง

ในครั้งนั้น ถั่วเขียวสวมบทเป็นอัญชัญ ร่ายบทกวีของความเมตตาต่อศาลและผู้ชมแถวนั้นให้มองเห็นชีวิตผู้ต้องขังคดีทางการเมืองคนนี้บ้าง พร้อมทั้งอ่านรายชื่อผู้ต้องในคดีทางการเมืองทั้งหมดที่ยังคงถูกจองจำอยู่ในเรือนจำ 

“ในสภาวะที่ก้ำกึ่งระหว่างความเป็นและความตาย

ในสภาวะที่สามารถพูดได้ แต่มิอาจพูดได้ชัดเจน

ในสภาวะที่สามารถหายใจได้ แต่มิอาจหายใจได้อย่างสะดวก

ในสภาวะที่สามารถมองเห็นได้ แต่ก็เห็นเป็นภาพพร่ามัว

มีเพียงเสียงเท่านั้น ที่รับรู้ได้ถึงความจริงและความชัดเจน 

ความตายอยู่ใกล้เพียงครึ่งหนึ่งของลมหายใจ

ชีวิตยังคงดำเนินไปเพียงปลายลิ้นสัมผัสรส

หวังว่าพวกท่านๆ จะเมตตาฉันบ้าง…” 

“มันเป็นเสรีภาพในการแสดงออกอย่างหนึ่ง” ถั่วเขียวกล่าวถึงงาน Performance Art ของตนเอง “เสรีภาพทั้งของคนทำและคนเสพ เขาได้ตีความจากสิ่งที่เขาคิดหรือประสบการณ์ของเขาที่ผ่านมา โดยพื้นฐานแล้วเราเชื่อว่าศิลปะมีเสรีภาพที่ไม่สามารถควบคุมมันได้ มีบางงานที่รัฐเอาไปตีความ แล้วตีความว่ามันผิด เราก็อาจจะถูกดำเนินคดีความได้” 

 

อาวุธของความเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ Performance Art ถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์การชุมนุมทางการเมืองของประเทศไทย เพราะมีบางกลุ่มเลือกใช้ศิลปะแขนงนี้ในการแสดงความเห็นตามการชุมนุมมาเป็นระยะๆ นานพอสมควรแล้ว ยกตัวอย่างเช่น Performance Art ตลอดช่วงหลังการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 ซึ่งนำโดย สมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดงในขณะนั้น

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตั้งแต่การกวาดจับและดำเนินคดี 112 กับบุคคลที่เรียกร้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือถูกกล่าวหาว่าดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันฯ ผ่านคำพูดหรือข้อเขียนต่างๆ  ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปลายปี 2563 เป็นต้นมา วิธีการ “สื่อสาร” โดยไม่ใช้คำพูดหรือข้อเขียนอย่างเช่น Performance Art เช่นนี้ จึงถือว่าเป็นแนวทางหนึ่งที่มีพลังในตัวเองขึ้นมาด้วย 

ทัศนัย เศรษฐเสรี อาจารย์ประจำสาขาวิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองปรากฏการณ์ที่ศิลปินรุ่นใหม่ในเชียงใหม่ออกมาใช้งาน Performance Art แสดงออกทางการเมืองว่าเป็นเรื่องปกติที่มักจะเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของศิลปะ

“ศิลปะทำงานในฐานะของการวิพากษ์วิจารณ์ขนบประเพณีของตัวศิลปะเองมาแต่ไหนแต่ไร แล้วก็เป็นอาวุธทางการเมือง ศิลปะในตัวมันเอง มีนัยยะทางการเมือง ไม่ว่าจะมีเนื้อหาที่เป็นการเมืองโดยตรงหรือไม่ก็ตาม มันมีนัยยะของการวิพากษ์วิพากษ์วิจารณ์การเมืองอยู่แล้ว” 

ทัศนัยอธิบายต่อว่า ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ผลงานศิลปะที่พูดถึงประเด็นทางการเมือง “เป็นเรื่องที่ยอมรับได้” แต่ไม่ได้หมายว่าตัวศิลปินจะมีชีวิตที่สะดวกสบาย โดยเฉพาะศิลปินหัวก้าวหน้าที่พยายามมองหามุมมองใหม่ เมื่อความคิดต่างถูกถ่ายทอดออกไปเป็นผลงานที่มองเห็นได้ ย่อมต้องมีส่วนใดส่วนหนึ่งที่เข้าไปท้าทายต่อขนบเดิมหรือความคิดร่วมสมัยที่ผู้คนเชื่อกันอยู่ในขณะนั้น แม้จะมีผู้คนที่ไม่สบายใจที่เห็นผลงานศิลปะเหล่านั้น แต่ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้

อีกมิติที่สำคัญของ Performance Art คือการที่ศิลปะแบบนี้เป็นการแสดงที่เข้าถึงได้โดยสามัญชนทั่วๆ ไป ไม่ต้องใช้ทักษะหรือฝึกฝนยาวนานแบบศิลปการละคร ดังนั้น ทัศนัยระบุว่าจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ Performance Art ถูกใช้เป็นอาวุธในการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองเสมอมาตั้งแต่ตอนทศวรรษที่ 80 ไม่ว่าจะโดยกลุ่มสตรีนิยม กลุ่มเรียกร้องความเท่าเทียมในสังคม หรือนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม 

“[Performance Art] ไม่ได้มีจุดประสงค์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือโค่นล้มอำนาจทางการปกครองอำนาจการกดขี่ในทันทีทันใด แต่เป็นกระบวนการของการเปิดเผยให้เห็นถึงสิ่งที่มันถูกปกปิดเอาไว้โดยอำนาจนิยม” ทัศนัยกล่าว “อันนี้เป็นจุดประสงค์ของการนำศิลปะมาใช้ในอาณาบริเวณทางการเมือง” 

ศิลปะเพื่อใคร? 

ถั่วเขียวเองระบุว่า เธอเองก็เห็นข่าวเกี่ยวกับ Performance Art ในต่างประเทศที่ยึดโยงกับการต่อสู้ของประชาชนบนท้องถนนเรื่องธรรมดา เช่น ไปสาดสีใส่รูปโมนาลิซา หรือเอาถ่านหินไปโปรยในน้ำเพื่อดึงความสนใจเกี่ยวกับวิกฤติสภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลงและผลที่ได้คือเป็นข่าวไปทั่วโลก 

เธอกล่าวจากประสบการณ์การศึกษาของตนด้วยว่า ศิลปะในความเข้าใจของภาครัฐ มักเป็นศิลปะแบบที่ตอบสนองเฉพาะชนชั้นนำเท่านั้น ขณะที่งานศิลปะที่สะท้อนความหิวโหยของประชาชน ความเจ็บปวดของประชาชน ดูเหมือนจะไม่ได้รับการเผยแพร่หรือสนับสนุน แต่กลับถูกกดทับด้วยซ้ำไป 

“เราได้เห็นกันมาในโรงเรียน ศิลปะดูจะเป็นศักดิ์สิทธิ์เข้าถึงได้ยาก เป็นงานลายเส้นลายไทย สถาปัตยกรรมพระราชวัง วัดโบราณที่ดูสูงส่ง บางครั้งเราเรียนปูนปั้น ก็จะเป็นปั้นยักษ์เพื่อไปประกอบพิธีกรรมเชิญเทวดามาสิงสถิตซะมากกว่า” ถั่วเขียวกล่าว “แต่ศิลปะที่รับใช้ประชาชน ศิลปะที่ตอบสนองต่อความทุกข์ยากของประชาชน เราไม่เห็นสิ่งพวกนี้ในห้องเรียน รัฐพยายามกล่อมเกลาให้งานศิลปะยึดโยงกับชนชั้นนำบางกลุ่ม และตอบสนองต่อคนบางกลุ่มเพียงเท่านั้น” 

ด้วยโลกทัศน์ของรัฐที่เป็นอยู่เช่นนี้ ทัศนัยกล่าวว่า สิ่งที่ท้าทายอีกอย่างหนึ่งสำหรับศิลปินหรือคนที่ใช้ Performance Art เป็นปากเสียงทางการเมืองในสังคมไทยคงหนีไม่พ้นความเสี่ยงที่อาจจะโดนคดีความตามไล่หลังมาหลังแสดงเสร็จ ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับรามิลที่เชียงใหม่

“การทำงานศิลปะแบบที่ศิลปินไม่ได้ทำงานที่จะเอาใจใคร อาจไปรบกวนความสะดวกสบายหรือข้อยึดถือแบบเดิม” อาจารย์ผู้นี้กล่าว “ฉะนั้นมันก็จะโดนคนที่ไม่พร้อมจะมองโลกที่แตกต่างออกไปวิพากษ์วิจารณ์แน่ๆ”

เขาเสริมด้วยว่า ประเทศไทยมีประวัติการเฝ้าระวังและจับตากับศิลปินกลุ่มที่พยายามเอาศิลปะมาใช้ในงานการเมือง หรือใช้เพื่อส่งเสริมเสรีภาพการแสดงออกมาตลอด โดยเฉพาะหลังช่วงรัฐประหารเมื่อปี 2549 

“เราอยู่ในระบบเผด็จการมาตั้งแต่ 2549 เราก็จะเห็นว่ามีปรากฏการณ์ที่สันติบาลนอกเครื่องแบบไปเดินตรวจตราตามหอศิลป์ ไปเซ็นเซอร์ศิลปะภาพยนตร์อะไรต่างๆ มากมาย ก็เพราะถึงแม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจเนื้อหาในศิลปะนั้นๆ แต่เขารู้สึกได้ว่าศิลปะมีพลังของการสื่อสารมากกว่าวิธีการสื่อสารแบบอื่น” ทัศนัยกล่าว “ฉะนั้นเขาถึงพยายามที่จะจับจ้อง เฝ้ามองคนทำงานศิลปะ หรือพยายามที่จะควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จให้ได้ ก็เพื่อที่จะทำให้เกิดลักษณะของโครงการศิลปะชวนเชื่อที่รัฐต้องการ”

วรรณา แต้มทอง ทำงานกับเรื่องเล่าและเติบโตไปกับวรรณกรรม ถ้าเป็นไปได้หวังว่าจะไม่เห็นสงครามในโลกนี้อีก ปัจจุบันเธอทำงานเป็นนักข่าวของสำนักข่าวประชาไท

พีระพล บุณยเกียรติ เป็นช่างภาพข่าวอิสระที่ประจำอยู่ในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เขาทำงานเป็นช่างภาพอิสระให้กับ SOPA Images เอเจนซี่ภาพข่าวของประเทศฮ่องกง พีระพล สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับการเมือง ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างประชาชนกับรัฐบาลและ สนใจในการเดินขบวนประท้วงต่างๆของประชาชน

More Features

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.