ความตายของ “บุ้ง ทะลุวัง” จุดประกายการเรียกร้องสิทธิการประกันตัวให้นักโทษการเมือง
ความตายของ “บุ้ง ทะลุวัง” จุดประกายการเรียกร้องสิทธิการประกันตัวให้นักโทษการเมือง
- Published
- 5 min read
กรุงเทพฯ – เช้าวันที่ 14 พ.ค. น.ส. เนติพร “บุ้ง” เสน่ห์สังคม นักกิจกรรมการเมืองวัย 28 เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจหยุดเต้นฉับพลันระหว่างคุมขังและอดอาหารประท้วง
เนติพรถูกคุมขังหลังจากศาลอาญาใต้กรุงเทพมีคำสั่งถอนประกันในคดี “มาตรา 112” กฎหมายหมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย เธอถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค. ปีนี้ ระหว่างรอการพิจารณาคดี กรณีทำโพลรับฟังความคิดเห็นเรื่องขบวนเสด็จเมื่อปี 2565
นอกจากเคลื่อนไหวทางการเมืองแล้ว เนติพรทำงานเป็นครูสอนพิเศษภาษาอังกฤษ เธอเริ่มอดอาหารประท้วงในวันที่สองหลังจากถูกคุมขัง กรมราชทัณฑ์แถลงข่าวหลังการเสียชีวิตว่า ทางกรมได้จัดเจ้าหน้าที่ดูแลเนติพรอย่างใกล้ชิด แต่สุขภาพเธอแย่ลง เธอปฏิเสธไม่ทานอาหารและถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งแต่ 6 ก.พ. ก่อนส่งตัวไปโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ต่อหลังอาการทรุดลง
ระหว่างอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เธอลงนามแสดงความประสงค์ไม่รับบริการทางการแพทย์เพื่อยื้อชีวิตโดยไม่จำเป็นและเป็นการสูญเปล่า พร้อมกับขอบริจาคร่างกาย แต่ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าเธออดอาหารประท้วงเป็นเวลานานเท่าใด
เรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ
เนติพร หรือ “บุ้ง ทะลุวัง” เป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่ม “ทะลุวัง” กลุ่มคนรุ่นใหม่ขนาดเล็กที่ร่วมกันเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย โดยกลุ่มทำกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ประท้วงไปจนถึงฉีดสเปรย์เพื่อเรียกร้องความสนใจจากตัวแทนรัฐบาล กิจกรรมกลุ่มทะลุวังได้รับกระแสตอบรับทั้งบวกและลบจากสังคมไทยตลอดช่วงสองสามปีที่ผ่านมา
กลุ่มประชาสังคมติดตามเสรีภาพการแสดงออก “ไอลอว์” เผยว่า เนติพรถูกตั้งข้อหาจากการจัดทำกิจกรรมถือป้ายกระดาษให้ผู้ผ่านไปมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับขบวนเสด็จบริเวณหน้าร้านเสื้อผ้าแบรนด์หรูที่สัมพันธ์กับครอบครัวสถาบันกษัตริย์ที่ห้างแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565
การเคลื่อนไหวของกลุ่มสอดคล้องกับกระแสการเรียกร้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยในหมู่คนรุ่นใหม่ที่เริ่มก่อตัวตั้งแต่ปี 2563 ข้อเรียกร้องหนึ่งคือการยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 ในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งระบุว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์กับครอบครัวต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี
ข้อมูลสถิติจากการติดตามของกลุ่มให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” พบว่า มีกรณีผู้ถูกตั้งข้อหามาตราดังกล่าวกว่า 272 ราย นับตั้งแต่ปี 2563 และมี 17 รายที่ถูกคุมขังระหว่างรอการพิจารณาคดี เนติพรถูกตั้งข้อหา 2 คดีในมาตรานี้ และเธอยังถูกตั้งข้อหาในคดีอื่นๆ อีกทั้งหมด 15 คดี
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา กระแสการเคลื่อนไหวเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันการปกครองในไทยได้แผ่วลง จากการประท้วงที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมากบนท้องถนน ได้กลายเป็นกิจกรรมประท้วงขนาดเล็กและเป็นการเรียกร้องรายปัจเจก รวมถึงการอดอาหารประท้วงของนักกิจกรรมคนรุ่นใหม่บางส่วน
เนติพรโตในครอบครัวที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสถาบันยุติธรรม โดยมีพ่อเป็นผู้พิพากษาและพี่สาวทำงานเป็นทนาย เธอเริ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมต่างๆ ตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน อีกทั้งยังได้ร่วมเรียกร้องให้มีการยกเลิกการบังคับตัดผมนักเรียน ซึ่งการเรียกร้องดังกล่าวประสบความสำเร็จและกระทรวงศึกษาได้ยกเลิกข้อกำหนดดังกล่าวแล้ว
สิทธิประกันตัว
ปี 2565 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งอนุญาตให้เนติพรประกันตัว หลังเธอและนักกิจกรรมการเมืองผู้หญิงอีกรายร่วมกันอดอาหารประท้วงเป็นเวลา 64 วัน โดยตั้งเงื่อนไขว่าจะต้องไม่กระทำการใดอันที่ “ทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันกษัตริย์และจะไม่ก่อความวุ่นวายอีก”
มกราคมปีนี้ เนติพรถูกคุมขังอีกครั้ง หลังศาลอาญาฯ ถอนประกันตัวในคดีมาตรา 112 เนติพรได้ยื่นเรื่องขอประกันตัวอีกครั้งระหว่างถูกคุมขังรอบนี้ แต่ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งใดออกมา
อย่างไรก็ตาม ในสายตาของ ไอดา อรุณวงศ์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง “กองทุนราษฎรประสงค์” (ปัจจุบันจดทะเบียนเป็น “มูลนิธิสิทธิอิสรา”) ที่ระดมเงินบริจาคเป็นทุนในการประกันตัวเนติพรและผู้เห็นต่างทางการเมืองคนอื่นๆ มองว่า เงื่อนไขประกันตัวนั้นเป็นเงื่อนไขที่กว้างและต้องอาศัยการตีความ
“การไม่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันและไม่ก่อความวุ่นวายแปลว่าอะไร” ไอดาตั้งคำถาม “เงื่อนไขนี้ยังเหมือนกับเหตุผลที่เขาถูกฟ้อง ทำไมไม่ให้เขาได้ประกันตัว จะได้ออกมาสู้คดีบนหลักว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะถึงการพิพากษาถึงที่สุด ถูกผิดอย่างไรก็ค่อยว่ากัน”
ไอดาชี้ว่าเนติพรควรมีสิทธิที่จะได้รับการประกันตัว เนื่องจากข้อหาของเธอนั้นเกี่ยวข้องกับการจัดโพลรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ซึ่งแสดงว่าเธอไม่ได้มีพฤติการณ์เสี่ยงทำร้ายร่างกายบุคคลอื่นเหมือนกับคดีฆาตกรรมที่ศาลมักใช้ปฏิเสธไม่ให้ประกันตัว
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเผยว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา มีการยื่นขอประกันตัวผู้ต้องขังคดีการเมือง 45 ครั้ง แต่ไม่มีการอนุมัติเลยจนถึงปัจจุบัน (ยกเว้นกรณีผู้ที่ถูกคุมขังที่เรือนจำเพื่อรอคำสั่งประกันครั้งแรก พบว่ายังมีการได้ประกันตัว)
จากการติดตามของศูนย์ พบว่า ปัจจุบันมีผู้ต้องขังคดีการเมืองในไทยถูกคุมขัง 43 ราย โดย 25 รายเป็นผู้ถูกคุมขังในข้อหาคดีมาตรา 112 และในจำนวนนั้น มีมากถึง 18 รายที่ถูกคุมขังระหว่างรอการพิจารณาคดี
สภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำไทยยังเป็นอีกประเด็นที่นักสิทธิมนุษยชนต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ทั้งในเรื่องของสุขอนามัยภายในเรือนจำ รวมถึงความเสี่ยงที่จะถูกคุกคามและการจำกัดเสรีภาพผู้มีความหลากหลายทางเพศในการไว้ผมยาวหรือปฏิบัติตัว เป็นต้น
วันแรกที่เนติพรเริ่มอดอาหารประท้วง เธอเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและต้องไม่มีผู้เห็นต่างทางการเมืองต้องโทษจำคุก แต่การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันตุลาการของเธอทำให้ศาลพิพากษาโทษจำคุกหนึ่งเดือนข้อหาละเมิดอำนาจศาล
“ถามว่าใครจะเป็นคนปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม” ไอดากล่าว “ศาลยืนยันความเป็นสถาบันตุลาการที่เป็นอิสระจากอำนาจการเมืองทั้งหมด ดําเนินการตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ รัฐบาลพรรคการเมืองไหนๆ ก็เข้ามาปฏิรูปไม่ได้”
เธอเน้นว่าศาลเป็นต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรมที่พิพากษาว่าใครควรส่งไปจำคุก การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจึงจำเป็น “ถ้าให้เสียงของบุ้งชัดเจนที่สุด อยากให้ทุกคนถามไปที่ศาลด้วยคำถามว่า การตายของบุ้งจะทำให้ศาลทบทวนอะไรไหม จะทำอย่างไรเมื่อครั้งต่อไปศาลจะพิจารณาคำขอยื่นประกันตัว”
สังคมตอบรับอย่างไร
ท่ามกลางขั้วความคิดทางการเมืองที่แตกต่างในไทย ผู้คนจำนวนมากออกมาแสดงความเสียใจกับการเสียชีวิตกระทันหันของเนติพร ค่ำวันที่ 14 พ.ค. ที่เธอเสียชีวิต มีผู้เข้าร่วมจุดเทียนไว้อาลัยตามจังหวัดต่างๆ กลุ่มนักศึกษาและนักการเมืองพรรคก้าวไกลออกมาวิจารณ์กระบวนการยุติธรรมไทย
หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติฝั่งทวีปเอเชียโพสต์บนเอ็กซ์ว่า “รู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่ง” ต่อการเสียชีวิตของเนติพรและขอเรียกร้องให้มี “การสืบสวนสอบสวนอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมเกี่ยวกับการดูแลรักษาเนติพร” พร้อมเน้นย้ำว่า “เสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสงบเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนทุกคน”
นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน เผยว่าได้สั่งการให้กระทรวงยุติธรรมสืบสวนสอบสวนในแง่รายละเอียดการเสียชีวิตอย่างเป็นธรรม ด้านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนไทยเน้นว่า “สิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวและหลักการที่ผู้โดนคดีได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน”
ในอีกด้านหน้า กลุ่มสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์และสื่อฝ่ายขวาได้แสดงความคิดเห็นตรงกันข้าม เช่น แสดงความคิดเห็นว่าเนติพรเป็นเหยื่อที่กลุ่มล้มล้างสถาบันฯ ใช้เป็นเครื่องมือ ความคิดเห็นบนสื่อโซเชียลบางส่วนแสดงความยินดีกับการเสียชีวิตของบุ้ง
หนึ่งวันก่อนหน้าการเสียชีวิตของเนติพร ได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นออนไลน์ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมประชาชนเป็นเวลาหนึ่งเดือน นักการเมืองและนักรณรงค์ทางการเมืองหลายคนสนับสนุนร่างดังกล่าว โดยเหตุผลหนึ่งที่สนับสนุนคือ การนิรโทษกรรมผู้ต้องหาคดีทางการเมือง
อ่านเพิ่มเติมเรื่องการต่อสู้เพื่อสิทธิประกันตัวในไทยของไอดาและกองทุนราษฎรประสงค์ : https://hardstories.org/th/stories/rights-suppression/ida-aroonwong
