STORIES

อวสานสามัคคีชุมนุม?

รัฐไทยกับกฎหมายใหม่คุมงานเพื่อสังคม

เรื่อง สุลักษณา หลำอุบล

ภาพ ลูค ดุกเกิลบี

15 ปีก่อน ชาวบ้านนาหนองบง จ.เลย ได้พากันลุกขึ้นมาต่อสู้กับเหมืองทองคำ เนื่องจากเหมืองแห่งนี้สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้แหล่งน้ำและอาหารปนเปื้อนด้วยสารเคมีอันตราย และทำให้ผู้คนจำนวนมากเริ่มล้มป่วย จากที่เริ่มก่อตั้งรวมตัวกันเพียงไม่กี่คน ปัจจุบันกลุ่มของชาวบ้านได้กลายเป็นกลุ่มที่ยืนหยัดต่อสู้และเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อว่า กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด เพื่อเรียกร้องสิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่สะอาดให้แก่ชุมชนของตน ชาวบ้านลุกขึ้นประท้วงและต่อสู้ในชั้นศาลอยู่นานหลายปี จนกระทั่งได้รับชัยชนะหลังเหมืองปิดตัวลงเมื่อปี 2561

แต่การที่รัฐบาลประกาศร่าง พ.ร.บ.องค์กรไม่แสวงหากำไรฯ เมื่อไม่นานมานี้ เรื่องราวของความสำเร็จดังกล่าวอาจกลายเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนักหลังจากนี้ คาดกันว่าร่าง พ.ร.บ. นี้จะยกระดับการควบคุมของรัฐต่อแวดวงนักเคลื่อนไหวในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและกลุ่มชุมชน เช่น กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ด้วยการให้อำนาจแก่หน่วยงานรัฐในการหยุดยั้งการดำเนินกิจกรรมใด ๆ ที่รัฐมองว่าขัดต่อ “ความสงบเรียบร้อยของสังคม” หรือทำลาย “ศีลธรรมอันดีของสังคมไทย”

นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักพัฒนาชุมชนหลายคนเชื่อว่า ร่าง พ.ร.บ.ฯ ฉบับนี้จะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งของรัฐบาลในการทำลายสิทธิของพลเมือง เพิ่มขึ้นจาก พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะฯ ที่เคยนำมาใช้ปราบปรามประชาชนอยู่หลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา

“รัฐบาลมองว่า ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเรียกร้องการปฏิรูปทางการเมือง ได้เติบโตขึ้นมาก เพราะได้เงินทุนจากต่างประเทศ และได้การสนับสนุนจากเอ็นจีโอระหว่างประเทศ” เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ นักพัฒนาชุมชนและหัวหน้าพรรคสามัญชน กล่าว “เขาก็เลยคิดว่า ถ้าออกกฎหมายที่ตัดการสนับสนุนตรงนี้ได้ ก็จะทำให้พลังการรวมกลุ่มของประชาชนอ่อนแอลง”

บทเรียนจากต่างประเทศ

ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการรวมกลุ่มของประชาชนฉบับนี้ก่อกำเนิดขึ้นช่วงปี 2564 หลังจากนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาศึกษากรอบกฎหมายของต่างประเทศ และให้นำมาร่างกฎหมายที่คล้ายคลึงกันเพื่อควบคุมการดำเนินงานขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในประเทศไทย

ทางผู้แทนของคณะรัฐมนตรีระบุภายหลังที่มีการอนุมัติในหลักการของร่าง พ.ร.บ. นี้ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 ว่า เนื่องจากในประเทศนั้นยังไม่มีการกำกับดูแลองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่เพียงพอ จึงทำให้มีการนำเงินที่ได้มาไปใช้ในทางที่ผิดและมีการทุจริตเกิดขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการควบคุมองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้เหล่านี้

ข้อมูลที่กฤษฎีกานำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อการตัดสินใจเป็นข้อมูลที่ศึกษาจากประเทศต่าง ๆ เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส รวมถึงรัสเซีย กัมพูชา อิหร่าน และจีน ซึ่งบางประเทศเป็นประเทศที่ฟรีดอมเฮาส์ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรของสหรัฐฯ จัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีเสรีภาพอยู่ในอันดับต่ำสุด

แต่หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ จะส่งผลกระทบไม่เพียงแต่ตัวองค์กรเอ็นจีโอระหว่างประเทศหรือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเท่านั้น แต่กลุ่มชุมชน เช่น กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ที่ต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ชุมชนมีที่ดินทำกิน อากาศไว้หายใจ และน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาด และกลุ่มใดก็ตามที่ดำเนินกิจกรรมไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งอาจมีตั้งแต่สหภาพแรงงาน กลุ่มการกุศล กลุ่มช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมข้ามพรมแดน กลุ่ม LGBT+ ไปจนถึงกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง อาจต้องปิดตัวลงได้ หากพิจารณาว่าดำเนินงานกิจกรรมที่ถือว่าก่อให้เกิดความแตกแยกทางสังคมและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ‘”

วาทกรรมต่อต้านเอ็นจีโอที่มีมานาน

จีรนุช เปรมชัยพร อดีตผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท และผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) กล่าวว่า การสร้างวาทกรรมทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรนอกภาครัฐหรือเอ็นจีโอ โดยเฉพาะผู้ที่รับเงินทุนดำเนินงานจากต่างประเทศนั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว และกลุ่มที่ตกเป็นเป้าหมายโจมตีมักเป็นกลุ่มที่ทำงานเกี่ยวกับสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่จับประเด็นอ่อนไหว เช่น ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงออก

กลุ่มต่าง ๆ อย่างแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และ iLaw ซึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนด้านการปฏิรูปกฎหมาย ต้องเผชิญกับการถูกโจมตีโดยกลุ่มฝ่ายขวาอยู่บ่อยครั้ง และกลุ่มผู้สนับสนุนที่ได้เงินทุนจากต่างประเทศก็ถูกตราหน้าว่าเป็น “พวกชังชาติ” “พวกขายชาติ” หรือ “พวกรับงานจากต่างชาติ”

ทั้งนี้ กลุ่มที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติยังเป็นอีกกลุ่มที่ต้องเผชิญกับการถูกสังคมเข้าใจผิด และหลายครั้งก็ถูกตีตราว่าเป็น “พวกขัดขวางความเจริญ” เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่คอยคัดค้านโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นส่วนใหญ่ จีรนุชกล่าว แต่ทว่าการทำงานของเอ็นจีโอนั้นมีมากกว่าที่ประชาชนคนทั่วไปมองเห็น

ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติเผยว่า ทั่วประเทศไทยมีองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรประมาณ 84,000 แห่ง โดยส่วนใหญ่เป็นองค์กรกลุ่มศาสนา กลุ่มการกุศล และหอการค้า แต่ทั้งนี้ กลุ่มผู้ที่ทำงานเพื่อท้าทายการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐและดำเนินกิจกรรมสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและนโยบายขนาดใหญ่ กลับดูเหมือนจะเป็นกลุ่มที่ตกเป็นเป้าหมายของการออกกฎหมายฉบับนี้มากที่สุด

อาวุธที่ประชาชนใช้ต่อสู้คือการชุมนุม

สำหรับกลุ่มที่ก่อตั้งโดยชุมชน เช่น กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด การพัฒนาจัดตั้งกลุ่มมาอย่างยาวนานหลายปีคือความแข็งแกร่งที่ช่วยให้ชาวบ้านมีสิทธิในสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพและได้รับการชดเชยค่าเสียหายจากต่อสู้เรียกร้องด้วยวิธีการต่าง ๆ ตั้งแต่การปิดล้อมทางเข้าเหมือง การประท้วงต่อต้าน การฟ้องร้องคดีปกครอง และกลไกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ หลังต่อสู้เรียกร้องอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยนานนับทศวรรษ ในที่สุดศาลปกครองก็ได้มีคำสั่งให้บริษัทเหมืองแร่หยุดดำเนินการและจ่ายค่าชดเชยให้ชาวบ้านทุกคนจำนวน 149 คน เมื่อปี 2561

“ในขณะที่เราชนะที่นี่  แต่ก็ยังมีพี่น้องอีกมากมายที่ถูกฟ้องคดีกลั่นแกล้งจากการยืนหยัดต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันต่างๆ” คำแถลงของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 วันรำลึก 8 ปี 15 พฤษภาทมิฬ ค่ำคืนมืดมิดที่ชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธครบมือกว่า 50 คน บุกเข้ามาทำร้ายชาวบ้านที่อยู่เวรเฝ้ายามทางเข้าเหมือง จนมีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน แม้จะถูกคุกคามอย่างไม่หยุดหย่อน แต่ชาวบ้านก็ยังคงต่อสู้ต่อไปเพื้อให้รัฐรับฟังข้อเรียกร้องของพวกเขา

“มีคนแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ที่ร่ำรวยล้นฟ้าใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยจากการขูดรีดหยาดเหงื่อแรงงานของเรา แต่คนธรรมดา 99 เปอร์เซ็นต์อย่างเรา ต้องอยู่ในวังวนหนี้สินล้นพ้นตัวเพียงเพื่อไขว่คว้าพยายามสร้างความมั่นคงในชีวิต นี่คือสาเหตุที่เราจะต้องรวมกลุ่มรวมก้อนเพื่อต่อสู้กับรัฐและทุนที่คอยจ้องเอารัดเอาเปรียบเรา”

ภรณ์ทิพย์ สยมชัย แกนนำกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด เชื่อว่าร่างกฎหมายนี้จะทำให้กระบวนการจัดตั้งของกลุ่มและการเรียกร้องเพื่อสิทธิต่าง ๆ ในอนาคตได้รับผลกระทบ

“การที่เราสามารถรวมตัวกันปิดเหมืองด้วยมือของพวกเราเอง เป็นเพราะเรามีความสามัคคี สามารถรวมกลุ่มกันทำงานอย่างเข้มเเข็ง” ภรณ์ทิพย์ กล่าว “แต่เพราะว่าเหมืองยังคงมีสัมปทานต่อไปอีก เราไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีการเปิดเหมืองใหม่เมื่อไหร่ ฉะนั้นเรายังจำเป็นต้องรวมกันสู้ต่อไป แต่ถึงตอนนั้นแล้วเราอาจจะไม่สามารถรวมกลุ่มกันแบบนี้ได้อีกแล้วก็ได้”

วิภา มัจฉาชาติ สมาชิกกลุ่มสหกรณ์คนงาน Try Arm ที่จัดตั้งขึ้นหลังจากที่เธอและเพื่อนคนงานอีกราว 1,000 คน ถูกไล่ออกอย่างไม่เป็นธรรมเมื่อ 12 ปีก่อน เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่คัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ เธอกล่าวว่า การรวมกลุ่มและการชุมนุมเป็นกลุ่มก้อนของผู้คนเพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาคือสิ่งสำคัญที่ทำให้ข้อเรียกร้องของเราได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล ในฐานะผู้นำกลุ่มผู้ใช้แรงงานคนหนึ่ง เธอรู้ดีว่าการจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาได้โดยไม่ถูกรัฐปราบปรามกดขี่คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้แรงงานมีอำนาจมากเพียงใด

“แทนที่จะสนับสนุนสิทธิในการชุมนุมของประชาชน แต่รัฐกลับผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้มาปิดปากปิดเสียงของเรา” วิภากล่าว “ตอนที่ผู้ใช้แรงงานถูกไล่ออกอย่างไม่เป็นธรรม แล้วพากันเดินขบวนไปเรียกร้องค่าชดเชยตามที่ควรได้รับ กลับกล่าวหาว่าเราละเมิด พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะฯ หรือ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ทำไมไม่ไปจับนายจ้างที่ทำผิด ข้อหาไม่จ่ายค่าชดเชยให้คนงานล่ะ”

หากมีการบังคับใช้ ร่างกฎหมายฉบับนี้จะทำให้หน่วยงานรัฐมีอำนาจในการตรวจสอบข้อมูลทางการเงิน ควบคุมดูแล และยุติการดำเนินกิจกรรมงานใด ๆ ที่มองว่าขัดต่อ “ความสงบเรียบร้อยของสังคม” หรือทำลาย “ศีลธรรมอันดีของสังคมไทย”

นอกจากนี้ หน่วยงานรัฐจะยังมีอำนาจสั่งการให้กลุ่มองค์กรไม่แสวงหากำไรหยุดดำเนินกิจกรรมใดที่พบว่าฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าว ไม่เช่นนั้นอาจถูกปรับสูงสุด 500,000 บาท รวมถึงปรับเพิ่มวันละ 10,000 บาท หากกลุ่มไม่ปฏิบัติตาม

ร่างกฎหมายฉบับนี้จะบังคับให้กลุ่มองค์กรต้องเปิดเผยข้อมูลแหล่งเงินบริจาคและเงินทุนที่ได้จากทั้งภายในและภายนอกประเทศต่อสาธารณะ ซึ่งบางส่วนมองว่าจะเป็นการยับยั้งไม่ให้คนบริจาคเงินแก่กลุ่มองค์กร เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองที่รัฐคอยควบคุมสอดส่องประชาชนที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ทั้งนี้ หากพบว่าองค์กรใดไม่มีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินทั้งหมดภายในระยะเวลาที่กำหนด หน่วยงานรัฐอาจสั่งการให้องค์กรหยุดดำเนินการจนกว่าจะส่งมอบข้อมูล และจะต้องจ่ายค่าปรับสูงสุด 50,000 บาท และปรับเพิ่มอีกวันละ 1,000 บาท หากไม่ปฏิบัติตาม

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ก็ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับปัจจุบันเสร็จสิ้นไปเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งดำเนินการตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 77 ได้กำหนดไว้ หลังดำเนินการเสร็จแล้ว กระทรวงฯ จะส่งร่างกฎหมายฉบับนี้และผลการรับฟังความคิดเห็นกลับไปที่คณะรัฐมนตรีเพื่อตรวจสอบเพื่อเสนอให้รัฐสภาดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

 ทั้งนี้ หลายคนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า กระบวนการการรับฟังความคิดเห็นมีข้อบกพร่อง เนื่องจากจัดทำขึ้นทางออนไลน์และจัดทำขึ้นในช่วงเวลาที่จำกัด รวมถึงขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายจำนวนมาก

“คนในประเทศนี้มีกี่ล้านคนเป็นตาสีตาสาที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ คนในพื้นที่เขาก็บอกเขาไม่เอาๆ กฎหมายฉบับนี้ แต่เขาก็ไม่ฟังเราอยู่ดี”

ประชาชนรวมตัวต่อต้านร่าง พ.ร.บ. ควบคุมการรวมกลุ่มของประชาชน


เมื่อได้ใช้ทุกช่องทางในการส่งเสียงและความคิดเห็นไปหมดแล้ว ขบวนต่อต้านร่างกฎหมายทำลายการรวมกลุ่มของประชาชน ที่ประกอบไปด้วย 80 กว่ากลุ่ม ทั้งกลุ่มชุมชน นักกิจกรรม กลุ่มศิลปะ สหภาพแรงงานที่ไม่เป็นทางการ และองค์กรสิทธิ กว่า 500 คน ได้เดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการพิจารณาร่างกฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวกับการรวมกลุ่มของประชาชน

“เราได้ส่งความเห็นไปทุกครั้งในกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นว่าเราไม่เห็นด้วย แต่รัฐบาลก็ยังเดินหน้าผลักดันกฎหมายนี้ต่อไป” สุภาภรณ์ มาลัยลอย ตัวแทนเครือข่ายประชาชนกล่าวในระหว่างการเจรจากับอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีสำนักนายกฯ ที่ออกมารับหนังสือจากเครือข่าย “เราต้องการคำตอบว่ารัฐบาลจะยุติการผลักดันฉบับนี้ ไม่อย่างนั้นเราจะปักหลักจนกว่าจะมีความชัดเจน” 

ในขณะที่รัฐบาลยังคงไม่มีทีท่าที่จะตอบรับข้อเรียกร้องดังกล่าว เครือข่ายประชาชนคัดค้านกฎหมายการรวมกลุ่มยังคงปักหลักที่หน้าอาคารสหประชาชาติเรื่อยมา ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค. และจัดกิจกรรมในที่ชุมนุมอย่างมีสีสัน ทั้งเวทีเสวนา วงดนตรี และบูธสักลายสัญลักษณ์ประชาธิปไตย โดยประกาศว่าจะชุมนุมยืดเยื้อจนกว่าจะได้รับคำตอบ

“มันแปดปีมาแล้วตั้งแต่รัฐบาล คสช. เข้ายึดอำนาจมาและที่เราอยู่ภายใต้รัฐบาลนี้ เขาทำอะไรให้เห็นบ้างว่าเราสามารถไว้ใจอะไรเขาได้ ก็เห็นแต่ออกกฎหมายต่างๆ ที่ออกมาลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนและไม่ได้รับฟังความเห็นของเราเลย” ภรณ์ทิพย์ กล่าว “ชัดอยู่แล้วว่ารัฐบาลเผด็จการเขาไม่มีที่ให้กับประชาชนอย่างพวกเราหรอก”

สุลักษณา หลำอุบล เป็นนักเขียนอิสระประจำอยู่ที่ กทม. และเชียงใหม่ เคยเป็นผู้สื่อข่าวให้สำนักข่าวทางเลือก ก่อนย้ายมาทำงานที่องค์กรสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาคประจำประเทศไทยในประเด็นเรื่องสิทธิผู้หญิง สิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง