คนพม่าในไทยถูก ‘รีดเสียง’ เลือกตั้งแลกต่ออายุพาสปอร์ต

คนพม่าในประเทศไทยต้องฝ่าเขาวงกตระบบราชการเพื่อต่ออายุพาสปอร์ตและรักษาสถานะทางกฎหมายมาตลอด ในวันนี้ พวกเขาต้องเผชิญกับเงื่อนไขใหม่ : เข้าใช้สิทธิเลือกตั้งจัดโดยรัฐบาลทหาร 

ภาพ : HaRDstories
เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยตรวจสอบเอกสารของผู้อพยพชาวเมียนมาบนรถโดยสารทางไกลจากแม่สาย เชียงราย ไปยังกรุงเทพฯ ภาพ : HaRDstories

เชียงใหม่ – โก ทอง ก้าวเข้าไปในสถานทูตเมียนมาประจำกรุงเทพฯ โดยรู้ดีว่าเขาจะต้องเจอกับอะไร พาสปอร์ตเขาหมดอายุแล้วและต้องต่ออายุสมุดเล่มนี้เพื่อคงสถานะต่างด้าวถูกกฎหมายในประเทศไทย แต่แล้วเจ้าหน้าที่สถานทูตก็ยื่นเงื่อนไขประการหนึ่งเพิ่มมาให้เขา : เขาต้องใช้สิทธิเลือกตั้งที่จัดโดยรัฐบาลทหารเสียก่อน

“พวกเขาบอกว่าถ้าผมไม่ไปโหวต พวกเขาจะไม่ปั๊มวีซ่าให้” โก ทองกล่าว โดยขอให้ใช้นามแฝงเพื่อความปลอดภัย ในฐานะผู้สนับสนุนพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) เขาเลือกหนีออกมาจากเมียนมาหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2564 (หรือค.ศ.2021) เพราะกลัวจะถูกต้องโทษ ในวันนี้ ระบอบเผด็จการที่เขาหลบหนีมากำลังบีบบังคับให้เขามอบความชอบธรรมให้กับมัน “ผมก็เลยตัดสินใจโหวตให้มันจบๆ ไปซะ”

สำหรับแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาหลายล้านคนในประเทศไทย สถานะทางกฎหมายของพวกเขาที่จะกำหนดว่าสามารถพักอาศัยและทำงานอยู่ที่นี่ได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับเอกสารจำนวนหนึ่ง ได้แก่ หนังสือรับรองสถานะบุคคล หรือพาสปอร์ต ซึ่งทางรัฐบาลเมียนมาเป็รนผู้ออก และดูเหมือนว่าในตอนนี้รัฐบาลทหารกำลังใช้เงื่อนไขดังกล่าวเพื่อกดดันผู้ที่อยู่ต่างแดนให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลทหารออกประกาศว่า การใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าสำหรับพลเมืองเมียนมาในต่างประเทศจะมีขึ้นในวันที่ 6 และ 7 ธันวาคม แต่แล้วเมื่อมีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพียงหยิบมือ ทางเจ้าหน้าที่สถานทูตก็เริ่มกำหนดเงื่อนไขว่า ใครก็ตามที่เข้าไปติดต่อเพื่อรับบริการอื่น ไม่ว่าจะต่ออายุพาสปอร์ต แสตมป์วีซา หรือขอเอกสารทั่วไป จะต้องใช้สิทธิเลือกตั้งเสียก่อน

แต่ความพยายามข้างต้นก็ให้ผลลัพธ์ไม่มากนัก แหล่งข่าวของทีมงาน HaRDstories ที่ใกล้ชิดกับสถานทูตระบุว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สถานทูตเมียนมาประจำประเทศไทยได้ส่งใบลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าไปยังคณะกรรมการเลือกตั้งของรัฐบาลทหารเพียง 249 ใบเท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของชาวเมียนมาราว 4.1 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวโทรติดต่อสถานทูตเมียนมาประจำกรุงเทพฯ หลายสายเพื่อสอบถาม แต่ไม่สามารถติดต่อได้

การเลือกตั้งดังกล่าวนับเป็นครั้งแรกของรัฐบาลทหารนี้ตั้งแต่พวกเขายึดอำนาจในปี 2564 โดยเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา และดำเนินไปในสามระลอกด้วยกัน คนพม่าในต่างแดนและองค์กรสิทธิกล่าวว่า การกดดันให้ใช้สิทธิเลือกตั้งยังคงดำเนินต่อไป และพวกเขาก็กังวลว่าในอนาคตจะต้องเจอกับการกดดันอีก

 

“ถ้าคุณไปสถานทูตตอนนี้ คุณก็ต้องโหวต”

เมียะ เมียะ ทเว (นามแฝงเพื่อความปลอดภัย) เตือนลูกค้าของเธอมาหลายสัปดาห์แล้ว เธออาศัยอยู่ที่แม่สอด ใกล้กับชายแดนเมียนมาเพียงไม่กี่กิโลเมตร ให้บริการช่วยผู้อพยพชาวเมียนมายื่นเอกสารในระบบขอพำนักในประเทศไทย

“ถ้าจะไปต่ออายุหนังสือประจำตัวช่วงนี้ รอไปก่อนดีกว่า ถ้าหากไปตอนนี้ละก็ จะต้องเลือกตั้งก่อน” เธอบอกกับผู้ใช้บริการคนหนึ่ง

การเลือกตั้งพม่ารอบนี้แตกต่างจากการเลือกตั้งพม่าครั้งก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัดเจนมาก ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2558 และ 2563 ภายใต้รัฐบาลพลเมือง ผู้อพยพชาวเมียนมาในประเทศไทยพากันมาต่อคิวใช้สิทธิเลือกตั้งข้ามคืน จำนวนผู้มาใช้สิทธิที่ต่ำขนาดนี้สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาปฏิเสธกระบวนการเลือกตั้งของรัฐบาลทหารกันอย่างกว้างขวาง

 

การเลือกตั้งที่ปราศจากฝ่ายค้าน

ตั้งแต่ที่เข้ายึดอำนาจในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2564 ผ่านการล้มรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งของ ออง ซาน ซู จี และพรรค NLD รัฐบาลทหารเมียนมาสัญญาไว้ว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งในภายหลัง พวกเขาอ้างว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นในการเลือกตั้งเมื่อปี 2563 ซึ่งพรรค NLD ได้รับคะแนนเสียงอย่างถล่มทลาย แต่ทางฝั่งผู้สังเกตการณ์จากองค์กรอิสระไม่พบหลักฐานว่ามีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น

การเลือกตั้งที่จะถึงนี้จัดขึ้นสามระยะด้วยกัน ได้แก่ รอบ 1) 28 ธันวาคม รอบ 2) 11 มกราคม และรอบ 3) 25 มกราคม โดยครอบคลุมเขตอำเภอเพียง 265 เขตจาก 330 เขตเท่านั้น เพราะพื้นที่ขนาดใหญ่หลายพื้นที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังติดอาวุธที่สู้รบกับรัฐบาลทหารในสงครามกลางเมือง ซึ่งยังคงดำเนินต่อไป

ทางพรรค NLD นั้นไม่สามารถลงแข่งเลือกตั้งได้ รัฐบาลทหารได้ยุบพรรคดังกล่าวไปแล้วเมื่อเดือนมีนาคมปี 2566 หลังจากทางพรรคปฏิเสธที่จะสมัครลงเลือกตั้งภายใต้กฎการเลือกตั้งใหม่ของรัฐบาลทหาร ส่วนออง ซาน ซู จี ที่อายุ 80 ปี กำลังต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 27 ปีด้วยข้อหาที่เชื่อกันว่าเป็นเหตุผลทางการเมือง

จากข้อมูลของเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (ANFREL) พรรคการเมืองทั้งหมดที่ลงสมัครในการเลือกตั้งเมื่อปี 2563 กว่า 57 พรรคถูกยุบไปแล้ว ซึ่งนับเป็นคะแนนเสียงเลือกตั้งกว่า 70% ของทั้งหมดในการเลือกตั้งครั้งนั้น ในการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ บัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้รับการอนุมัติเต็มไปด้วยตัวแทนจากพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party: USDP) ซึ่งขึ้นตรงกับรัฐบาลทหาร

ความกังวลในวงกว้าง

ทีมวิจัย Burma Affairs and Study of Conflict (BASC) ได้ส่งแบบสอบถามไปยังผู้อพยพชาวเมียนมากว่า 209 คนทั่วทั้งประเทศไทยเกี่ยวกับความปลอดภัย การมีส่วนร่วม และความเชื่อมั่นของสาธารณชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้ร่วมตอบแบบสอบถามทั้งหมด 209 คนต่างก็กลัวว่า การไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งจะส่งผลกระทบต่อสิทธิของพวกเขาที่จะพักอาศัยและทำงานอยู่ในประเทศไทย

“สมาชิกคนหนึ่งของทีมวิจัยเราเพิ่งเดินทางไปต่ออายุเอกสารเมื่อไม่นานมานี้” ลวาน เว่ หัวหน้าทีมวิจัย BASC กล่าว “พอเขาได้ยินว่าต้องโหวตก่อน เขาก็เดินทางกลับมาโดยไม่ต่ออายุเอกสารเลย”

ความกังวลดังกล่าวมีต้นตอมาจากแนวทางที่ประเทศไทยจัดการกับแรงงานข้ามชาติมาตลอด นอกจากทางการไทยจะออกใบอนุญาตทำงานซึ่งจำกัดสถานที่อยู่อาศัยและประเภทงานที่ทำได้แล้ว การยกระดับสถานะของแรงงาน (เพื่อให้ทำงานได้อย่างอิสระ เปิดบัญชีธนาคาร หรือเดินทางไปจังหวัดอื่นได้) ก็ต้องอาศัยแสตมป์ “วีซ่าประเภทอยู่ชั่วคราวประเภท Non-LA” ซึ่งมีเพียงรัฐบาลทหารเมียนมาเท่านั้นที่สามารถออกให้ได้ ระบอบเผด็จการใช้ช่องทางออกเอกสารเหล่านี้เพื่อเก็บภาษี ทำให้แรงงานข้ามชาติที่หลบหนีมาต่างก็ยังต้องพึ่งพารัฐบาลทหารอยู่ และทางการไทยเองก็ตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้ดี

 

เสียงเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง

อู คาย จี ผู้อำนวยการแห่ง Aid Alliance Committee (AAC) องค์กรสิทธิซึ่งให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายแก่แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ชี้ว่า ทางการไทยสามารถจัดการกับสถานะการพำนักในประเทศของแรงงานข้ามชาติได้เอง โดยไม่ต้องให้รัฐบาลทหารเมียนมาเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง

“เราพูดเรื่องนี้กันมาตลอด เรายินดีจ่ายภาษีและค่าบริการให้กับรัฐบาลไทยแทนได้” เขากล่าว “ช่วยเปลี่ยนขั้นตอนกระบวนการนี้ทีเถอะ เราจะได้ไม่ต้องรับมือกับรัฐบาลทหาร รัฐบาลไทยทำได้”

รายงานของทีมวิจัย BASC ประกอบไปด้วยคำแนะนำ 8 ประการต่อรัฐบาลไทย รวมถึงข้อเรียกร้องให้ทางการไทยปฏิเสธที่จะยอมรับการเลือกตั้งของรัฐบาลทหาร และให้ใช้อำนาจบริหารจัดการที่มีเพื่ออำนวยความสะดวกให้เงื่อนไขการต่ออายุเอกสารการพำนักและใบอนุญาตทำงานง่ายขึ้น

 

ความกลัวสถานการณ์หลังเลือกตั้ง

นักเคลื่อนไหวและนักวิจัยกล่าวว่า บรรดาคนพม่าในต่างแดนต่างก็กังวลเป็นพิเศษว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังวันที่ 28 ธันวาคม

ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทางการไทยได้ผ่อนผันข้อจำกัดบางประการให้กับแรงงานชาวเมียนมาแล้ว โดยให้เหตุผลเรื่องสถานการณ์ที่ไร้เสถียรภาพในประเทศบ้านเกิดของพวกเขา แต่ทางผู้อพยพเองกลัวว่า รัฐบาลทหารจะใช้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นข้ออ้างว่าประเทศพม่ากลับสู่สภาวะปกติแล้ว ซึ่งอาจกระตุ้นให้ทางการไทยยกระดับเงื่อนไขข้อบังคับหรือพยายามส่งพวกเขากลับประเทศได้

“สิ่งที่เรากลัวที่สุด และผู้ร่วมตอบแบบสอบถามของเรากลัวที่สุดก็คือ ทางการไทยจะบอกว่า ‘เลือกตั้งเสร็จแล้วนี่ พวกคุณกลับไปได้แล้วล่ะ’” คริส ผู้อำนวยการอีกคนหนึ่งของทีมวิจัย BASC กล่าว โดยขอใช้นามแฝงเพื่อความปลอดภัย

อู คาย จี กล่าวว่า จำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งที่ต่ำขนาดนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าบรรดาผู้อพยพประเมินสถานการณ์นี้อย่างไรบ้าง

“แรงงานข้ามชาติในการดูแลของเราแสดงออกอย่างชัดเจนว่า พวกเขาปฏิเสธการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะพวกเขากลัวสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น” เขากล่าว “ผมหวังว่ารัฐบาลไทยจะเล็งเห็นและเข้าใจความจำเป็นนี้”

ข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการรายงานข่าวร่วมระหว่าง HaRDstories x Delta News Agency ด้วยการสนับสนุนจากกองทุนแคนาดาเพื่อการขับเคลื่อนในท้องถิ่น

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.