ชาวเมียนมาในไทยต้องจ่ายเงินทำพาสปอร์ตที่อาจใช้ไม่ได้จริง

ไม่นานมานี้ พาสปอร์ตที่ออกให้กับแรงงานเมียนมาในประเทศไทยมีตราประทับแปลกตา เขียนว่า “For Thailand Only” แต่ข้อจำกัดนี้จะมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายเวลาเดินทาง?

วิศรุต วีระโสภณ / HaRDstories
ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก จุดทางผ่านข้ามชายแดนไทย-เมียนมาจุดหลัก ณ อำเภอแม่สอด ภาพ : วิศรุต วีระโสภณ / HaRDstories

เชียงใหม่ – ซู มนจ่ายเงินที่เธอเก็บมาด้วยค่าแรงทั้งเดือน (ราว 16,000 บาท) เพื่อแลกกับสิ่งที่เธอหวังไว้ว่าจะเป็นตั๋วไปสู่อนาคตที่ดีกว่าเดิม เธอทำพาสปอร์ตเล่มแรกในชีวิตตอนอายุ 33 ปี

หลังจากเป็นลูกจ้างทำงานบ้านมานานกว่า 12 ปีในประเทศไทย แรงงานชาวเมียนมาผู้นี้วาดฝันไว้ว่าจะเข้าศึกษาต่อหรือหางานทำในต่างประเทศ แต่เมื่อเธอได้รับพาสปอร์ตเมื่อเดือนที่ผ่านมา พาสปอร์ตนั้นมีตราประทับระบุข้อจำกัดเป็นภาษาอังกฤษเขียนไว้ว่า : “Passport For Thailand Only” (พาสปอร์ตสำหรับใช้ในประเทศไทยเท่านั้น)

“มันไม่ยุติธรรมเลย ทั้งที่ต้องเสียเงินไปมากขนาดนั้น แล้วโดนบอกว่าเราไปไหนไม่ได้เลย” เธอกล่าว

ตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา รัฐบาลทหารของเมียนมาได้เริ่มประทับตราพาสปอร์ตทุกฉบับที่ออกใหม่ให้กับพลเมืองในประเทศไทย โดยระบุข้อจำกัดไว้ว่าพาสปอร์ตนั้นจะใช้ได้ภายในราชอาณาจักรไทยเท่านั้น ดูเหมือนว่านโยบายนี้จะออกแบบมาเพื่อกีดกันไม่ให้ผู้เห็นต่างทางการเมืองเดินทางไปยังประเทศที่สามได้ ถึงกระนั้น กลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิก็ยืนยันว่านโยบายนี้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อแรงงานอพยพผู้มีจำนวนมากกว่านักเคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมืองอย่างเทียบกันไม่ติด

 

เปลี่ยนนโยบายแบบเงียบเชียบ

เมียนมากับประเทศไทยมีแนวชายแดนร่วมกันกว่า 2,400 กิโลเมตร และตามรายงานขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) มีพลเมืองชาวเมียนมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยประมาณ 4 ล้านคน โดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในอุตสาหกรรมรายได้ต่ำ หรือก็คืองานที่คนไทยมักจะหลีกเลี่ยงกันอยู่แล้ว

ตามคำบอกเล่าของเหล่านายหน้าในกระบวนการยื่นทำพาสปอร์ตและองค์กรสิทธิที่ทำงานกับผู้อพยพ ตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำกรุงเทพฯ และศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคลในเขตมหาชัย สมุทรสาคร ได้เพิ่มตราประทับ “Passport For Thailand Only” ลงบนพาสปอร์ตทุกฉบับที่ออกใหม่ พาสปอร์ตเหล่านี้จะมอบให้กับผู้อพยพที่ต้องการเปลี่ยนสถานะจากเอกสารรับรองบุคคล (Certificates of Identity: ซีไอ)ซึ่งเป็นเอกสารถูกต้องตามกฎหมายที่แรงานข้ามชาติถือและเอกสารรับรองการเดินทางทั่วไป ขึ้นไปเป็นพาสปอร์ตตามมาตรฐาน

ตัวแทนเหล่านี้ได้พยายามติดต่อสอบถามไปยังสถานเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำกรุงเทพฯ และสำนักงานแรงงานจังหวัดเชียงใหม่หลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่ประสบความเร็จ ปัจจุบันยังคงไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้จากทางกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหภาพเมียนมา

 

เครื่องมือทางการเมือง?

ที่ผ่านมานั้น ส่วนใหญ่แล้วผู้ถือสัญชาติเมียนมาจำนวนมากจะอพยพมายังประเทศไทยเพราะโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่หลังจากเกิดการรัฐประหารเมื่อปี 2564 ขึ้น จำนวนผู้อพยพที่หลบหนีการพิพากษาทางการเมืองก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างยิ่งยวด

ในปีที่ผ่านมา เมื่อคณะรัฐประหารได้รับการสนับสนุนจากสาธารณะน้อยลงและสูญเสียมากในสนามรบ พวกเขาก็บังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหาร เมื่อคนหนุ่มสาวชาวเมียนมาจำนวนมากถูกบีบบังคับให้ต้องร่วมรบในสงครามกลางเมือง พวกเขาหลายหมื่นคนก็เลือกที่จะหนีข้ามชายแดนมา

อู คาย จี ประธานกลุ่มพันธมิตรช่วยเหลือแรงงานพม่า (Aid Alliance Committee: AAC) องค์กรที่ทำงานร่วมกับผู้อพยพชาวเมียนมาในประเทศไทย ได้ประเมินไว้ว่าชาวเมียนมาที่อพยพเข้ามาใหม่นั้นราว 2 ใน 3 อพยพมาด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ส่วนที่เหลืออพยพมาด้วยเหตุผลทางการเมือง

“คนส่วนใหญ่ที่ไปเปลี่ยนพาสปอร์ตที่ศูนย์ออกเอกสารในมหาชัยก็เป็นคนงานข้ามชาติจริงๆ ทั้งนั้น” เขากล่าว “หากรัฐบาลทหารตั้งใจทำเช่นนี้เพื่อกีดกันผู้เคลื่อนไหวทางการเมือง คนที่ได้รับผลกระทบจริงๆ ก็คือแรงงานมากกว่า”

ความไม่ชัดเจนทางกฎหมาย

ปัจจุบันยังคงไม่ชัดเจนว่าข้อจำกัดนี้จะมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายนอกเขตอำนาจของรัฐบาลเมียนมาหรือไม่ ดูเหมือนว่าการกำหนดให้พาสปอร์ตมีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์จะเป็นแนวทางปฏิบัติที่แปลกประหลาดอย่างยิ่งภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ร่วมลงนามนั้น ให้การรองรับสิทธิที่จะออกนอกประเทศ อีกทั้งยังยืนยันว่ารัฐทุกรัฐจะต้องออกเอกสารเดินทางเพื่ออนุมัติการใช้สิทธินี้ด้วย

“นี่เป็นการละเมิดปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน” ตัวแทนจากกลุ่มเครือข่ายสิทธิแรงงานข้ามชาติกล่าวโดยไม่ขอเปิดเผยตัวตน “เราต้องรอดูกันต่อไปว่ารัฐบาลไทยจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร”

นเว เลย์ ผู้มีบทบาทในการช่วยเหลือคนงานชาวเมียนมาที่ต้องการเดินทางไปต่างประเทศ กล่าวว่าในทางปฏิบัติแล้วผลกระทบจะมากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของประเทศไทยและประเทศอื่นๆ จะให้การตอบรับอย่างไร

“เท่าที่ดิฉันเข้าใจ หากอีกประเทศหนึ่งเลือกที่จะให้วีซ่า และทางฝั่งไทยก็ไม่ขัดข้องโดยอ้างตราประทับนี้ ทางรัฐบาลทหารเมียนมาก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว” เธอกล่าว

เธอเสริมว่า เนื่องจากนโยบายตราประทับใหม่นี้เพิ่งจะเริ่มนำมาใช้เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ยังไม่มีผู้ถือพาสปอร์ตฉบับใหม่นี้เดินทางไปยังต่างประเทศ จึงยังไม่ชัดเจนว่านโยบายนี้จะมีผลกระทบในทางปฏิบัติจริงหรือไม่

หลังจากที่เราได้ติดต่อไปทางสายด่วนของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประเทศไทย เจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้กล่าวว่าตราประทับข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์นี้จะไม่มีผลกีดกันการเดินทางไปยังประเทศที่สาม พร้อมกับเสริมว่าพวกเขาไม่เคยเห็นข้อจำกัดประเภทนี้มาก่อน เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวยืนยันว่าผู้ถือพาสปอร์ตเมียนมาตามมาตรฐานควรจะยังคงขึ้นเครื่องบินโดยสารระหว่างประเทศได้ตามปกติ

 

“ที่เราทำได้ก็แค่รอดูต่อไป”

สำหรับ ซู มน ผู้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายเมื่อปี 2556 ทศวรรษที่ผ่านมานี้เรียกได้ว่าเป็นการเดินทางสู่การมีสถานะถูกต้องทางกฎหมายอย่างค่อยเป็นค่อยไป เธอเรียนภาษาไทย ได้รับบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย(บัตรชมพู) และใบอนุญาตทำงาน พร้อมกับผ่านด่านยกระดับเอกสารประจำตัวต่างๆ มากมาย

อันที่จริง พาสปอร์ตฉบับนี้ควรจะเป็นสถานีสุดท้าย ซึ่งเปิดทางไปสู่การเรียนต่อหรือทำงานในประเทศอื่นๆ

ทว่า ขณะที่ยังต้องทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งในสมุทรปราการ เธอกล่าวว่าเธอรู้สึกเหมือนถูกหลอกด้วยข้อจำกัดนี้

“ถ้ามันเป็นพาสปอร์ตสำหรับใช้ในประเทศไทยเท่านั้น แล้วเราจะต้องไปจ่ายเงินเพิ่มให้เป็นพาสปอร์ตแบบนี้ทำไมตั้งแต่แรกล่ะ” เธอกล่าว “ตอนนี้ที่เราทำได้ก็แค่รอดูต่อไปเท่านั้น”

 

แก้ไข: เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 บทความฉบับนี้ระบุข้อมูลผิดพลาดว่าประเทศเมียนมาเป็นภาคีผู้ลงนามใน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR)

ข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการรายงานข่าวร่วมระหว่าง HaRDstories x Delta News Agency ด้วยการสนับสนุนจากกองทุนแคนาดาเพื่อการขับเคลื่อนในท้องถิ่น

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.