หง สวัด อายุ 60 ปี ผู้รอดชีวิตจากระบอบเขมรแดง เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตวลสเลง ณ กรุงพนมเปญ อดีตค่ายกักกันหมายเลข 21 ภาพ : ชุลลาย เมฆ/HaRDstories
- โดย วิเชก้า โคล
- Published
- 13 min read
ห้าสิบปีหลังจาก ‘ระบอบเขมรแดง’ เข้ากุมอำนาจ ผู้รอดชีวิตเผชิญบาดแผลในจิตใจจากวันคืนอันโหดร้ายเพื่อเป็นพยานพิพากษาผู้นำเขมรแดง แต่พวกเขากลับไม่ได้รับยาต้านซึมเศร้าเพียงพอ และโครงการช่วยเหลือต่างๆ กำลังจะสิ้นสุดลง
เมื่อปาย สกจันทร์ เดินเข้าไปยังคลินิกบำบัดเพื่อรับยาสำหรับเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ เธอคาดหวังว่าจะได้รับยาต้านซึมเศร้าตัวเดียวกับที่เธอได้รับตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่พนักงานคลินิกกลับบอกเธอว่ายาตัวดังกล่าวไม่เหลือแล้ว โครงการบำบัดสิ้นสุดลงแล้ว ไม่มีใครบอกได้ว่าโครงการนี้จะเริ่มขึ้นอีกเมื่อไร – หรือจะยังมีอีกหรือไม่ด้วยซ้ำ
ตลอดเวลาแปดปีที่ผ่านมา สกจันทร์มีบทบาทในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเพื่อพิพากษาเหล่าผู้นำเขมรแดง เธอช่วยเป็นพยานให้ปากคำเรื่องที่เธอเคยถูกบังคับให้แต่งงาน และต้องเผชิญกับปมบาดแผลในจิตใจเพื่อยืนยันถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้น หลังจากการพิพากษาดังกล่าวสิ้นสุดลงเป็นเวลาสองปี มาตรการเยียวยาจิตใจของเธอก็สิ้นสุดลงด้วย
สกจันทร์โอายุ 67 ปี ป่วยเป็นโรคเครียดหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรงและโรคซึมเศร้า จิตแพทย์วินิจฉัยว่าเธอต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องในระยะยาว “พวกเขาบอกฉันว่า ถ้าฉันไม่ได้รับการรักษา ฉันจะลงเอยเป็นพวกคุยกับตัวเองหรือไม่ก็คุยกับสายลม” เธอกล่าว
เมื่อถึงคราวครบรอบห้าสิบปีของระบอบเขมรแดง เหล่าผู้รอดชีวิตที่ได้ให้ปากคำกับศาลยุติธรรมต่างก็เล่าว่าพวกเขาต้องเผชิญกับปมบาดแผลเดิมอยู่เสมอเพื่อให้โลกได้รับรู้ถึงผลกระทบของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และตอนนี้พวกเขาก็แทบไม่เหลือช่องทางในการเยียวยาสภาพจิตใจของตัวเองแล้ว
สกจันทร์ไม่ใช่คนเดียวที่เผชิญปัญหานี้ พลเมืองอีกหลายคนที่ได้ร่วมให้ปากคำต่างก็กำลังสูญเสียช่องทางเข้าถึงการบำบัดและยารักษาเมื่อโครงการทยอยปิดตัวลง โดยที่พวกเขาแทบไม่เหลือทางเลือกอื่นเลย
วันเดือนปีที่ต้องขึ้นศาล
ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1970 ขบวนการเคลื่อนไหวหัวรุนแรงปรารถนาที่จะจัดระเบียบประเทศแห่งนี้ใหม่ในฐานะยูโทเปียเกษตรกรรม และได้กุมอำนาจปกครองกัมพูชาในปี 1975 (หรือปีพ.ศ.2518) ในความเป็นจริงนั้น พวกเขาบีบให้ประชาชนต้องอดอยากและถูกเกณฑ์แรงงานเกือบสี่ปี คร่าชีวิตผู้คนไปกว่าสองล้านคน และต้องอพยพพลัดถิ่นไปอีกหลายล้าน
หลังจากที่เวียดนามทำการบุกเข้ายึดในปี 1979 เพื่อหยุดยั้งระบอบนี้และสถาปนาการปกครองโดยฝ่ายเวียดนามได้ระยะหนึ่ง องค์การสหประชาชาติก็ได้สถาปนารัฐบาลชั่วคราวเพื่อการเปลี่ยนผ่านขึ้นในกัมพูชาเมื่อปี 1992 และได้จัดให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีในปี 1993 จากนั้นหน่วยงานระหว่างประเทศนี้ก็ได้ริเริ่มระบบศาลยุติธรรมขึ้นมา นั่นคือองค์ชุมนุมชำระวิสามัญแห่งตุลาการกัมพูชา (ECCC) เพื่อพิพากษาลงโทษกลุ่มผู้นำเขมรแดง
หลังจากการดำเนินคดีซึ่งกินเวลากว่า 16 ปี ศาลคดีเขมรแดงก็ได้ตัดสินโทษผู้นำและผู้ร่วมจัดตั้งระบอบเขมรแดงสี่คนเมื่อปี 2022 ทว่า ผู้นำเขมรแดงคนอื่นๆ อีกหลายคน รวมถึงพล พต ผู้นำเผด็จการผู้ฉาวโฉ่ ก็เสียชีวิตไปก่อนที่จะถูกจับกุมตัวมาตัดสินโทษแล้ว ศาลคดีเขมรแดงยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นนับเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จริง และได้จัดให้มีการเยียวยาชดใช้เชิงสัญลักษณ์แก่ชาวกัมพูชาทั้งประเทศหลายประการ
ถึงกระนั้น ทางฝั่งพลเมืองผู้ร่วมให้ปากคำในการดำเนินคดีดังกล่าวต่างเล่าว่า สภาพจิตใจของพวกเขายังคงทุกข์ทรมานอยู่แม้จะผ่านมาแล้วหลายทศวรรษ และตอนนี้ พวกเขาก็ยังต้องดิ้นรนเพื่อรับมือกับบาดแผลอยู่
“พวกเขาบอกกับเราตั้งแต่ตอนแรกเลยว่า จะช่วยจนกว่าเราจะหายดีหรือไม่จำเป็นต้องใช้ยาช่วยอีก” สกจันทร์กล่าว “แต่ตอนนี้ [ความช่วยเหลือ] ก็หมดลงแล้ว และไม่มีใครให้คำตอบได้เลยว่าเพราะอะไร”
หาตัวช่วยอื่นแทนยารักษา
ผู้รอดชีวิตที่ทางทีมงาน HaRDstories ได้เข้าไปพูดคุยด้วยกล่าวว่า พวกเขาได้รับการสนับสนุนเยียวยาสภาพจิตใจเพียงน้อยนิดทั้งตลอดกระบวนการดำเนินคดีและหลังจากการพิพากษาเสร็จสิ้นแล้ว ตอนนี้พวกเขาหลายคนต้องแสวงหาทางเลือกอื่น นอกเหนือจากสวัสดิการสุขภาพที่ทางการแนะนำมา เนื่องมาจากค่าใช้จ่ายและการเข้าถึงที่ยากลำบาก
ช่วงที่เลย กิมเจียน อายุ 68 ปี เข้าให้ปากคำเมื่อต้นทศวรรษ 2010 เรื่องที่เธอถูกบังคับแต่งงาน เธอต้องเดินทางจากบ้านของเธอในจังหวัดโปซัตไปยังพนมเปญทุกเดือนเพื่อรับยาจากองค์กรจิตแพทย์ข้ามวัฒนธรรมประจำประเทศกัมพูชา (TPO of Cambodia)
ในปี 2012 เธอเริ่มมีอาการวิงเวียนศีรษะและเป็นลม เธอจึงเลิกรับประทานยาเพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางไกลแสนทุลักทุเลไปเอายา เช่นเดียวกับผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ กิมเจียนไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงของอาการป่วยทั้งทางกายภาพและทางจิตใจของตัวเอง
เธอลองใช้ยานอนหลับอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ในที่สุด เธอก็เริ่มหันไปเข้าวัดบ่อยขึ้นแทน โอบรับคำสอนทางพุทธศาสนาว่าด้วยการให้อภัยและความรักความเมตตา
“ฉันสวดมนต์และอธิษฐานกับพระพุทธรูปที่บ้าน มันช่วยให้ฉันนอนหลับได้ดีขึ้นบ้าง” เธอกล่าว “แต่บางคืน ฉันก็นอนได้แค่หนึ่งหรือสองชั่วโมง บางครั้งก็นอนไม่หลับเลยทั้งคืน”
ผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ต้องอาศัยวิธีการรับมือกับความเป็นจริงแตกต่างกันไป หง สวัด อายุ 60 ปี ดื่มเบียร์ทุกคืนเพื่อให้ลืมความหวาดกลัวและข่มตานอนหลับได้
“ฉันดื่มเบียร์ตลอดเวลา เพราะถ้าไม่ดื่ม ฉันจะรู้สึกไม่ดี” เธอกล่าว ยังเสริมอีกว่า แอลกอฮอล์มีผลข้างเคียงน้อยกว่ายารักษาโรคสำหรับเธอ “ฉันจะมือสั่น สั่นไปทั้งตัว แล้วก็จะนอนไม่หลับ”
Related Stories
ทางองค์กรจิตแพทย์ข้ามวัฒนธรรมประจำประเทศกัมพูชา (TPO of Cambodia) ไม่ได้ให้ความเห็นเพื่อชี้แจ้งรายละเอียดเรื่องมาตรการเยียวยาจิตใจผู้รอดชีวิตตามที่ผู้สื่อข่าวสอบถามไป อย่างไรก็ดี เว็บไซต์ขององค์กรระบุว่า ทางองค์กรได้รองรับมาตรการเยียวยาจิตใจแก่ผู้รอดชีวิตอย่างน้อยที่สุดคือตลอดปี 2019
คำตัดสินคดีความสองคดีจากทั้งหมดสี่คดีระบุว่า การ “เยียวยาชดเชย” เชิงสัญลักษณ์แก่พลเมืองจะต้องครอบคลุมถึงมาตรการเยียวยารองรับทางสุขภาพจิตด้วย ทว่า คำตัดสินของศาลก็ระบุไว้แค่การสนับสนุนโดยชุมชนอย่างการจัดตั้งกลุ่มบำบัดช่วยเหลือตนเอง แทนที่จะระบุช่องทางเยียวยารักษาสุขภาพจิตโดยตรงให้สำหรับคู่ความฝ่ายพลเมืองหรือพลเมืองโดยทั่วไป ในคดีพิพากษาเขมรแดงคดีแรกซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อปี 2012 นั้น คู่ความฝ่ายพลเมืองได้เรียกร้องสวัสดิการทางการแพทย์และสุขภาพจิตฟรีเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาชดเชย แต่ทางคณะผู้พิพากษาปัดตกข้อเรียกร้องนี้ไป
จากคำบอกเล่าของมิลาน โยวันเซวิก เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการความช่วยเหลือของสหประชาชาติแก่การดำเนินคดีเขมรแดง (UNAKRT) องค์กรที่รับผิดชอบจัดการศาลระหว่างประเทศนี้ ตลอดเวลากว่า 16 ปี ศาลคดีเขมรแดงต้องใช้งบประมาณบริจาคกว่า 290 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (9,023 ล้านบาท) จาก 30 ประเทศและสหภาพยุโรป รวมถึงงบประมาณอีก 68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2,115 ล้านบาท) จากสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายส่วนเกินระหว่างกระบวนการไต่สวน การพิพากษา และการหาตัวแทนทางกฎหมายให้กับฝ่ายคู่ความพลเมือง
โยวันเซวิกกล่าวว่า องค์การสหประชาชาติไม่เคยมีความรับผิดชอบที่จะต้องให้การดูแลสภาพจิตใจในระยะยาวแก่ผู้รอดชีวิตตั้งแต่แรกแล้ว
“ไม่ว่าจะโครงการความช่วยเหลือของสหประชาชาติแก่การดำเนินคดีเขมรแดง (UNAKRT) หรือองค์ชุมนุมชำระวิสามัญแห่งตุลาการกัมพูชา (ECCC) ก็ไม่ได้มีหน้าที่ที่จะต้องเตรียมมาตรการสนับสนุนสวัสดิภาพทางสังคมหรือด้านสังคมจิตใจทั้งสิ้น” เขากล่าว “นี่ไม่ใช่สิ่งที่ศาลต้องทำ หรือเป็นสิ่งที่ทางองค์ชุมนุมชำระวิสามัญแห่งตุลาการกัมพูชาตั้งใจจะทำตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”
เขากล่าวว่า ทางองค์กรของเขาเลือกที่จะให้ทุนสนับสนุนกิจกรรมเชิงรุกกับผู้รอดชีวิตและการอบรมให้ความรู้มากกว่า และ “สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพจิตให้เข้ามาทำงานในกิจกรรมเชิงรุกเหล่านี้”
องค์ชุมนุมชำระวิสามัญแห่งตุลาการกัมพูชายืนยันว่า หลังจากที่องค์กรตนยุติบทบาทลงก็ไม่ได้มีการจัดวางระบบใดๆ ไว้สำหรับการติดตามคู่ความฝ่ายพลเมืองเพื่อให้การดูแลทางการแพทย์หรือทางจิตใจเลย สก หางเกียง ตัวแทนจากศาลคดีเขมรแดงกล่าวว่า แม้องค์กรจิตแพทย์ข้ามวัฒนธรรม (TPO) จะเตรียมงบประมาณไว้ส่วนหนึ่งสำหรับให้การช่วยเหลือคู่ความฝ่ายพลเมือง แต่ตอนนี้พวกเขาก็ไม่มีทุน หรือไม่มีหลักประกันเลยว่าจะได้ทุนในอนาคต
“องค์กรจิตแพทย์ข้ามวัฒนธรรมมีโครงการหรืองบประมาณของพวกเขาเองในการสนับสนุนคู่ความฝ่ายพลเมืองในเรื่องปัญหาสุขภาพจิต แต่ทางองค์กรก็ไม่มีทุนสำหรับการดำเนินโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องไปได้ตลอด” หางเกียงกล่าว
ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ผู้บริจาคหลายรายได้มอบงบเพื่อช่วยเรื่องสุขภาพจิตของคู่ความฝ่ายพลเมือง แต่โครงการเหล่านี้ก็มีกรอบระยะเวลาจำกัด
ก่อนหน้านี้ในปี 2016 สำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) ซึ่งตอนนี้ปิดตัวลงแล้ว ได้มอบเงินทุนกว่า 900,000 ดอลลาร์สหรัฐ (28 ล้านบาท) ให้กับองค์กรจิตแพทย์ข้ามวัฒนธรรมและกเดยกรุณา (Kdei Karuna) องค์กรอิสระเพื่อการสร้างสันติภาพ สำหรับใช้ในการเยียวยารักษาสุขภาพจิต แต่จากข้อมูลบนเว็บไซต์ขององค์กรจิตแพทย์ข้ามวัฒนธรรม โครงการซึ่งกินระยะเวลาสามปีนั้นกลับนำเงินทุนไปใช้กับการจัดกลุ่มบำบัดและการฝึกสอนจิตแพทย์เป็นส่วนใหญ่
ต่อมาเมื่อปี 2021 สำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาได้มอบเงินทุนอีก 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (155 ล้านบาท) แก่ศูนย์รวบรวมเอกสารแห่งกัมพูชา (DC-CAM) เพื่อใช้ในการวิจัยปัญหาทางสุขภาพที่เกิดขึ้นกับผู้รอดชีวิตจากระบอบเขมรแดง งานวิจัยดังกล่าวพบว่า ปัญหาสุขภาพจิตคือหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุดที่ส่งผลกระทบกับผู้รอดชีวิต แต่พวกเขาก็แทบไม่เคยแสวงหาความช่วยเหลือเลย เนื่องมาจากภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ ส่วนการนัดพบแพทย์บำบัดหรือจิตแพทย์นั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ปราศจากคำอธิบายที่ชัดเจน
สกจันทร์และกิมเจียนเล่าว่า ก่อนหน้านี้พวกเขาได้รับยาจากทางองค์กรจิตแพทย์ข้ามวัฒนธรรมประจำประเทศกัมพูชา (TPO of Cambodia) เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าให้ปากคำในกระบวนการไต่สวนและกิจกรรมเยียวยาชดเชยในภายหลังได้ ซึ่งดำเนินไปตลอดทั้งปีนั้น
กิมเจียนเล่าว่า หลังจากที่เธอเลิกเดินทางไปรับยาในแต่ละเดือน ทางองค์กรจิตแพทย์ข้ามวัฒนธรรมก็ไม่เคยถามเหตุผลเธอเลย เธอขาดการติดต่อกับทางองค์กรตั้งแต่ที่แพทย์ผู้ให้คำปรึกษาจากไป “พวกเขาเคยโทรศัพท์มาเรียกให้ฉันไปร่วมประชุมที่จังหวัดโปซัตหรือพระตะบอง แต่ฉันก็บอกพวกเขาว่าฉันไปไม่ได้เพราะฉันป่วย ฉันได้แต่นอนอยู่บ้าน ให้ลูกสาวคอยดูแล”
สกจันทร์เริ่มกลับมาะทานยาต้านซึมเศร้าที่ทางองค์กรจิตแพทย์ข้ามวัฒนธรรมจัดสรรมาให้ แต่เธอก็ได้รับยาแค่ถึงต้นปีที่ผ่านมานี้เท่านั้น เมื่อเธอเดินเข้าไปในสำนักงานองค์กรจิตแพทย์ข้ามวัฒนธรรมเพื่อรับยาตามเคย เจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็บอกเธอว่าตอนนี้ไม่มียารักษาฟรีแล้ว
“พวกเขาบอกว่าโครงการที่เคยให้ความช่วยเหลือฉันถูกยกเลิกไปแล้ว และก็ไม่รู้ว่าจะกลับมาเริ่มอีกครั้งเมื่อไหร่” เธอกล่าว เธอเคยได้รับคำอธิบายมาว่า โครงการใดที่รับผิดชอบแจกจ่ายยาให้เธอ แต่หลังจากที่ทีมงาน HaRDstories ได้ตรวจสอบเอกสารการจ่ายยาดูแล้ว เอกสารดังกล่าวกลับไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าผู้บริจาคทุนหรือโครงการดังกล่าวคือใครกันแน่
เอเลโอนอร์ เฟอร์นันเดซ อดีตทนายความระหว่างประเทศสำหรับคู่ความฝ่ายพลเมืองตั้งแต่ปี 2009 ถึง 2017 กล่าวว่า คู่ความฝ่ายพลเมืองได้รับการปฏิบัติ “เป็นพิเศษ” เนื่องจากพวกเขามีส่วนร่วมในกระบวนการพิพากษาและความช่วยเหลือจากโครงการที่ได้รับทุนบริจาค อย่างไรก็ดี พวกเขาหลายคนอาจยังไม่ทราบว่าจะได้รับความช่วยเหลือแค่ชั่วคราวเท่านั้น ยิ่งหากพวกเขาได้รับความช่วยเหลือต่อถึงปีนี้ เช่น ในกรณีของสกจันทร์
Stay Informed!
Subscribe to our newsletter to receive our latest stories direct to your inbox.
“พวกเขาได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษมายาวนาน และคนจำนวนมากก็ได้รับสิทธิประโยชน์มานานมาก – พวกเขามีส่วนร่วมในกระบวนการไต่สวนพิพากษาเกินกว่าสิบปี” เฟอร์นันเดซกล่าว “แต่เราไม่ได้คาดคิดว่ากระบวนการพิพากษาจะดำเนินการไปอย่างยาวนานขนาดนั้นตั้งแต่แรกแล้ว”
เฟอร์นันเดซกล่าวว่า ความรับผิดชอบในการเยียวยารักษาสุขภาพจิตควรจะถ่ายโอนให้เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลกัมพูชาตั้งแต่หลังจากที่การดำเนินคดีเสร็จสิ้นแล้ว
สกจันทร์รู้สึกว่า องค์การสหประชาชาติและผู้มอบทุนจากต่างประเทศน่าจะมีงบประมาณมากพอสำหรับการดูแลสุขภาพจิตให้กับคู่ความฝ่ายพลเมืองไปตลอดชีวิตอยู่แล้ว
“ศาลน่ะมีงบประมาณตั้งมากมาย – ฉันรู้ว่าพวกเขาได้เงินทุนมาจากบรรดาสถาบันระหว่างประเทศ” เธอตั้งข้อสงสัย “ฉันเชื่อว่าจนถึงตอนนี้ พวกเขาก็ยังมีงบประมาณมากพอที่จะดูแลคู่ความฝ่ายพลเมืองอย่างพวกเรา ทำไมพวกเขาถึงช่วยเราต่อไปไม่ได้แล้วล่ะ”
ปมบาดแผลใหม่ในโลกออนไลน์
จากผู้รอดชีวิตทั้งหกคนที่ได้พูดคุยกับทีมงาน HaRDstories ผู้รอดชีวิตห้าคนบอกเราว่า พวกเขาแจ้งกับทางองค์กรจิตแพทย์ข้ามวัฒนธรรม (TPO) ไปว่าพวกเขาไม่ต้องการความช่วยเหลือ ส่วนหนึ่งก็เพราะทางองค์กรกล่าวว่างบประมาณของพวกเขามีไม่พอสำหรับการช่วยเหลือคู่ความฝ่ายพลเมือง
เฮง โกยลาน อายุ 70 ปี เล่าว่า เธอมักจะทานยาเวลาที่เธอต้องไปเข้าร่วมกระบวนการไต่สวนหรือเยี่ยมเยียนสถานที่อย่างอดีตค่ายกักกันหมายเลข 21 เรือนจำเก่าที่ถูกแปลงโฉมเป็นพิพิธภัณฑ์เขมรแดงอันแสนอึมครึมในกรุงพนมเปญ หลังจากให้ปากคำเสร็จสิ้นแล้ว ก็เลิกรับประทานยาตัวนั้นไป เธอกล่าวว่าปัญหาสุขภาพของเธอสามารถรักษาได้ด้วยสมุนไพรพื้นบ้านกัมพูชาและแอลกอฮอล์
“องค์กรจิตแพทย์ข้ามวัฒนธรรมไม่เคยให้สัญญาอะไรใหญ่โตตั้งแต่แรกแล้ว พวกเขาแค่บอกว่า สงสารที่เรายากจนและไม่มีเงินซื้อยาด้วยตัวเอง” เธอกล่าว “และพวกเขาก็เคยบอกแล้วว่ามีเงินทุนจำกัด แต่จะพยายามช่วยเหลือเราต่อเท่าที่ทำได้”
มาตรการเยียวยาชดเชยในคำตัดสินของศาลครอบคลุมถึงการอบรมให้ความรู้แก่คนรุ่นหลัง ผ่านการทำบันทึกดิจิทัลและฐานข้อมูลออนไลน์เกี่ยวกับระบอบเขมรแดง แต่เมื่อข้อมูลเหล่านี้ได้รับการเผยแพร่ทางออนไลน์แล้ว คู่ความฝ่ายพลเมืองอย่างน้อยหนึ่งคนก็พบว่าคำให้การของเธอถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดและถูกเผยแพร่ไปเกินกว่าเป้าประสงค์เดิมแล้ว
หง สวัด อายุ 60 ปี ได้ให้ปากคำในคดีความสองคดี แต่เธอก็ไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะต้องมาเห็นตัวเองบอกเล่าประสบการณ์บาดแผลบนแพลตฟอร์มอย่างติ๊กต่อกและเฟซบุ๊ก
เพื่อนบ้านคนหนึ่งแจ้งให้เธอทราบหลังจากที่เขาเห็นหน้าเธอในคลิปวิดีโอ เมื่อสวัดลองค้นชื่อตัวเองดู เธอก็เห็นคลิปตัวเองเล่าเรื่องที่เคยถูกข่มขืนตอนยังเด็ก – คลิปดังกล่าวถูกตัดต่อมาโดยเจาะจงที่เธอเท่านั้น ปราศจากบริบทของการถูกบังคับแต่งงาน ระบอบเขมรแดง หรือแม้แต่กระบวนการไต่สวนในชั้นศาล
“ตอนที่ฉันเห็นวิดีโอนั้น ฉันก็รู้สึกขนลุกมาก” เธอกล่าว “ฉันไม่รู้ว่าใครคือคนโพสต์และเขามีจุดประสงค์อะไร” เธอไม่เคยมอบความยินยอมให้ใครนำวิดีโอดังกล่าวไปใช้ โดยเฉพาะการใช้แบบตัดขาดจากบริบท “มันชวนให้เข้าใจผิดและน่าขนลุกมาก และมันก็ทำให้ทุกอย่างดูแย่และฟังดูเลวร้ายไปหมดเลย”
วิดีโอดังกล่าวถูกเผยแพร่โดย “Make Money Online” (สร้างเงินออนไลน์) ผู้สร้างคอนเทนต์ออนไลน์ หรือผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่โพสต์คลิปเหล่านี้เพื่อทำเงินจากระบบค่าตอบแทนหรือค่าโฆษณาบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ
ทางทีมงาน HaRDstories ได้ติดต่อไปยังบัญชีผู้ใช้งานชื่อ “Eka” ผู้เผยแพร่คอนเทนต์ไวรัลจำนวนมาก เพื่อสอบถามว่า พวกเขาจะเคารพคำขอของสวัดและลบวิดีโอดังกล่าวหรือไม่ แต่ Eka ปฏิเสธคำขอข้างต้น
“วิดีโอนี้เผยแพร่ไปทุกที่แล้ว” พวกเขาตอบข้อความมาทางเทเลแกรม “หากคุณต้องการให้เราลบ คุณก็ต้องให้เพจทุกเพจลบด้วย ไม่ใช่แค่ของเรา” สวัดกล่าวว่า คำตอบนี้ไม่เพียงแต่จะไร้ความเคารพกันเท่านั้น แต่ยังกระตุ้นปมบาดแผลเธอด้วย
“ฉันไม่รู้ว่าทางองค์ชุมนุมชำระวิสามัญแห่งตุลาการกัมพูชา (ECCC) จะช่วยฉันเรื่องนี้ได้หรือเปล่า เพราะฉันไม่ได้เป็นคู่ความฝ่ายพลเมืองแล้ว” เธอกล่าว “แล้วอีกอย่าง ฉันก็ไม่เคยได้ยินเลยว่าพวกเขาให้ความช่วยเหลืออะไรกับอดีตคู่ความฝ่ายพลเมืองด้วย เพราะงั้นฉันก็ไม่รู้เลยจริงๆ” เธอเสริมอีกว่า เธอไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อลบวิดีโอดังกล่าว และวิดีโอก็ถูกเผยแพร่ไปอย่างแพร่หลายแล้วด้วย
ไม่นานหลังจากที่การพิพากษาเสร็จสิ้นลง เธอแจ้งกับทางองค์กรจิตแพทย์ข้ามวัฒนธรรม (TPO) ไปว่าเธอไม่จำเป็นต้องรับความช่วยเหลือทางสุขภาพจิตอีกแล้ว เนื่องจากเธอต้องการให้องค์กรได้เก็บงบประมาณไว้ช่วยเหลือผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ แต่การแสวงหาผลประโยชน์ผ่านทางโซเชียลมีเดียเช่นนี้ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเธอก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไปดี
“เพจพวกนี้เอาเรื่องของฉันไปโพสต์แบบผิดๆ แค่เพราะต้องการชื่อเสียงและหาเงิน” เธอกล่าว “พวกเขาไม่สนใจศักดิ์ศรีของฉัน ไม่สนใจเลยว่าคลิปของพวกเขาจะทำให้ฉันและครอบครัวต้องอับอายและเจอกับการดูหมิ่นอีกมากมายแค่ไหน”
ต้องประคับประคองกันเอง
เมื่อปราศจากทรัพยากรสำหรับการเยียวยารักษาสุขภาพจิต กลุ่มผู้รอดชีวิตบางส่วนในกัมพูชาและต่างประเทศจึงเริ่มสร้างเครือข่ายของพวกเขาเองขึ้นมา
เมื่ออันเนท หุย หญิงชาวกัมพูชา-อเมริกันผู้อาศัยอยู่ในเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ พาลูกชายอายุ 12 ปีของเธอมาเที่ยวที่กรุงพนมเปญเมื่อปีที่แล้ว เขาก็ยืนกรานว่าจะมาเยี่ยมชมอดีตค่ายกักกันหมายเลข 21 หนึ่งในค่ายกักกันที่โหดเหี้ยมที่สุดภายใต้ระบอบเขมรแดง
หุยลืมตาดูโลกในค่ายผู้ลี้ภัยตรงชายแดนระหว่างกัมพูชากับประเทศไทย จากนั้นก็ถูกนำตัวมายังสหรัฐอเมริกาเมื่ออายุได้ 7 ขวบ พอล ชอร์ม สามีของเธอเองก็เป็นเด็กที่รอดชีวิตจากระบอบเขมรแดงเช่นกัน
“ตอนแรกฉันไม่อยากกลับไปเลย…แต่ลูกชายฉันอยากจะเรียนรู้” หุยกล่าว “ในฐานะแม่คนหนึ่ง ฉันรู้สึกว่ามันสำคัญที่จะต้องให้เขาได้รับรู้ประวัติศาสตร์นั้น”
ประสบการณ์ดังกล่าวเปี่ยมไปด้วยอารมณ์สำหรับสองแม่ลูก “ฉันกังวลว่า พวกเขาจะรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่ต้องเล่าเรื่องราวบาดแผลของตัวเอง โดยเฉพาะหากพวกเขาไม่มีใครคอยสนับสนุนหลังจากให้ปากคำ” เธอกล่าวถึงเหล่าผู้รอดชีวิตที่คอยบอกเล่าเรื่องราวของพวกเขาทุกวันที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้
เมื่อกลับมาที่ชิคาโก เธอกับชอร์มได้ริเริ่มโครงการหลายโครงการเพื่อติดต่อกับชาวกัมพูชาผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ผ่านทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกัมพูชาและสมาคมชาวกัมพูชาในรัฐอิลลินอยส์ นอกจากนี้ โครงการของพวกเขายังให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์และสุขภาพจิตแก่ผู้รอดชีวิตวัยสูงอายุด้วย
เมื่อชอร์มเดินทางมายังกัมพูชาเมื่อปีที่แล้ว – นับเป็นครั้งที่สองตั้งแต่วัยเด็กของเขา – เขาพบว่าผู้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ก็กังวลว่า ชาวกัมพูชาในพื้นที่ชนบทจะขาดแคลนทรัพยากรในการบอกเล่าประสบการณ์ในยุคเขมรแดงของพวกเขา
“เวลาเราพูดถึงสุขภาพจิต ผมรู้สึกว่าชาวกัมพูชาในต่างประเทศพร้อมที่จะพูดถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มากกว่าคนที่ยังคงอาศัยอยู่ในกัมพูชา” เขากล่าว “ผู้คนในประเทศแทบจะไม่พูดถึงประวัติศาสตร์บาดแผลนั้นเลย – ทั้งยุคเขมรแดงหรือแม้แต่ยุคสงครามก่อนหน้านั้น”
ด้วยการทำงานกับทางพิพิธภัณฑ์และการแบ่งปันประสบการณ์ในกลุ่มบำบัดระหว่างชาวกัมพูชาสูงอายุและเยาวชนรุ่นใหม่ๆ พวกเขาพยายามช่วยเหลือผู้ที่กำลังทุกข์ทรมาน
“เพื่อที่จะเยียวยาบาดแผลได้อย่างแท้จริง เราต้องสร้างบทสนทนาระหว่างคนแต่ละรุ่น และไม่ใช่แค่เรื่องราวในหนังสือหรือบทเรียนประวัติศาสตร์เท่านั้น” ชอร์มกล่าว “เราต้องสร้างพื้นที่สำหรับการสนทนาอย่างแท้จริง นั่นละคือวิธีที่เราจะทลายความเงียบนี้ได้ นั่นละคือแนวทางที่เราจะเริ่มเยียวยาบาดแผลได้อย่างแท้จริง”
การเยียวยาในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
ในกัมพูชา ศาสนสถานบางแห่งกลายมาเป็นพื้นที่สำหรับการเยียวยาของชุมชน วัดพนมชมาร์ และเจ้าอาวาสวัดอายุ 75 ปี ต่างก็เคยถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยระบอบเขมรแดงอันโหดเหี้ยม ในวันนี้ เต๊ะ เด็ง พระรูปดังกล่าวพยายามจะเยียวยาบาดแผลในอดีตทั้งของเขาและวัดของเขาเอง
เด็งกลับมายังวัดพนมชมาร์เมื่อปี 2020 เกือบห้าสิบปีหลังจากที่เขาจากวัดแห่งนี้ไปเมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่น ไม่นานหลังจากที่เขาสึกทิ้งผ้าเหลืองไป เขาก็ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารในกองกำลังเขมรแดง ต้องเผชิญกับการสังหารผู้คนนับไม่ถ้วนและถูกบังคับแต่งงาน
“หากเราไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่เราหรือครอบครัวของเราก็จะถูกประหารชีวิต” เขาเล่าให้ทีมงาน HaRDstories ฟัง “ผมไม่ได้ลงมือฆ่าใครด้วยตัวเอง แต่ผมก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งอยู่ดี”
เด็งเล่าว่าผู้คนกว่า 400 คนถูกคร่าชีวิตไป และอีกหลายร้อยคนถูกจับทรมาน ณ พุทธศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้
หลังจากการพิพากษาเสร็จสิ้น องค์กรอิสระ ‘กเดยกรุณา’ ผู้ได้รับทุนจากสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) ได้สนับสนุนค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่งในการสร้างสถูปขึ้น โดยที่ชุมชนในหมู่บ้านระดมทุนอีกครึ่งหนึ่ง วัดพนมฉมาร์กลายมาเป็นสถานที่สำหรับพบปะกันและบำบัดในหมู่ผู้รอดชีวิต พระเด็งจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับผู้รอดชีวิตและครอบครัวของพวกเขา นี่คือส่วนหนึ่งของกระบวนการบำบัด – นับว่าเป็นกระบวนการที่ท้าทายมาก “แม้แต่ในตอนที่เรามีคำอธิบายชัดเจนให้ พวกเขาหลายคนก็ไม่สามารถให้อภัยทหารเก่าได้” เขากล่าว “พวกเขาแบกรับอารมณ์ไม่ไหวและยังคงเรียกร้องความยุติธรรม”
ผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่เริ่มเข้าสู่วัยชราแล้ว และเด็งก็เชื่อว่าสุขภาพทางกายของพวกเขาย่ำแย่ลงเร็วขึ้นเนื่องจากสภาพจิตใจของพวกเขา ตั้งแต่ที่ศาลคดีเขมรแดงปิดตัวลงในปี 2022 ที่วัดแห่งนี้ก็มีการจัดกิจกรรมรำลึกน้อยลง แต่เมื่อนักวิจัยและนักข่าวจากต่างประเทศเดินทางมาที่นี่เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับระบอบเขมรแดง เด็งก็มักจะบอกให้พวกเขาคำนึงถึงสุขภาพของเหล่าผู้รอดชีวิตที่ยังคงมีชีวิตอยู่ไม่กี่คนด้วย
“ทุกวันนี้มีผู้รอดชีวิตเหลืออยู่ไม่มากแล้ว และคนที่ยังอยู่ก็คงอยู่ต่อไปได้อีกไม่นานนักหรอก เพราะพวกเขาเองก็แก่มากแล้ว” เขากล่าว
แต่เด็งก็ได้เห็นกับตาตัวเองแล้วด้วยว่า ปมบาดแผลที่ไม่ถูกพูดถึงยังคงส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วสังคมกัมพูชา เขากล่าวว่า ความเจ็บปวดจากการถูกทรมาน การสูญเสียคนในครอบครัว และความโกรธแค้นที่ยังคงอยู่ไม่ได้เลือนหายไปไหน แต่ปรากฏให้เห็นผ่านความรุนแรงในครอบครัว พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง และครอบครัวที่แตกหัก
“อาตมาคิดว่า ผลกระทบจากระบอบเขมรแดงยังคงส่งผลต่อชีวิตของผู้คนในวันนี้ รวมถึงสังคมของเราโดยรวมด้วย” เขากล่าว “ความเจ็บปวดยังคงส่งผลกระทบต่อครอบครัวของพวกเขา ก่อให้เกิดการมีปากเสียงกัน ความรุนแรงในครอบครัวที่กระทำกับภรรยาและลูก และพฤติกรรมโหดร้ายทั้งหลาย คนบางกลุ่มที่เคยฆ่าคนในยุคของระบอบนั้นยังคงประพฤติตัวอย่างก้าวร้าวอยู่ในวันนี้”
เขากล่าวว่า การพบปะกันเพื่อเยียวยาบาดแผลระหว่างอดีตทหารเขมรแดงกับเหยื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ศาลคดีเขมรแดงพยายามผลักดันนั้น ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด แม้ว่าพุทธศาสนาเองจะสามารถช่วยให้ผู้คนสงบจิตสงบใจลงได้บ้าง แต่ศาสนาก็ไม่สามารถแก้ไข้ปัญหาได้โดยสมบูรณ์
ถึงกระนั้น เด็งก็ยังเชื่อว่าทางออกไม่ได้ต้องมีราคาแพง
“การทำโครงการสักโครงการเพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานทางกายและทางใจของพวกเขาน่ะ คงไม่ต้องใช้เงินเยอะขนาดนั้นหรอก”
วิเชก้า โคล เป็นนักข่าวอิสระ ช่างภาพ ผู้ประสานงานภาคสนาม (fixer) และช่างวิดีโอชาวกัมพูชา ผลงานของเขาเคยได้รับการเผยแพร่ใน Voice of America, The Diplomat, UCA News และ The Cambodia Daily
ชุลลาย เมฆ อาศัยและทำงานระหว่างกรุงพนมเปญและเมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เธอเป็นช่างภาพข่าวอิสระ มีความสนใจอย่างยิ่งในประเด็นด้านสิทธิทางสิ่งแวดล้อมและสัตว์ และการเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับผู้คนต่าง ๆ (human interest)
More Features
- โดย วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์





