เสียงจากคนหลากพื้นเพ “เดินเปลี่ยนอนาคต” รัฐธรรมนูญไทย
แนวร่วมนักกิจกรรมเดินเท้าจากจ.พระนครศรีอยุธยา ไปยังกรุงเทพฯ เพื่อประกาศจุดยืนว่าประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากประชาชนโดยแท้จริง เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นผลพวงของรัฐประหาร และไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อสิทธิของประชาชนตั้งแต่แรก
- โดย อัสมาดี บือเฮง
- Published
- 2 min read
กรุงเทพฯ – “รัฐธรรมนูญต้องเขียนใหม่ทั้งฉบับ สสร.ต้องมาจากการเลือกตั้งร้อยเปอร์เซ็นต์” คือเสียงตะโกนป่าวร้องจากเครือข่ายภาคประชาชนจากทุกภูมิภาคของประเทศไทย ในกิจกรรม “เดินเปลี่ยนอนาคต” โดยการประสานความร่วมมือของคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)
กิจกรรมเดินเท้า 5 วัน ระยะทาง 55 กิโลเมตรในครั้งนี้ เป็นไปเพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการร่วมกำหนดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมดเริ่มออกเดินทางกันตั้งแต่วันที่ 6 จนถึงวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา จาก อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีจุดหมายปลายทางคืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
การเดินเท้าในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายองค์กร ทั้งเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองและเขื่อน เครือข่ายสมัชชาคนจน ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-MOVE เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ และเครือข่ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ
แสงศิริ ตรีมรรคา เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน อธิบายว่า การเดินเท้าครั้งนี้ก็เพื่อประกาศจุดยืนว่า ประชาชนต้องการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเน้นย้ำว่าครั้งนี้ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้งร้อยเปอร์เซ็นต์
แสงศิริอธิบายต่อว่า ที่ประชาชนต้องการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่เพราะโดยหลักการแล้ว รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้มาจากประชาชน เป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นหลังการรัฐประหารในปี 2557 นับเป็นผลพวงของระบอบเผด็จการ รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อสิทธิของประชาชนตั้งแต่แรก หลายประเด็นในนั้นถูกตัดออกและแปลงให้เป็นหน้าที่ของรัฐ
“เมื่อสิทธิของประชาชนถูกเปลี่ยนเป็นหน้าที่ของรัฐ หมายความว่ารัฐจะทำหรือไม่ทำก็ได้ และรัฐมักมีข้ออ้างต่างๆ ที่จะไม่ทำมัน” แสงศิริ กล่าว
มากไปกว่านั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการเปิดให้สมาชิกวุฒิสภาหรือ สว. มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี ไปจนถึงการทำให้องค์กรอิสระไม่เป็นองค์กรอิสระอย่างที่ควรจะเป็น
สิทธิชุมชน สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี และสิทธิในการแสดงออกทางการเมือง
ด้านสุภาภรณ์ มาลัยลอย จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) แสดงความเห็นว่า อำนาจการจัดการสิ่งแวดล้อมในรัฐธรรมนูญต้องเขียนใหม่ ให้อำนาจกลับไปอยู่ในมือของประชาชน เพราะเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของคนในปัจจุบันและอนาคต แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเขียนรวบอำนาจการตัดสินใจไปยังส่วนกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและการจัดการในพื้นที่
รัฐธรรมนูญจึงจำเป็นต้องกระจายอำนาจการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรให้กับชุมชน และไม่มองในมุมผลประโยชน์จากทรัพยากรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองในมิติการใช้ประโยชน์และการดูแลสิ่งแวดล้อมในอนาคตด้วย รัฐธรรมนูญจึงเป็นโครงสร้างอำนาจส่วนบนที่สำคัญมากและจำเป็นต้องแก้ไข
“สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นพื้นฐานสำคัญที่เราเรียกร้องร่วมกัน” สุภาภรณ์กล่าว
สุภาภรณ์อธิบายเพิ่มเติมว่า สิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่เพียงแค่มีส่วนร่วมเท่านั้น แต่ต้องสามารถร่วมตัดสินใจจัดการได้ด้วย และการที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปลี่ยนจากสิทธิชุมชนเป็นหน้าที่รัฐนั้น ทำให้ประชาชนต้องเรียกร้องให้รัฐกระทำการบางอย่างเพื่อมาคุ้มครองสิทธิชุมชนอีกที แทนที่ประชาชนจะมีสิทธิที่พึงมีตั้งแต่แรก
จากโฉนดชุมชน ที่ดินแปลงสตรี และการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
ด้าน ชูศรี โอฬาร์กิจ สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ เล่าถึงการต่อสู้ในประเด็นที่ดินทำกินของคนไร้ที่ดิน จากครอบครัวมีที่ดินน้อยหรือไม่มีที่ดินเลย ว่าพวกเขาเรียกร้องสิทธิที่ดินตั้งแต่ปี 2549 โดยการขับเคลื่อนของประชาชนสองหมื่นคน ทำให้รัฐส่งมอบที่ดินจำนวน 2,000 แปลง จากที่ดินเอกชนทิ้งร้าง ที่ดินหมดสัมปทาน รวมทั้งหมดประมาณสองแสนไร่ ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานีและกระบี่ และในปี 2551 จนถึงปัจจุบัน ที่เครือข่ายชาวบ้านไร้ที่ดินทำกินรวมตัวกันในนามสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) เรียกร้องให้มีการจัดสรรที่ดินอย่างเป็นธรรม
ชูศรี เล่าต่อว่า ประเด็นสำคัญในการเรียกร้องในปัจจุบัน คือ การขอให้รัฐส่งมอบที่ดินในนามโฉนดชุมชน และทางชุมชนจะจัดการดูแลที่ดินด้วยกลไกของชุมชน โดยไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน มีการแบ่งประเภทแปลงที่ดินและการใช้ประโยชน์ และการจัดแปลงเฉพาะให้กับผู้หญิงในการทำงานร่วมกัน เรียกว่าที่ดินแปลงสตรี
ชูศรี ย้ำว่า ร่วมเดินรณรงค์ในครั้งนี้เพราะอยากเห็นสิทธิเกษตรกร อยากเห็นการจัดสรรที่ดินอย่างเป็นธรรม และในนามผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ เธอต้องการความเท่าเทียม ต้องการการกระจายอำนาจให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ต้องการรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า และต้องการสิทธิของผู้หญิงและคนทำงานดูแลในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ธรรมาภิบาลการพัฒนา และการจัดการความขัดแย้งด้วยแนวทางทางการเมือง
ด้านซอฮาบุดดีน เลาะยะพา จากเครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานี สะท้อนว่า ในพื้นที่ภูมิภาคปาตานีหรือจังหวัดชายแดนใต้ มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก มีความพยายามผลักดันโครงการพัฒนาต่างๆ โดยขาดการมีส่วนร่วมและการตัดสินใจของประชาชน เป็นต้นว่า โครงการโรงไฟฟ้า โครงการประตูระบายน้ำหรือการสร้างเขื่อน ซึ่งถูกตั้งคำถามในประเด็นสิทธิชุมชนและธรรมาภิบาลการพัฒนา
เขาร่วมเดินทางของเยาวชนจากภูมิภาคปาตานีในกิจกรรม “เดินเปลี่ยนอนาคต” ครั้งนี้ เพื่อสะท้อนให้สังคมไทยตระหนักว่า ประชาชนในจังหวัดชายแดนใต้ ไม่เพียงได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐ การลิดรอนสิทธิชุมชนเท่านั้น ในบริบทความขัดแย้งทางการเมืองด้วยอาวุธ ยังมีประเด็นการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งซอฮาบุดดีน เชื่อว่า การมีรัฐธรรมนูญใหม่ที่ให้ความสำคัญกับหลักสิทธิเสรีภาพจะเปลี่ยนสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ชายแดนใต้ให้ดีขึ้นกว่าเดิม
ขณะที่ ฮากิม พงติกอ ผู้อ่านแถลงการณ์ในนามภาคีเครือข่ายนักกิจกรรมแห่งประชาคมปาตานี และร่วมเดินรณรงณ์ให้เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยยึดโยงกับประชาชน อธิบายว่า การแสวงหาทางออกทางการเมืองจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนานต้องอาศัยเจตจำนงของรัฐ ต้องรับรองหลักด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ ไว้ในรัฐธรรมนูญ ต้องยืนยันการคืนอำนาจให้กับประชาชน และให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตตนเอง สิ่งนี้เองจะเปลี่ยนสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในพื้นที่ให้ดีขึ้นได้
ด้าน สุกรี มามะ สมาชิกกลุ่ม The Patani ยืนยันว่า การเปิดพื้นที่ทางการเมือง การคืนอำนาจการตัดสินใจให้กับประชาชน ให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและมีสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง คือหัวใจสำคัญของการสร้างสันติภาพในภูมิภาคปาตานี
“เราเดินในครั้งนี้เพื่อบอกว่าไม่ควรมีใครต้องสูญเสียอีกต่อไป ความขัดแย้งทางการเมืองต้องถูกแก้ไขด้วยแนวทางทางการเมือง” สุกรีกล่าว
สุกรีย้ำว่า หากรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเกิดขึ้นจริง โครงสร้างและวัฒนธรรมการเมืองไทยจะเปลี่ยนไปด้วย ภาษีของประชาชนจะไม่ถูกใช้ไปกับนโยบายความมั่นคงหรือการทำสงคราม เพราะรัฐควรให้ความสำคัญกับกระบวนการสันติภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน
กิจกรรมเดินเปลี่ยนอนาคตในครั้งนี้แล้วเสร็จก่อนที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศยุบสภา ส่งผลให้ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบให้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
บรรณาธิการโดย เอื้อบุญ จงสมชัย
ข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการรายงานข่าวร่วมระหว่างฮาร์ดสตอรี่ x วาร์ตานี (Wartani)สนับสนุนโดยกองทุนสนับสนุนกิจกรรมท้องถิ่นแคนาดา
