กราฟฟิค/HaRDstories
- โดย ณิชา เวชพานิช, ณฐาภพ สังเกตุและเคน จี เวเบอร์
- ภาพโดย พีระพล บุณยเกียรติ
- Published
- 21 min read
สำรวจเบื้องหลัง “พรรคประชาชนพม่า” และ “พม่าต้องการค่าแรง 700” กระแสความเกลียดชังคนพม่าเพิ่มขึ้นบนโลกโซเชียลไทยตั้งแต่ปลายปี 2567 จนนำไปสู่การลงถนนประท้วงของคนไทยรักชาติ แต่กระแสดังกล่าวอาจจะถูกโหมแรงด้วยปฏิบัติการข่าวสาร?
ถึงแม้ ซอ มิน* จะเป็นชาวเมียนมาที่ทำงานและอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่เขายังคงติดตามสถานการณ์สงครามกลางเมืองในประเทศบ้านเกิดของเขาอย่างใกล้ชิด ข่าวคราวกองทัพเมียนมาปราบปรามและเข่นฆ่าประชาชน ทำให้ซอ มินตัดสินใจออกเรี่ยไรขอรับบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยสงครามในเมียนมา ด้วยความหวังอยากช่วยเหลือเพื่อนร่วมบ้านเกิด ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม
จิตกุศลของซอ มิน กลับทำให้เขาตกอยู่ในภาวะลำบากเสียเอง เมื่อกลุ่มนักกิจกรรมชาตินิยมชาวไทยกลุ่มหนึ่งเข้ารุมล้อมซอ มิน และนำตัวส่งตำรวจเพื่อดำเนินคดีในข้อหาไม่ได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ก่อนออกเรี่ยไร ตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487
“กลุ่มนักเคลื่อนไหวได้เข้ามายึดอุปกรณ์ และเตือนผมว่าห้ามรับบริจาคโดยเด็ดขาด” ซอ มินเล่าเหตุการณ์ “ตอนถูกพาตัวไปที่สถานีตำรวจ ร่างกายของผมรู้สึกชาไปหมด สงสัยว่าตัวเองจะถูกเนรเทศหรือไม่ ผมกลัวว่าจะถูกส่งกลับไปเกณฑ์ทหารในเมียนมา”
ท้ายที่สุด เขาถูกสั่งปรับเงินเป็นจำนวนนับหมื่นบาทและริบเงินบริจาค ประสบการณ์นั้นทำให้ซอ มินต้องจำใจหยุดกิจกรรมทั้งหมดที่เคยทำ ถึงแม้เขาจะมีสถานะถูกกฎหมายในไทยก็ตาม
“แรงงานข้ามชาติกำลังเผชิญกับการถูกกดขี่ ทั้งจากชาวไทยและเจ้าหน้าที่ของรัฐ สถานการณ์ความเป็นอยู่ของพวกเราตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ” ซอ มิน กล่าวให้สัมภาษณ์ HaRDstories
วิกฤติมนุษยธรรมต่อเนื่องในประเทศเมียนมา โดยเฉพาะสงครามกลางเมืองที่อุบัติขึ้นหลังรัฐประหารในปี 2564 และนโยบายบังคับเกณฑ์ทหารในปีถัดมา ได้ผลักดันให้ชาวเมียนมาจำนวนมากเดินทางมายังประเทศไทย เพื่อแสวงหาชีวิตที่ปลอดภัยที่และโอกาสทางการงาน สะท้อนได้จากข้อมูลของภาครัฐระบุว่าไทยมีแรงงานชาวเมียนมาประมาณ 2.3 ล้านคน ไม่รวมถึงแรงงานนอกระบบ แรงงานแฝง ไปจนถึงชุมชนผู้ลี้ภัยสงครามที่อยู่นอกการสำรวจ
ตัวเลขเหล่านี้ ประกอบกับการรายงานข่าวฉาบฉวยที่มักผลิตซ้ำภาพเชิงลบเกี่ยวกับแรงงานเมียนมา ได้สร้างความไม่สบายใจให้กับคนไทยจำนวนมาก เกิดความกังวลว่า แรงงานเมียนมาที่ “ทะลัก” เข้ามาในไทย จะ “แย่งงาน” หรือสิทธิสวัสดิการต่างๆ กลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางบนโลกโซเชียลมีเดีย
อย่างไรก็ตาม ทีมข่าว HaRDstories ได้ศึกษาตัวอย่างการพูดคุยเหล่านี้และพบว่า ข้อกังวลเกี่ยวกับแรงงานเมียนมาปะปนไปด้วยข่าวเท็จที่ประดิษฐ์ผ่านโซเชียลมีเดียสื่อ ความเข้าใจคลาดเคลื่อน การเหมารวมชาวเมียนมา ความพยายามเชื่องโยงประเด็นโจมตีนักกิจกรรมและพรรคการเมือง และบางส่วนก็ถึงกับเข้าข่ายวาทะสร้างความเกลียดชัง หรือที่เรียกว่า “เฮทสปีช” อีกทั้งข้อความจำนวนหนึ่งยังมีลักษณะจัดตั้งทางออนไลน์อย่างชัดเจน ซึ่งไม่แน่ชัดว่าใครอยู่เบื้องหลัง
ท่ามกลางสภาวะความสับสนทางข้อมูลข่าวสารที่ปนเปไปด้วยข้อเท็จจริงกับข้อมูลที่บิดเบือน ยังมีปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวบนท้องถนนของกลุ่มมวลชนอนุรักษนิยม เพื่อแสดงจุดยืนว่าคนไทยจะ “ไม่ทน” แรงงานเมียนมาที่ “ผิดกฎหมาย” หรือมีพฤติกรรม “เหิมเกริม” อีกต่อไป แต่การแสดงพลังนี้กลับทำให้กลุ่มเฝ้าระวังสิทธิแรงงานข้ามชาติหวั่นเกรงว่า นับวันประเทศไทยจะกลายเป็นที่อันตรายสำหรับแรงงานข้ามชาติหรือไม่
เบื้องหลังความเกลียดชัง : เราเก็บข้อมูลอย่างไร
HaRDstories ได้เก็บข้อมูลโพสต์และความคิดเห็นสาธารณะภาษาไทยบนเฟซบุ๊กจำนวน 129 ชิ้นที่มีลักษณะเข้าข่ายวาทะสร้างความเกลียดชัง (hate speech) ในการพูดถึงผู้อพยพเมียนมา ระหว่างเดือนสิงหาคม 2567 – กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการเผยแพร่ข้อมูลที่เกิดขึ้น วาทะสร้างความเกลียดชัง หมายถึงถ้อยคำที่แสดงความเกลียดชังที่เกี่ยวโยงกับอคติ ดูหมิ่นเหยียดหยามบุคคลที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น ชาติพันธุ์ สีผิว เพศสภาพ
หมายเหตุ : ตัวอย่างโพสโซเชียลที่เราเก็บมาไม่ได้แสดงทัศนคติสังคมทั้งหมด
#พรรคประชาชนพม่า
ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือ “แก้วตา” ดำรงตำแหน่ง สส. ของพรรคประชาชนมาตั้งแต่ปลายปี 2566 ถือได้ว่าเป็น “นักการเมืองหน้าใหม่” คนหนึ่ง แต่ภายในเวลาไม่ถึงปี เธอกลับกลายเป็นเป้าหมายของเสียงวิจารณ์และกระแสโจมตีครั้งใหญ่ หลังจากที่เธออภิปรายเรียกร้องให้รัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือและรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ลี้ภัยจากสงครามกลางเมืองในเมียนมา
การอภิปรายดังกล่าวทำให้พรรคประชาชนถูกตราหน้าว่าเป็น “พรรคประชาชนพม่า” จากในสื่อโซเชียลมีเดียและสื่อกระแสหลัก ขณะที่ธิษะณาและเพื่อนสส.ร่วมพรรค ถูกตัดต่อภาพล้อเลียน เพื่อเชื่อมโยงพรรคประชาชนกับอัตลักษณ์พม่า เช่น สวมโสร่งหรือทาแก้มด้วยแป้งทานาคา หรือถูกตั้งฉายาให้ว่า “สส.ไทยใจพม่า”
“ดิฉันมีคนติดตามในเฟซบุ๊กอยู่ 10,000 คน แต่ [หลังการอภิปรายเรื่องผู้ลี้ภัยเมียนมา] มีคนส่งข้อความเข้ามาประมาณ 30,000 ข้อความ ทั้งบัญชีที่ไม่มีตัวตนและมีตัวตน” ธิษะณากล่าวให้สัมภาษณ์ โดยระบุว่าข้อความส่วนใหญ่ที่เธอได้รับนั้น มักกล่าวหาว่าเธอเป็น สส.จากประเทศเมียนมา หรือไม่ก็ไล่ให้เธอย้ายไปอยู่ประเทศเมียนมาให้รู้แล้วรู้รอด
การสำรวจของ HaRDstories พบว่า ข้อความ “พรรคประชาชนพม่า” ถูกใช้ครั้งแรกบนคลิปติ๊กต็อก (TikTok) วันที่ 6 กันยายน 2567 โดยบัญชีผู้ใช้งานชื่อ Wutkanmuang ซึ่งมียอดไลค์กว่าครึ่งล้านและทุกคลิปสั้นที่โพสเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองไทย
คลิปความยาว 1.45 นาที ตัดต่อคลิปธิษะณาระหว่างช่วยผู้สมัครสส.พิษณุโลกหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่น เรื่องข้อเสนอการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างชาติในไทยให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อช่วยผู้ประกอบการ – แนวทางของรัฐไทยที่มีมาหลายปีเพื่อแก้ปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย – เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567 คลิปตัดต่อดังกล่าวยังมาพร้อมกับเสียงอินฟลูโซเชียลวิจารณ์ว่า ทำไมเป็นสส.ไทย ถึงพูดแทนคนเมียนมา คลิปถูกพาดหัวด้วยอักษรตัวใหญ่ “พรรคประชาชนพม่า”
ข้อความนี้เริ่มถูกนำมาติดแฮชแท็กอย่างแพร่หลาย หลังการประชุมรัฐสภาเมื่อปลายปี 2567 แม้สส.จากกรุงเทพฯ คนนี้จะอภิปรายถึงเรื่องคุ้มครองแรงงานไทยในต่างแดนด้วยเช่นกัน ทว่าการอภิปรายความยาว 29 นาทีกลับถูกตัดทอน เหลือเป็นคลิปสั้นไม่กี่วินาทีเฉพาะส่วนที่เธออภิปรายเรื่องคุ้มครองผู้ลี้ภัยพม่าเท่านั้น ก่อนจะเผยแพร่ซ้ำโดยบัญชีเฟสบุ๊กส่วนตัว รวมถึงสื่อสาธารณะที่มีผู้ติดตามสองล้านอย่าง TOP News
คอมเม้นบนโลกโซเชียลพากันตั้งคำถามกึ่งวิจารณ์ว่าเหตุใด พรรคประชาชนจึงให้ความสำคัญกับชาวเมียนมา ในขณะที่ ณ เวลานั้นเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมที่ จ.เชียงราย แต่กลับไม่ได้ถูกกล่าวถึงหรือแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจในอภิปรายใดเลย
ด้านสส.ธิษะณาอธิบายว่า เธอให้ความสำคัญกับประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากตนมีบทบาทในฐานะกมธ.การต่างประเทศด้วย และเธอมองว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนไทยโดยตรง
“ดิฉันหยิบเรื่องสถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมา เพราะมันเป็นวิกฤตทางชายแดนที่กระทบผลประโยชน์ต่อคนไทยโดยตรง”
อย่างไรก็ดี น่าสังเกตว่าไม่ใช่เพียงแต่พรรคประชาชนที่โดนโจมตีในการรณรงค์เพื่อการคุ้มครองผู้ลี้ภัย เพราะแม้แต่พรรคจากรัฐบาลปัจจุบันก็ถูกโจมตีเช่นกัน อาทิ นโยบายให้สัญชาติไทยแก่คนไร้สัญชาติที่อยู่ในไทยมานานแล้ว จนกลมกลืนกับสังคมไทย (มติคณะรัฐมนตรี 29 ต.ค.2567) ซึ่งกระแสวิจารณ์บนโซเชียลกลับตีความผิด จนเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นการให้สัญชาติคนต่างด้าวทั้งหมดแบบ “เหมาเข่ง” เป็นต้น
ในแง่หนึ่ง การผูกโยงประเด็นผู้อพยพหรือแรงงานข้ามชาติให้กลายเป็นเรื่องการเมืองไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ โดยเฉพาะในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศยุโรป พรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมและกลุ่มขวาจัดต่างก็แข่งกันรณรงค์นโยบายกีดกันผู้อพยพ หรือปลุกระดมวาทกรรมสร้างความเกลียดชังต่อแรงงานข้ามชาติ และกล่าวหารัฐบาลในประเทศตนว่า “อ่อนข้อ” ให้กับผู้อพยพหรือคนต่างด้าวคล้ายๆ กัน
“การยกประเด็นชาตินิยมขึ้นมาเพื่อจะแบ่งแยกเชื้อชาติมันถูกใช้เป็นประจำโดยฝ่ายอนุรักษ์ในต่างประเทศ มันคือวิธีการหาผู้ร้ายเพื่อเพิ่มฐานเสียงให้กับฝ่ายตนเอง” สส.ธิษะณากล่าวสรุป
ด้านอ.ดร.ศิรดา เขมานิฏฐาไท อาจารย์ประจำสำนักวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์กับ HaRDstories ว่าตนสังเกตเห็นการนำกระแสความรู้สึกต่อต้านแรงงานข้ามชาติมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในประเทศไทยมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งเธอมองว่าเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น
“ความเกลียดชังครั้งนี้จะนำพาไปสู่ความแตกแยกทางการเมือง โดยหลงลืมว่าเรื่องแรงงานข้ามชาติเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม มันเป็นผลประโยชน์แห่งชาติที่สังคมไทยจะได้รับ ไม่ควรถูกมองเป็นผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองใดการเมืองหนึ่ง” ดร.ศิรดากล่าว
“พม่าจะเอาค่าแรง 700 บาท”
ทุกๆ เย็น วีระ แสงทอง มักจะทำการไลฟ์พูดคุยผ่านช่องทางติ๊กต็อกเพื่อนำเสนอข่าวสารเรื่องสวัสดิการของแรงงานข้ามชาติและสถานการณ์ประชาธิปไตยในเมียนมา ผู้ติดตามของเขาจำนวนมากเป็นแรงงานเมียนมาที่อาศัยอยู่ในไทย
วีระเล่าว่าตัวเขาเกิดที่ประเทศไทย พ่อของเขาเป็นชาวกะเหรี่ยงที่อยู่อาศัยบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา เมื่ออายุได้ 7 ปีเขาย้ายไปอยู่ที่ประเทศเมียนมาระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับมาใช้ชีวิตในประเทศไทยตั้งแต่อายุ 16 ปีจนมาถึงปัจจุบัน
เขาเคยทำงานอยู่ในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง จนกระทั่งประเทศเมียนมาเกิดรัฐประหารในปี 2564 จึงตัดสินใจออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยให้ประเทศของตนเอง ควบคู่ไปกับการเรียกร้องสิทธิให้แรงงานเมียนมาในประเทศไทย เขามักจะปรากฏตัวต่อหน้าสื่อ ในงานกิจกรรมและการยื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องสิทธิให้กับชาวเมียนมาต่อหน่วยงานต่างๆ ภายใต้ชื่อกลุ่ม Bright Future
แต่ในช่วงปีที่ผ่านมา วีระกลายเป็นบุคคล “ไวรัล” ขึ้นมาในโลกออนไลน์ของไทย และมีสถานะปาน “ศัตรูหมายเลข 1” สำหรับผู้ที่หวาดระแวงต่อแรงงานข้ามชาติจากเมียนมา เนื่องด้วยคลิปวิดิโอที่ระบุว่า วีระเป็นแกนนำแรงงานเมียนมาที่เรียกร้องจะเอาค่าแรงขั้นต่ำ 700 บาทจากนายจ้างไทย
คลิปดังกล่าวจุดประเด็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลายในโซเชียลมีเดีย ก่อนที่สำนักข่าวจำนวนหนึ่งจะนำไปขยายความต่อ เรียกได้ว่าเป็นประเด็นเกี่ยวกับแรงงานเมียนมาที่ “ผ่านตา” ผู้คนมากที่สุดประเด็นหนึ่งในรอบปี จนวีระสังเกตว่าตั้งแต่คลิปนี้ไวรัลขึ้นมา ทุกวันจะมีคนไทยบางส่วนที่ไม่พอใจกับสิ่งที่เขาพูด เข้ามาก่อกวนและแสดงออกว่าไม่ต้องการให้เขาเคลื่อนไหวต่อไป
บรรยากาศความไม่พอใจถูกสะสมจนถึงจุดเดือดในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 เมื่อสมาชิกจำนวนร้อยกว่าคนของกลุ่มอนุรักษนิยมในนาม “ไทยไม่ทน” ชุมนุมกันหน้าอาคารสหประชาชาติ (UN) ป้ายไวนิลที่เป็นรูปหน้าของวีระ แสงทอง ถูกปริ๊นท์ออกมากางอยู่บนพื้นฟุตบาทให้มวลชนได้เหยียบย่ำและก่นด่าอย่างโกรธแค้น พวกเขารวมตัวกันหลังทราบว่าวีระจะเดินทางมาที่อาคาร UN เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้ UN คว่ำบาตรรัฐบาลเมียนมา จึงใช้โอกาสนี้แสดงท่าทีคัดค้านการเคลื่อนไหวของวีระไปด้วยในตัว
“เราคิดว่าวันนี้แรงงานข้ามชาติล้ำเส้นเกินไป ถ้าคุณอยู่แบบที่คุณเคยอยู่จะไม่มีปัญหา แต่ตอนนี้มีการตั้งพรรคพวกและเรียกร้องขอค่าแรง 700 บาท” ผู้ชุมนุมจากจ.อุบลราชธานี ให้สัมภาษณ์กับ HaRDstories “เราอยากให้เขารู้ว่าที่นี่คือประเทศไทย ไม่ใช่ประเทศของพวกเขา”
อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบของ HaRDstories พบว่าวาทกรรม “พม่าจะเอาค่าแรง 700” ผ่านการแต่งเสริมเติมแต่งจนผิดบริบทไป จนสร้างความเข้าใจผิดต่อวีระและประเด็นข้อเรียกร้องของเขา เรื่องนี้ได้ปรากฏเนื้อหาขึ้นบนโลกออนไลน์เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2568 เมื่อบัญชีผู้ใช้ ติ๊กต็อกชื่อ jiraya3115 โพสต์คลิปความยาวประมาณหนึ่งนาที
ในคลิปนั้น เป็นคลิปข่าวจากยูทูปที่วีระให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า แรงงานพม่าบางทีก็ถูกเอาเปรียบจากนายหน้า ทำให้เสียค่าใช้จ่ายจากการมาทำงานในไทยสูงกว่าความเป็นจริง ดังนั้นค่าแรง 350 จึงไม่พอ และอยากได้ 600-700 บาท เขากล่าวเปรียบเปรยว่าวันนี้คนพม่าไม่ใช่ศัตรูทางประวัติศาสตร์ของคนไทย แต่เป็นแรงงานสำคัญต่อเศรษฐกิจ
บริบทที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ วีระให้สัมภาษณ์เนื่องในวาระวันแรงงานข้ามชาติสากลเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2565 บริเวณหน้าสถานทูตเมียนมา กรุงเทพฯ ซึ่งในขณะที่วีระให้สัมภาษณ์นั้น ค่าแรงขั้นต่ำในประเทศไทยอยู่ที่ 330-370 บาท และนักสหภาพแรงงานคนไทยรวมถึงสาธารณะต่างก็เรียกร้องให้รัฐบาลขึ้นค่าแรงกันเป็นเสียงส่วนใหญ่
ทว่า การนำคลิปมาเผยแพร่ซ้ำในเดือนมกราคม ปี 2568 เพียงห้าวันหลังจากรัฐบาลไทยเพิ่งประกาศใช้ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทใหม่ มีผลทำให้สาธารณะเข้าใจผิดว่า แรงงานพม่าต้องการมากกว่านั้นอีก หรือมีพฤติกรรม “ได้คืบเอาศอก”
นอกจากนี้ คลิปติ๊กต็อกที่ไวรัลขึ้นมา ยังมีการตัดต่อเพิ่มเติม โดยพาดหัวข้อความให้เด่นว่าพม่าต้องการได้ค่าแรงสูง พร้อมใส่โลโก้สีส้มของพรรคประชาชนบนมุมขวา ทับอยู่บนธงชาติเมียนมาสีแดงที่ผู้ชุมนุมถือโบกอยู่ ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า ผู้ชุมนุมเป็นพวกเดียวกับพรรคประชาชน หรือพรรคประชาชนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการชุมนุมดังกล่าว
เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า คลิป “ค่าแรง 700 บาท” จากเกือบสามปีก่อนนี้ ถูกเผยแพร่และกลายเป็นกระแสขึ้นมาในช่วงเดียวกับที่พรรคการเมืองต่างๆ พากันหาเสียงลงแข่งเลือกตั้งนายกและสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมาพอดี
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
•
- โดย ณิชา เวชพานิช
•
- โดย ณิชา เวชพานิช
ชุมนุมที่ไม่ใช่ชุมนุม
วาทกรรม “พม่าจะเอาค่าแรง 700 บาท” ยังแตกหน่อเป็นข่าวลวงอีกเคสหนึ่งที่ยิ่งโหมกระพือความโกรธเกรี้ยวให้แรงขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน เมื่อบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ภาพชาวเมียนมาหลายร้อยคนยืนออชุมนุม พร้อมข้อความพาดทับว่า “พม่างานเข้า! บริษัทต่างๆ ทยอยไล่ออกหลังแกนนำประท้วงไปเรียกค่าแรง 700”
ตามจริงแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องค่าแรง ทว่าเป็นเหตุการณ์ในอดีตช่วงธันวาคม 2567 ที่แรงงานชาวเมียนมาประมาณหนึ่งพันคน รวมตัวเรียกร้องให้นายจ้างบริษัทการเกษตรที่จ.เพชรบูรณ์ลดค่าใช้จ่ายในการต่อหนังสือเดินทาง ซึ่งเรียกสูงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด
คลิปเท็จดังกล่าว พบเผยแพร่ครั้งแรกบนติ๊กต็อกโดยบัญชีผู้ใช้งานชื่อ @host.476 ซึ่งมีผู้กดถูกใจกว่า 60,000 ครั้ง และการแสดงความคิดเห็นเกือบ 5,000 ความคิดเห็น ก่อนถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำเป็นไวรัลหลายครั้งบนเฟซบุ๊ก
ต่อมาไม่นาน นันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งมีประวัติแสดงความเห็นเชิงลบเกี่ยวกับขบวนการสนับสนุนประชาธิปไตยในเมียนมาหลายครั้ง ได้โพสต์รูปและข้อความในวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา อ้างว่าแรงงานเมียนมา “เหิมเกริม” เดินขบวนชุมนุมกันหน้าอาคาร UN
“วันนี้ แรงงานพม่าในไทยเหิมเกริมมากเกิน ทำการเดินขบวนชุมนุมที่หน้าสนง.ยูเอ็น ใครรับได้. ผมรับไม่ได้” นันทิวัฒน์เขียนในโพสต์ “ผมมีความรู้สึกที่ดีกับแรงงานต่างด้าว แต่กับเรื่องนี้ รับไม่ได้ จะมาเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ได้ หากอยากเรียกร้องกลับไปพม่าให้หมด จะไปต่อสู้เรียกร้องรัฐบาลเมียนม่า เรื่องสิทธิ เรื่องการเมือง ประชาธิปไตย เชิญกลับประเทศไปให้หมด จะมาปิดถนนเดินขบวนอย่างนี้ไม่ได้ คนไทยจะได้มีงานทำเพิ่มมากขึ้น”
เขาโยงภาพการชุมนุมกับประเด็นเรียกร้องค่าแรง 700 บาทด้วย “ส่วนที่แรงงานพม่าเรียกร้อง 700 บาท เอกชนคนไหนรวยเชิญตามสบาย ไปหา สส.ที่เชียร์แรงงานพม่าน่าจ่ายไหว”
โพสของนันทิวัฒน์ได้รับการแชร์กว่า 10,000 ครั้ง ผู้แสดงความคิดเห็นหลายคนเข้าใจว่าเป็นการเดินขบวนการของแรงงานพม่าเพื่อเรียกร้องให้คนไทยขึ้นค่าแรงเป็น 700 บาทสำหรับชาวเมียนมา
ขณะที่คอมเมนต์บางส่วนก็แสดงความไม่พอใจต่อเรื่องดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ไทยออกมาตรการปราบปราม เช่น “ใช้นโยบายแบบทรัมป์เลยดีกว่า ผลักดันออกไป ใจดีเกินไปแล้ว” หรือ “ต้องจัดการด้วยความเด็ดขาดทั้งทางลับทางแจ้ง โดยเฉพาะแกนนำ” หรือ “พวกมันจะไม่มีแผ่นดินอยู่แล้ว ยังมากำเริบกับแผ่นดินไทย ส่งกลับบ้านมันไปเลย” เป็นต้น
ในความเป็นจริงแล้ว โพสต์ดังกล่าวเป็นการดึงเอาภาพเหตุการณ์อื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกันมา “ยำ” จนผิดบริบท เช่น ภาพการเดินขบวนประท้วง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปี 2564, ภาพการเดินขบวนเกี่ยวกับประชาธิปไตยเมียนมา และภาพการเดินขบวนในงาน “บางกอกไพรด์” ที่บริเวณแยกปทุมวัน ซึ่งมีผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งสนับสนุนประชาธิปไตยในเมียนมาและปาเลสไตน์
ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้มิได้มีความเกี่ยวข้องกับ “พม่าจะเอาค่าแรง 700 บาท” เลย และถึงแม้สำนักข่าวที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่าง AFP รวมถึงผู้ใช้โซเชียลมีเดียหลายคนได้ทักท้วง (debunk) ข่าวเท็จในลักษณะนี้บ่อยครั้ง แต่ชาวเน็ตไทยก็พากันจดจำจนติดปากไปแล้วว่า แรงงานพม่าต้องการเรียกร้องค่าแรงสูงลิ่ว
“ทุกวันนี้ในโลกอินเตอร์เน็ตผมมักโดนคอมเม้นต์ด่า เอาคลิปไลฟ์สดของผมไปตัดต่อ สร้างความเกลียดชัง” วีระเล่าอุปสรรคที่พบเจอ “ผมแค่ออกมาเรียกร้องให้คนเมียนมาได้รับสิทธิที่เขาควรจะได้”
ในที่สุด ตัววีระเองก็กลายเป็นเหยื่อความรุนแรงที่เกิดจากกระแสต่อต้านเรื่องนี้เสียเอง ในวันที่ 5 เม.ย. 2568 เมื่อวีระเดินทางไปยื่นหนังสือที่อาคาร UN เพื่อคัดค้านการเยือนไทยของผู้นำคณะรัฐบาลทหารเมียนมา แต่วีระยังไม่ทันได้ยื่นหนังสือ ก็มีสมาชิกกลุ่มต่อต้านที่มาชุมนุมเฝ้ารอเขาหน้าอาคาร UN ปรี่เข้ามารุมทำร้ายร่างกายวีระ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้ามาควบคุมสถานการณ์ และพาตัววีระไปยังสถานที่อื่น
ไทยไม่ทน
บุคคลหนึ่งที่วิพากษ์วิจารณ์การเคลื่อนไหวของวีระเป็นประจำคือ นักกิจกรรมอนุรักษนิยมนามว่า อัครวุธ ไกรศรีสมบัติ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า ‘เต้ อาชีวะ’ ปัจจุบันเขาเป็นผู้ขับเคลื่อนคนสำคัญของกลุ่ม “ไทยไม่ทน” ซึ่งมักจะนัดชุมนุมในวันและสถานที่เดียวกับเวลาที่วีระยื่นหนังสือหรือมีแอคชั่นเรื่องสิทธิแรงงานหรือประชาธิปไตยเมียนมา
อัครวุธอธิบายว่าเขาต้องการแสดงพลังมวลชนเพื่อปรามไม่ให้วีระและนักกิจกรรมชาวเมียนมาคนอื่นๆ จัดการชุมนุมในประเด็นที่เขามองว่าอ่อนไหว ดังเช่นการพยายามยื่นหนังสือของวีระเพื่อคัดค้านการเยือนไทยของผู้นำรัฐบาลเมียนมา
“ถ้าเกิดรัฐบาลทหารพม่าทราบข่าวอาจจะเกิดปัญหาระหว่างประเทศขึ้นได้ สำหรับผมมันคือภัยความมั่นคงของประเทศไทย” อัครวุธให้สัมภาษณ์กับ HaRDstories
ในอดีต อัครวุธเคยร่วมเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่มมวลชนแนวชาตินิยมและคัดค้านกลุ่มการเมืองของนายทักษิณ ชินวัตร มาหลายครั้ง โดยกลุ่มของอัครวุธมีชื่อว่า “อาชีวะราชภักดี” ซึ่งเป็นการรวมตัวของเครือข่ายอดีตนักศึกษาอาชีวะ ที่มีจุดยืนร่วมกันต่อต้านนักการเมืองจากกลุ่มชินวัตรและพวกพ้อง
นอกจากนี้ “อาชีวะราชภักดี” ยังได้เป็นแกนหลักในการชุมนุมและทำกิจกรรมเชิงปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแข็งกร้าว เพื่อตอบโต้กระแสเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันฯ จากกลุ่มนักกิจกรรมประชาธิปไตย โดยเฉพาะประเด็นการแก้หรือยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา 112) หรือแคมเปญเรียกร้องนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 ก่อนจะผันตัวเองมาเคลื่อนไหวในเรื่องแรงงานเมียนมาในช่วงปีที่ผ่านมา
บทบาทของอัครวุธได้สร้างแรงกระเพื่อมในโลกโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มไปตรวจสอบแรงงานเมียนมาผิดกฎหมาย การแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการกับชาวเมียนมาที่ทำอาชีพสงวนสำหรับคนไทย หรือเสนอให้ออกกฎหมาย “คุมกำเนิด” แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ห้ามตั้งท้องหรือคลอดบุตรในไทย หากรู้ว่าตั้งท้องให้ส่งกลับประเทศต้นทางจนกว่าจะคลอดบุตรแล้วจึงกลับมาทำงานได้ เป็นต้น
ท่าทีเหล่านี้ได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้ใช้อินเตอร์เน็ตไทยไม่น้อย แต่ขณะเดียวกัน ก็ได้สร้างความหวาดกลัวในหมู่แรงงานเมียนมาด้วย ดังเช่น ทาน ซิน* ลูกจ้างร้านอาหารพม่าแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร ที่ให้สัมภาษณ์กับ HaRDstories ว่า กลุ่มไทยไม่ทนเคยเดินผ่านในย่านที่พักอาศัยของเธอ พวกเขามักจะมากันเป็นกลุ่มและส่งเสียงดัง ทำให้แรงงานชาวเมียนมาที่อยู่บริเวณนั้นต่างหวาดกลัวและหลบเข้าที่พักอาศัยกันหมด
“เราก็กังวลว่าสักวันหนึ่งเขาจะเข้ามาที่ร้าน ถ้าวันไหนที่ได้ข่าวว่าพวกเขาจะลงพื้นที่ กับข้าวเราจะเหลือเต็มไปหมด” เธอกล่าว
อัครวุธยืนยันว่า กลุ่มของเขาไม่ได้มุ่งเป้าที่จะรังแกแรงงานเมียนมาที่ทำถูกกฎหมาย และที่ผ่านมาเขายังเคยให้ความช่วยเหลือคนงานเมียนมาที่ถูกโกงค่าแรงด้วยซ้ำ ดังนั้นเขามองว่าความหวาดระแวงที่กำลังลุกลามในชุมชนแรงงานเมียนมาอาจเป็นผลจากการบิดเบือนข้อมูล
“คือกระแสข่าวของแรงงานข้ามชาติ บางคนฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องเลย ส่วนบางคนที่อยู่ไทยมานานและฟังรู้เรื่องก็พยายามปลุกปั่น ว่ามีกลุ่มคนไทยที่ต่อต้านแรงงานข้ามชาติ ซึ่งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของพวกเขานั้นไวมาก กลายเป็นความเข้าใจผิดว่าเรามีอคติกับแรงงานข้ามชาติทั้งหมด ทั้งๆ ที่เราก็ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ” แกนนำกลุ่มไทยไม่ทนให้สัมภาษณ์
เขาระบุด้วยว่า อีกเหตุผลหนึ่งที่ไทยไม่ทนต้องออกมาเคลื่อนไหว คือการที่แรงงานต่างด้าวจำนวนหนึ่งเข้าเมืองมาอย่างผิดกฎหมาย แต่กลับร่วมใช้สิทธิประโยชน์สวัสดิการหรือรักษาพยาบาลตามกฎหมายไทย
“นี่คืองบประมาณที่คนไทยต้องสูญเสียไปในทุกวันนี้ เราออกมาปกป้องในฐานะอยากให้คนไทยได้เป็นเจ้าของประเทศ” อัครวุธกล่าว “ผมไม่เคยไปยุ่งหรือรังแกแรงงานข้ามชาติที่มาถูกต้องตามกฎหมาย”
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มไทยไม่ทนเองใช้วาทกรรมและคำพูดที่ดูเข้าข่ายเหมารวมชาวเมียนมาทั้งหมดหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นถ้อยคำอย่าง “ต่างด้าวเหิมเกริม” หรือเรียกวีระว่าเป็น “พม่ารามัญ” หรือการใช้ป้ายผ้าที่แสดงความชิงชังชาวเมียนมาจากเหตุการณ์ในอดีตว่า “จากกรุงศรีถึงกรุงเทพ พม่าเผา เราสร้าง”
นอกจากนี้ การที่กลุ่มไทยไม่ทนประกาศห้ามวีระจัดการชุมนุม หรือยืนยันว่าชาวเมียนมาไม่มีสิทธิชุมนุมในไทย ยังสุ่มเสี่ยงที่จะเข้าข่ายการกีดกันเสรีภาพด้วยเหตุผลเรื่องชาติพันธุ์ เนื่องจากการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองโดยสงบเป็นสิทธิพื้นฐานตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ไทยเป็นภาคี และกฎหมายไทยก็มิได้ห้ามแรงงานข้ามชาติหรือชาวต่างชาติจัดการชุมนุมด้วย
อีกทั้งที่ผ่านมาชาวต่างชาติในไทยก็เคยจัดกิจกรรมชุมนุมกันมาเป็นครั้งคราว เป็นที่ประจักษ์ของสิทธิข้างต้น เช่น การชุมนุมของชาวยูเครนที่คัดค้านการรุกรานโดยกองทัพรัสเซีย และชาวปาเลสไตน์ที่รวมตัวคัดค้านการโจมตีฉนวนกาซ่าของกองทัพอิสราเอล แต่กลับไม่ได้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ดังเช่นเวลามีข่าวลือว่าชาวเมียนมาจะรวมตัวชุมนุมในไทย
โซเชียล เฮทสปีชและไอโอ
โซเชียลมีเดียได้กลายเป็นพื้นที่แสดงความคิดเห็นหลักของสังคมไทย จากการสำรวจของ Dataportal ปี 2567 เมืองไทยมีผู้ใช้งานโซเชียลคิดเป็น 68.3 % ของประชากรในประเทศ ซึ่งนับว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยสถิติโลก โดยแพลตฟอร์มอย่างเฟซบุ๊ก ยังคงได้รับความนิยมมากที่สุด ตามมาด้วยติ๊กต็อก กลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา
ด้วยบทบาทของโซเชียลมีเดียในชีวิตประจำวันของคนไทย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อคติและกระแสความเกลียดชังแรงงานเมียนมา (ซึ่งหลายครั้งก็เป็นการเกลียดชังชาวเมียนมาโดยรวม) มักจะเผยแพร่และลุกลามในโซเชียลมีเดียเป็นประจำ
HaRDstories ได้เก็บข้อมูลถ้อยคำแสดงความเกลียดชังสาธารณะภาษาไทยบนเฟซบุ๊กพบว่า วาทะเกลียดชังผู้อพยพพม่าส่วนมากเป็นการวิจารณ์นโยบายของรัฐไทย แต่ขณะเดียวกัน ยังมีข้อความจำนวนไม่น้อยที่เหมารวมโจมตีผู้อพยพเมียนมา รวมถึงโจมตีบุคคลเป็นรายเฉพาะอย่างนักการเมืองฝ่ายค้านและนักกิจกรรมแรงงานเมียนมา
นอกจากการต่อว่าโดยคำหยาบแล้ว การสำรวจพบว่ามีการใช้คำที่ส่อถึงการคุกคาม ให้ส่งผู้อพยพกลับประเทศ แม้จะยังเป็นส่วนน้อย แต่บางคอมเม้นใช้คำที่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ เรียกเหมารวมคนเมียนมาด้วยกริยาเทียบกับสัตว์ว่า “เลี้ยงไม่เชื่อง “แว้งกัด” หรือ “แพร่พันธุ์ไปทั่ว” รวมถึงยังมีคอมเม้นที่ระบุว่าให้ “ฆ่าทิ้ง”
ในบรรดาวาทะเกลียดชังที่ HaRDstories รวบรวม พบเนื้อหาที่เข้าข่ายข่าวเท็จ 36.4% จากข้อมูลที่ฮาร์ดสตอรี่เก็บทั้งหมด โดยส่วนมากเป็นความเข้าใจผิดเรื่องนโยบายการให้สัญชาติไทย จากกรณี “มติครม.ตุลาคม” ซึ่งเป็นการให้สัญชาติไทยกับผู้ไร้สัญชาติอาศัยอยู่ในไทย แต่ถูกบิดเบือนว่า เป็นการให้สัญชาติไทยกับผู้อพยพเมียนมาทั้งหมด
อีกข่าวเท็จยอดนิยมคือ วาทกรรมว่าแรงงานพม่าต้องการเรียกร้องให้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 700 บาท และคำกล่าวว่า “แรงงานต่างด้าวไม่มีสิทธิชุมนุม” ซึ่งมิได้เป็นความจริงแต่อย่างใด
ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ข่าวเท็จที่ทีมข่าว HaRDstories พบส่วนมาก มักถูกเผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้งานหุ่นเชิด (sockpuppet) หรือ “แอคหลุม” มากสุดถึง 24 ชิ้น โดยบัญชีเหล่านี้มีลักษณะเป็นบัญชีส่วนบุคคลที่สร้างขึ้นเป็นตัวละครสมมุติ โดยไม่เปิดเผยตัวตนว่าเป็นใคร
บัญชีผู้ใช้งานเหล่านี้โพสต์เนื้อหาส่วนใหญ่ที่แสดงถึงความหวงแหนในชาติไทยและสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงวิพากษณ์วิจารณ์การเมือง โดยแทบไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตส่วนตัว นอกจากนี้ ส่วนมากใช้รูปโปรไฟล์เป็นรูปภาพเอไอหรือการ์ตูน
บัญชีผู้ใช้งานติ๊กต๊อกซึ่งเป็นต้นวาทกรรม “พม่าต้องการค่าแรง 700” โดย jiraya3115 ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เข้าข่ายบัญชีหุ่นเชิดในความหมายนี้
จากบรรดาวาทะเกลียดชังทั้งหมดที่เราเก็บรวบรวม พบวาทะเกลียดชังที่ผลิตโดยบัญชีหุ่นเชิดในสัดส่วนครึ่งต่อครึ่งกับบัญชีผู้ใช้งานที่ดูมีตัวตนจริง บัญชีผู้ใช้งานหุ่นเชิดเหล่านี้ยังโพสต์วาทะเกลียดชังผู้อพยพพม่าในเชิงเชื่อมโยงกับการเมืองไทยมากที่สุด นอกจากนี้บัญชีเหล่านี้ยังมีบทบาทแชร์เนื้อหาในบัญชีตนที่มีผู้ติดตามหรือในกลุ่มเฟซบุ๊ก ซึ่งรวมตัวผู้มีทัศนคติทางการเมืองคล้ายกัน
ถึงแม้ว่าทีมข่าว HaRDstories ไม่อาจระบุได้ว่าบัญชีหุ่นเชิดดังกล่าวเกี่ยวโยงกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ “ไอโอ” (Information Operation – IO) หรือไม่
อย่างไรก็ตาม มีรายงานหลายครั้งที่ระบุว่า ประเทศไทยมีปฏิบัติการดังกล่าว ซึ่งอาจเกี่ยวโยงกับหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงในไทย เช่น เมื่อเดือนเมษายน งานวิจัยของ The Citizen Lab วิเคราะห์ว่า เพจเฟซบุ๊ก “เจ๊จุก คลองสาม” เป็นไอโอของภาครัฐไทยที่มักเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวนักกิจกรรมประชาธิปไตยเพื่อให้ตกเป็นเป้าทำร้าย ซึ่งแอคเคาท์ดังกล่าวเคยโพสต์ชี้เป้านักกิจกรรมเมียนมาอย่างวีระด้วยเช่นกัน
ย้อนไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้อภิปรายไม่ไว้วางใจถึงการตกเป็นเป้าโจมตีของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานความมั่นคงของไทย โดยอ้างว่าได้รับเอกสารลับรั่วไหลที่ระบุว่า กองทัพไทยมีการวางแผนสร้างคอนเท้นต์บนโซเชียลมีเดีย เพื่อปลุกกระแสความชาตินิยมและโต้กลับพรรคการเมืองกับนักกิจกรรมที่ถูกกล่าวหาว่าพยายามล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์
เอกสารดังกล่าวระบุด้วยว่า สส.ธิษะณา (สส.แก้วตา) ผู้ที่จุดประเด็นการอภิปรายว่าด้วยสิทธิของผู้อพยพจากเมียนมา เคยตกเป็นเป้าหมายสร้างภาพจำลบถึง 70 คอนเท้นต์ต่อเดือนในช่วงเดือนสิงหาคมและตุลาคม 2567
ประเด็นข้อสงสัยว่า กระแสความเกลียดชังชาวเมียนมาและการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการที่หวังผลทางการเมืองหรือไม่ จึงเป็นคำถามปลายเปิดต่อไป
Stay Informed!
Subscribe to our newsletter to receive our latest stories direct to your inbox.
เรารู้เท่าทันสื่อเพียงใด
ในขณะที่สื่อมวลชนกระแสหลักมักจะหยิบยกวาทกรรมเชิงลบเกี่ยวกับแรงงานเมียนมาไปขยายความต่อเป็นประจำโดยที่มิได้พยายามตรวจสอบข้อมูลหรือใช้วิจารณญาณ ยังมีองค์กรสื่อที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในโลกออนไลน์อย่างโคแฟค ซึ่งมีภารกิจว่าเป็น “พื้นที่เปิดให้ทุกคนมาช่วยกันตรวจสอบข่าวลวง”
แน่นอนว่าข่าวลวงเกี่ยวกับแรงงานเมียนมาเป็นประเด็นหนึ่งที่โคแฟคติดตามอย่างใกล้ชิด โดยกุลธิดา สามะพุทธิ บรรณาธิการโคแฟค กล่าวว่า ข้อมูลที่ถูกบิดเบือนในประเด็นต่างๆ เหล่านี้มีวิธีการบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน โดยการสื่อสารที่เน้นเรื่องความอันตรายที่คนหมู่มากในสังคมจะได้รับผลกระทบในทรัพย์สินและชีวิต รวมทั้งพยายามแยกความเป็นเขากับเรา
“วิธีการไม่ได้ต่างจากการบิดเบือนข้อมูลในประเด็นอื่นๆ คือการใช้ความจริงบางส่วน มาผสมกับภาษาที่ปลุกเร้าอารมณ์ความโกรธแค้น”
สำหรับรูปแบบการบิดเบือนข้อมูลในประเด็นแรงงานข้ามชาตินั้น กุลธิดาพบ 3 องค์ประกอบสำคัญคือ
1.ความคลุมเครือและซับซ้อนของระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติ และผู้อพยพย้ายถิ่นฐาน ทำให้ง่ายต่อการบิดเบือนข้อมูลและทำความเข้าใจ
2.การใช้ความรู้สึกชาตินิยมกับการทำให้เห็นว่าคนไทยกำลังถูกเอาเปรียบจากกลุ่มแรงงานข้ามชาติ
3.การบริหารจัดการของรัฐ มีการทุจริตหาผลประโยชน์กับกลุ่มแรงงานข้ามชาติผ่านการเก็บส่วย และอาศัยช่องว่างที่มีการกระทำผิดกฎหมายมาสร้างเนื้อหา
เมต้า บริษัทผู้ดูแลเฟซบุ๊ก กำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับชุมชน (Community standard) ที่เจาะจงสำหรับผู้อพยพ ซึ่งเป็นกลุ่มคนเปราะบางที่ตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์ เมต้าระบุว่า การแสดงความคิดเห็นวิจารณ์นโยบายผู้อพยพนั้นเป็นเรื่องรับได้ แต่การชี้เป้าโจมตีไปที่ผู้อพยพในอัตลักษณ์ของพวกเขานั้นเป็นเรื่องที่ขัดกับกติกาของเฟซบุ๊ก
เพื่อโต้กลับกับการเติบโตของข่าวเท็จ เมต้าได้ทำงานร่วมกับนักตรวจสอบข่าวเท็จอิสระ เช่น AFP เพื่อตรวจสอบข่าวเท็จและติดประกาศเตือนในโพสต์ให้คนอ่านระวัง อีกทั้งคลิปเท็จที่กลายเป็นไวรัลบางคลิปที่ผลิตวาทะเกลียดชังคนเมียนมาได้หายไปจากหน้าเฟซบุ๊กแล้ว ซึ่งอาจถูกลบโดยเจ้าของบัญชีเอง
ทว่า HaRDstories ยังพบว่า มีการเผยแพร่ภาพสกรีนช็อตบนเฟซบุ๊ก ผลิตซ้ำวาทกรรมเท็จ โดยขาดการตรวจสอบ
ซ้ำร้ายกว่าเดิม เมื่อไม่นานมานี้ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเมต้า เพิ่งประกาศยกเลิกโคงการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยบุคคลที่สาม โดยให้เหตุผลว่าผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ผ่านมามีอคติทางการเมืองและสร้างความไม่ไว้วางใจมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับ
นโยบายดังกล่าวสร้างเสียงวิจารณ์ขนานใหญ่ในวงการสื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลข่าวสาร หลายคนชี้ว่าการปล่อยให้ข้อมูลบิดเบือนแพร่ระบาดในเฟซบุ๊ก ได้เคยปลุกระดมความเกลียดชังและความรุนแรงมาแล้ว ดังเช่นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญาในเมียนมาเมื่อช่วงปี 2557 ซึ่งเฟซบุ๊กยอมรับในเวลาต่อมาว่า แพลตฟอร์มของตนมีส่วนในการโหมกระพือวิกฤติดังกล่าวจริง
ทั้งนี้ HaRDstories ได้ติดต่อสัมภาษณ์ทางเมต้าเกี่ยวกับกระแสข่าวเท็จและอคติเหยียดหยามชาวเมียนมาที่ระบาดในเฟซบุ๊กขณะนี้ โดยตัวแทนบริษัทได้รับเรื่องแล้วเมื่อสิ้นเดือนมีนาคม และได้ส่งข้อความมาขอข้อมูลเพิ่มในเดือนถัดมา แต่ทีมข่าวกลับไม่ได้รับคำอธิบายหรือคำชี้แจงใดๆ ในวันเผยแพร่บทความ
ด้านอ.ศิรดา จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงความกังวลว่า สถานการณ์การรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) ในสังคมไทยเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะแม้กระทั่งกลุ่มชนชั้นกลางที่มีการศึกษาและติดตามข่าวสารเป็นประจำ ก็ยังคงไม่มีความเข้าใจถึงบริบทการโยกย้ายถิ่นฐานของชาวเมียนมาที่ซับซ้อน
“ความคิดเห็นส่วนใหญ่ในโลกออนไลน์ ยิ่งทำให้คนที่เห็นต่างไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเพราะกลัวการถูกตกเป็นเป้าโจมตี” ศิรดากล่าวสรุปกับ HaRDstories “หากวาทะเกลียดชังยังมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ตามมาคือปัญหาสิทธิที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของแรงงานข้ามชาติจะยังคงเป็นปัญหาที่อยู่ใต้พรมโดยไม่ได้รับการแก้ไขต่อไป”
ถึงทุกวันนี้ ซอ มิน ยังคงหวาดกลัวจากประสบการณ์ที่เขาเคยถูกจับและปรับในข้อหาเรี่ยไรเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต เขาได้แต่หวังว่าคนไทยจะเข้าใจและเห็นใจชะตากรรมของชาวเมียนมา โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองในขณะนี้
“ผมอยากขอบคุณประเทศไทยที่ให้พวกเราอาศัยอยู่ในช่วงที่ประเทศของเรามีสงคราม แต่ผมก็อยากขอให้ทุกคนอย่านิ่งเฉย เมื่อเห็นการกดขี่หรือการรังแกกลุ่มผู้อพยพย้ายถิ่นฐาน” ซอ มิน กล่าว
*นามสมมุติเพื่อความปลอดภัยของบุคคลในเรื่อง
เบื้องหลังการเก็บข้อมูล
ทีมงานเลือกเก็บข้อมูลโฟกัสที่เฟซบุ๊ก เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่คนไทยใช้มากที่สุด เป็นจำนวน 129 ชิ้น โดยเสิร์ชหาคำว่า “พม่า” และชื่อบุคคลสาธารณะที่ตกเป็นเป้าโจมตี กับข้อความที่มีการใช้ถ้อยคำหยาบคาย (deragatory term) เช่น เหี้ย ไอ้ ควาย ระหว่างเดือนสิงหาคม 2567 – กุมภาพันธ์ 2568 ก่อนนำมาติดป้าย (label) เนื้อหา เพื่อดูประเภทวาทกรรม พฤติกรรม ช่วงเวลาและบัญชีผู้โพสต์
สำหรับเนื้อหาเท็จ ทีมงานได้ใช้เว็บไซต์ whopostedwhat หาโพสต์แรกสุดที่เผยแพร่เนื้อหาดังกล่าว เพื่อสังเกตว่ามีการแต่งเติมเนื้อหาในช่วงไหนและบัญชีใด ประกอบกับการหาที่มาของคลิป-ภาพที่ถูกนำมาใช้
ข้อจำกัด: ถึงแม้ว่า เฮชสปีชจะไม่จำกัดเฉพาะแค่คำหยาบและอาจจะมีจำนวนมากกว่าในงานข่าวชิ้นนี้ HaRDstories เลือกรวบรวมเฉพาะข้อความที่มีการใช้ถ้อยคำหยาบคายในการพูดถึงผู้อพยพเมียนมาอย่างชัดเจน
More Features
- โดย ปรัชญ์ รุจิวนารมย์






