Search
Close this search box.

นกในกรง: ชีวิตและสิทธิอันเปราะบางในดินแดน ‘กฎหมายพิเศษ’

โรงเรียนสอนศาสนาใกล้ๆกับมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ที่มีนักเรียนเข้ามาเรียนด้านศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ข้อมูลระบุว่าประชากรไทยกว่า 5 เปอร์เซนต์ นับถือศาสนาอิสลาม โดยส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูที่อาศัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ภาพโดย วิศรุต วีระโสภณ / HaRDstories

ตั้งแต่เหตุการณ์ไฟใต้ระลอกล่าสุดปะทุขึ้นเมื่อปี 2547 “กฎหมายพิเศษ” ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ท่ามกลางความเปราะบางของสิทธิมนุษยชน ทำให้กลุ่มนักกิจกรรมรวมตัวกันภายใต้ชื่อ “เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ” เพื่อเฝ้าระวังการใช้อำนาจเกินขอบเขตของเจ้าหน้าที่รัฐ และเยียวยาสภาพจิตใจผู้ถูกละเมิดสิทธิฯ

 

เวลาที่เห็นนกปรอดหัวโขนถูกขังอยู่ในกรง อับดุลเลาะห์ เงาะ อยากปล่อยมันให้เป็นอิสระ แม้การเลี้ยงนกจะเป็นวัฒนธรรมของชุมชนเชื้อสายมลายูในสามจังหวัดชายแดนใต้ของไทย แต่กรงไม้ทำให้เขารู้สึกเหมือนตนเป็นนกที่ถูกจองจำ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาเคยแอบปล่อยนกเสียงไพเราะราคาแพงของเพื่อนให้เป็นอิสระจากกรง 

“เขาโกรธผมไปหลายวันเลยครับ” อับดุลเลาะห์หัวเราะ ก่อนพูดจริงจัง “ถ้าให้ขังสัตว์ไว้ในกรง ผมทำไม่ได้”

กรงนกที่แขวนบนราวไม้บริเวณท่าเรือตาบาริมแม่น้ำโก-ลกทำให้อับดุลเลาะห์นึกถึงห้องสี่เหลี่ยมทึมทึบในค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี ที่กักขังเขาไว้เมื่อคราวตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีลอบวางระเบิดเมื่อ 14 ปีก่อน ประสบการณ์การถูกกักขังในครั้งนั้น ทำให้เขายังมีอาการหวาดระแวงถึงทุกวันนี้ เขากลัวเสียงล็อกกุญแจทุกประเภท 

“อย่าทำให้ผมรู้สึกถูกขัง” เขาบอก “อย่าล็อกกุญแจจากข้างนอก ผมซีเรียสทุกอย่างเกี่ยวกับการขัง”

ประสบการณ์ของอับดุลเลาะห์เป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวในหน้าประวัติศาสตร์ของ “กฎหมายพิเศษ” ที่รัฐไทยประกาศใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เหตุการณ์ “ไฟใต้” ปะทุขึ้นเมื่อปี 2547 ได้แก่ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก

กฎหมายพิเศษทั้งสามฉบับได้ให้อำนาจเต็มที่แก่เจ้าหน้าที่รัฐในการตรวจค้น จับกุม หรือแม้กระทั่งคุมขังบุคคลใดๆ ที่ “ต้องสงสัย” ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีความมั่นคง โดยไม่จำเป็นต้องเข้ากระบวนการยุติธรรมดังเช่นในสถานการณ์ปกติ อีกทั้งยังปิดช่องทางการเอาผิดหรือเรียกร้องค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่โดยแทบจะสิ้นเชิง ทำให้ประเด็นสิทธิมนุษยชนในพื้นที่แห่งนี้เปราะบางยิ่งกว่าดินแดนส่วนอื่นทั่วประเทศไทยเสมอมา 

นอกจากนี้ การจับกุมหรือตรวจค้นหลายครั้งไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ และผู้ถูกควบคุมตัวไม่ได้รับสิทธิพูดคุยกับทนายความ ซึ่งองค์กรสิทธิมนุษยชนระบุว่ายิ่งสุ่มเสี่ยงที่ผู้ถูกคุมขังจะถูกทรมานหรือเค้นให้รับสารภาพในข้อหาต่างๆ 

ความเปราะบางทางสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ทำให้อับดุลเลาะห์ตัดสินใจก่อตั้ง เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ หรือ “JASAD” เพื่อติดตามกรณีการจับกุมหรือดำเนินคดีกับประชาชนด้วยกฎหมายพิเศษในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบ ตั้งแต่การให้คำปรึกษาทางกฎหมาย ไปจนถึงการดูแลสภาพจิตใจในระยะยาว อับดุลเลาะห์ออกแบบการทำงานขององค์กรจากความทรงจำอันเจ็บปวดที่มีต่อกฎหมายพิเศษ

“เราเข้าใจความรู้สึกของคนที่ถูกกระทำ” อับดุลเลาะห์กล่าว

ไฟใต้และสันติภาพ (แบบไหน?)

ตั้งแต่เมื่อครั้งดินแดน “ปาตานี” ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสยามช่วงรัชกาลที่ 5 ได้เกิดขบวนการเรียกร้องอิสรภาพและสิทธิในการปกครองตนเองอยู่เรื่อยมา ทั้งที่เป็นรูปแบบสันติวิธีและการต่อสู้ด้วยอาวุธ กระแสความรุนแรงระลอกล่าสุดได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2547 จากเหตุการณ์ปล้นปืนค่ายปิเหล็งและดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน หรือที่สื่อมวลชนไทยมักเรียกว่า “ไฟใต้” 

กลุ่มติดอาวุธได้ดำเนินการโจมตีเป้าหมายทั้งภาครัฐและพลเรือนอย่างต่อเนื่องด้วยรูปแบบต่างๆ ทั้งการวางระเบิด ลอบยิง เผาทรัพย์สิน ฯลฯ แต่มาตรการโต้ตอบอย่างรุนแรงของภาครัฐก็ได้นำไปสู่กรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและคร่าชีวิตประชาชนเช่นกัน เช่น เหตุการณ์ตากใบ เมื่อปี 2547 ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐยิงผู้ชุมนุมประท้วงเสียชีวิต 7 ราย และอีกกว่า 70 ราย ถูกจับนอนทับกันบนรถบรรทุกจนขาดอากาศหายใจ 

ตามข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) ความรุนแรงตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมาได้คร่าชีวิตผู้คนไม่ต่ำกว่า 7,300 ราย บาดเจ็บประมาณ 13,500 ราย (ข้อมูล ณ ปี 2564) โดยผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นพลเรือน มีทั้งชาวพุทธเชื้อสายไทยและชาวมุสลิมเชื้อสายมลายู 

มาตรการหนึ่งซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนใต้ใช้ตอบโต้การเคลื่อนไหวของกลุ่มติดอาวุธ คือการใช้กฎหมายพิเศษทั้งสามฉบับ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจค้น จับกุม คุมขัง สอบสวน ตรวจสอบหลักฐานนอกเหนือจากอำนาจที่ให้ไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) เพื่อควบคุมหรือยุติปัญหาการกระทำที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ

ถึงแม้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงจะยืนกรานมาโดยตลอดว่า กฎหมายพิเศษเหล่านี้ยังคงจำเป็นต้องประกาศใช้ในพื้นที่ต่อไป เพื่อปราบปรามกลุ่มติดอาวุธแบ่งแยกดินแดนและคืน “สันติภาพ” ให้แก่ประชาชนในสามจังหวัดชายแดนใต้ แต่นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่อย่าง อัญชนา หีมมิหน๊ะ อธิบายว่า ผู้คนในปาตานีต้องการ “สันติภาพ” ที่มาพร้อมกับความสงบและความปกติของชีวิต ไม่ใช่ชีวิตที่ถูกเลือกปฏิบัติ 

 “สันติภาพมีสองแบบค่ะ” อัญชนากล่าวกับทีมข่าว HaRDstories “สันติภาพเชิงลบคือการปราบปรามไม่ให้มีความรุนแรงหรือตัวเลขของการสูญเสีย แต่สันติภาพเชิงบวกคือการสร้างสังคมที่มีความเท่าเทียม ยุติธรรม ประชาชนมีเสรีภาพ ไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีความรุนแรง

ขณะที่ อับดุลลาซิช์ อาแด ทนายความจากศูนย์ทนายความมุสลิม ระบุว่า สิทธิหนึ่งที่มักจะถูกละเลยเป็นประจำภายใต้กฎหมายพิเศษ คือ “สิทธิในการพบทนายความ” ทั้งที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม 

เขากล่าวว่า กฎหมายพิเศษไม่ได้กำหนดให้แจ้งข้อหาและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดให้ผู้ต้องสงสัยรับทราบ ไม่กำหนดให้มีสิทธิที่จะเงียบหรือไม่ให้การใดๆ สิทธิของผู้ต้องหาภายใต้กฎหมายพิเศษจึงอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ หากเทียบกับกฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงของประเทศอื่นๆ เช่น สหราชอาณาจักรอังกฤษและสาธารณรัฐฝรั่งเศส 

“ผู้ต้องสงสัยไม่มีสิทธิในการเข้าถึงทนายตั้งแต่ต้นครับ” อับดุลลาซิช์กล่าวให้สัมภาษณ์ “ระยะเวลาที่กฎหมายพิเศษให้อำนาจในการควบคุมตัวในพื้นที่พิเศษเป็นเวลา 37 วัน แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีบาบอ [ครูสอนศาสนา] หรือทนายความอยู่ด้วยตลอด”

ผลที่เกิดขึ้นคือ ผู้ถูกควบคุมตัวมักถูกหว่านล้อมให้การโดยปราศจากทนายหรือผู้ไว้วางใจ กว่าที่ทนายความจะได้พบผู้ถูกควบคุมตัวก็คือในวันที่เขารับสารภาพ ซึ่งตามระเบียบต้องมีบุคคลที่สามอยู่ด้วย ด้วยสถานการณ์ที่เป็นเช่นนี้ อับดุลลาซิช์จึงรู้สึกว่าสถานะของเขาและทนายความคนอื่นๆ ถูกทำให้กลายเป็นประจักษ์พยานการรับสารภาพของผู้ต้องสงสัย มากกว่าบุคคลที่จะมาปกป้องสิทธิให้ผู้ต้องสงสัย

“มันเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายที่เอื้อให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่ถูกต้องในหลักการ” ทนายความผู้นี้กล่าว

เสียงอาซานและดนตรีร็อก

ราว พ.ศ. 2543 อับดุลเลาะห์เดินทางจากบ้านเกิดไปสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่อับดุลเลาะห์สารภาพว่า ตัวเขากลับใช้เวลาทั้งหมดในกรุงเทพฯ ไปกับการขายเสื้อวงดนตรีมือสอง และแทนที่จะท่องตำราเรียน เขากลับฝึกอาชีพช่างซ่อมโทรศัพท์มือถือ เขาและเพื่อนรุ่นน้องจากเมืองปัตตานีมักจะนั่งรถเมล์ไปดื่มโค้กหรือไม่ก็แฟนต้าระหว่างฟังดนตรีร็อกในผับย่านถนนข้าวสารทุกคืนวันศุกร์

“ครอบครัวของเราเคร่งศาสนา” อับดุลเลาะห์บอกกับทีมข่าว “ผมจึงไม่ดื่มเหล้า เพราะมันบาป แต่ผมคลั่งไคล้ดนตรี”

ท่ามกลางสถานการณ์ไฟใต้ที่คุกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ ปี 2549 รัฐบาลได้ออกมาตรการบังคับให้จดทะเบียนซิมการ์ดแบบชำระเงินล่วงหน้าที่ใช้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเข้มงวด เพราะรูปแบบหนึ่งของการก่อความรุนแรง คือระเบิดแสวงเครื่องควบคุมระยะไกลโดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่จุดชนวน 

ในปีเดียวกันนั้น อับดุลเลาะห์กลับบ้านเกิดมาทำงานที่ร้านซ่อมโทรศัพท์มือถือในตลาดบันนังสตา จังหวัดยะลา สามปีต่อมา หรือปี 2552 เขาถูก “เชิญตัว” ไปให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่รัฐตามอำนาจกฎหมายพิเศษเป็นครั้งแรก

“เขาสงสัยเกี่ยวกับซิมการ์ด” อับดุลเลาะห์บอก เจ้าหน้าที่ทหารบอกกับเขาว่าจะใช้เวลาควบคุมตัวในค่ายทหารนาน 7 วัน ตามอำนาจกฎอัยการศึก เขาเดินทางจากยะลากลับปัตตานีทันที ในเวลานั้นอับดุลเลาะห์ยังคิดว่าคงไม่มีอะไรน่ากังวล 

“ผมเอารองเท้าเตะฟุตบอลไปด้วย” เขาหัวเราะให้ความไร้เดียงสาของตัวเอง “แต่พอไปจริงๆ มันคือนรก”

ท้ายสุดแล้ว อับดุลเลาะห์ถูกควบคุมตัวเป็นเวลา 35 วัน ตามอำนาจกฎอัยการศึกและ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ รวมกัน เขาเล่าว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงให้ดูรูปถ่ายบุคคลจำนวนมาก แต่อับดุลเลาะห์ไม่รู้จักใครเลยสักคน ไม่ว่าจะถูกเค้นหาความจริงด้วยวิธีใด ความจริงของเขาไม่ตรงกับความจริงที่เจ้าหน้าที่คาดหมายอยากให้เป็น 

“จะฆ่าทิ้งตรงนี้ ถ้าแกไม่พูด” เจ้าหน้าที่ขู่อับดุลเลาะห์ครั้งแล้วครั้งเล่า ตามคำบอกเล่าของเขา ขณะที่อับดุลเลาะห์ประคองสติสัมปชัญญะบนอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น กอบโกยอากาศหายใจเฮือกใหญ่หลังถุงดำถูกดึงออกจากศีรษะ

“ตอนนั้นผมคิดว่าคงไม่ได้กลับบ้านแล้ว” เขาบอก ในที่สุดอับดุลเลาะห์ได้รับการปล่อยตัวหลังถูกควบคุมอยู่ร่วมเดือน แต่ความหวาดกลัวการถูกคุมขังยังตามหลอกหลอนเขาอยู่เรื่อยๆ “ผมสาบานกับตัวเอง จะไม่ยอมกลับไปที่นั่นอีก” 

แต่ทว่า อับดุลเลาะห์ถูกควบคุมตัวครั้งที่ 2 เมื่อปี 2555 เป็นเวลา 7 วัน หลังจากนั้น เขากู้เงินธนาคารมาเปิดร้านซ่อมโทรศัพท์มือถือที่อำเภอสายบุรี แต่ทุกครั้งที่มีเหตุระเบิดหรือลอบยิง เจ้าหน้าที่ทหารพร้อมอาวุธมักจะแวะเวียนมาที่ร้านเป็นประจำ จนลูกค้าไม่กล้าเข้ามาใช้บริการ 

“ผมจึงตัดสินใจหนี” ตอนนั้นเขาอายุ 31 ปี ใช้ชีวิตระเหเร่ร่อนไปตามหมู่บ้านต่างๆ เป็นคนแปลกหน้าในบ้านเกิดของตัวเอง ทำงานรับจ้างเท่าที่พอจะหาได้ไม่ว่าจะกรีดยางหรือตัดหญ้า 

รูปแบบการนำตัวบุคคลมาสอบสวนเริ่มจากการเชิญตัวบุคคลต้องสงสัยมาพูดคุยซักถาม หากบุคคลนั้นไม่มาก็จะเปลี่ยนจากการเชิญตัวมาออกหมายเรียก หากยังไม่มาอีกก็จะออกหมายจับ 

ระหว่างหลบหนีไปตามบ้านเพื่อนนั้นเอง อับดุลเลาะห์ถูกออกหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ก่อนจะถูกจับกุมเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2557 หลังได้รับการประกันตัว อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง เขาได้สถานะกลับมาเป็น “ผู้บริสุทธิ์” อีกครั้ง

 

เส้นทางสู่ JASAD

หลังจากวันนั้น อับดุลเลาะห์ไม่เคยหนีอีกเลย ด้วยความช่วยเหลือจากองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศ เขาก่อตั้ง “เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ” หรือJASADขึ้นมา เป็นองค์กรอาสาสมัครที่คอยให้คำปรึกษาเรื่องสิทธิทางกฎหมายแก่ประชาชนคนอื่นๆ โดยเฉพาะชาวมลายูมุสลิม ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มักจะถูกเจ้าหน้าที่รัฐ “เชิญตัว” ไปควบคุมตัว และมีความเปราะบางต่อการถูกละเมิดสิทธิต่างๆ 

นอกจากนี้ JASAD (อ่านว่า “จาซัด”) ยังดำเนินการอีกหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่รวบรวมข้อมูลการใช้กฎหมายพิเศษตรวจค้นหรือคุมขังประชาชน ประสานงานกับญาติผู้ถูกคุมขัง เคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมในกรณีที่สงสัยว่ามีการซ้อมทรมาน ไปจนถึงเยียวยาสภาพจิตใจในระยะยาว 

อับดุลเลาะห์กล่าวว่า เขาปฏิบัติงานเหล่านี้อย่างมีความเข้าใจต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพราะเขาเองเคยได้รับผลกระทบมาแล้วเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น เขามักจะกระตุ้นให้ญาติคอยไปเยี่ยมผู้ต้องสงสัยที่ถูกคุมขังอยู่บ่อยๆ (หากอนุญาตให้เยี่ยมได้) 

“ความรู้สึกของคนที่พลัดพรากจากบ้าน เวลาไม่เห็นญาติไปเยี่ยม มันว้าเหว่จนบรรยายไม่ได้” เขาอธิบายจากประสบการณ์ของตัวเอง “ถ้าไม่มีค่าน้ำมัน เราพยายามจัดหาให้”

ในปัจจุบัน กลุ่ม JASAD ประกอบด้วยอาสาสมัครกว่า 20 คน พวกเขามีความรู้และเข้าใจเรื่องกฎหมายพิเศษเป็นอย่างดี สามารถอธิบายกับครอบครัวผู้ถูกควบคุมตัวให้รับรู้ถึงสิทธิที่ตนพึงมี ระยะเวลาที่บุคคลอันเป็นที่รักจะถูกกักขัง และสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังในช่วงเวลาดังกล่าว อีกทั้งยังต้องคอยรับมือกับญาติของบุคคลที่ถูกควบคุมตัว ซึ่งมักจะมีความทุกข์ร้อนใจอย่างมาก

“เราต้องเตรียมรับมือกับญาติด้วยครับ” อับดุลเลาะห์บอก “บางคนมาด้วยน้ำตานองหน้า บางคนไม่พูดไม่จา อาสาสมัครแต่ละคนต้องมีทักษะ เราส่งพวกเขาไปอบรมการปฐมพยาบาล สุขภาพจิตเบื้องต้น อบรมการสัมภาษณ์ การตั้งคำถาม การเป็นผู้ฟังที่ดี ทุกคนต้องเป็นมืออาชีพ”

อับดุลเลาะห์ให้สัมภาษณ์ทีมข่าว HaRDstories จากในสำนักงานเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ ซึ่งตั้งอยู่ชั้นสองของอาคารสไตล์โมเดิร์นแบบที่นิยมสร้างในทศวรรษที่ 2510 ตัวอาคารผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบอิสลามด้วยหลังคาโดม ระหว่างที่เขาให้สัมภาษณ์อยู่ช่วงหนึ่ง อับดุลเลาะห์นอนแผ่อยู่บนพื้นประหนึ่งพรมละหมาด เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า งานปกป้องสิทธิมนุษยชนในแดนใต้ได้บั่นทอนพละกำลังของเขาเป็นอย่างมาก จนเขาเองก็รู้สึกอ่อนล้า

“ศาสนาห้ามเราสิ้นหวัง” อับดุลเลาะห์ลืมตา ยังคงนอนแนบพื้น “แต่บางทีร่างกายของเราก็สิ้นแรง” 

 

ชีวิตใต้เงากฎหมายพิเศษ

นอกจากความรู้ทางกฎหมายแล้ว อาสาสมัครของ JASAD จะต้องมีทักษะการสัมภาษณ์เพราะต้องรับเรื่องร้องเรียนและบันทึกข้อมูลจากครอบครัวที่จะเดินทางเข้ามาร้องเรียนที่สำนักงานในเมืองปัตตานีแทบทุกวัน

หลังละหมาดซุฮฺริ อับดุลเลาะห์นั่งมวนบุหรี่ใบจากอยู่หน้าประตูสำนักงาน กลิ่นฉุนของยาเส้นไม่ทันจาง เขาผลักประตูกระจกก้าวเข้าไปภายในนั้น ที่ประตูมีสติ๊กเกอร์รูปเปลวไฟส่องสว่างบนแท่งเทียน พร้อมแนะนำตัวกับครอบครัวผู้ถูกควบคุมตัวคนหนึ่ง ที่เดินทางมาจากนราธิวาสเพื่อขอความช่วยเหลือจาก JASAD

“พวกเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการถูกควบคุมตัวครับ” อับดุลเลาะห์กล่าว เขาไม่ได้เล่นมุกตลก แต่ต้องการสร้างความมั่นใจให้ญาติผู้ถูกควบคุมตัวที่อยู่ในภาวะทุกข์ใจ

กลุ่มญาติเล่าให้อับดุลเลาะห์ฟังว่า บุคคลอันเป็นที่รักของครอบครัวเพิ่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวไปเมื่อไม่กี่วันก่อน หลังจากตกเป็นผู้ต้องสงสัยในการก่อเหตุที่อำเภอยะรังเมื่อสองเดือนที่แล้ว พวกเธอนั่งฟังอับดุลเลาะห์บรรยายเกี่ยวกับข้อกฎหมายและวิธีดำเนินการด้วยภาษามลายูอย่างตั้งใจเหมือนนักเรียนในโรงเรียนตาดีกา 

ในวันทำการจะมีอาสาสมัครประจำสำนักงาน 2-3 คน คอยรับเรื่องร้องเรียน อาสาสมัครเหล่านี้ไม่ได้มีรายได้จากงานปกป้องสิทธิมนุษยชน พวกเขาทำงานนี้โดยมีรายรับเป็นความหวังที่จะเห็นสันติภาพในบ้านเกิด

อามานี เจะและ เป็นอาสามัครคนหนึ่งของ JASAD เธอเป็นเจ๊ะฆูสอนหนังสือและศาสนาที่โรงเรียนตาดีกาในอำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี ตอนอายุ 13 เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง จังหวัดนราธิวาส ญาติของเธอถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวด้วยกฎหมายพิเศษ บ้านของเธอถูกทหารเข้ามาปิดล้อม 

“ตอนเด็กเราไม่เข้าใจอะไรมากนัก” อามานีบอก “ฉันหวาดกลัวทุกครั้งที่ทหารเข้ามาในหมู่บ้าน” 

ความกลัวค่อยๆ คืบคลานกลายเป็นความเกลียดชัง แต่เธอเลือกที่จะจัดการความเกลียดชังโดยเปลี่ยนเป็นความหวังว่าจะเกิดความยุติธรรมด้วยการเข้ามาทำงานเป็นอาสาสมัครกลุ่ม JASAD

อาสาสมัครแต่ละคนจะคอยติดตามผู้ถูกควบคุมตัวตามที่ได้รับมอบหมาย พวกเขาต้องติดตามสถานการณ์ระหว่างที่มีใครสักคนถูกควบคุมตัวอย่างใกล้ชิด เพราะการทำร้ายร่างกายและซ้อมทรมานมักเกิดในช่วง 37 วัน หลังจากถูกควบคุมตัว ซึ่งเป็นช่วงที่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายพิเศษ 2 ฉบับ คือ กฎอัยการศึก 7 วัน และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 30 วัน แต่เหยื่อมักไม่กล้าบอกญาติที่มาเยี่ยม เพราะกลัวว่าหลังจากญาติกลับบ้านไปแล้ว พวกเขาจะโดนเล่นงานหนักกว่าเดิม

เราได้รับรายงานว่ามีการทำร้ายร่างกายในช่วงที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวโดยใช้กฎหมายพิเศษ เวลาที่ญาติไปเยี่ยมเขาจะไม่กล้าบอกหรอกครับ” อับดุลเลาะห์กล่าว 

ประหนึ่งเรือนร่างเดียวกัน

อาสาสมัครต้องใช้วิธีการสังเกตร่องรอยบนใบหน้า ลักษณะการเดิน หากญาติสงสัยว่ามีการซ้อมทรมานเกิดขึ้น ทีมงานของ JASAD จะเป็นตัวแทนในการร้องเรียนไปยังกรรมการสิทธิมนุษยชนหรือองค์การสหประชาชาติ

ทั้งนี้ การซ้อมทรมานในระหว่างการควบคุมตัวเป็นสิ่งที่ประชาชนหลายคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้หวาดกลัวอย่างมาก เพราะมักจะมีกรณีข่าวเกี่ยวกับการซ้อมทรมานเป็นประจำ บางครั้งถึงกับเสียชีวิต ถึงแม้ทางการและหน่วยงานความมั่นคงมักจะปฏิเสธก็ตาม

ยกตัวอย่างเช่นกรณีอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ผู้ที่เคยมีอาชีพกรีดยางและหล่อเสาปูนในจังหวัดปัตตานี เขาถูกควบคุมตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2563 ด้วยข้อสงสัยจากเจ้าหน้าที่ว่าคอยช่วยเหลือสนับสนุนการก่อเหตุไม่สงบ ตามคำให้การซักทอดของผู้ต้องสงสัยอีกคนหนึ่ง แต่เพียงไม่กี่วันต่อมา เขาถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลด้วยอาการโคม่า และเสียชีวิตในเวลาต่อมา 

แพทย์ที่โรงพยาบาลได้แจ้งครอบครัวว่าอับดุลเลาะมีอาการสมองบวมอย่างรุนแรง คาดว่าเกิดจากการขาดอากาศหายใจเป็นเวลานาน ทำให้ญาติสงสัยว่าเขาถูกซ้อมทรมานในค่ายทหาร อย่างไรก็ตาม ในปี 2565 ศาลจังหวัดสงขลามีคำสั่งว่า อับดุลเลาะเสียชีวิตจากอาการสมองบวม จนขาดออกซิเจน แต่หลักฐานไม่พอที่จะชี้ว่าเป็นการกระทำโดยเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ อับดุลเลาะห์ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม JASAD ระบุว่า เขาได้สัมภาษณ์ผู้ถูกซ้อมทรมานระหว่างถูกควบคุมตัวในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนพบสองรูปแบบใหญ่ๆ นั่นคือการทรมานร่างกายและการทรมานจิตใจ ส่วนการทรมานร่างกายยังแยกย่อยได้เป็นการทรมานแบบทิ้งร่องรอยและไม่เห็นร่องรอยใด

เขาอธิบายว่า บางบาดแผลเกิดจากผ้าขนหนูห่อไม้หน้าสามตีแผ่นหลังและหน้าท้อง บางบาดแผลเกิดจากกำปั้นพันผ้ากระหน่ำใบหน้า บางบาดแผลมาจากไม้หน้าสามหวดลำตัวห่อผ้าห่มนวมคล้ายห่อศพ บางบาดแผลเกิดจากความเย็นเยียบอุณหภูมิติดลบในลังน้ำแข็ง ผู้ถูกควบคุมตัวถูกบังคับให้เปลือยกายลงไปแช่ในนั้น ก่อนจะถูกกดศีรษะให้จมลงไป บางบาดแผลเกิดจากกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านผ้าชุบน้ำที่ยัดใส่ในทวารหนัก 

บางบาดแผลเกิดจากการดิ้นรนไขว่คว้าหาอากาศหายใจเมื่อถูกคลุมด้วยถุงพลาสติกเปียกน้ำ บางบาดแผลเกิดจากการสำลักน้ำหลังถูกบังคับให้นอนหงายเปลือยกาย ผ้าขนหนูโปะวางบนใบหน้า สายยางรดน้ำฉีดลงบนผ้าขนหนู ร่างกายถูกมัดไว้ไม่ให้ขยับ ทั้งหมดนี้ อับดุลเลาะห์ยืนยันว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนหลายคนพบเจอมาแล้วจริงๆ 

ถึงแม้ทีมข่าว HaRDstories จะไม่สามารถยืนยันคำอ้างเหล่านี้ แต่กลุ่มเฝ้าระวังสิทธิมนุษยชนได้เผยแพร่รายงานที่บ่งชี้ถึงปัญหาการซ้อมทรมานในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้บ่อยครั้ง เช่น รายงานสถานการณ์การซ้อมทรมานเมื่อปี 2558 ของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เสียงสะท้อนเหล่านี้ได้นำไปสู่การออก “พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕” เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวในระยะยาว

“ถ้าพี่น้องของเราถูกทำร้าย เราก็เจ็บปวดไปด้วย” อับดุลเลาะห์ว่า “เพราะมุสลิมทั้งผองประหนึ่งเรือนร่างเดียวกัน”

เหยื่อมือสอง

นอกจากบาดแผลบนร่างกาย ก็ยังมีบาดแผลในใจ และบาดแผลต่อความสัมพันธ์รอบตัวอีกด้วย หลายปีที่ผ่านมา อับดุลเลาะห์เป็นประจักษ์พยานการพังทลายของหลายครอบครัวเนื่องมาจากกฎหมายพิเศษ ภรรยาเลือกมีสามีใหม่เพราะไม่สามารถดำรงชีวิตลำพัง หลังจากสามีถูกขังยาวนานระหว่างพิจารณาคดี เด็กไม่อยากไปโรงเรียนเพราะพ่อกลายเป็นผู้ร้าย แม้คดีความยังไม่สิ้นสุด แต่สุดท้ายอัยการสั่งไม่ฟ้อง 

“แล้วคุณเอาชีวิตที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ของเขากลับมาได้ไหม” อับดุลเลาะห์ตั้งคำถามที่ไม่มีคำตอบ

จากการรวบรวมข้อมูลของ JASAD เมื่อปี 2565 พบว่า ครึ่งหนึ่งของผู้ถูกควบคุมตัวต้องได้รับการเยียวยาสุขภาพจิต นอกจากผู้ถูกควบคุมตัวแล้ว ยังมีภรรยา ลูก และครอบครัวเป็นผู้ได้รับผลกระทบทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวของผู้ต้องหาคดีความมั่นคง ครอบครัวของผู้ถูกวิสามัญในระหว่างการจับกุม และครอบครัวของผู้ที่หลบหนีเพราะกลัวถูกซ้อมทรมาน 

“นี่คือสิ่งที่เรียกว่า secondary victims หรือเหยื่อมือสองค่ะ” อัญชนา หีมมิหน๊ะ นักเคลื่อนไหวจากกลุ่ม ‘ด้วยใจ’ ให้สัมภาษณ์ “เรามักมองไม่เห็นคนกลุ่มนี้ แต่คนกลุ่มนี้เป็นผู้ที่อยู่กับบาดแผลเรื้อรัง”

กลุ่มด้วยใจเป็นองค์กรนักสิทธิมนุษยชนอีกกลุ่มหนึ่งในปาตานีที่ต้องการสร้างสันติสุขระยะยาวให้เกิดในชุมชน พวกเธอติดตามสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อม และรณรงค์เรื่องกระบวนการสันติภาพ 

อัญชนากล่าวว่า หากมองไปยังวงกระเพื่อมของผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ วงกลมชั้นในสุดคือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง วงกลมชั้นที่สองคือครอบครัวของพวกเขา วงกลมชั้นที่สามคือผู้คนในสังคม 

“ผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ 1 คน มีคนข้างหลังที่ได้รับแรงกระเพื่อมอีก 20-30 คนค่ะ” 

ทีมข่าว HaRDstories ติดตามอัญชนาและกลุ่มด้วยใจเดินทางไปยังชุมชนแห่งหนึ่งในตำบลบาเจาะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา หนทางคดเคี้ยวไปตามภูมิประเทศที่เป็นภูเขาพาเราไปพบกับด่านความมั่นคงที่ตั้งบนถนนเป็นระยะ บางด่านร้างไร้เจ้าหน้าที่ บางด่านมีเจ้าหน้าที่ถืออาวุธคอยสอบถามผู้สัญจรบนท้องถนน

ชุมชนแห่งนี้อยู่ในหุบเขา อัญชนาและทีมด้วยใจพาเราไปยังมัสยิดในชุมชน เยาวชนและกลุ่มสตรีนั่งล้อมวงเพื่อเตรียมพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการในชีวิต

“อีกไม่นาน คนรุ่นเก่าก็จะตายแล้ว” อัญชนากล่าวข้อเท็จจริงนี้กับเยาวชนหญิงชายที่จ้องมองเธอเป็นตาเดียว “แต่คนรุ่นพวกเธอจะต้องอยู่ไปอีกนาน มันสำคัญมากนะ พวกเราอยากได้ยินเสียงพวกเธอ”

หลังจากนั้น หญิงสาวบางคนเริ่มเอ่ยปากบอกเล่าประสบการณ์ที่พบเจอ หลายคนกังวลเรื่องการถูกคุกคามระหว่างการเดินทางผ่านด่านของเจ้าหน้าที่ พวกเธอมักเจอคำถามส่อไปในการสร้างความสัมพันธ์ชู้สาวมากกว่าคำถามที่จะสร้างความปลอดภัยให้ชุมชน 

“ทหารเคยถามว่า จะไปไหน ขอไปด้วยได้ไหม” หญิงสาวคนหนึ่งเล่า

อัญชนาแนะนำว่า “เราต้องบอกเขาว่า ‘ไม่ขอตอบคำถามนี้’ ต้องทำให้เขารู้ว่าคำถามของเขาไม่โอเค เรามีสิทธิที่จะปกป้องตัวเอง ไม่ผิดค่ะ” 

ส่วนเยาวชนชายมักจะถูกถ่ายบัตรประชาชนและสอบถามเรื่องการเดินทางที่นานกว่าปกติ หากพวกเขาสวมชุดมลายูก็จะทำให้เจ้าหน้าที่ซักถามมากเป็นพิเศษ ซึ่งทำให้ทุกอย่างยากขึ้นไปอีก พวกเขากล่าวว่า สิ่งที่พวกเขาแสวงหาคือการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยที่จะนำเสียงและความต้องการของพวกเขาไปสู่การออกแบบเมืองที่พวกเขาอยากอยู่ 

ดอกไม้บนซากปรักหักพัง

ก่อนที่อัญชนาจะมาทำงานด้านสิทธิมนุษยชน เธอใช้ชีวิตเหมือนคนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ ทำงานหาเงินดูแลครอบครัว ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงปืนและระเบิดดังมาจากข่าว เธอจะมองเห็นภาพคนมุสลิมบางคนที่นิยมความรุนแรง แต่หลังจากสามีของน้องสาวถูกอุ้มหายตัวไปเมื่อปี 2551 ก่อนจะพบตัวที่สถานีตำรวจในสภาพตกเป็นผู้ต้องสงสัยฆ่าคนไทยพุทธในสวนยาง ชีวิตของอัญชนาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 ระหว่างการต่อสู้คดีของน้องเขย อัญชนาและครอบครัวตัดสินใจตั้งกลุ่มด้วยใจขึ้นมาช่วยเหลือผู้ต้องขังคดีความมั่งคง รวมทั้งครอบครัวของพวกเขา เพราะจากการต่อสู้คดีของครอบครัวทำให้พบกับผู้ต้องขังในคดีความมั่นคงที่ประสบปัญหาในกระบวนการยุติธรรม

“พอมาทำงานตรงนี้ เราพบว่า ผู้ใช้ความรุนแรงอาจจะเคยเป็นเหยื่อมาก่อน เขาไม่รู้วิธีการตอบโต้ เขาจึงตอบโต้กลับด้วยความรุนแรง มันเป็นวงจรแห่งความรุนแรงค่ะ” อัญชนากล่าว

กล่าวได้ว่าชีวิตของ มะนัง บือราเฮง เป็นตัวอย่างหนึ่งของวงจรดังกล่าว ครั้งหนึ่งมะนังเคยเป็นเยาวชนผู้กระตือรือร้น เขามักเชิญนักบรรยายธรรมเข้ามาสอนศาสนาให้เยาวชนในหมู่บ้านชะเมาสามต้น อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี แต่ในมุมมองของรัฐ การกระทำของมะนังคือการปลุกระดม วิถีชีวิตของมะนังกลายเป็นภาพเหมารวมที่ประกอบกันเป็น ‘โจรใต้’ ในมุมมองเจ้าหน้าที่ความมั่นคง

“มะนังเป็นคนอยู่ในกรอบศาสนา ไม่ใช้ยาเสพติด” บูรฮาน บือราเฮง อาสาสมัครคนหนึ่งของกลุ่ม JASAD กล่าวถึงพี่ชายของเขา “ถ้าลักขโมย ดื่มเหล้า เสพยา ดื่มน้ำท่อม จะไม่อยู่ในสายตาเจ้าหน้าที่ แต่ถ้าใส่หมวกกะปิเยาะห์ จบเลย” 

บูรฮานเล่าถึงพี่ชายของเขาขณะขับรถพาผู้สื่อข่าวเยือนบ้านเก่าที่เขาและมะนังเคยเติบโตด้วยกัน ก่อนที่สมาชิกในบ้านจะกระจัดกระจายไปคนละทาง บ้านของเขาจึงเป็นสถานที่ที่มีทั้งการพลัดพรากและความคิดถึง ขณะที่ระหว่างทางไปบ้านของเขา ก็เต็มไปด้วยร่องรอยความรุนแรงที่คร่าชีวิตผู้คนทั้งไทยพุทธและมลายูมุสลิมในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา

“นี่ ตรงนี้เคยมีการยิงคนไทยพุทธ” บูรฮานชี้ริมทาง “ตรงนั้นก็มีการยิงเจ้าหน้าที่เทศบาล ต่อมาเทศบาลก็ถูกวางเพลิง” เขาชี้ไปอีกจุดเกิดเหตุ ทั้งที่รถเคลื่อนผ่านยังไม่ถึง 1 กิโลเมตร

“ตรงนี้เคยเป็นค่ายทหารครับ ค่ายนี้เคยโดนถล่ม” จุดนี้อยู่ข้างหน้าต่างฝั่งข้างคนขับ แต่ตอนนี้มองเห็นแต่พงหญ้า 

“ตรงนี้ก็เคยมีการยิงไทยพุทธ ข้างหน้าเราตรงนั้นยิงตำรวจตอนส่งหีบเลือกตั้ง” เขาพรั่งพรูความทรงจำออกมาไม่หยุดระหว่างที่เรากำลังเข้าไปในหมู่บ้าน

“พี่ชายของผมอยู่ที่นี่” เขาชี้เข้าไปยังสุสานฮูแตสะนอ

“ยุทธการแยกปลาออกจากน้ำ” ของหน่วยงานความมั่นคงหลัง พ.ศ. 2549 มีจุดประสงค์กันผู้อยู่ในข่ายน่าสงสัยออกจากพลเมืองทั่วไป เจ้าหน้าที่เริ่มเดินหน้าด้วยการหว่านแหจับกุมเยาวชนในหมู่บ้านต่างๆ แต่การจับกุมขยายผลภายใต้กฎหมายพิเศษมิได้ดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติ อีกทั้งยังเอื้อให้เกิดการซ้อมทรมานนำไปสู่การรับสารภาพ แต่ภายหลังคดีจำนวนมากหลักฐานอ่อนจนต้องยกฟ้อง

เมื่อเยาวชนในชุมชนถูกกวาดจับ มะนังเลือกที่จะหนีออกจากหมู่บ้าน หลังจากมะนังหนี บูรฮานไม่ได้ข่าวของพี่ชายจนกระทั่งมีข่าวการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารนาวิกโยธินกับกลุ่ม RKK วันนั้นตรงกับวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556 จากการปะทะครั้งนี้กลุ่ม RKK เสียชีวิต 16 คน พี่ชายของบูรฮานเป็นหนึ่งในนั้น ครอบครัวของบูรฮานถูกตราว่าเป็นญาติของผู้ก่อการร้ายทันที แต่สำหรับบูรฮาน มะนังคือผู้ถูกผลักให้ต้องเลือกเส้นทางสายที่นำไปสู่ความตาย 

พี่ชายคนโตไม่อาจอยู่ในบ้านเกิดได้อีกต่อไป เพราะเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามา ‘เยี่ยม’ จนไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ในที่สุด ครอบครัวของบูรฮานแตกกระเซ็นกันไปคนละทิศทาง บ้านหลังเดิมที่พวกเขาเติบโตขึ้นถูกทิ้งร้างและรื้อลงในเวลาต่อมา

ความยุติธรรมในรหัสพันธุกรรม

หลังมะนังเสียชีวิต บูรฮานถูกควบคุมตัว 2 ครั้ง เมื่อปี 2556 และ 2561 บูรฮานกล่าวว่าเขาถูกซ้อมทรมานตั้งแต่บ่ายโมงถึงห้าโมงเย็น เจ้าหน้าที่ 8 นาย ผลัดเปลี่ยนเข้ามาทำร้าย ความเจ็บปวดยังคงติดอยู่ในกระดูก 

“ถึงวันนี้ก็ยังมีอาการอยู่” บูรฮานเปิดเสื้อให้ทีมข่าว HaRDstories ดูแผ่นหลังที่ติดพลาสเตอร์บรรเทาปวด 

ระหว่างถูกควบคุมตัว บูรฮานถูกบังคับให้เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจตรวจเก็บสารพันธุกรรม โดยไม่แจ้งล่วงหน้าว่าจะนำดีเอ็นเอไปใช้ทำอะไรและจะทำลายเมื่อใด การตรวจเก็บทั้งสองครั้งไม่ได้ดำเนินการโดยนักนิติวิทยาศาสตร์ 

“หลังจากที่เขาใช้ก้านสำลีแหย่กระพุ้งแก้มของผม เขาก็ให้ผมเซ็นเอกสารยินยอม” บูรฮานบอกว่า ตอนนั้นเขาไม่กล้าที่จะตั้งคำถามหรือคัดค้าน หลังได้รับการปล่อยตัว บูรฮานเลือกมาเป็นอาสาสมัครให้กลุ่ม JASAD มีหน้าที่เก็บรวบรวมฐานข้อมูล และคอยส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และองค์การสหประชาชาติ

หน่วยงานความมั่นคงเริ่มนโยบายตรวจเก็บดีเอ็นเอในสามจังหวัดชายแดนใต้มาตั้งแต่ปี 2555 แต่กลุ่ม JASAD ระบุว่ามักเป็นการเก็บดีเอ็นเอโดยไม่มีเหตุอันควรและไม่ได้แจ้งสิทธิต่างๆให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ขณะที่องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนอื่นๆ เตือนว่าเจ้าหน้าที่รัฐอาจใช้หลักฐานทางพันธุกรรมซักทอดหรือเอาผิดผู้ต้องหา โดยที่ไม่มีหลักฐานอื่นๆ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่นำดีเอ็นเอไปค้นหาผู้ก่อเหตุโดยเทียบเคียงกับดีเอ็นเอที่ปรากฏบนหลักฐานที่ตรวจเก็บไว้

“การมีสารพันธุกรรมไม่ได้แปลว่าเขาเป็นผู้ร้ายครับ” อับดุลลาซิช์จากศูนย์ทนายมุสลิมอธิบาย “ในฐานะที่เราเป็นนักสิทธิ เราต้องยืนยันว่าดีเอ็นเอไม่สามารถพิสูจน์ว่าใครเป็นคนร้าย”

อับดุลลาซิช์เล่าว่า กระบวนการเก็บ DNA มักใช้วิธีการสุ่มบังคับตรวจ ระหว่างตั้งด่านตรวจในบางชุมชน การปิดล้อมตรวจค้นครัวเรือน หมู่บ้าน หอพัก และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา รวมไปถึงชุมชนชาวปาตานีที่กรุงเทพฯ

ด้านศาสตราจารย์ณรงค์ ใจหาญ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า การเก็บดีเอ็นเอแบบที่ทำกันเป็นประจำในพื้นที่ชายแดนใต้ ขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาที่บัญญัติไว้ว่า การเก็บสารพันธุกรรมต้องได้รับการยินยอม ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องหา ผู้ต้องสงสัย ผู้เสียหาย หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งสิทธิในเนื้อตัวร่างกายยังได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ อยู่เหนืออำนาจของเจ้าพนักงานในการรวบรวมหลักฐาน

กฎหมายพิเศษทั้ง 3 ฉบับ ไม่ได้ยกเว้นสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องสงสัยเลยนะครับ” ศาสตราจารย์ณรงค์กล่าว พร้อมกำชับว่า ในการบังคับใช้กฎหมายพิเศษจะต้องคุ้มครองสิทธิผู้ต้องสงสัยมากกว่าปกติด้วยซ้ำไป 

“กฎหมายพิเศษให้อำนาจเจ้าหน้าที่พนักงานสามารถควบคุมตัวได้เกิน 48 ชั่วโมง หลังจากนี้ยังสามารถควบคุมตัวต่อได้อีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับแนวทางที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง ว่าการควบคุมตัวต้องเป็นระยะเวลาที่สั้นและศาลเป็นผู้ตรวจสอบ” 

นักกฎหมายท่านนี้เสนอว่าควรปรับเปลี่ยนให้การบังคับใช้กฎหมายในสามจังหวัดชายแดนใต้เป็นไปตามหลักสากล การใช้อำนาจจำกัดเสรีภาพต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญา

“กฎหมายพิเศษทั้งสามฉบับควรจะต้องทำในลักษณะชั่วคราว ฉะนั้น การใช้กฎหมายต่อเนื่องยาวนานมาร่วม 20 ปี จะต้องมีการทบทวนว่ากลไกนี้ยังเหมาะสมหรือไม่” ศาสตราจารย์ณรงค์กล่าวแนะนำ

หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2566 หลายฝ่ายจับตาว่า รัฐบาลปัจจุบันภายใต้นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน จะมีท่าทีและแนวทางการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ที่เปลี่ยนไปจากรัฐบาลยุคก่อนๆ หรือไม่ โดยมีสัญญาณที่ดีช่วงปลายปีที่แล้ว เมื่อรัฐบาลต่ออายุพรก.ฉุกเฉินฯ เพียง 1 เดือน แทนที่จะต่อยาว 3 เดือนแบบในอดีต 

แต่ปรากฏว่ารัฐบาลได้ต่ออายุกฎหมายพิเศษดังกล่าวมาเรื่อยๆ ดังเดิม และได้กลับไปใช้ระบบการต่ออายุทีละ 3 เดือน เมื่อต้นปีนี้ ทั้งนี้ ข้อมูลระบุว่า พรก.ฉุกเฉินในพื้นที่ไฟใต้ได้รับการต่ออายุมาแล้ว 70 กว่าครั้ง ตั้งแต่ประกาศใช้ครั้งแรกเมื่อปี 2548 

นกที่ไม่อยากถูกขังในกรง

“ถ้าบ้านของเราสงบ…” อับดุลเลาะห์เปรยขึ้นมาจากที่นั่งข้างคนขับระหว่างที่เรากำลังเดินทางกลับเข้าเมืองปัตตานี แต่ยังไม่ทันจบประโยค จู่ๆ เขาเกิดอาการวิงเวียนศีรษะจนขับรถต่อไปไม่ได้และขอให้ผู้สื่อข่าวขับรถให้แทน 

อับดุลเลาะห์เอนเบาะลงนอน หันไปมองทะลายมะพร้าวที่กองอยู่ริมถนน ก่อนจะกล่าวว่า “ผมอยากจะมีชีวิตที่เรียบง่าย ผมเคยคุยกับเพื่อนว่า ถ้าสันติสุขเกิดในสามจังหวัดชายแดนใต้ ‘กูอยากปลูกผักขาย ใช้ชีวิตง่ายๆ สบายๆ’ แต่หลังจากนั้นไม่นาน เพื่อนของผมคนนั้นก็ถูกวิสามัญฯ”

เมื่อ 3 เดือนก่อน เจ้าหน้าที่ทหารเข้าปิดล้อมบ้านหลังหนึ่งในอำเภอเดียวกับบ้านที่อับดุลเลาะห์อาศัยอยู่กับภรรยาและลูก เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวชายคนหนึ่งไปสอบสวน ข่าวดังกล่าวทำให้ความทรงจำของอับดุลเลาะห์หวนคืนสู่ช่วงเวลาที่เขาถูกคุมขังเมื่อหลายปีก่อน จนเกิดอาการหวาดวิตก เขาเริ่มมีกระสับกระส่าย หวาดกลัว อับดุลเลาะห์บรรยายว่าเป็นความรู้สึกไม่ปลอดภัยแม้อยู่ในบ้านของตัวเอง บ้านที่มีภรรยาและลูกชายอยู่ด้วย

อยู่มาวันหนึ่ง อับดุลเลาะห์ขับรถออกจากบ้านไปหาบูรฮาน เพื่อนร่วมงานในกลุ่ม JASAD ที่เขาไว้ใจ แต่กลับหลงทางบนเส้นทางคุ้นเคย บูรฮานต้องขับรถออกมารับและพาเขามานอนค้างที่บ้าน หลังจากนั้น อับดุลเลาะห์ต้องไปพบจิตแพทย์อีกครั้งในรอบหลายปี

“เขาสติหลุด” บูรฮานเล่าถึงวันนั้น “แม้แต่บ้านของผมที่เคยมาไม่รู้กี่ร้อยรอบก็ยังหลง”

หลังจากเริ่มรับการรักษาจากแพทย์ อับดุลเลาะห์จึงเข้าใจว่า อาการที่เขาประสบอยู่มีลักษณะคล้ายกับ “โรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ” หรือ PTSD 

“ผมไปหาหมอมาหลายที่ พบจิตแพทย์จากสวิตเซอร์แลนด์ อินเดีย มาเลเซีย พวกเขาบอกว่าเวลาที่แผลเกิดขึ้นที่จิตใจ มันยากที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม” อับดุลเลาะห์เล่า “แต่ไม่ว่าจะหนักแค่ไหน ผมก็พยายามจะมาที่นี่ให้ได้ เราโดนมาขนาดนี้ ถ้าไม่กล้าลุกขึ้นมา ก็คงไม่มีใครทำแทน”

อับดุลเลาะห์เงียบลง ในเวลานั้นภายในรถเงียบ ไม่มีเสียงเพลง ทำให้ผู้สื่อข่าวชวนคุยเพื่อกลบความเงียบว่ามีเพลงอะไรที่มีความหมายพิเศษต่อตัวเขาบ้างหรือไม่ 

“มีเพลงหนึ่งมีความหมายกับผม แต่เพลงนี้ไม่ใช่เพลงร็อกนะครับ” อับดุลเลาะห์เอื้อมมือไปแตะหน้าจอคอนโซลรถ ค้นหาเพลงในแอปพลิเคชัน เสียงเพลงที่มีความหมายกับเขาก็ดังขึ้น พร้อมเล่าว่า นักวิจัยหญิงคนหนึ่งมอบเพลงนี้ให้เขา หลังจากเธอสัมภาษณ์อับดุลเลาะห์เพื่อทำงานวิจัยเกี่ยวกับความไม่สงบในปาตานี “มันเป็นเพลงของเทย์เลอร์ สวิฟต์ คุณเคยฟังไหม เพลง Safe and Sound”

 

Just close your eyes

The sun is going down

You’ll be alright

No one can hurt you now

Come morning light

You and I’ll be safe and sound

วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์ นักเขียนอิสระผู้รายงานปรากฏการณ์ทางสังคมผ่านเรื่องราวส่วนบุคคล เขาสนใจเรื่องราวของคนทุกชนชั้น โดยเฉพาะผลกระทบที่ส่งทอดมาจากประวัติศาสตร์และความขัดแย้งทางสังคม ผลงานทั้งนวนิยายและสารคดีได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือ นิตยสาร และเว็บไซต์ข่าวต่างๆ

วิศรุต วีระโสภณ ช่างภาพสารคดีและข่าวชั้นนำของไทย หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาการถ่ายภาพจาก Pohchang Academy of Art ในปี 2017 เขาได้ร่วมงานกับสิ่งพิมพ์ชั้นนำของไทย เช่น นิตยสารสารคาดี, The Momentum และ National Geographic Thailand เขายังเป็นช่าวภาพข่าวให้กับ Zuma Press และ Thai News Pix วิศรุตมีความสนใจในด้านวัฒนธรรม สังคม มนุษยชาติ การเมือง และ สิ่งแวดล้อม

More Features