จิรัชยา หงษ์แก้ว/HaRDstories

เพจข่าวปลอมทำงานอย่างไร และทำไมการรู้วิธีจับผิดจึงเป็นแค่จุดเริ่มต้น

คุณแยกเพจข่าวจริงจากเพจข่าวปลอมได้ไหม ตลอดความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา เพจข่าวปลอมอย่างน้อยห้าสิบเพจเรียกยอดคลิ๊ก และได้กำไรจากการปั่นกระแสคลั่งชาติต่อไปนี้คือเบื้องหลังการทำงานของเพจข่าวปลอม และวิธีจับผิด

คลิปเสียงนั้นฟังดูเหมือนเสียงของนายกรัฐมนตรีไทย หลังจากที่ไทยและกัมพูชาได้ปิดการข้ามชายแดนไปเมื่อปีที่แล้ว คลิปสั้นในติ๊กต็อกนั้นกลับสื่อว่า อนุทิน ชาญวีรกูล วางแผนจะเปิดชายแดนใหม่อีกครั้งในเดือนมิถุนายน

แต่เสียงที่พูดอยู่นั้นไม่ใช่เสียงของนายกฯ เสียงดังกล่าวสร้างขึ้นมาโดยเอไอ และได้รับการยืนยันว่าเป็นคลิปเสียงปลอมแล้วโดยทีมงานตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทางสำนักข่าวไทยพีบีเอส ประกอบกับคำยืนยันจากนายอนุทินเอง

จนถึงวันนี้ ทางการไทยก็ยังไม่ได้เปิดชายแดนกับกัมพูชา

คลิปเสียงเอไอนั้นได้รับการเผยแพร่ออกไปสู่แพลตฟอร์มอื่นๆ และยิ่งคลิปนั้นถูกโพสต์ออกไปใหม่ในแต่ละครั้ง มันก็ยังฟังดูเหมือนข่าวจริงเข้าไปทุกที เมื่อปีที่แล้ว การเผยแพร่ข้อมูลเท็จในแนวทางคล้ายกันนี้ก็ปรากฏให้เห็นเป็นจำนวนมากในช่วงที่เกิดการปะทะกันบริเวณชายแดน มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน ในขณะที่ชาวบ้านต้องอพยพหนีออกไปอีกหลายแสนคน แน่นอนว่าในไม่ช้า การปะทะระหว่างสองประเทศก็ปะทุขึ้นในโลกไซเบอร์เช่นกัน

การปะทะกันเมื่อปีก่อนคลี่คลายลงไปแล้ว แต่กลไกที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากความขัดแย้งนั้นไม่ได้ถูกรื้อทิ้งไปด้วย เมื่อพลเมืองสัญชาติไทยไปเลือกตั้งที่คูหาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เครือข่ายโครงสร้างเดียวกันนั้นก็รอพวกเขาอยู่แล้ว

จากการสืบค้นของทีมงาน HaRDstories พบเพจข่าวปลอมอย่างน้อยห้าสิบเพจที่เข้าถึงคนอ่านไทยหลายล้าน เพจเหล่านี้เผยแพร่เนื้อหาข่าวสั้นปะปนกับข่าวเท็จ เช่น คำสั่งอพยพที่เป็นเท็จและจำนวนผู้เสียชีวิตที่ไม่ตรงกับความจริง ภายใต้การดำเนินการโดยแอดมินเพจในกัมพูชา 

เพจเหล่านี้บ่งชี้ไปถึงปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (information operations: IOs) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ใครก็สามารถจ้างใช้งานได้ พวกเขาพร้อมทำหน้าที่เป็นบริษัทโฆษณาให้กับใครก็ตามที่มีเงินทุนและจุดประสงค์แอบแฝง

“แอคเคาท์พวกนี้เป็นแอคเคาท์เชิงพาณิชย์ เป้าหมายก็คือมีไว้ทำเงิน” เจอร์รี่ ยู นักวิเคราะห์อาวุโสประจำ Doublethink Lab องค์กรวิจัยจากไต้หวันซึ่งเฝ้าจับตาดูปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร กล่าว “พวกเขาไม่เลือกผู้ที่มาซื้อบริการ เมื่อใดที่ความขัดแย้งเกิดขึ้น เมื่อนั้นก็ถึงเวลาที่พวกเขาจะทำเงิน”

เมื่อนักข่าวผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงต้องรับมือกับจำนวนข้อมูลที่ท่วมท้น การพิสูจน์และตรวจสอบข่าวเท็จก็ต้องใช้เวลามาก เช่นนั้นแล้ว คนอ่านจะแยกแยะเว็บไซต์ข่าวที่เชื่อถือได้จากเว็บไซต์ปลอมได้เองอย่างไรบ้าง

 

เพจข่าวปลอมทำงานอย่างไร

หากมองโดยผิวเผิน เพจ ‘Daily News 24’  ซึ่งในตอนนี้ถูกลบไปจากแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กแล้ว ก็ดูไม่พิษภัยอะไรนัก เพจลงข่าวพยากรณ์อากาศและข่าวอุบัติเหตุรถชน แต่หากขุดลงไปให้ลึกอีกหน่อย ก็จะพบว่า เพจดังกล่าวเป็นช่องทางที่นำไปสู่เว็บพนัน

ผู้เสพข่าวชาวไทยอาจจะรู้สึกว่าชื่อนั้นฟังดูคุ้นหู นั่นก็เพราะมันตั้งชื่อตามเดลินิวส์ หนังสือพิมพ์เจ้าใหญ่อันดับที่สองของประเทศ จากรายงานขององค์กร DISARM ซึ่งมุ่งตีแผ่รูปแบบปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเว็บไซต์ข่าวปลอมเหล่านี้มักจะใช้ชื่อตามสื่อเจ้าใหญ่ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอยู่แล้ว หยิบยืมชื่อมาและปั้นฐานผู้ติดตามเพื่อให้ดูมีความน่าเชื่อถือ

องค์ประกอบเหล่านี้ทำงานรวมกันอย่างดี เพจโพสต์เนื้อหารายวันทำให้ตัวเพจกลมกลืนไปกับกระแสข่าวธรรมดาๆ ทั่วไป คอนเทนต์ชาตินิยมกับเร้าอารมณ์สร้างขึ้นโดยเอไอ ทำงานคู่กันดึงดูดผู้ชม ชวนกดลิงก์เว็บข่าว ที่ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นเว็บพนันต้มตุ๋น โพสต์ไร้พิษสร้างความน่าเชื่อถือ สร้างยอดวิวและเกิดรายได้ ด้วยเหตุนี้ ในช่วงความขัดแย้งชายแดน เนื้อหาสงครามจึงกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่า

งานข่าวสืบสวนเมื่อไม่นานมานี้โดย 101.World พบว่า คอนเทนต์ที่สร้างขึ้นโดยเอไอ มักจะมียอดเอนเกจเมนต์สูง

ในโพสต์หนึ่งที่เผยแพร่อยู่บนเน็ต ทหารไทยนายหนึ่งที่ดูสมจริงราวกับภาพถ่ายยืนอยู่กลางสนามรบ พร้อมกับขอให้ผู้ชมร่วมมือกัน “แค่หนึ่งแชร์” ไม่ได้ขอเงิน ไม่ได้ขอให้มีศรัทธา แค่ขอให้แชร์โพสต์ออกไปเท่านั้น คอนเทนต์ที่มีเนื้อหาชาตินิยมสุดโต่งมักจะได้รับยอดวิวและยอดไลค์สูงในช่วงที่เกิดความขัดแย้ง และแน่นอน สิ่งที่มากับยอดเอนเกจเมนต์ก็คือรายได้จากโฆษณาที่ช่วยให้เพจเหล่านี้อยู่ต่อไปได้เรื่อยๆ ด้วย

Related Stories

“ในสถานการณ์สู้รบแบบนี้ คนอาจจะไม่สนใจเท่าไรหรอกว่าโพสต์นั้นเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ” เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภาและอดีตผู้สื่อข่าว กล่าวในการเสวนาว่าด้วยปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเท็จเมื่อไม่นานมานี้ในกรุงเทพฯ เขาอธิบายว่า คอนเทนต์แนวนี้อาศัยกระแสชาตินิยม โดยนำเอาการล้อเลียนเหยียดหยามศัตรูมาแปรรูปให้เป็นความบันเทิง

 

ใครอยู่เบื้องหลังกลุ่มเหล่านี้

ทีมงาน HaRDstories สามารถสืบค้นได้ว่า เพจข่าวปลอมอย่างน้อยห้าสิบเพจดำเนินการจากในกัมพูชา โดยเช็คจากฟีเจอร์ ‘ความโปร่งใสของเพจ’ (Page Transparency) บนเฟซบุ๊กของบริษัทเมตา 

แต่ร่องรอยก็หยุดอยู่แค่นั้น เครื่องมือดังกล่าวเปิดเผยว่า เพจเพจหนึ่งมีแอดมินอยู่ที่ใด แต่ไม่ได้บอกตัวตนของแอดมิน เจอร์รี่ ยู จาก Doublethink Lab เรียกกลวิธีเช่นนี้ว่า ‘การโจมตีแบบผีเสื้อ’ (Butterfly Attack) โดยอิงตามผีเสื้อพันธุ์ที่ลอกเลียนแบบวิธีการบินจากสปีชีส์อื่น เขากล่าวว่า ผู้อยู่เบื้องหลังเพจเหล่านี้อาจจะจงใจจัดฉากว่าดำเนินการจากในกัมพูชาเพื่อปกปิดต้นทางที่แท้จริงของพวกเขาก็ได้

“ในเมื่อคอนเทนต์บางชิ้นเลือกโจมตีพรรคการเมือง ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าผู้อยู่เบื้องหลังจริงๆ อาจจะเป็นพรรคคู่แข่งก็ได้ พวกเขาต้องการแสร้งว่าคอนเทนต์โจมตีนั้นทำขึ้นโดยเพจในกัมพูชา” ยูกล่าว 

องค์กร Doublethink Lab ได้เผยแพร่รายงานฉบับหนึ่งเกี่ยวกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเท็จซึ่งพุ่งเป้าไปยังผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตชาวไต้หวันและญี่ปุ่น หลังจากที่ได้สืบสาวย้อนรอยเครือข่ายคอนเทนต์ขนาดใหญ่ที่จัดทำขึ้นโดยทีมปั่นคอนเทนต์ในจีน ทางทีมวิจัยก็ได้ข้อสรุปว่าผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่ายนั้นก็คือรัฐบาลจีนเอง

ในช่วงการเลือกตั้งปี 2567 ของไต้หวัน ทีมวิจัยนี้ยังพบว่า แอคเคาท์ไต้หวันปลอมจำนวนหนึ่งซึ่งดำเนินการจากในกัมพูชาพยายามโน้มน้าวผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผ่านการใช้ผู้ประกาศข่าวเอไอ และการโจมตีในโลกออนไลน์ที่ทำงานสอดคล้องกัน

อีกหนึ่งคำใบ้ที่พอจะช่วยให้ระบุตัวตนของแอดมินเพจเหล่านี้ได้ก็คือตำแหน่งที่ตั้งของเพจ ซึ่งก็คือกัมพูชา เนื่องจากในประเทศแห่งนี้มีปฏิบัติการสแกมเมอร์แพร่หลายทั่วประเทศจนเรียกได้ว่าอยู่ในระดับอุตสาหกรรมแล้ว ก็คงไม่แปลกเกินไปนักหากจะคาดเดาว่าปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเท็จก็เป็นส่วนหนึ่งในระบบนิเวศนี้ด้วย

“เคสส่วนใหญ่ที่เราเก็บบันทึกมาได้จนถึงตอนนี้ดูจะเผยให้เห็นเส้นบางๆ ที่คั่นอยู่ระหว่างสแกมเมอร์กับข้อมูลข่าวสารเท็จ” เบเนดิกต์ ฮอฟ์แมน รองผู้แทนระดับภูมิภาคประจำสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UN Office on Drugs and Crime: UNODC) กล่าว “เทคโนโลยีเดียวกันที่เราเห็นได้ทั่วไปในกลุ่มสแกมเมอร์นั้น ก็นำมาใช้ในปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเท็จเพื่อเป็นอีกแหล่งรายได้หนึ่งสำหรับอาชญากรผู้อยู่เบื้องหลังศูนย์สแกมเมอร์พวกนี้เช่นกัน”

รายงานภัยคุกคามเมื่อปี 2568 ของทางเมตา บ่งชี้ถึงโพสต์บนแพลตฟอร์มซึ่งเกี่ยวโยงกับปฏิบัติการสแกมเมอร์ สแกมเมอร์จะโพสต์คอนเทนต์โดยแสร้งว่าตนเป็นเพจทางการของรัฐบาล รวมถึงของรัฐบาลไทยด้วย ตามข้อมูลในรายงานดังกล่าว จนถึงตอนนี้ เมตาได้กำจัดแอคเคาท์กว่า 6,400 แอคเคาท์บนเฟซบุ๊กที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์

 

แพลตฟอร์มกำลังรับมืออย่างไรบ้าง

เพจห้าสิบเพจที่ทีมงาน HaRDstories เข้าไปสืบค้นนั้น เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเดียวกันอย่างชัดเจน ซึ่งในบางครั้งก็จะมีการโพสต์คอนเทนต์ที่มีเนื้อหาเหมือนกันทุกประการบนหลายเพจ นี่นับว่าละเมิดแนวทางมาตรฐานชุมชนของเมตา ว่าด้วย พฤติกรรมร่วม​กันในการสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวตน (coordinated inauthentic behaviour) หรือก็คือการที่แอคเคาท์หลายแอคเคาท์ ซึ่งดำเนินการโดยบุคคลเดี่ยวๆ หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หลอกลวงและเผยแพร่คอนเทนต์ข่าวสารที่เป็นเท็จให้กับผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์ม

ทีมงาน HaRDstories ได้พูดคุยกับตัวแทนจากเมตา เกี่ยวกับความพยายามของบริษัทในการรับมือกับปัญหานี้ รายงานภัยคุมคามเมื่อไม่นานมานี้ ของเมตา ยอมรับว่าเครือข่ายเหล่านี้ทำงานอยู่จริงในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา แต่ทางบริษัทไม่ยินยอมที่จะเปิดเผยว่าใครอยู่เบื้องหลังเครือข่ายนั้น หรือเปิดเผยว่าทางบริษัทยังคงเฝ้าจับตาดูเพจที่ทาง HaRDstories ถามถึงอยู่หรือเปล่า

หลังจากที่ทางเราได้ส่งคำเตือนไปยังเมตา เพจบางส่วนที่เราสืบค้นอยู่ก็ถูกลบออกไปจากแพลตฟอร์ม

รายงานพิเศษเมื่อปีที่แล้วของสำนักข่าวรอยเตอร์สเปิดเผยว่า บริษัทเมตา คาดคะเนไว้ว่ากว่า 10% ของรายได้ทั้งหมดในปี 2567 ของบริษัท หรือก็คือราว 5.33 แสนล้านบาท มาจากค่าโฆษณาของสแกมเมอร์และสินค้าต้องห้ามต่างๆ

 

เหตุใดแค่การจับผิดข่าวปลอมถึงยังไม่พอ

กลยุทธ์ที่เห็นได้ซ้ำๆ ในเว็บข่าวปลอมก็คือการใช้คอนเทนต์ที่สร้างขึ้นโดยเอไอ ภาษาที่ผิดธรรมชาติและภาพที่ดูสมจริงจนเกินไปคือเบาะแสที่ชัดเจนที่สุด และโปรแกรมตรวจจับเอไอ ก็สามารถช่วยระบุคอนเทนต์เอไอที่แสร้งว่าเป็นภาพถ่ายของจริงได้ด้วย

ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปเช็ค “ความโปร่งใสของเพจ” (Page Transparency) และข้อมูลโฆษณาของเพจแต่ละเพจเพื่อดูว่าใครคือผู้ดำเนินการเพจและเพจนั้นมาจากประเทศใดได้ เช่นเดียวกัน ส่วนของข้อมูลโฆษณาก็เผยให้เห็นได้ด้วยว่าแท้จริงแล้วเพจดังกล่าวกำลังผลักดันอะไรอยู่

ทว่าการจับผิดข่าวปลอมไม่ได้แปลว่าคุณจะมีภูมิคุ้มกันต่อมัน กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการของโคแฟค ให้สัมภาษณ์กับ 101.World ว่า อย่าสรุปข่าวปลอมที่เห็นเป็นสิ่งที่ไม่พิษมีภัย

เธอกล่าวกับ 101.World ว่า เนื้อหาที่คนหนึ่งมองข้ามเพราะคิดว่าเป็นเอไอ อาจจะยังสามารถโน้มน้าวคนอื่นได้ ทั้งนี้เพราะกลุ่มผู้ชมแต่ละคนมีความเข้าใจไม่เหมือนกัน ยิ่งชมซ้ำก็ยิ่งเพิ่มความอันตราย

“การทำงานของข้อมูลบิดเบือนคือมันพยายามทำให้เราเห็นผ่านตาซ้ำๆ จากหลายที่” กุลธิดากล่าว “แม้ตอนแรกเราจะรู้ว่าเป็นเอไอ แต่เมื่อเวลาผ่านไปหรือบริบทเปลี่ยน ความทรงจำอาจทำให้เราสับสนจนคิดว่าเป็นความจริงได้”

ณัฐกร ปลอดดี ผู้ดำรงตำแหน่งบรรณาธิการพิสูจน์ข้อมูลดิจิทัลประจำสำนักข่าว AFP มาเป็นเวลาหกปี มองว่าข่าวปลอมเป็นเหมือน ‘ข่าวแพร่ระบาด’ (infodemic) เมื่อข้อมูลข่าวสารเท็จแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วในช่วงวิกฤต

“ถ้าหากเราไม่สามารถจัดการกับเรื่องเท็จในวันนี้ได้ อีกสิบปีให้หลังผู้คนก็จะหันกลับมามองเหตุการณ์เดียวกันนี้ผ่านเลนส์อีกเลนส์หนึ่งโดยสิ้นเชิง” เขากล่าว “หากเป็นเช่นนั้นแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับสังคมของเราล่ะ”

เคน จี เวเบอร์ เป็นนักข่าวสัญชาติไทย-ออสเตรีย เขารายงานเกี่ยวกับปัญหาที่ถูกมองข้ามในประเทศไทย งานเขียนของเขาได้รับแรงบันดาลใจจากเสียงของคนในท้องถิ่นที่พยายามปกป้องสิทธิของตนเองและสิ่งแวดล้อม

ณิชา เวชพานิช นักข่าวประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ ติดตามประเด็นสังคมผ่านมุมมองด้านสิทธิและชีวิตผู้คน เธอเคยทำงานกับสำนักข่าวท้องถิ่นภายใต้ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม

More Features

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.