สื่อเมียนมาลี้ภัยในประเทศไทย: วิชาชีพสื่อที่ยังรอการยอมรับ

โบ เท็ต ทุน ดูคลิปเหตุการณ์การประท้วงต่อต้านรัฐประหาร 2021 ในเมียนมาที่ตนถ่ายเอง ซึ่งคลิปดังกล่าวกลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้โบต้องลี้ภัยมายังประเทศไทยในเวลาต่อมา ภาพ : วิศรุต วีระโสภณ / HaRDstories

เมื่อเสรีภาพสื่อกลายเป็นสิ่งต้องห้ามในเมียนมา กลุ่มสื่ออิสระจึงต้องลี้ภัยมายังประเทศไทย แต่พวกเขาก็ยังต้องหลบซ่อนตัวในเงามืด และทำทุกอย่างเพื่อรายงานความจริงที่ถูกปิดกั้นในประเทศบ้านเกิดของตน

 

“ฉันรู้ว่าอาชีพนี้เปรียบเสมือนเป็นกองเพลิง แต่ฉันก็เลือกที่จะทำอาชีพนี้ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อประเทศชาติ มันคุ้มค่าที่จะทำเพื่อผู้คนรุ่นต่อไป” 

ภายในห้องเช่าขนาดเล็กแห่งหนึ่งในตัวเมืองกรุงเทพ “เอ” เล่าถึงเหตุผลที่เขาตัดสินใจเลือกอาชีพสื่อมวลชน จากเดิมที่เขามีอาชีพเป็นครูในเมียนมา จนกระทั่งเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ซึ่งทำให้เขาและชาวเมียนมาอีกหลายคนเข้าร่วมขบวนการอารยขัดขืนหยุดงานทั่วประเทศ หรือที่เรียกว่า “Civil Disobedience Movement” (CDM)

“เอ” ถูกออกหมายจับในเวลาต่อมา เนื่องจากบทบาทในการต่อต้านรัฐประหารครั้งนั้น เขาต้องละทิ้งความฝันในอาชีพครู หลบซ่อนตัวอยู่ตามสถานที่ต่างๆ จากเมืองทวายขึ้นมาที่เมืองย่างกุ้ง ก่อนเดินทางขึ้นเหนือมาที่รัฐกะเหรี่ยง จากนั้นจึงข้ามพรมแดนมายัง จ.เชียงใหม่ ประเทศไทย ปัจจุบันเขาทำงานให้กับสื่อเมียนมาชื่อว่า Dawei Watch เพื่อนำเสนอสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศบ้านเกิดให้ประชาคมโลกได้รับทราบ พร้อมๆ กับต้องหลบซ่อนตัวจากเจ้าหน้าที่ของไทยในเวลาเดียวกัน

“งานนักข่าวเป็นงานที่อันตราย นักข่าวหลายคนเสี่ยงชีวิตเพื่อรายงานความจริง แต่ฉันต้องทำงานนี้ คณะรัฐบาลทหารจะได้ไม่สามารถโกหกต่อประเทศอื่นๆ ได้อีกต่อไป จะไม่มีใครยอมรับพวกเขาอีกต่อไป” เอ ให้สัมภาษณ์ HaRDstories โดยเขาขอให้ผู้สื่อข่าวปกปิดชื่อจริงของเขา เพราะกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย

นอกจากเอแล้ว ยังมีสื่อมวลชนอีกจำนวนมากที่ต้องย้ายตัวเองออกมาอยู่ภายนอกประเทศ ทั้งไทย อินเดีย และประเทศอื่นๆ ท่ามกลางการปราบปรามและคุกคามเสรีภาพสื่ออย่างหนักภายใต้ระบอบรัฐบาลทหารเมียนมา ที่พยายามกดดันให้สื่อมวลชนในประเทศรายงานข่าวเฉพาะในสิ่งที่ทางการเห็นชอบเท่านั้น 

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน เมียนมาเปรียบเสมือนเป็นอีกหนึ่ง “หลุมดำ” ในแง่เสรีภาพการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร รายงานจาก Committee to Protect Journalists ระบุว่าในปี 2023 ที่ผ่านมา เมียนมามีนักข่าวที่ถูกจำคุกอยู่ถึง 43 คน มากที่สุดในโลก โดยเป็นรองแค่ประเทศจีน ขณะที่สื่อมวลชนอีกจำนวนมากถูกดำเนินคดี โดย Federation of Journalists รายงานว่ามีนักข่าวอย่างน้อย 176 คนถูกจับกุมตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รัฐประหารเป็นต้นมา และเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่อีกอย่างน้อย 4 ราย

ขณะเดียวกัน สื่อชาวเมียนมาที่อพยพมายังประเทศไทยมีตัวเลือกในการทำงานไม่มากนัก ถึงแม้บางคนจะได้รับโอกาสทำงานสื่อมวลชนต่อไป หรือเปลี่ยนสายอาชีพมาทำงานสื่อต่อไปแบบเอ แต่การเป็นสื่อมวลชนเมียนมาในประเทศไทยก็ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายนัก เอกับเพื่อนร่วมอาชีพอีกหลายคนประสบกับความท้าทายในการรายงานข่าวและปรับตัวกับชีวิตในต่างแดน  อีกทั้งยังเผชิญปัญหาทางการเงิน ความปลอดภัยในการทำงาน การไร้หลักประกันทางกฎหมาย และผลกระทบทางจิตใจอย่างต่อเนื่อง 

“อาชีพของนักข่าว ก็เหมือนเป็นแมงเม่าท่ามกลางภัยอันตรายต่างๆ นั่นแหละ” เอพูดเปรียบเปรย

ความฝันที่แตกสลาย

ณ หมู่บ้านจัดสรรที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากในตัวเมือง มีบ้านพักหลังหนึ่งที่ดัดแปลงให้เป็นออฟฟิศขนาดย่อมของสื่อท้องถิ่นเมียนมาในชื่อว่า Delta News Agency หรือ DNA

สำนักข่าวดังกล่าวมีทีมงานทั้งหมด 18 คน คอยรายงานข่าวสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมา โดยมีนักข่าวที่ยังฝังตัวอยู่ในเมียนมาและเขตแนวชายแดนไทย-เมียนมา ซู มอน (Hsu Mon) ก่อตั้งสำนักข่าวนี้มาตั้งแต่ปี 2018 ด้วยความฝันที่อยากเห็นเมียนมามีสื่ออิสระท้องถิ่นแบบในประเทศประชาธิปไตยอื่นๆบ้าง นอกจากนี้ เธอกับสามีซึ่งเป็นนักข่าวเหมือนกันยังมีความฝันอยากมีลูกและสร้างครอบครัวด้วยกันหลังแต่งงานอีกด้วย 

ความฝันเหล่านั้นต้องแตกสลายลงพร้อมกับรัฐประหารในปี 2021 ซู มอนมีชะตากรรมไม่ต่างจากนักข่าวอีกหลายคน เธอถูกออกหมายจับโดยรัฐบาลทหารเมียนมา สำนักงานใหญ่ในพื้นที่อิรวดีถูกปิดลง ซู มอนพร้อมกับทีมงานต้องอพยพตัวเองมาอยู่ที่รัฐกะเหรี่ยง ก่อนข้ามมาตั้งหลักอยู่ที่ฝั่งประเทศไทย และดำเนินงานกองบรรณาธิการต่อจากออฟฟิศในหมู่บ้านจัดสรรแห่งนี้

ในช่วงที่ลี้ภัยอยู่ในไทยนี้เอง ซู มอนยังสูญเสียลูกในท้องของเธออีกด้วย เพราะเธอต้องเดินทางหลบหนีข้ามชายแดนขณะยังท้องอ่อน เมื่อมาถึงฝั่งไทย ซู มอนเริ่มมีอาการปวดท้อง จนกระทั่งพบว่าแท้งลูก จึงไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดตาก แต่ก็มิได้รับการรักษามากเท่าที่เธอคาดหวัง 

“หมอให้แค่ยาแก้ปวด แล้วบอกให้ฉันมาใหม่วันหลัง” ซู มอนเล่า

ในฐานะผู้นำองค์กร เธอต้องรับผิดชอบและคอยดูแลความปลอดภัยของลูกทีมที่เกาะติดสถานการณ์ความไม่สงบทั้งในเมียนมาและตามแนวชายแดน ขณะเดียวกัน ชีวิตลี้ภัยในไทยทำให้เธอกดดันและเครียดตลอดเวลา ด้วยความกลัวว่าจะถูกตำรวจจับ เนื่องจากเธอไม่มีสถานะทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ 

“ฉันเป็นกังวลทุกครั้งเวลาที่ใครออกไปข้างนอก ฉันเคยถูกตำรวจขอตรวจ 2 ครั้ง และในทุกครั้งฉันต้องจ่ายเงินให้พวกเขาเพื่อแลกกับการปล่อยตัว”

ปัญหาเรื่องสถานะทางกฎหมายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สื่อมวลชนเมียนมาหลายคนกล่าวถึงในการสัมภาษณ์ ทั้งนี้ ถึงแม้ประเทศไทยไม่มีกฎหมายที่บังคับให้สื่อมวลชนต้องจดทะเบียนหรือขอใบอนุญาตจากใคร แต่ในกรณีผู้ทำอาชีพสื่อมวลชนซึ่งเป็นชาวต่างชาติ ต้องมีวีซ่าสื่อมวลชนโดยเฉพาะที่ออกโดยกระทรวงต่างประเทศเท่านั้น ซึ่งมีกระบวนการที่ซับซ้อน และบางคนขอวีซ่าไม่ได้เพราะเดินทางเข้าไทยด้วยช่องทางธรรมชาติ

ข้อจำกัดนี้ทำให้สื่อมวลชนเมียนมาที่ลี้ภัยในไทยจำนวนมากไม่กล้าแสดงตัวหรือใช้ชีวิตอย่างเปิดเผย เนื่องจากกลัวว่าจะถูกดำเนินคดีในข้อหาทำงานไม่ตรงกับประเภทวีซ่า หรือเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย โดยในขณะนี้ กลุ่มสื่อมวลชนเมียนมามีสถานะทางวีซ่าต่างกันไป เช่น มีวีซ่าเป็นแรงงานต่างด้าว หรือที่เรียกว่า “บัตรชมพู” (อย่างเช่นเอจาก Dawei Watch) บางคนต้องใช้วีซ่านักศึกษาไปพลางก่อน ขณะที่บางคนไม่มีสถานะใดๆเลย 

“ฉันจะสามารถอยู่ในประเทศไทยได้นานแค่ไหน ถึงจะใช้ชีวิตอย่างไรให้ถูกกฎหมาย” เอถามดังๆ 

 

ความท้าทายในวิชาชีพ

อีกความยากลำบากหนึ่งของสื่อมวลชนลี้ภัยในไทย คือการรายงานข่าวที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมาจากภายนอก  

ซู มอนเล่าถึงสถานการณ์ที่ท้าทายอย่างมากในการติดต่อแหล่งข่าวในพื้นที่ เนื่องจากในขณะนี้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชาชนในประเทศเมียนมาถูกจำกัด มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตแค่เพียงในเมืองใหญ่ อย่างเช่น ย่างกุ้ง มัณฑะเลย์และเนปิดอว์ อีกทั้งผู้คนส่วนใหญ่ก็หลีกเลี่ยงการพูดคุยกับสื่อมวลชน เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย ทำให้การยืนยันและตรวจสอบข้อมูลก่อนการรายงานข่าวของสื่อมวลชนเมียนมาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

“เราเจอความยากลำบากในการรายงานข่าวชิ้นหนึ่งที่ต้องใช้เวลานาน เพราะเราต้องยืนยันและติดต่อกับแหล่งข้อมูล การเป็นนักข่าวในเมียนมามีความเสี่ยงมากมาย นั่นเป็นเหตุผลที่นักข่าวพม่าตัดสินใจลาออกจากอาชีพของตนเอง” เธออธิบาย

ซู มอนยังสังเกตเห็นจำนวนของสื่อมวลชนเมียนมาที่ลดลง จากเงื่อนไขการอพยพออกจากประเทศ ความอยู่รอดในประเทศอื่นๆ รวมทั้งการต้องหาเลี้ยงครอบครัว องค์กรสื่อเมียนมาต้องพึ่งพิงแหล่งทุนสนับสนุนหรือการรับบริจาคเป็นหลัก เพราะไม่สามารถหารายได้จากการโฆษณาและรูปแบบธุรกิจแบบที่เคยทำมาอีกต่อไป ด้วยสถานการณ์ความไม่สงบในปัจจุบัน

โต ซอ แลท (Toe Zaw Latt) เป็นเลขาธิการของสภาการสื่อมวลชนอิสระแห่งเมียนมา หรือ Independent Press Council Myanmar (IPCM) สมาคมวิชาชีพสื่อที่ก่อตั้งขึ้นมาไม่นานมานี้เพื่อรวบรวมกลุ่มสื่อมวลชนเมียนมาที่ดำเนินการอยู่นอกประเทศเมียนมา พวกเขามีเครือข่าย 38 องค์กรสื่ออยู่ในประเทศไทย เป้าหมายหลักคือการปกป้องความปลอดภัยของนักข่าวเมียนมา และติดตามการดำเนินงานของสื่อมวลชนเมียนมาพลัดถิ่น เขายืนยันอีกหนึ่งเสียงว่าในขณะนี้สื่อหลายแห่งทำได้เพียงแค่พึ่งพาแหล่งทุนจากต่างประเทศ ซึ่งทำให้เขามีความกังวลไม่น้อย

“เราไม่มีรายได้จากการโฆษณาอีกต่อไปแล้ว จึงต้องอาศัยการบริจาคจากต่างประเทศนั่นเป็นสิ่งที่อันตรายมาก” โต ซอ แลท กล่าว “ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่จะรักษาสื่อและเงินทุน หากพวกเขาต้องการให้เมียนมามีประชาธิปไตย พวกเขาต้องรักษาสื่ออิสระให้ได้”

สื่อมวลชนเมียนมาหลายคนระบุว่าพวกเขาต้องการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นในเมียนมา เพื่อให้ประชาคมโลกได้รับทราบถึงความโหดร้ายของรัฐบาลทหารเมียนมาที่กระทำต่อประชาชน ดังนั้นพวกเขาจึงยืนยันที่จะทำหน้าที่ต่อไป ท่ามกลางความท้าทายในความปลอดภัยและรายได้ 

“ประชาธิปไตยจะสูญสลายไปหากไม่มีสื่ออิสระ นั่นเท่ากับว่าไม่มีใครให้ความจริง” โต ซอ แลท กล่าว พร้อมเปรียบเทียบด้วยว่าเมียนมาเคยมีดัชนีเสรีภาพสื่อที่ดีกว่าประเทศไทย โดยก่อนรัฐประหารในปี 2020 World Press Freedom Index ของเมียนมาอยู่อันดับที่ 139  ในขณะที่ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 140 แต่ล่าสุดในปี 2024 World Press Freedom Index ของเมียนมากลับร่วงไปอยู่อันดับที่ 171 จาก 180 ประเทศทั่วโลก

ด้าน ซู มอน ก็ระบุว่าตนมีความตั้งใจในการทำอาชีพสื่อมวลชน Delta News Agency ต่อไป สำนักข่าวดังกล่าวผลิตคอนเทนต์จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นวิดีโออธิบายเหตุการณ์ข่าวรายวัน วิดีโอขนาดยาว บทสัมภาษณ์ในรูปแบบวิดีโอ บทความข่าว ภาพเล่าเรื่อง ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ  ทั้ง  Facebook, IG, Telegram, Youtube, website ฯลฯ

“เราต้องการการสนับสนุนจากนานาชาติ” ซู มอนกล่าวถึงแรงผลักดันในอาชีพ “ข้อมูลมีความสำคัญมากในประเทศของเราตอนนี้ ประชาชนต้องการข้อเท็จจริงเพื่อใช้ในการตัดสินใจในชีวิตของพวกเขา ถ้าไม่มีสื่ออิสระชาวเมียนมาจะไม่สามารถตัดสินใจเพื่อสิทธิและชีวิตของพวกเขาได้”

 

จาก 1988 ถึง 2021 

ณ ทาวน์โฮมสองชั้นที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองแห่งหนึ่งของประเทศไทย ชายหนุ่มตัวเล็กผิวคล้ำที่ครอบครัวของเขามาจากรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา ต้องอพยพและหอบเอาความฝันในการอยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์มาด้วยในประเทศไทย ภายในบ้านของเขาที่อาศัยอยู่กับภรรยา เต็มไปด้วยรางวัลและเรื่องราวที่ล้วนเกี่ยวข้องกับการทำภาพยนตร์ของเขา หนังสั้นเรื่องหนึ่งของเขามีชื่อว่า Dancing in the Dark เป็นหนึ่งในเรื่องราวของภาพยนตร์ Broken Dream ที่นำเสนอ 9 เรื่องราวความฝันที่พังทลายลงใน 2 ปีหลังรัฐประหาร

โบ เท็ต ทุน (Bo Thet Htun) กำลังนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์  เขาตัดสินใจกลับมาทำงานประจำในตำแหน่งโปรดิวเซอร์ ให้กับสื่อมวลชนอย่าง DVB (Democratic Voice of Burma) เพื่อสะสมเงินทุนในการทำตามความฝันของเขา นั่นคือการได้มีโอกาสกลับไปทำงานเป็นผู้กำกับอีกครั้ง

“ฉันจะผลิตสารคดีและภาพยนตร์ให้มากที่สุด แล้วฉันจะกลับมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์อีกครั้ง” เขาให้สัมภาษณ์ “ถ้าไม่มีภาพยนตร์ ฉันก็ไม่อยากทำงานอย่างอื่นแล้ว”

โบเล่าย้อนถึงวันที่เกิดรัฐประหารในเมียนมาให้ผู้สื่อข่าวฟัง พร้อมกับโชว์วิดีโอฟุตเทจที่เขาทำงานให้กับสำนักข่าว Al Jazeera  หนึ่งในฟุตเทจดังกล่าวแสดงให้เห็นช่วงที่เขากำลังถ่ายวิดีโอตำรวจปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ตำรวจสังเกตเห็นว่าเขาถ่ายวิดีโออยู่บนชั้นดาดฟ้า ทำให้ทางการเมียนมาพยายามตามล่าตัวเขา เป็นสาเหตุที่เขาต้องมาลงเอยใช้ชีวิตลี้ภัยที่ประเทศไทย

“ฉันเกือบจะถูกจับอย่างน้อย 2 ครั้ง เลยย้ายมาประเทศไทย” โบกล่าว “การใช้ชีวิตในประเทศไทยปลอดภัยกว่าเมียนมา แต่ที่นี่ไม่ใช่บ้านฉัน ดังนั้น การดำรงชีวิตจึงเต็มไปด้วยความยากลำบาก”

โบป่วยเป็นโรคหมอนรองกระดูกเสื่อม ทำให้เขาไม่สามารถนั่งทำงานได้เป็นเวลานาน รวมทั้งการไม่ได้รับการรักษาที่ดีอย่างเพียงพอในประเทศไทย จึงทำให้เขารอวันที่จะได้กลับไปรักษาที่ประเทศเมียนมา ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังตั้งใจที่จะทำงานเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยภาพยนตร์ ในตำแหน่งงานของเขากับ DVB เขารับผิดชอบโครงการให้ทุนผลิตสารคดีแก่นักข่าวพลเมืองในเมียนมา

“ภาพยนตร์สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้นะ” โบยืนยัน “แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องยาก แต่เราจะทำไปเรื่อยๆ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศของเรา มีคนทำสื่อมากมายที่กำลังสร้างสรรค์และนำเสนอเรื่องราว ความเปลี่ยนแปลงจะมาในไม่ช้านี้อย่างแน่นอน”

ในขณะเดียวกันรัฐบาลทหารเมียนมาก็พยายามที่จะหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงผ่านรูปแบบสื่อภาพยนตร์ ยกตัวอย่างเช่นเมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา ชิน แดเว หนึ่งในผู้สร้างภาพยนตร์สารคดีรุ่นบุกเบิกของเมียนมา ถูกศาลเมียนมาตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาก่อการร้าย

สำหรับโบ สิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมาขณะนี้ ทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่เมื่อเดือนสิงหาคม 1988 ซึ่งเรียกทั่วไปว่า “การลุกฮือ 8888” ในครั้งนั้นนักกิจกรรมและสื่อมวลชนจำนวนมากต้องหลบหนีออกจากประเทศจำนวนมากเช่นกัน เกิดเป็นชุมชนสื่อลี้ภัยในไทยและประเทศอื่นๆ  

“[การลุกฮือ] ที่เกิดขึ้นในปี 1988 และ 2021 สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลเผด็จการทำเหมือนกันคือการพยายามปิดปากนักข่าวรวมทั้งผู้สร้างภาพยนตร์” โบกล่าวสรุป

สำนักข่าว Mizzima เป็นหนึ่งในสื่อเมียนมาที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงการลุกฮือ 8888 เพื่อนำเสนอข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมาภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารในอดีต จนกระทั่งย้ายสำนักงานมาประจำในไทยเพื่อความปลอดภัย ซอ มินต์ (Soe Myint) หนึ่งในผู้ก่อตั้งสำนักข่าวดังกล่าว ระบุว่าขณะนี้มีพนักงานรวมประมาณ 140 คน 

ในขณะที่ซอ มินต์ มองเห็นความคล้ายกันระหว่างเหตุการณ์เมื่อปี 1988 กับในปัจจุบัน เขาก็มองเห็นความแตกต่างบางประการเช่นกัน 

“ในปี 1988 เมื่อเราก่อตั้ง Mizzima เราไม่มีแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ตอนนี้ด้วยแพลตฟอร์มมัลติมีเดียที่ส่งผลต่อผู้คนนับล้านทั้งในและนอกประเทศ และด้วยกำลังคนหนุ่มสาวที่มีทักษะและความกระตือรือร้น แน่นอนว่าตอนนี้ฉันมีความหวังมากกว่าตอนปี 1988”

แม้ว่ารัฐบาลทหารเมียนมาจะใช้ความพยายามในการควบคุมและปราบปรามสื่อ แต่ซอ มินต์ก็กล่าวว่าสื่ออิสระในเมียนมายังคงทำงานของตัวเองต่อไป ไม่ว่าจากที่ไหนบนโลกใบนี้ พวกเขาทำงานทั้งในพื้นที่ที่ถูกควบคุมโดยทหาร ทำงานในพื้นที่กองกำลังท้องถิ่น และทำงานจากต่างประเทศ

“สื่อเมียนมาต้องเพิ่มทักษะวิชาชีพให้ตัวเอง” ซอ มินต์กล่าว “แม้ว่าพวกเขาจะมีความท้าทายและข้อจำกัดในแง่ของทรัพยากร แต่พวกเขาพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อเพิ่มคุณภาพการทำรายงานข่าวเชิงสืบสวน”

ในสนามการแข่งขันของสื่อเมียนมาในปัจจุบันนั้น สื่ออิสระต้องทำการต่อสู้ด้านข้อมูลกับสื่อจากฝั่งรัฐบาลทหารที่พยายามบิดเบือนข้อมูล และเผยแพร่การโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) แต่ด้วยกำลังของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจเทคโนโลยีมากกว่า ซอ มินต์มีความหวังและเขาเชื่อว่าสื่อเมียนมาตอนนี้ต้องให้โอกาสกับนักข่าวรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น

“ฉันไม่มีคำแนะนำเพราะว่าพวกเขาทำได้ดี” ซอ มินต์กล่าวถึงนักข่าวรุ่นใหม่ “พวกเขารู้ว่าต้องการอะไรและกำลังทำอะไรอยู่ แม้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ง่ายดายสำหรับคนทำสื่ออิสระ แต่เราจำเป็นต้องทำ เราต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเราและทำงานต่อไป”

‘เราแค่ต้องการนำเสนอความจริง’

ทั้งเอ ซู มอน โบ เท็ต ทุน รวมทั้งนักข่าวเมียนมาเกือบทุกคนที่ทำอาชีพสื่อมวลชนในประเทศไทย ต่างไม่สามารถแสดงสถานะว่าตัวเองเป็นสื่อมวลชนได้ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมาย พวกเขาเลือกใช้สถานะอื่นในการดำรงอาชีพนี้ ไม่ว่าจะเป็นสถานะแรงงานข้ามชาติ สถานะนักเรียน-นักศึกษา เพื่อเป็นใบเบิกทางให้สามารถอยู่ในประเทศไทยได้อย่างถูกกฎหมาย ขณะที่ตัวแทนของ Independent Press Council Myanmar เสนอข้อเรียกร้องนี้ต่อรัฐบาลไทยว่า

“สิ่งที่เราต้องการคือพวกเขาควรอนุญาตให้เราทำงานรายงานข่าว เพราะประชาชนทั้งฝั่งไทยและเมียนมาต้องการข้อมูล” โต ซอ แลท กล่าวให้สัมภาษณ์ “พวกเราไม่ต้องการการสนับสนุนฝ่ายใด ขอให้เราได้ทำงานข่าวของเราก็พอแล้ว”  

โต ซอ แลท ยังได้ยกตัวอย่างถึงประโยชน์ที่ฝ่ายไทยจะได้รับอีกว่า ในประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาอยู่เกือบ 2 ล้านคนจึงไม่มีทางที่รัฐบาลไทยจะสามารถสื่อสารนโยบาย กฎระเบียบให้กับชาวเมียนมาได้อย่างทั่วถึง ดังนั้น สื่อเมียนมาในประเทศไทยสามารถอุดช่องว่างเหล่านี้ได้ รวมทั้งประชาชนไทยและรัฐบาลยังได้รับข้อมูลถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมาอีกด้วย

อย่างไรก็ดีโต ซอ แลท มองว่ารัฐบาลไทยยังมีความกังวลในการสนับสนุนสื่ออิสระลี้ภัยของเมียนมา ซึ่งเขาเดาว่าคงเป็นเพราะรัฐบาลไม่อยากเสียความสัมพันธ์อันดีกับกองทัพเมียนมา 

ในเรื่องนี้ ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ให้ความสนใจประวัติศาสตร์การเมืองและสังคมเมียนมาสมัยใหม่ ได้แสดงความคิดเห็นว่ารัฐบาลไทยควรมองเรื่องนี้ให้มากกว่าประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่เป็นเรื่องของมนุษยธรรม ที่ช่วยเหลือสื่อมวลชนให้ได้ทำงานของพวกเขาและประชาชนเมียนมาจะได้รับข่าวสารในประเทศของตนเอง

“มันไม่มีอะไรที่เป็นความถูกต้อง 100% แต่ถ้าเราเห็นแก่มนุษยธรรม ความยืดหยุ่นคือสิ่งสำคัญที่รัฐไทยควรจะมี มันคือส่วนสำคัญที่จะทำให้ไทยอยู่ในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน”

ลลิตากล่าวเสริมในฐานะคนที่ติดตามสถานการณ์ในเมียนมาอย่างใกล้ชิดว่า เธอยังไม่เห็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างนักข่าวไทยกับเมียนมาอย่างชัดเจน ก่อนที่จะให้ความคิดเห็นว่าสื่อมวลชนไทยยึดติดอยู่กับการพูดคุยกับนักวิชาการ เมื่อรายงานถึงสถานการณ์ในประเทศเมียนมามากเกินไป ทั้งที่พวกเขามีโอกาสในการทำงานร่วมกับสื่อเมียนมาในการได้รับข้อมูลเชิงลึกและทำงานร่วมกันมากขึ้น

นอกจากนี้ในการรับรู้ของภาครัฐ ลลิตาเชื่อว่ารัฐท้องถิ่นต่างรู้ดีถึงการมีอยู่ของสื่อเมียนมาในพื้นที่ของตัวเอง ต่างกับภาครัฐส่วนกลางที่เลือกที่จะเมินเฉยต่อสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งก็ตรงกับข้อมูลที่ มอน มอน ไม (Mon Mon Myat) หัวหน้าสำนักงานข่าว DVB ในประเทศไทย กล่าวให้สัมภาษณ์

“เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลท้องถิ่นไทยมาอย่างยาวนานก่อนปี 2012” มอนเล่าถึงประสบการณ์การทำงานสื่อมวลชนในไทยตั้งแต่ก่อนปี 2012  ที่เมียนมายังไม่ได้มีการเปิดประเทศ “สิ่งที่เราทำคือเราจะไม่ฝ่าฝืนกฎหมายของไทย เราบอกพวกเขาว่าเรามาทำงานเป็นสื่อ เพื่อส่งสารเหล่านี้ไปถึงประชาชนของเรา”

เช่นเดียวกับสื่อเมียนมาลี้ภัยอื่นๆ ในไทย DVB มิได้แสดงตัวอย่างโจ่งแจ้งนัก สำนักงานของพวกเขาตั้งอยู่ภายในสถานที่คล้ายโกดังในเขตปริมณฑลของจังหวัดแห่งหนึ่ง มอนอธิบายว่ารัฐบาลท้องถิ่นของไทยไม่ได้ต้อนรับหรืออำนวยความสะดวกสื่อมวลชนลี้ภัยอย่างพวกเขา ทางการเพียงแค่ทำหน้าที่ในการจับตาดูอยู่ห่างๆ พูดง่ายๆ คือ ตราบใดที่สื่อเมียนมาไม่ได้สร้างปัญหาให้กับพวกเขา พวกเขาก็จะไม่มีปัญหากับสื่อมวลชน

“ฉันคิดว่าระหว่างสื่อไทยกับเมียนมาควรที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลกันมากกว่านี้ มันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้คนทั้งสองฝั่งหากเราแชร์ข้อมูลร่วมกัน” มอนกล่าวทิ้งท้ายก่อนที่จะกลับไปทำงานของเธอ 

 

ความหวังในเช้าวันใหม่

“เมื่อตื่นมาฉันจะดูข่าวสาร  ฉันสามารถทำงานได้ทั้งวันด้วยกาแฟยามเช้าสักแก้ว ตอนเย็นฉันชอบเดินเล่น วันหยุดฉันชอบนั่งอยู่ในร้านกาแฟหรือนั่งรถไฟไปเยี่ยมเพื่อนๆ” เอ ผู้สื่อข่าวจาก Dawei Watch เล่าเรื่องราวชีวิตประจำวันให้ผู้สื่อข่าวฟัง พร้อมเปรียบเทียบกับชีวิตในเมียนมาที่เขาจากมา

“พอมาอยู่ที่เมืองไทย เราก็ไม่สามารถเดินทางเป็นกลุ่มเหมือนในเมียนมา ฉันไม่สามารถลงไปที่ชายหาดในตอนกลางคืน กินสเต๊กและร้องเพลง ฉันไม่สามารถปีนภูเขาได้อีกต่อไป”

ในปัจจุบัน เอมีรายได้ต่อเดือน 15,000 บาท เขาแบ่งเงินไว้ใช้สำหรับค่าที่พัก 3,000 บาท ค่ากิน 5,000 บาท และส่งเงินให้ครอบครัวของเขา 2,000 บาทในทุกเดือน เขายังคงกังวลอยู่ตลอดว่าถ้าวันหนึ่งเขาเป็นอะไรขึ้นมาจะไม่มีใครดูแลครอบครัว อีกทั้งในเวลานี้เขากำลังหาทางช่วยเหลือน้องชายของเขาออกจากประเทศเมียนมา เพื่อจะได้รอดพ้นจากนโยบายบังคับเกณฑ์ทหาร 

“ถ้าฉันกลับไปเมียนมา ฉันต้องติดคุก ฉันจึงมักบอกพ่อกับแม่ว่าให้ดูแลสุขภาพ และฉันเองก็จะรักษาตัวเองให้แข็งแรง แต่มันไม่ใช่เรื่องง่าย ความรู้สึกโดดเดี่ยวในต่างประเทศกลายเป็นปัญหาสุขภาพสำหรับฉัน”

เอมักเจ็บป่วยบ่อยครั้งจากความเครียดและความวิตกกังวลในการใช้ชีวิต ในขณะที่เขาก็ต้องผลักดันตัวเองให้อยู่รอดในประเทศไทย เอกำลังมองหาโอกาสในการเรียนต่อปริญญาโท รวมทั้งฝึกภาษาอังกฤษให้เก่งขึ้นกว่านี้ ทั้งยังไม่เคยละทิ้งความหวังอันเรียบง่ายของเขา

“ถ้าฉันดื่มกาแฟในตอนเช้าและใช้เวลาที่เหลือทำงาน ฉันก็มีความสุขแล้ว การได้ใช้ชีวิตแบบนั้นคือความฝันของฉัน คนอื่นอาจคิดว่าฉันขี้เกียจ แน่นอนฉันไม่เคยมีความฝันอยากจะอยู่ในตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่เลย ฉันแค่อยากมีความสุขอยู่กับคนที่ฉันรัก”

ขณะที่ซู มอนเองก็มีความฝันอยากนำสำนักข่าว DNA ของเธอกลับไปตั้งถิ่นฐานที่ประเทศเมียนมาอีกครั้ง สำหรับเธอมันคือความจำเป็นที่นักข่าวต้องอยู่ในพื้นที่ ไม่ใช่นอกพื้นที่ เพราะเธอต้องการความแม่นยำ เที่ยงตรงของข้อมูลในการรายงานข่าว รวมทั้งเธอยังต้องการกลับมาภาคภูมิใจกับอาชีพนักข่าวที่เธอตั้งใจทำมันมาตลอดอีกครั้ง

“ฉันเป็นนักข่าวหญิง แต่ตอนนี้ถ้าใครสักคนมาถามฉัน ฉันไม่สามารถบอกได้ว่าฉันเป็นใคร สิ่งเหล่านี้มันกระทบต่อสภาพจิตใจฉันมาก เพราะอาชีพนักข่าวเป็นอาชีพที่ทำให้ฉันภูมิใจ”

ซู มอนกล่าวในตอนท้ายว่าสื่อมวลชนคือหนึ่งในเสาหลักสำคัญของประชาธิปไตย ดังนั้นการได้ทำงานอย่างอิสระจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสื่อมวลชนทุกคน และเธอก็จะยังทำหน้าที่ตรงนี้ต่อไปในฐานะของผู้บริหารสื่อท้องถิ่นที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง

ในขณะที่โบก็ดูมีความสุขเมื่อเขาได้แปลงห้องนอนของเขาเป็นโรงภาพยนตร์ขนาดเล็ก เขาชวนเพื่อนของเขามาดูหนังของตัวเอง กำแพงห้องถูกแปลงเป็นจอฉายหนัง ก่อนที่ฉากหนึ่งใน Dancing in the Dark หนังสั้นของเขากำลังฉายภาพชาวกะเหรี่ยง รวมทั้งตัวเขา วิ่งหลบการโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมาในระหว่างการถ่ายทำสารคดีดังกล่าว เขายังคงมีความหวังว่าจะได้กลับไปทำหน้าที่ผู้กำกับอีกครั้ง 

“ฉันเคยได้รับโอกาสเข้าร่วมโครงการย้ายถิ่นฐานไปประเทศที่สาม เพื่อแลกกับการได้สถานะผู้ลี้ภัย” โบบอกกับผู้สื่อข่าวหลังช่วงเวลาที่เขาฉายภาพยนตร์จบลง “แต่ฉันปฏิเสธโอกาส เพราะอยากอยู่ใกล้ๆ ประเทศเมียนมาเพื่อรอความเปลี่ยนแปลง”

ณฐาภพ  สังเกตุ นักข่าวอิสระ ที่ติดตามเรื่องราวด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย เคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอินเดีย 1 ปี สนใจเรื่องราวของผู้คนชายขอบ

วิศรุต วีระโสภณ ช่างภาพสารคดีและข่าวชั้นนำของไทย  หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาการถ่ายภาพจาก Pohchang Academy of Art ในปี 2017 เขาได้ร่วมงานกับสิ่งพิมพ์ชั้นนำของไทย เช่น นิตยสารสารคาดี, The Momentum และ National Geographic Thailand

More Features

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.