คดีอาญาที่ยืดเยื้อที่สุดคดีหนึ่งของไทย ศาลตัดสินประหารชีวิตชายชาวอุยกูร์ 2 ราย จากเหตุระเบิดศาลท้าวมหาพรหมเอราวัณปี 2558 ด้านทนายจำเลยชี้ให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกันในรูปคดี ครอบครัวผู้เสียชีวิตเผย ยังคงคาใจ ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตี
กรุงเทพฯ – ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาประหารชีวิตชายชาวจีนอุยกูร์ 2 ราย จากกรณีมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดศาลท้าวมหาพรหม เอราวัณ เมื่อปี 2558
ในคดีอาญาที่ยืดเยื้อยาวนานที่สุดคดีหนึ่งของไทย ศาลชั้นต้นตัดสินให้ บิลาล โมฮำเหม็ด (อีกชื่อหนึ่ง อาเด็ม คาราดั๊ก) และยูซูฟู มีไรลี มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจากเหตุระเบิดดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 20 ราย และได้รับบาดเจ็บ 126 ราย ใจกลางเมืองหลวง
เจ้าหน้าที่ทางการไทยและจีนระบุว่า เหตุระเบิดดังกล่าวเป็นการแก้แค้นต่อการที่ทางการไทยส่งตัวชาวอุยกูร์กว่า 100 คนกลับประเทศจีนโดยบังคับ
คำพิพากษาดังกล่าวอ้างอิงจากคำให้การของพยานปากสำคัญกว่า 17 ปาก ซึ่งรวมถึงคนขับรถแท็กซี่ที่ระบุว่าตนเป็นผู้รับส่งผู้ต้องสงสัย พนักงานจำหน่ายซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือ เจ้าของอพาร์ตเมนต์ที่พบสารเคมีสามารถใช้ประกอบวัตถุระเบิด และเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้สืบสวนคดีนี้
โมฮำเหม็ด ยังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ทั้งสองคนถูกสั่งปรับคนละ 1,000 บาท ฐานครอบครองวัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาต และถูกศาลสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1.5 ล้านบาทแก่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ด้านทนายจำเลยเตรียมยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาภายใน 30 วัน
แม้ว่าประเทศไทยจะยังคงมีโทษประหารชีวิต เป็นโทษสูงสุดของคดีอาญา แต่การบังคับใช้จริงนั้นเกิดขึ้นน้อยมาก
ภายหลังการอ่านคำพิพากษา มีไรลี ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ประกอบระเบิด กล่าวขึ้นในห้องพิจารณาคดีที่เนืองแน่นไปด้วยผู้พิพากษา นักข่าวและผู้สังเกตการณ์ ด้วยภาษาไทยสำเนียงต่างชาติ
“ขอไว้อาลัยระบบยุติธรรมไทย ผมไม่ยอมรับคำพิพากษา ผมไม่เคยเห็นหลักฐานชัดเจน” เขากล่าว
ตลอดกระบวนการทางกฎหมายที่ยาวนานนับสิบปี ทั้งมีเอไรลีและโมฮำเหม็ดได้ปฏิเสธข้อกล่าวหามาโดยตลอด พร้อมกล่าวอ้างว่า ถูกทรมาณให้รับสารภาพ คดีนี้ถูกพิจารณาโดยศาลทหารตั้งแต่ปี 2558-2562 ภายใต้คำสั่งพิเศษที่ประกาศใช้ในช่วงที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร (คสช.) ก่อนที่จะถูกโอนย้ายไปยังศาลพลเรือนในเดือนพฤศจิกายน 2562
คำตัดสินของศาลระบุว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ถูกบังคับให้รับสารภาพในปี 2558 โดยอ้างอิงจากคำให้การของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาไทย-อังกฤษ และจากข้อเท็จจริงที่ว่าคดีนี้ได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ชูชาติ กันภัย ทนายความของจำเลย กล่าวว่า ศาลไม่ได้หยิบยกประเด็นที่จำเลยถูกควบคุมตัวในค่ายทหารหลังจากนั้นขึ้นมา
“จำเลยแจ้งต่อศาลว่าถูกทรมาน [ระหว่างอยู่ในการควบคุมตัว] ในศาลทหาร แต่ศาลไม่ได้ระบุเรื่องนี้ไว้ในคำตัดสิน” ชูชาติกล่าว
เขาเสริมว่า คำรับสารภาพอาจถูกปั้นแต่งหรือดัดแปลงได้ โดยชี้ให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องในขั้นตอนการแปลภาษา “ล่ามในการพิจารณาคดีของศาลทหารอ้างว่าใช้เวลาเพียง 45 นาที [ในการแปลคำรับสารภาพ] แต่ [เอกสาร] มีความยาวถึง 8 หน้า ล่ามใช้เวลาแปลหน้าละ 8 นาที – สมเหตุสมผลหรือไม่”
ชายทั้งสองคนถูกควบคุมตัวในค่ายทหาร (มณฑลทหารบกที่ 11 กรุงเทพฯ) เป็นเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษ ก่อนที่จะถูกโอนย้ายมายังสถานที่ควบคุมตัวพลเรือนในช่วงต้นปี 2568 และในเดือนสิงหาคม 2568 คณะทำงานด้านการกักขังโดยพลการของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (WGAD) ได้ลงความเห็นว่าการควบคุมตัวมีไรลีและโมฮำเหม็ด เป็นการกระทำโดยพลการและเลือกปฏิบัติ โดยมีสาเหตุมาจากชาติพันธุ์อุยกูร์ของพวกเขา
สำหรับครอบครัวของผู้เสียชีวิตบางส่วน คำพิพากษานำมาซึ่งความรู้สึกที่หลากหลายและคำถามที่ยังคงค้างคาใจ
“มันผ่านมาสิบปีแล้ว เห็นข่าวขึ้นมาก็สะเทือนใจ” สำราญ เร่งงาน กล่าวในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ HaRDstories ภรรยาของเขา ปราณี เร่งงาน (อีกนามสกุล สีสุวะ) พนักงานบริษัท ได้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดในครั้งนั้น
สำราญและครอบครัวของผู้สูญเสียรายอื่นๆ ไม่ได้รับการแจ้งความคืบหน้าเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมโดยตรงจากเจ้าหน้าที่และอาศัยตามข่าวจากสื่อมวลชน เขายังคงคาใจว่า ชายชาวอุยกูร์เป็นเพียงแพะรับบาปของเครือข่ายอาชญากรรมที่ใหญ่กว่าหรือไม่
“ทุกอย่างยังคงไม่ชัดเจน ผมอยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบทำให้คดีนี้มีความชัดเจน” สำราญกล่าว “ชีวิตประจำวันเราทำงานเหมือนเป็นปกติ แต่มันเป็นตราที่อยู่ในใจตลอดเวลา เขาทำอะไร ทำไมถึงเกิดได้ ผมยังหาคำตอบไม่ได้”
•
•
•
Get our latest stories direct to your inbox.