สิบปีผ่านไป คดีระเบิดศาลพระพรหมใกล้พิพากษา
คดีระเบิดราชประสงค์ที่คร่า 20 ชีวิตบริเวณศาลพระพรหมกลายเป็นคดีอาญาที่ยาวนานที่สุดคดีหนึ่งในไทย หลังผ่านไป 10 ปี ศาลเตรียมพิพากษา
ผู้เชี่ยวชาญยูเอ็นชี้การกักขังชายอุยกูร์สองคนที่ตกเป็นจำเลยมือระเบิดตลอดสิบปีที่ผ่านมาเข้าข่าย “กักขังหน่วงเหนี่ยวและเลือกปฏิบัติ” นักสิทธิชี้ กระบวนการคดีอาญาสะท้อนให้เห็น “ข้อบกพร่องเชิงระบบ” ในระบบยุติธรรมไทย
- โดย
- HaRDstories
- Published
- 3 min read
กรุงเทพฯ – สิบปีผ่านไป คดีระเบิดศาลพระพรหมเอราวัณปี 2558 ซึ่งคร่า 20 ชีวิตใจกลางกรุงเทพฯ กำลังจะได้รับการตัดสิน จำเลยชาวอุยกูร์สองคนถูกคุมขังมานานกว่าสิบปีในสภาพที่ผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติระบุว่า “ไม่เป็นธรรมและเลือกปฏิบัติ”
ในห้องสืบพยานคดี ศาลอาญากรุงเทพใต้ ยูซูฟู มีไรลี อายุ 36 ปี ดูผอมแห้งในชุดนักโทษสีเหลืองอ่อนและกางเกงสีดำ เมื่อสิบปีก่อน ตอนที่เขาถูกจับกุม ภาพข่าวแสดงให้เห็นชายร่างสูง 180 เซนติเมตรคนนี้ดูแข็งแรงและมีเนื้อมีหนัง แต่หลังจากถูกคุมขังมาสิบปี ตอนนี้เขาดูตัวเล็กและซูบผอม
ชายชาวอุยกูร์สัญชาติจีนอีกคนหนึ่ง “บิลาล โมฮำเหม็ด” (อีกชื่อหนึ่ง อาเด็ม คาราดั๊ก) อายุ 40 ปี มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ชายทั้งสองถูกควบคุมตัวมานานกว่าทศวรรษในคดีอาญาที่ยืดเยื้อยาวนานที่สุดคดีหนึ่งของประเทศไทย
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 เกิดเหตุระเบิดที่ศาลพระพรหมเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์ มีผู้เสียชีวิต 20 และบาดเจ็บมากกว่า 120 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกภาพบุคคลสวมเสื้อยืดสีเหลืองเป็นผู้ทิ้งกระเป๋าในบริเวณไม่นานก่อนเกิดระเบิด
เจ้าหน้าที่ไทยและจีนกล่าวว่า เหตุระเบิดเป็นการแก้แค้นที่ประเทศไทยบังคับส่งชาวอุยกูร์มากกว่า 100 คนกลับไปยังประเทศจีนหลายครั้ง รวมถึงการส่งกลับครั้งหนึ่งก่อนเกิดเหตุระเบิดหนึ่งเดือน เจ้าหน้าที่ระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นการตอบโต้ที่การส่งกลับนี้ไปขัดขวางเครือข่ายค้ามนุษย์ที่ทำกำไรมหาศาล
ในการนัดสืบพยานจำเลยที่ศาลอาญากรุงเทพฯ ใต้เมื่อมกราคมที่ผ่านมา ไม่พบสมาชิกครอบครัวของผู้เสียชีวิตเข้าร่วมสังเกตการณ์ รายงานระบุว่าผู้เสียชีวิต 20 คน ประกอบด้วยชาวไทย 6 คน ชาวมาเลเซีย 5 คน ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ 5 คน ชาวฮ่องกง 2 คน ชาวอินโดนีเซีย 1 คน และชาวสิงคโปร์ 1 คน ซึ่งรวมถึงผู้ดูแลศาลเจ้าและพนักงานออฟฟิศ
พนักงานอัยการตั้งข้อหาทางอาญา 10 กระทงต่อมีไรลีและโมฮำเหม็ดเกี่ยวข้องกับการวางระเบิด หากถูกตัดสินว่ามีความผิด ทั้งสองอาจต้องโทษประหารชีวิต
ในการให้การ มีไรลีและโมฮำเหม็ดปฏิเสธข้อกล่าวหาและระบุว่าเจ้าหน้าที่ไทยและบุคคลที่ดูเหมือนจะเป็นชาวจีนได้ทรมานพวกเขาเพื่อให้รับสารภาพ มีไรลีกล่าวว่า เขาเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยวีซ่าท่องเที่ยว ระหว่างรอเดินทางไปในตุรกีเพื่อศึกษาต่อ โมฮำเหม็ดกล่าวว่า ตอนเกิดเหตุระเบิด เขาพักอยู่ในประเทศไทยชั่วคราวด้วยหนังสือเดินทางปลอมขณะที่รอเดินทางไปมาเลเซียเพื่อทำงาน
10 ปีที่ล่าช้า
คดีนี้ดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและเต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย ในช่วงแรก คดีอยู่ในความดูแลของศาลทหารก่อนที่จะโอนไปยังศาลพลเรือน และมีพยานฝ่ายโจทก์เกือบ 500 คน ก่อนที่ศาลจะให้ลดจำนวนลง นอกจากนี้มีการแต่งตั้งผู้พิพากษาใหม่เพื่อดูแลคดี และมีประเด็นเรื่องหาล่ามชาวอุยกูร์ที่ฝ่ายจำเลยยอมรับเพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างยุติธรรม
เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 มีไรลีให้การในการสืบพยานจำเลย ขณะที่โมฮัมเหม็ดให้การในเดือนธันวาคม 2568 กระบวนการล่าช้าอีกครั้ง โดยศาลได้เลื่อนนัดสรุปเอกสารที่เกี่ยวข้องจากวันที่ 21 มกราคมที่จะถึงนี้ เป็นวันที่ 11 กุมภาพันธ์ เวลา 9.00 น. เนื่องจากอัยการฝ่ายโจทก์ไม่สะดวกในวันดังกล่าว
เนื่องจากเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากสาธารณะ ศาลจะจัดแถลงปิดคดีและคาดว่าจะพิพากษาในช่วงเมษายนปีนี้
“การสืบสวน ดำเนินคดีและพิจารณาคดีของบิลาล โมฮำเหม็ดและยูซูฟู มีไรลี เต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนและได้เปิดเผยให้เห็นถึงข้อบกพร่องเชิงระบบของระบบยุติธรรมทางอาญาประเทศไทย” เทปเปย์ โอโนะ รองประธานสหพันธ์สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (Federation for Human Rights: FIDH) องค์กรประชาสังคมด้านสิทธิกล่าวหลังจากการสอบสวนโมฮำเหม็ดในเดือนธันวาคม
ข้อสรุปยูเอ็น : กักขังโดยพลการ
นับตั้งแต่ถูกจับกุมในเดือนสิงหาคม 2558 ชายอุยกูร์ทั้งสองถูกทางการไทยควบคุมตัวในเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี ซึ่งเป็นเรือนจำชั่วคราวตั้งขึ้นใหม่ในมณฑลทหารบกที่ 11 กรุงเทพฯ เพื่อกักขังผู้เกี่ยวข้องกับคดีความมั่นคงแห่งรัฐ ก่อนที่จะถูกย้ายไปยังสถานที่ควบคุมตัวพลเรือนในปี 2568
คณะทำงานด้านการกักขังโดยพลการของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Working Group on Arbitrary Detention: WGAD) ได้ตรวจสอบข้อร้องเรียนจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับคดีนี้และออกข้อสรุปเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ชี้ว่า การกักขังมีไรลีและโมฮัมเหม็ดเป็นการกักขังโดยพลการและเลือกปฏิบัติด้วยสาเหตุทางเชื้อชาติอุยกูร์ ชายทั้งสองถูกจับกุมโดยไม่มีหมายจับและได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมระหว่างถูกกักขัง ข้อกล่าวหาของกลุ่มสิทธิพุ่งเป้าไปที่ทางการไทยและกัมพูชา โดยทางการกัมพูชามีส่วนเกี่ยวข้องตอนจับกุมมีไรลี
ระหว่างปี 2565-2567 สื่อรายงานว่าทั้งสองคนปรากฏตัวต่อศาลในสภาพย่ำแย่ ระหว่างถูกควบคุมตัวที่เรือนจำชั่วคราวแขวงทุ่งสองห้อง ครั้งหนึ่งพบต้องนั่งรถเข็น ตามคำให้การของพวกเขา พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อญาติหรือใช้เวลาในลานเรือนจำ สุขภาพทรุดโทรมเพราะปฏิเสธที่จะกินเนื้อหมูที่จัดให้ในสถานที่นั้น ซึ่งขัดต่อหลักศาสนาอิสลามที่ถือ
เอกสารของ WGAD ระบุว่า “คณะทำงานกังวลอย่างยิ่งต่อสภาพการควบคุมตัวที่ย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งโมฮำเหม็ดและมีไรลีต้องเผชิญระหว่างการควบคุมตัวอันยาวนาน” พร้อมเสริมว่า “การสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์เป็นหนึ่งในหลักการพื้นฐานของการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม”
กลุ่มสิทธิมนุษยชนชี้ว่า ทางการไทยมักเลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องหาอุยกูร์ มีชาวอุยกูร์เสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังยาวนานในไทยอย่างน้อยห้าราย รวมถึงทารกเกิดใหม่และเด็ก ระหว่างปี 2557-2566
หลังจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนร้องเรียนและสื่อมวลชนให้ความสนใจ มีรายงานว่าจำเลยอุยกูร์ทั้งสองสุขภาพดีขึ้นในปี 2567 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 มีไรลีและโมฮำเหม็ดถูกย้ายตัวจากเรือนจำชั่วคราวทุ่งสองห้องไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขตจตุจักร
