ศาลปกครองระงับการทำเหมืองเขาคูหา จังหวัดสงขลา

ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนประกาศแหล่งหินอุตสาหกรรมเขาคูหา หลัง 29 ปีที่ชาวบ้านต่อสู้จนได้ภูเขากลับมาสู่ชุมชนและธรรมชาติ

ณิชา เวชพานิช/HaRDstories
เครือข่ายพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหาฉลองหน้าศาลปกครองสูงสุด ณ กรุงเทพฯ หลังรับฟังคำพิพากษา ภาพ : ณิชา เวชพนิช/HaRDstories

กรุงเทพฯ – กว่า 900 กิโลเมตรจากอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ครื้น บุญรัตน์ และเพื่อนจากชุมชนรอบเขาคูหาเดินทางมาถึงศาลปกครองสูงสุด ณ กรุงเทพฯ เพื่อร่วมฟังคำพิพากษา ซึ่งมีผลต่อการคืนเขาคูหากลับสู่ธรรมชาติและชุมชนจากการเป็นแหล่งหินอุตสาหกรรม

เขาคูหาที่วันนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมใกล้เมืองสงขลา ได้รับการประกาศให้เป็นแหล่งหินอุตสาหกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2540 โดยกระทรวงอุตสาหกรรมออกประทานบัตรแรกในปี พ.ศ. 2542 ซึ่งอุตสาหกรรมหินปูนในไทยมีอย่างแพร่หลายเพื่อผลิตซีเมนต์และคอนกรีต นอกจากนี้ยังใช้ในการเกษตรและบำบัดน้ำเสียอีกด้วย

 

ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม

นับตั้งแต่เหมืองได้เริ่มทำการ มลภาวะทางอากาศและเสียงระเบิดหินได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมต่อชุมชนเขาคูหาโดยรอบเป็นอย่างมาก เหมืองปิดทำการในปี พ.ศ. 2553 หลังจากการดำเนินการร่วม 11 ปี

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2558 ครื้นและเครือข่ายพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลาได้ยื่นฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาและบริษัท พีรพลมายนิ่ง เป็นเวลาร่วม 9 ปี กว่าคดีจะสิ้นสุดที่ศาลปกครองสูงสุด ซึ่งนั่นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของระยะเวลากว่า 29 ปี ของการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมของเครือข่าย

เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ศาลตัดสินให้เพิกถอนเขาคูหาจากการเป็นแหล่งอุตสาหกรรมหิน ซึ่งครอบคลุมถึงการปกป้องชุมชนเขาคูหาจากการดำเนินการเกี่ยวกับเหมืองในอนาคต

“เป็นวันที่สบายใจที่สุดครับ ก็ถือว่ามันเดินทางมาถูกต้องแล้ว ก็มาทําหน้าที่กันถูกต้องตามระบบ” ครื้น บุญรัตน์ บอกฮาร์ดสตอรี่หลังการพิพากษา “ดีใจที่เขาคูหาได้คืนสู่ธรรมชาติแล้วครับ”

สิทธิการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี

ครื้นอาศัยอยู่ห่างจากเขาคูหาราว 500 เมตร นับตั้งแต่เหมืองเริ่มดำเนินการ เขาได้รับผลกระทบจากปัญหาฝุ่นหินและเสียงระเบิดจากการทำเหมืองส่งผลโดยตรงต่อที่อยู่อาศัยและนาของเขา ไม่ใช่เพียงแค่บ้านของครื้น แต่กว่า 326 หลังคาเรือนทั่งบริเวณก็ได้รับผลกระทบบ้านร้าว ชุมชนจึงเริ่มรวมตัวกันและมีตัวแทน 10 คน เดินหน้าฟ้องผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการเหมือง

คำพิพากษาของศาล ชี้ให้เห็นถึงสิทธิของชุมชนในการอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย และเน้นย้ำถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ศาลยกฟ้องคำขอบางส่วนของผู้ฟ้องคดี ได้แก่ การตั้งกองทุนฟื้นฟูเขาคูตามที่เครือข่ายเสนอแนวทางให้ชุมชนมีส่วนร่วม 

กรณีเขาคูหา มีการดำเนินคดีระหว่างชุมชนกับบริษัทเหมืองอยู่หลายปีและหลายคดี เมื่อปี พ.ศ. 2554 บริษัทเหมืองได้ทำการฟ้องผู้นำชุมชนหลายคน รวมถึงครื้น เรียกร้องค่าเสียหายมากกว่า 60 ล้านบาท แต่ได้ถอนฟ้องในเวลาต่อมา นับว่าเป็นชัยชนะเล็กๆ ของชุมชนเขาคูหา

ในบรรดาคดีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเขาคูหา คำตัดสินของศาลฎีกาในปี พ.ศ. 2558 ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่โดยยอมรับให้มีการชดเชยความเสียหายทางจิตใจของชุมชน (ค่าตกใจ) ซึ่งก่อนหน้านั้น คดีสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่ในไทยจะมีการชดเชยเพียงเรื่องกายภาพเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชุมชนจะได้รับชัยชนะในคดีนี้ แต่บริษัทก็ยังไม่สามารถจ่ายค่าชดเชยเป็นเงินต่อความเสียหายดังกล่าว เนื่องจากสถานะทางการเงินของบริษัท

ในปี พ.ศ. 2563 เอกชัย อิสระทะ ชาวบ้านและหนึ่งในผู้ฟ้องคดีเขาคูหา ถูกข่มขู่คุกคามจากการเคลื่อนไหวคัดค้านการทำเหมืองในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงในภาคใต้ เป็นเหตุการณ์เตือนใจอย่างยิ่งถึงความเสี่ยงที่ผู้ปกป้องสิ่งแวดล้อมต้องเผชิญ เอกชัยชนะคดี โดยศาลสั่งผู้ก่อเหตุให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่เอกชัย

ไม่มีเหมืองอีกต่อไปที่เขาคูหา

ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่าการที่ศาลสั่งเพิกถอนประกาศแหล่งหินอุตสาหกรรมเขาคูหา นับเป็นการคืนเขาคูหาสู่ธรรมชาติอย่างแท้จริง 

คำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดระบุว่าเขาคูหาเป็นแหล่งน้ำซับซึม ซึ่งห้ามการทำเหมืองตามราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560

“สมมุติวันดีคืนดี รัฐบาลอยากจะประกาศให้เป็นแหล่งหินใหม่ก็ประกาศไม่ได้” ส.รัตนมณี พลกล้า กล่าว “เพราะว่าพื้นที่นี้ นอกจากจะถูกเพิกถอนจากการเป็นแหล่งหินแล้ว ในคําพิพากษาได้ชี้ไปแล้วว่ามันเป็นแหล่งน้ำซับซึม ซึ่งตาม พ.ร.บ. แร่กำหนดให้ห้ามทำเหมือง”

รายงานเพิ่มเติมโดย ณิชา เวชพานิช

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.