เมื่อชาวบ้านกะเหรี่ยงในอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ พบว่ามีการอนุมัติโครงการเหมืองถ่านหินใกล้บ้าน แม้พวกเขาไม่มีเอกสารสิทธิที่ดินและไม่มีประสบการณ์ทางกฎหมาย แต่พวกเขาก็ตัดสินใจยื่นเรื่องต่อศาล
อมก๋อย เชียงใหม่ – พรชิตา ฟ้าประทานไพร เติบโตมากับการหากุ้งหาปลาตามลำห้วยเหนือหมู่บ้าน และเก็บผักจากไร่ของครอบครัว ชีวิตในบ้านกะเบอะดินที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางภูเขาป่าไม้ของอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินไปตามจังหวะของมัน จังหวะของฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ฤดูเพาะปลูก และพิธีกรรมในป่าที่เป็นตัวบอกเวลาให้กับชาวกะเหรี่ยงซึ่งอาศัยอยู่ที่นี่มาหลายชั่วอายุคน
เดือนเมษายน ปี 2562 ประกาศจากภาครัฐทำให้ทุกอย่างนั้นสั่นคลอน โครงการเหมืองถ่านหินที่ถูกวางแผนมานานเกือบ 20 ปีกำลังจะเกิดขึ้น และชุมชนเพิ่งได้รับรู้เป็นครั้งแรก
“เขาบอกว่าถ้าเราไม่เห็นด้วยกับโครงการ ให้ไปยื่นหนังสือร้องเรียนไปที่ศูนย์ดำรงธรรมหรือที่ว่าการอำเภอก็จบ” พรชิตากล่าว “ความเข้าใจของเราคือยื่นหนังสือแล้วจบเลย ไม่เคยคิดว่ามันจะยืดเยื้อขนาดนี้”
สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือการต่อสู้ยาวนานเจ็ดปี ทั้งการประท้วง คดีความ และการทำวิจัยโต้แย้งข้อพิพาท จนท้ายที่สุดเรื่องไปถึงศาลปกครองสูงสุดของประเทศไทย และเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ศาลมีคำสั่งยืนตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับผลการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ของเหมืองไว้ ส่งผลให้โครงการต้องหยุดชะงักไปจนกว่าจะมีคำพิพากษาสุดท้าย
คำวินิจฉัยดังกล่าวปฏิเสธคำอุทธรณ์ของ บริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัด ผู้พัฒนาโครงการเหมือง ต่อคำสั่งคุ้มครองในปี 2565 โดยบริษัทไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ
แม้คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด แต่ก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า หมู่บ้านกะเหรี่ยงแสนห่างไกลที่ไม่มีเอกสารสิทธิที่ดินอย่างเป็นทางการแห่งนี้ และแทบไม่มีประสบการณ์ในกระบวนการศาลมาก่อน สามารถหยุดยั้งโครงการเหมืองที่วางแผนมาอย่างยาวนานได้อย่างไร
เหมืองถ่านหินที่วางแผนยาวนานกว่าสองทศวรรษ
ต้นตอของโครงการนี้ย้อนไปยังปี 2543 เมื่อ บริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัด ยื่นขอสัมปทานทำเหมืองลิกไนต์ ซึ่งเป็นถ่านหินคุณภาพต่ำ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 284 ไร่ 30 ตารางวา ในบริเวณบ้านกะเบอะดินและพื้นที่ข้างเคียง
คณะผู้เชี่ยวชาญของภาครัฐอนุมัติรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการในปี 2554 และยืนยันการอนุมัติอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2563
ตามรายงาน EIA คาดการณ์ว่าเหมืองแห่งนี้จะมีปริมาณถ่านหินราว 7.2 แสนตัน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานปูนซีเมนต์ที่จังหวัดลำปาง อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านในกะเบอะดินกล่าวว่า พวกเขาไม่เคยรู้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการนี้มาก่อนเลย
เมื่อข่าวมาถึงชุมชนในปี 2562 ชาวบ้านเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว พวกเขาจัดตั้ง “เครือข่ายคัดค้านเหมืองถ่านหินอมก๋อย” และเริ่มรวมตัวกันอย่างจริงจัง การรับฟังความคิดเห็นสาธารณะที่ภาครัฐจัดขึ้นมีผู้เข้าร่วมราว 3,000 คน จนต้องเลื่อนออกไปในที่สุด
โต้กลับด้วยเอกสาร
ชุมชนเริ่มลงลึกไปในเอกสารต่างๆ ชาวบ้านและพันธมิตรจากองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ร่วมกันตรวจสอบรายงาน EIA อย่างละเอียด และพบสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็นข้อบกพร่องร้ายแรง นั่นคือหลายคนในชุมชนที่มีชื่อปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็น ยืนยันว่าพวกเขาไม่เคยเข้าร่วมเลยแม้แต่น้อย
ชาวบ้านยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเปิดการสอบสวน และพบว่ามีการละเมิดขั้นตอนในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะของ EIA พร้อมแนะนำให้มีการปรับปรุงรายงานดังกล่าว
ต่อมาในเดือนเมษายน 2565 ตัวแทนชาวบ้าน 50 คน เดินทางไปยังศาลปกครองเชียงใหม่ เพื่อยื่นฟ้องสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และคณะผู้เชี่ยวชาญด้าน EIA โดยเรียกร้องให้เพิกถอนรายงานฉบับนี้ทั้งหมด ห้าเดือนต่อมา ศาลจึงมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้ระงับโครงการไว้ก่อน
หัวใจสำคัญของคดีคือเอกสารที่ชุมชนจัดทำขึ้นเอง อย่างรายงานการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชน (Community Health Impact Assessment) ที่อาศัยองค์ความรู้ของชาวบ้านเกี่ยวกับพื้นที่ของตนเอง เพื่อโต้แย้งข้อสรุปในรายงาน EIA
“เราเอาข้อมูลจาก EIA มาดูว่ามีอะไรที่ไม่ตรงกับความจริง” พรชิตากล่าว “แล้วก็ชวนผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านมาช่วยกันตรวจสอบและเติมข้อมูลให้สมบูรณ์”
รายงานของชุมชนระบุว่า เหมืองจะทำให้พื้นที่เกษตรมากกว่า 40 แปลงหายไป เปลี่ยนเส้นทางลำห้วยชลประทาน 2 สาย และใช้น้ำมากถึงวันละ 3.8 แสนลิตร
ขณะที่รายงาน EIA นำเสนอภาพอีกแบบหนึ่ง “ประเด็นสำคัญคือ รายงาน EIA ระบุว่าพื้นที่อมก๋อยเป็นพื้นที่รกร้าง” มนูญ วงษ์มะเซาะ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม จากกรีนพีช ประเทศไทยกล่าว “แต่ในความเป็นจริง ที่นี่คือป่าต้นน้ำที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศอย่างยิ่ง”
วัชราวลี คำบุญเรือง ทนายความจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ซึ่งเป็นตัวแทนชาวบ้านกล่าวว่า คดีนี้จำเป็นต้องถ่ายทอดโลกในชุมชนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร “คดีปกครองต้องสู้กันด้วยเอกสาร” เธอกล่าว “เราจึงต้องทำให้ศาลเห็นภาพชีวิตของชุมชนให้ชัดที่สุด”
จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่ใช่คำตัดสินสุดท้าย คดีหลักยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองเชียงใหม่ และยังไม่มีการกำหนดวันตัดสิน หากท้ายที่สุด ศาลมีคำวินิจฉัยให้เป็นคุณกับบริษัท โครงการก็มีแนวโน้มจะเดินหน้าต่อได้ภายใต้การอนุมัติที่มีอยู่
ศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ ภาควิศวกรรมโยธา สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้เชี่ยวชาญด้านเหมืองถ่านหิน มองว่า ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองถ่านหินในพื้นที่ต้นน้ำ อย่างน้ำกรดจากเหมือง และการปนเปื้อนของสารพิษมักสะสมเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา และอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในระยะยาว หากไม่มีการควบคุมอย่างเหมาะสม
ธนพลกล่าวว่า เทคโนโลยีอาจสามารถช่วยจัดการปัญหาเหล่านี้ได้ แต่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูง และต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวด ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยอาจทำไม่ได้เสมอไป อย่างที่เหมืองถ่านหินแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ชาวบ้านต้องใช้เวลาต่อสู้ในชั้นศาลถึง 12 ปี ก่อนจะได้รับค่าชดเชยในปี 2558 จากอาการเจ็บป่วยทางระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากเหมืองและโรงไฟฟ้าของรัฐที่อยู่ติดกัน
นอกเหนือจากความไม่แน่นอนทางกฎหมาย โครงการนี้ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงในภาพรวมของภาคพลังงานไทย ปัจจุบัน แม่เมาะเป็นเหมืองลิกไนต์ที่ดำเนินการอยู่เพียงแห่งเดียวของประเทศ และการใช้ลิกไนต์ในภาคอุตสาหกรรมก็ลดลงอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสัมปทานเหมืองเดิมทยอยหมดอายุ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ตั้งเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) ภายในปี 2593 ซึ่งเลื่อนขึ้นมาจากเดิมปี 2608 และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP2026) ที่กำลังจะออกมา ก็คาดว่าจะลดการพึ่งพาถ่านหินลง เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในอนาคต
ชีวิตที่เปลี่ยนไป
สำหรับพรชิตาแล้ว เรื่องอย่างการกำกับดูแลด้านกฎระเบียบหรือนโยบายพลังงาน อาจดูเป็นเรื่องนามธรรมและไกลตัว เมื่อเทียบกับลำห้วยที่เธอเคยจับกุ้งในวัยเด็ก ผืนไร่ที่ครอบครัวทำกิน และชุมชนที่หล่อหลอมตัวตนเธอมา ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ภายในพื้นที่ของโครงการ เธอใช้เวลาตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา ขึ้นไปพูดเรื่องนี้บนเวทีที่เธอไม่เคยคิดว่าจะได้ยืนมาก่อน
“นี่คือจุดเปลี่ยนของชีวิต” เธอกล่าว “ไม่เคยคิดเลยว่าครั้งหนึ่งในชีวิตจะต้องมาต่อสู้กับอะไรแบบนี้ พอได้เข้ามาทำงานภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อม และได้เห็นโครงสร้างและระบบที่บิดเบี้ยว มันทำให้เราไม่สามารถอยู่เฉยๆ ได้อีกต่อไป อะไรที่มันไม่ถูกต้องเราก็ต้องพูด”
สำหรับเธอ คดีนี้มีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น
“เราไม่ได้ขัดขวางการพัฒนาของประเทศ” เธอกล่าว “แต่การพัฒนานั้นต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือวิถีชีวิตของชุมชน เพราะหากเกิดผลกระทบขึ้นมา คนในชุมชนจะเป็นคนกลุ่มแรกที่ต้องแบกรับความเสี่ยงเสมอ”
บรรณาธิการโดย เอื้อบุญ จงสมชัย
ข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการรายงานข่าวร่วมระหว่างฮาร์ดสตอรี่ x สื่อชนเผ่าพื้นเมือง (IMN) สนับสนุนโดยกองทุนสนับสนุนกิจกรรมท้องถิ่นแคนาดา
Get our latest stories direct to your inbox.