ศาลพิพากษาเหมืองทองอัคราทำไซยาไนด์ปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม บ.เดินหน้าอุทธรณ์-ทำกิจการต่อ

ชาวบ้านใกล้เหมืองทองที่ใหญ่สุดในไทยเผยโลหะหนักสูงในเลือดและไร่นาปนเปื้อนพิษมานาน ล่าสุด ศาลแพ่งตัดสินให้เหมืองชดเชย ทว่ากระบวนการยุติธรรมยังอีกยาวไกล 

สุภัทตรา โพล้งกล่ำ / Thai News Pix
ชาวบ้านจากจังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์รวมตัวกันที่ศาลแพ่งรัชดา กรุงเทพฯ เพื่อรับฟังคำพิพากษาคดีแพ่งแบบกลุ่มกรณีผลกระทบจากการทำเหมืองทองคำชาตรี โดยศาลชั้นต้นตัดสินให้ชาวบ้านได้รับค่าชดเชยและบริษัทเหมืองฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ภาพ : สุภัทตรา โพล้งกล่ำ / Thai News Pix

กรุงเทพฯ – ศาลแพ่งพิพากษา บ.อัคราฯ ผู้ประกอบการเหมืองทองคำชาตรี มีความผิดฐานก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม สั่งฟื้นฟูและชดเชยชาวบ้าน 386 ชีวิต ทางบริษัทเตรียมยื่นอุทธรณ์-ดำเนินกิจการเหมืองต่อ

24 มีนาคม ศาลแพ่งรัชดา กรุงเทพฯ มีคำพิพากษาว่า ‘เหมืองทองคำชาตรี’ เหมืองทองคำเก่าแก่และใหญ่ที่สุดในไทย เป็นสาเหตุของกรณีการปนเปื้อนของสารไซยาไนด์ในพื้นที่รอบข้าง เนื่องจากบ่อกักเก็บหางแร่ 1 รั่วไหล ทำให้น้ำปนเปื้อนสู่นาข้าวในพื้นที่ใกล้เคียง โดยตรวจพบการปนเปื้อนของไซยาไนด์ แมงกานีสและสารหนูระดับสูงเกินค่ามาตราฐาน ทั้งนี้ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด จากออสเตรเลีย ปฏิเสธข้อค้นพบ

ศาลมีคำสั่งให้ บริษัท อัครา รีซอร์สเซสฯ จ่ายค่าใช้จ่ายในกระบวนการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทั้งหมด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งประเมินว่า อาจสูงถึง 300-500 ล้านบาท

ตามคำตัดสินใจของศาล ชาวบ้านที่รับผลกระทบจะได้รับค่าชดเชยค่าเสื่อมเสียต่อสุขภาพกายและจิตใจ รวมถึงการเสียประโยชน์ในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเงินรายละ 75,000 – 235,000 บาท ตามเกณฑ์อายุและระดับโลหะหนักที่พบในเลือด ทั้งนี้ เนื่องจากอาการป่วยจากโลหะหนักมีลักษณะสะสมและอาจแสดงอาการหลังจากนี้ จึงให้บริษัทรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องในระยะเวลาสองปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา 

คดีนี้เริ่มต้นในปี 2559 เมื่อชาวบ้านรวมตัวฟ้องในรูปแบบคดีแบบกลุ่ม (Class Action) โดยนับเป็นคดีกลุ่มทางสิ่งแวดล้อมคดีแรกของไทย ด้วยลักษณะคดีเช่นนี้ ผู้ได้รับผลกระทบคนอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือจากรายชื่อ 386 คนตั้งต้นสามารถนำหลักฐานมาแสดงเพื่อได้รับการชดเชยได้ 

 

เหมืองเดินหน้าอุทธรณ์

ทางบ. อัครา รีซอร์สเซสฯ เผยว่า จะดำเนินการอุทธรณ์ต่อไป ยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) รวมถึงผ่านการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอจากหน่วยงานภาครัฐ

“หากเหมืองก่อผลกระทบจริง พนักงานของเราคือคนกลุ่มแรกที่ต้องได้รับผลกระทบก่อน…หากเราทำอะไรไม่รอบคอบ เขาไม่ยอมแน่ ทว่าบริษัทฯ ได้รับเสียงตอบรับผ่านช่องทางต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องว่า ‘อยากทำงานที่เหมือง’ ‘อยากให้เหมืองเดินหน้าต่อ’…” เชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร ของบริษัทฯ ระบุในเอกสารข่าวแจก “การต่อสู้คดีในครั้งนี้ของบริษัทฯ จึงไม่ใช่เพียงเพื่อผลประกอบการเท่านั้น หากแต่เพื่อสร้างหลักประกันให้กับอนาคตของผู้คนอีกนับหมื่นที่เชื่อมั่นในบริษัทฯ”

การฟ้องคดีกลุ่มนี้ เริ่มต้นด้วยอดีตพนักงานของบริษัทฯ ที่อาศัยอยู่ใกล้เหมือง เธอระบุว่าไม่สบายจากการใช้น้ำที่มีการปนเปื้อน และเคยเห็นพนักงานที่ทำหน้าที่บรรจุสารไซยาไนด์ในแท่งกวนของเหมืองเกิดล้มป่วยหนักจนเสียชีวิต ภายหลัง อดีตพนักงานคนดังกล่าวได้ถอนตัวจากการฟ้องคดี ก่อนที่ชาวบ้านผู้คนอื่นๆ ได้ดำเนินกระบวนการศาลต่อ ก่อนหน้านี้ เธอเคยให้สัมภาษณ์สื่อว่า ถูกคุกคามในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเธอเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านเหมือง

เหมืองชาตรีเคยถูกระงับกิจการเป็นเวลา 7 ปี ระหว่างปี 2560 – 2565 ตามคำสั่งของคณะคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนกระทั่งกลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2566 จากนั้น ได้ถอนฟ้องคดีประเทศไทยจากกระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ

บ.บริษัท อัคราฯ ยืนยันว่า การดำเนินงานของบริษัทฯ ยังคงเป็นไปตามปกติ โดยสัมปทานเหมืองจะสิ้นสุดในปี 2574 และมีแผนจะขยายการผลิตตามราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นในปีนี้

ชัยชนะครึ่งใบ

ชาวบ้านเผยรู้สึกดีใจกับคำพิพากษา แต่ผิดหวังที่ค่าชดเชยน้อยกว่าที่เรียกร้องไป รวมถึงศาลยังยกคำร้องที่ขอให้บริษัทจ่ายเงินเข้ากองทุนสิ่งแวดล้อมที่ตั้งขึ้นใหม่ เนื่องจากมองว่ายังขาดรายละเอียดว่าจะดำเนินการอย่างไร

“วันนี้เราชนะ เพราะเรามีหลักฐานชัดเจนจากการตรวจเลือด จากการตรวจน้ำ ตรวจฝุ่น พบสารปนเปื้อนในเลือดชาวบ้านและบ่อกักเก็บแร่รั่วซึม ถ้าว่าพอใจกับค่าเยียวยาไหม มันไม่พอใจหรอกค่ะกับชีวิตและความเป็นอยู่ของเรา ปัญหาสุขภาพประเมินค่าไม่ได้” พิมพ์ขวัญ สินทรธรรมธัช อายุ 54 ปี หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบที่เคยอยู่บ้านใกล้เหมืองกล่าว

“อาจใช้เวลาอีก 5 ปี กว่าคำพิพากษาจะถึงที่สุด” สมชาย อามีน ทนายความฝ่ายชุมชนกล่าว “ในระหว่างนี้ ชาวบ้านอาจได้รับการชดเชยและกระบวนการฟื้นฟูอาจเริ่มต้นขึ้นได้ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับคดีให้แก่บริษัท ซึ่งในกรณีนี้บริษัทจะต้องวางเงินชดเชยไว้เป็นหลักประกันต่อศาล”

ในวันฟังคำพิพากษา ชาวบ้านนำรูปถ่ายของเพื่อนบ้านสองคนที่เสียชีวิตไปแล้วระหว่างรอคอยความยุติธรรมมาชูร่วมกับป้ายเรียกร้องอื่นๆ 

 

ฟื้นฟูดิน

“สําหรับการฟื้นฟูจะทําให้เหมือนเดิม 100% เหมือนไม่มีการปนเปื้อนเลยน่าจะเป็นไปได้ยาก แต่ว่าสามารถลดการปนเปื้อนให้ถึงระดับที่ประชาชนอยู่อาศัยได้อย่างไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพรุนแรง” ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ วิศวกรสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าว เขาเป็นหนึ่งในผู้จัดทำงานศึกษานิติวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับกรณีบ่อกักเก็บหางแร่รั่วไหลซึ่งถูกอ้างถึงในกระบวนการพิจารณาของศาล

ดร.ธนพลระบุว่า การฟื้นฟูอาจทำได้โดยการฉีดเพื่อปิดรอยรั่วจากบ่อกักเก็บหางแร่ บำบัดน้ำที่ปนเปื้อนโดยใช้เทคนิคต่างๆ เช่น กำแพงดินประดิษฐ์ (Permeable Reactive Barrier) ซึ่งเป็นกำแพงใต้ดินที่ออกแบบมาเพื่อบำบัดสารปนเปื้อนที่รั่วไหล ส่วนการฟื้นฟูที่ดินเกษตรนั้น สามารถใช้เทคนิคการล้างดิน เป็นการล้างทั้งกรดและล้างโลหะหนักออกจากดิน บางวิธีสามารถสอนเจ้าของพื้นที่เกษตรกรรมเองให้ดำเนินการฟื้นฟูได้ด้วยตัวเองได้เพื่อประหยัดเวลา

“ยังไม่ได้มีการสำรวจและจัดทำความเสี่ยงของพื้นที่เกษตรที่ปนเปื้อนโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานในช่วงเวลาสองปีนี้ จึงทําให้คาดการณ์ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูค่อนข้างยาก แต่การฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าวอาจใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี โดยมีค่าใช้จ่ายโดยประมาณอยู่ที่ 330-550 ล้านบาท” ดร.ธนพล กล่าว

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.