A single surviving tree from the forest restoration project, planted in the flood plains of Kaeng Ko Reservoir in Lampun province. Photo: Peerapon Boonyakiat/HaRDstories
ไทยปลูกป่าทำคาร์บอนเครดิต ด้วยการสนับสนุนจากบ.เอกชน หวังบรรลุเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก งานสืบสวนของ HaRDstories พบ โครงการปลูกป่าหนึ่งเสียหายจากน้ำท่วม เพราะประเมินความเสี่ยงต่ำและขาดการตรวจสอบ
บริษัทปูนซิเมนต์ปลูกต้นไม้พื้นถิ่นจำนวน 400 ไร่ ภายในอุทยานแห่งชาติแม่ปิงเมื่อเดือนมิถุนายน 2565 โดยคาดการณ์ว่าจะสร้างคาร์บอนเครดิตได้ถึง 380 ตันคาร์บอนไดออกไซด์/ปี ทว่าห้าเดือนต่อมา…แม่น้ำปิงเอ่อล้นเข้าท่วม ภาพถ่ายดาวเทียมในเดือนธันวาคมเผยให้เห็นว่ากว่า 40% ของพื้นที่ปลูกป่าจมอยู่ใต้น้ำ
ณ ที่ราบใกล้หมู่บ้านก้อ จังหวัดลำพูน สิ่งที่หลงเหลืออยู่วันนี้คือซากกิ่งไม้แห้งกรังใต้แสงแดด
“ต้นไม้ส่วนใหญ่ตายหลังน้ำท่วมหนัก เหลือไม่กี่ต้นที่รอดตรงขอบแปลง” วิเชียร มาติ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ตำบลก้อ เล่า เขาเป็นหนึ่งในชาวบ้านที่ได้รับจ้างให้ปลูกกล้าไม้ในแปลง
โครงการให้คำมั่นว่าจะประเมินแปลงปลูกทุกสี่เดือนและจะปลูกต้นไม้ทดแทนส่วนที่หายไปทันที อย่างไรก็ตาม ณ เดือนกรกฎาคม 2569 พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายยังคงไม่ได้รับการฟื้นฟูแต่อย่างใด ตามคำอธิบายจากสิทธิพัฒน์ ญาโณทัย ที่ปรึกษาด้านความสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (ESG) ของ CPAC ทางโทรศัพท์กับ HaRDstories
ท่ามกลางตลาดคาร์บอนที่กำลังขยายตัว ป่าไม้เข้ามามีบทบาทสำคัญ ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายเน็ต ซีโร่ (ภาวะที่การปล่อยและดูดซับก๊าซเรือนกระจกหักลบสุทธิเป็นศูนย์) ประเทศไทยขึ้นทะเบียนโครงการอนุรักษ์ป่าไม้กว่าร้อยโครงการ โดยเปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ เข้ามาลงทุนเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตน
แต่โครงการเหล่านี้จะสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ตามที่สัญญาไว้จริงหรือ
สิทธิพงษ์ เคลื่อนแก้ว เจ้าหน้าที่ตำบลก้อ กวาดสายตามองพื้นที่ราบเต็มไปด้วยกิ่งไม้แห้ง ห่างไปไม่ไกลคือ ‘วัดบ้านเก่า’ วัดที่ถูกทิ้งร้างตอนชุมชนย้ายออกจากพื้นที่เมื่อมีการสร้างเขื่อนภูมิพลช่วงปีพ.ศ. 2498 ไม่กี่ปีที่ผ่านมา วัดเก่ากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันซีนใหม่ ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาดูเจดีย์ยืนหยัดอยู่เหนือน้ำท่วมที่กลืนกินพื้นที่โดยรอบ
“เราเจอพายุหลายลูกช่วงหลายปีที่ผ่านมา ระดับน้ำในเขื่อนภูมิพลเลยเพิ่มขึ้นจนเต็มความจุและเอ่อท่วมแปลงปลูกป่า” สิทธิพงษ์เล่า
โครงการปลูกฟื้นฟูป่าพื้นถิ่นเพื่อการอนุรักษ์โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนตำบลก้อ เป็นการดำเนินงานร่วมกันระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชกับบริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด (CPAC) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือปูนซิเมนต์ไทย (SCG)
ตลอด 15 ปีก่อนหน้าเริ่มปลูกป่า ชุมชนใช้พื้นที่ดังกล่าวปลูกข้าวโพด โดยมีรอบการเก็บเกี่ยวทุก 2-4 เดือน โครงการปลูกต้นไม้พื้นถิ่น 20 ชนิด รวมถึงไม้เนื้อแข็งมีมูลค่าสูงอย่างพะยูงและกระบก
พื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำเหนือเขื่อนไฟฟ้าพลังงานน้ำภูมิพล รองรับน้ำในช่วงฤดูมรสุมตกหนัก น้ำท่วมเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ก็เป็นที่คาดการณ์ได้ อดิศักดิ์ นอแก้ว หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแม่ปิง อธิบายว่า พื้นที่นี้ได้รับการสำรวจว่าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่รับน้ำตั้งแต่มีการสร้างเขื่อน
เมื่อเริ่มก่อสร้าง เขื่อนภูมิพลได้เวนคืนที่ดินลุ่มต่ำที่ระดับความสูงต่ำกว่า 260 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางและพื้นที่ต่อขยายออกไปอีก 100 เมตร ซึ่งพื้นที่บางส่วนของแปลงปลูกป่ามีระดับความสูงฯ กว่าเส้นดังกล่าวไม่กี่เมตร
“จากที่เราสำรวจล่าสุด พบว่าพื้นที่ปลูกป่ารอดจากน้ำท่วมเพียง 70 ไร่” อดิศักดิ์กล่าว จำนวนดังกล่าวคิดเป็นเพียง 17.5% ของขนาดแปลงปลูกทั้งหมด
ในเอกสารโครงการปลูกป่าพบว่า ไม่มีการระบุถึงความเสี่ยงจากน้ำท่วมหรือที่ตั้งของพื้นที่ที่อยู่เหนือเขื่อนขนาดใหญ่
“พอรู้อยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการว่า พื้นที่นี้เป็นพื้นที่น้ำท่วมถึง เคยมีการประเมินเอาไว้ว่าพื้นที่จะมีความเสี่ยงถูกน้ำท่วมอยู่ในรอบ 20 – 30 ปี/ครั้ง คิดว่าความเสี่ยงในระดับนี้อยู่ในขั้นที่ยังรับได้” สิทธิพัฒน์ ญาโณทัย ที่ปรึกษาด้าน ESG ของ CPAC กล่าวในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ “แต่ก็คาดไม่ถึงว่าน้ำจะท่วมใหญ่ในช่วงสองปีที่ผ่านมา”
กรมอุทยานฯ ระบุว่า ได้แจ้งเตือนบริษัทฯ ถึงความเสี่ยงแล้วก่อนที่จะเริ่มลงกล้า “เราส่งหนังสือแจ้งเตือนไปยังบริษัทว่าพื้นที่อยู่ในเขตน้ำท่วมถึง แต่บริษัทยังคงยืนกรานที่จะทำการปลูกป่าใน” อดิศักดิ์กล่าว ทั้งนี้ HaRDstories ไม่ได้เข้าถึงจดหมายที่กรมอุทยานฯ กล่าวอ้าง
นอกจากนี้ ทีมข่าว HaRDstories ยังติดต่อไปยัง Bureau Veritas บริษัททวนสอบที่รับผิดชอบตรวจสอบความถูกต้องของโครงการบ้านก้อ รวมถึงอนุมัติรายงานโครงการเล่มที่ไม่ได้ระบุถึงความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วม แต่ได้รับการปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ โดยบริษัทอ้างถึงการรักษาความลับของลูกค้า
ประเทศไทยให้คำมั่นว่าจะบรรลุเป้าหมายเน็ตซีโร่ (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) ภายในปี 2593 โดยป่าไม้และพื้นที่สีเขียวอย่างพื้นที่เกษตรเป็นหนึ่งในกลไกหลักที่จะช่วยชดเชยการปล่อยก๊าซที่ยังไม่สามารถลดการปล่อยได้โดยตรง
ภายในปี 2580 ไทยมุ่งขยายพื้นที่ป่าและพื้นที่สีเขียวจาก 46 % เป็น 55% ของพื้นที่บก ช่วยกักเก็บก๊าซปริมาณ 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)
เพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) ได้สร้างกลไกลดก๊าซเรือนกระจกเรียกว่า T-VER ส่งเสริมให้บริษัทต่างๆ ลงทุนสนับสนุนการปลูกป่าในพื้นที่เสื่อมโทรม โดยร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นและชุมชน โดยบริษัทจะได้รับคาร์บอนเครดิตตอบแทน สามารถนำไปซื้อขายหรือใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซของตนเองได้
แต่พื้นที่ที่เหมาะสมนั้นมีจำกัด เสกสรร กวยะปาณิก ผู้อำนวยการสำนักจัดการป่าชุมชน กล่าวในวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2569 ว่า ไทยมีพื้นที่คุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ทำคาร์บอนเครดิตไม่มาก เนื่องจากที่ดินทำคาร์บอนเครดิตต้องเป็นป่าเสื่อมโทรม เมื่อทำโครงการแล้วยังต้องสามารถติดตามและวัดการเติบโตของต้นไม้ได้ บ้านก้อเองก็เป็นกรณีตัวอย่างว่า ไม่มีที่ดินแปลงอื่นแล้วในอุทยานที่เหมาะสมสำหรับโครงการป่าไม้คาร์บอน (ตามข้อมูลจากหัวหน้าอุทยาน)
ความขาดแคลนนำมาซึ่งความเสี่ยง ในขณะที่โครงการต่างๆ พยายามหาพื้นที่ที่เหมาะสม บางโครงการก็ไปซ้อนทับพื้นที่ที่ชุมชนใช้งานอยู่แล้ว เป็นบ่อเกิดความขัดแย้ง อย่างแปลงที่ดินบ้านก้อเองก็เคยเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่ชาวบ้านใช้ปลูกข้าวโพดก่อนที่อุทยานแห่งชาติจะทวงคืนในปี 2565
คาร์บอนเครดิตป่าไม้เป็นผลตอบแทนแก่โครงการอนุรักษ์ต่างๆ เช่น การปลูกต้นไม้ ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณการกักเก็บคาร์บอนของป่า
ที่มา: TGO
ตามกำหนด CPAC จะเริ่มกระบวนการวัดผลในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ห้าของการปลูกป่า โดยคาร์บอนเครดิตจะนับรวมเพียงต้นไม้ที่รอดชีวิตเท่านั้น
“กรณีโครงการเจอน้ำท่วมจะต้องปลูกเสริมหรือซ่อมแซมให้เป็นในรูปแบบเดิม และต้องยอมรับว่าคาร์บอนเครดิตที่ได้จะน้อยกว่าที่คาดการณ์” ดร.นรินธร จำวงษ์ ศูนย์วิจัยป่าไม้ มหาวิทยาลัยเกษตรและที่ปรึกษาด้านการทำคาร์บอนเครดิตป่าไม้ให้องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก กล่าว “การทำคาร์บอนเครดิตป่าไม้ไม่ใช่แค่ปลูกป่าเท่านั้น ยังรวมถึงการฟื้นฟูดูแลป่าด้วย ซึ่งสำคัญทั้งสองกิจกรรม”
ด้านสุรินทร์ อ้นพรหม นักวิจัยป่าไม้อิสระกล่าวว่า กรณีบ้านก้อไม่ใช่เรื่องแปลก แปลงคาร์บอนป่าไม้อีกหลายแห่งก็พบกับชะตากรรมคล้ายคลึงกัน เพราะขาดการบำรุงรักษา เลือกชนิดพันธุ์พืชและพื้นที่ให้เหมาะสม ยังไม่นับความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ
“ป่าส่วนใหญ่ในโครงการเอกชนจะเป็นการปลูกแล้วไป ไม่มีคนดูแล ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่อัตราการรอดตายมันต่ำมากๆ” สุรินทร์กล่าว
TGO ซึ่งเป็นหน่วยงานทางการด้านก๊าซเรือนกระจกของไทย คาดหวังให้โครงการคาร์บอนเครดิตมาตรฐานสูง (Premium T-VER) มีอัตราการรอดของต้นไม้ที่ 80% แต่สุรินทร์กล่าวว่า ความเป็นจริงนั้นยังห่างไกล
“การปลูกป่าทดแทนในไทยนั้นยากมาก” เขากล่าวกับ HaRDstories “แม้แต่แปลงปลูกป่าที่ได้รับการดูแลอย่างเข้มงวดและสม่ำเสมอก็มักจะมีอัตรารอดชีวิตต่ำกว่า 50%”
“แปลงคาร์บอนป่าไม้ของบริษัทฯ ส่วนใหญ่มักถูกทิ้งไว้โดยไม่มีการบำรุงรักษาหลังปลูก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่โครงการมักจะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง”
การปลูกป่าเป็นกิจกรรม CSR ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน หลายโครงการมักลงเอยเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ละเลยความหลากหลายทางชีวภาพ หรือกลายเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อทำเงินเท่านั้น
คาร์บอนเครดิต ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากกิจกรรม CSR แบบเดิมมุ่งบังคับใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นเพื่อรับประกันความสำเร็จของโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเลือกชนิดพันธุ์และติดตามอัตราการรอดของต้นไม้ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์หรือเปลี่ยนยานพาหนะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) คาร์บอนเครดิตป่าไม้ถือเป็นเรื่องท้าทายกว่ามาก ดร.นรินธรเผยว่า เป็นเพราะการฟื้นฟูป่าต้องเผชิญสภาพธรรมชาติที่ผันผวน และผู้พัฒนาโครงการหลายรายก็ยังคงไม่เข้าใจระเบียบที่เกี่ยวข้องเพียงพอ
คำถามที่ว่า “คาร์บอนเครดิตป่าไม้ในไทยนั้นใช้ได้ผลจริงหรือไม่” ยังคงเป็นคำถามปลายเปิด ปัจจุบัน โครงการส่วนใหญ่อยู่ในขั้นตอนเดียวกับโครงการบ้านก้อ นั่นคือยังคงรอพิสูจน์ว่า กล้าไม้ที่ปลูกไว้รอดชีวิตก่อนจะรับรองเครดิต
ประเทศไทยเปิดตลาดคาร์บอนเครดิตออนไลน์ตั้งแต่ปี 2568 เชื่อมโยงบริษัทและบุคคลที่ต้องการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับผู้ขายเครดิต ทั้งนี้ คาร์บอนเครดิตป่าไม้นั้นราคาสูงกว่าคาร์บอนเครดิตประเภทอื่นๆ เป็นที่ดึงดูดใจของนักลงทุน โดยปัจจุบัน โครงการด้านป่าไม้และการเกษตรเป็นภาคส่วนที่ได้รับการรับรองเครดิตมากเป็นอันดับสามของประเทศ รองจากโครงการด้านพลังงานหมุนเวียนและเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
CPAC ลงทุน 4.7 ล้านบาทในโครงการปลูกป่าตำบลก้อ โดยบริษัทมีสิทธิได้รับคาร์บอนเครดิต 90% จากโครงการ หากโครงการประสบความสำเร็จ สัดส่วนดังกล่าวจะทำให้ CPAC มีรายได้ราว 380,000 บาทต่อปี (ประเมินจากราคาคาร์บอนป่าไม้ล่าสุด) โดยได้เครดิตซ้ำทุกปีตราบใดที่ป่ายังอยู่
ส่วนเครดิตอีก 10% ที่เหลือจะตกเป็นของกรมอุทยานแห่งชาติ ในขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับเงินเฉพาะเวลารับจ้างช่วยดูแลแปลงปลูก
“เรามองว่า คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้เป็นโอกาส ตั้งแต่ในอดีต คนจะพูดว่าไม่มีงบฟื้นฟูดูแลป่า เมื่อเกิดโครงการและทุกคนให้ความสนใจในสิ่งนี้ รายได้จากคาร์บอนเครดิตเป็นงบสนับสนุนการดูแลป่าหรือฟื้นฟูป่าให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น” ดร.นรินธร กล่าว
แต่นักสิ่งแวดล้อมหลายคนเตือนว่า การเปลี่ยนภารกิจอนุรักษ์ให้เป็นกิจกรรมทำกำไรนั้นมีความเสี่ยงในตัวมันเอง…มาตรฐานอาจลดลง กระทบชุมชนระบบนิเวศ นอกจากนี้ยังอาจทำให้บริษัทต่างๆ หลีกเลี่ยงงานที่ยากกว่า นั่นคือ ลดการปล่อยก๊าซในกระบวนการผลิตของตนเอง
SCG บริษัทแม่ที่อยู่เบื้องหลัง CPAC ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวน 44 ล้านตันในปี 2568 ดังนั้น ต่อให้ป่าตำบลก้อสามารถดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้เต็มที่ตามปริมาณที่คาดการณ์ไว้ ก็จะช่วยชดเชยการปล่อยก๊าซประจำปีของ SCG ได้เพียง 4 นาที 29 วินาที หรือคิดเป็นประมาณ 0.00085% ของทั้งหมดเท่านั้น
รายงานความยั่งยืนของบริษัทระบุว่า บริษัทช่วยอนุรักษ์ป่าไม้กว่า 500,000 ไร่ทั่วไทย แต่เมื่อนำไปเทียบกับการปล่อยก๊าซทั้งหมดของบริษัท นับว่ายังช่วยกักเก็บก๊าซเรือนกระจกเพียงเล็กน้อย
“การแก้ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะต้องทำที่ต้นทาง เพราะเราขาดแคลนที่ดินสำหรับชดเชยคาร์บอน” สุรินทร์ นักวิจัยป่าไม้ กล่าว “หากกะประมาณคร่าวๆ ในสี่ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง เราจะต้องใช้พื้นที่บกทั้งหมดของไทยเพื่อชดเชยเป้าหมายลดก๊าซของทั้งสี่ประเทศ”
ปัจจุบัน แปลงปลูกป่าบ้านก้อยังไม่เคยได้รับการออกคาร์บอนเครดิตเลยแม้แต่หน่วยเดียว ทว่าโครงการก็ถูกใช้ประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณชนว่าเป็นกิจกรรมอนุรักษ์ที่ประสบสำเร็จ สร้างความประทับใจว่า ป่าช่วยดูดซับคาร์บอนแล้ว แม้ยังไม่มีการทวนสอบว่าต้นไม้อยู่รอดหรือไม่
สมเกียรติ มีธรรม ประธานสถาบันออร์เฟีย (Orphya Institute) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ทำงานด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟู เชื่อว่า โครงการคาร์บอนป่าไม้นั้นจะประสบความสำเร็จและเป็นประโยชน์สำหรับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายก็ต่อเมื่อชุมชนได้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการ
“ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่จะทำให้โครงการคาร์บอนป่าไม้ประสบความสำเร็จ คือการออกแบบกฎระเบียบที่เป็นธรรม เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมตัดสินใจและจัดการทรัพยากร” สมเกียรติกล่าว “ชุมชนคือผู้ดูแลรักษาป่าและควรได้รับผลประโยชน์จากป่าอย่างเป็นธรรม”
ที่บ้านก้อ ชาวบ้านในพื้นที่ช่วยกันดูแลป่า ไม่ว่าจะมีบริษัทมาจ่ายเงินให้พวกเขาหรือไม่ก็ตาม ในเดือนเมษายน สิทธิพงษ์และเพื่อนบ้านยุ่งกับการผลัดเวรยาม ป้องกันไฟป่าช่วงหน้าแล้ง พวกเขาหาเวลาไปทำความสะอาดวัดบ้านเก่าเพื่อจัดงานสงกรานต์
สิทธิพงษ์มีไอเดียว่า หากจะซ่อมแซมแปลงปลูกป่า น่าจะลองปลูกไผ่ซางหม่น ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้พื้นถิ่นที่เขาเห็นว่าโตได้ดีในชุมชนใกล้เคียง แถมยังทนน้ำท่วม ชาวบ้านได้อาศัยเก็บหน่อไม้และยังสามารถนับรวมเป็นคาร์บอนเครดิตได้อีกด้วย
“เราพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้ แต่ดูแลรักษาด้วย” สิทธิพงษ์กล่าว “ในเมื่อเรากำลังลงเงินไปกับการฟื้นฟูป่าทั้งที ผมก็อยากให้มันออกมาดี”
เบื้องหลังการเก็บข้อมูล : HaRDstories ศึกษาข้อมูลพิกัดที่ตั้งโครงการและตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลังรายเดือนของแปลงปลูกป่าตั้งแต่ปี 2565-2569 ผ่านดาวเทียม Sentinel-2 และ Landsat บนแพลตฟอร์ม LandViewer เราเข้าพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อค้นพบและพูดคุยกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
งานข่าวสืบสวนนี้จัดทำขึ้นภายใต้โครงการ Indo-Pacific Media Resilience (IPMR) ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย Internews
ปรัชญ์ รุจิวนารมย์ ได้ทำงานกับสำนักข่าวชั้นนำหลายแห่ง อาทิ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม กรีนนิวส์ บางกอกโพสต์ และสปริงนิวส์ ปัจจุบัน เขาทำงานในตำแหน่งผู้จัดการคอนเท้นท์ข่าว ที่สำนักข่าวเบนาร์นิวส์ เขามีความเชี่ยวชาญในประเด็นความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในไทยและชาติอาเซียน
ณิชา เวชพานิช นักข่าวประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ ติดตามประเด็นสังคมผ่านมุมมองด้านสิทธิและชีวิตผู้คน เธอเคยทำงานกับสำนักข่าวท้องถิ่นภายใต้ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม
Get our latest stories direct to your inbox.