ประชาสังคมรวมพลังผลักพลังงานแสงอาทิตย์ให้ทะลุกรอบนโยบาย

ช่างกำลังติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาของบ้านหลังหนึ่งในจ.นนทบุรี บ้านเรือนประชาชนทั่วไปมักจะเลือกการติดตั้ง โซลาร์เซลล์อยู่ที่ 5 กิโลวัตต์ (5 kW) ซึ่งสามารถลดค่าไฟได้ราว 3,000 – 4,000 บาทต่อเดือน โดยขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของแต่ละครัวเรือน ภาพ : พีระพล บุณยเกียรติ/HaRDstories

แม้ต้นทุนโซลาร์เซลล์กำลังถูกลงอย่างรวดเร็ว แถมไทยมีศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ล้นเหลือ ทว่านโยบายของรัฐบาลกลับเป็นอุปสรรคขัดขวางการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเป็นจุดเริ่มต้นให้กลุ่มภาคประชาสังคมริเริ่มรวมตัวเพื่อเติมเต็มช่องว่างนโยบายพลังงาน

 

เช้าวันแดดจ้าในนนทบุรี รถบรรทุกแผงโซลาร์เซลล์แล่นมาจอดหน้าบ้านของสินีนุช เชษฐา ช่างไฟฟ้าหกคนลงจากรถและเริ่มขนอุปกรณ์ติดตั้ง บ้านของสินีนุชกำลังจะเป็นบ้านหลังแรก ๆ ในย่านชานเมืองแห่งนี้ที่ติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

สินีนุช เจ้าของธุรกิจคาเฟ่แมวและโรงแรมแมวที่ดำเนินกิจการภายในบ้านของเธอเอง รอคอยช่วงเวลานี้มานาน เนื่องจากค่าไฟฟ้าต่อเดือนของเธอเกือบจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตัว แตะ 6,000 บาท นับตั้งแต่เปิดกิจการโรงแรมแมว เพราะเธอจำเป็นต้องเปิดเครื่องปรับอากาศตลอดทั้งวัน

“สามีอยากจะติดโซลาร์เซลล์มาหลายปีแล้วค่ะ เพื่อลดค่าไฟ” เธอกล่าว “แต่ราคามันสูงเกินไป เราก็เลยต้องเลื่อนแผนติดตั้งออกไปเรื่อยๆ”

สินีนุชเป็นหนึ่งใน 52 ครัวเรือนในกรุงเทพมหานคร ที่เข้าร่วมโครงการรวมกลุ่มติดโซลาร์ (Solar Collective Purchase) ในปีนี้ โครงการนี้ใช้วิธีรวมกลุ่มผู้ต้องการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อสร้างพลังต่อรองให้ราคาลดลง โดยสามารถลดต้นทุนการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ จากราคาปกติที่อยู่ระหว่าง 100,000-300,000 บาท ให้เหลือเพียงประมาณ 66,000 บาท 

ครัวเรือนไทยกำลังเผชิญกับความย้อนแย้ง เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ไม่เคยมีราคาถูกเท่านี้มาก่อน และไทยยังตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทว่านโยบายของรัฐบาลกลับจำกัดการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบโซลาร์บนหลังคาไว้ที่เพียง 90 เมกะวัตต์ไปจนถึงปี 2573

ขณะนี้ กลุ่มภาคประชาสังคมสองกลุ่มกำลังทดสอบว่า พลังอำนาจในการรวมกลุ่มซื้ออุปกรณ์และการสนับสนุนการติดตั้งจะสามารถทำให้ครัวเรือนเข้าถึงระบบโซลาร์รูฟท็อปจำนวนมากขึ้นหรือไม่ แม้จะมีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบมากมายก็ตาม

ไทยใต้นโยบายบังแดด

ประเทศไทยตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ได้รับรังสีดวงอาทิตย์เข้มข้นในระดับ 4.06 ถึง 5 กิโลวัตต์-ชั่วโมง / ตารางเมตร / วัน ตามข้อมูลของเครือข่ายการเงินสภาพภูมิอากาศไทย (Climate Finance Network Thailand) เทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของตู้เย็นขนาดมาตรฐาน 1 เครื่องตลอดทั้งวันเลยทีเดียว

รายงานปี 2567 ระบุว่า ศักยภาพทางเทคนิคด้านพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศมีสูงถึง 300 กิกะวัตต์ โดยงานวิจัยที่อ้างอิงโดยองค์กรความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) ชี้ว่า ภายใต้นโยบายที่สนับสนุนให้มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาอย่างเสรี ประเทศไทยจะมีกำลังการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์บนหลังคาถึง 9,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580

อย่างไรก็ตาม พลังงานแสงอาทิตย์กลับเป็นสัดส่วนที่น้อยนิดในสัดส่วนพลังงานรวมของประเทศไทย ณ ปี 2566 โดยกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์อยู่ที่เพียง 3,294 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 6 ของกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งหมดเท่านั้น

ส่วนแบ่งของโซลาร์เซลล์จากหลังคายิ่งน้อยกว่านั้น โครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” ของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ กำหนดเพดานการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปจากครัวเรือนไว้ที่ 90 เมกะวัตต์ ในช่วงปี 2564 ถึง 2573

นี่คิดเป็นเพียงประมาณ ร้อยละ 0.04 ของศักยภาพโซลาร์บนหลังคาที่ประเมินไว้ โดย ณ ปัจจุบัน การรับซื้อไฟจากโซลาร์ภาคประชาชนถึงเพดาน 90 เมกะวัตต์เรียบร้อยแล้ว และรัฐบาลจะหยุดรับซื้อไฟฟ้าจากการติดตั้งโซลาร์บนหลังคาใหม่จนกว่าจะมีการประกาศโควตาอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการตัดแรงจูงใจสำหรับครัวเรือนที่จะติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ แม้ว่าพวกเขาจะมีความต้องการก็ตาม

Related Stories

•

การผลักดันจากภาคประชาชน

ด้วยการสนับสนุนจากสภาองค์กรของผู้บริโภค โครงการรวมกลุ่มติดโซลาร์ ซึ่งดำเนินการโดยกลุ่ม Re Generation ได้เริ่มต้นดำเนินการเมื่อช่วงต้นปีนี้ รูปแบบของโครงการนี้ตรงไปตรงมา นั่นคือรวมกลุ่มผู้ต้องการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเจรจาต่อรองราคาขายส่งอุปกรณ์ และให้คำแนะนำการติดตั้งผ่านทางเว็บไซต์กลาง

ธีรพงษ์ แสงลาภเจริญกิจ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Re Generation ให้ความเห็นว่า ในขณะที่คนไทยกำลังประสบปัญหาค่าไฟฟ้าแพง แต่เรามีทางออกที่ง่ายดายอยู่เหนือหัวของเราแล้ว

ธีรพงษ์ระบุว่า สำหรับครัวเรือนและธุรกิจขนาดเล็ก โซลาร์เซลล์สามารถลดค่าไฟฟ้าได้ระหว่างร้อยละ 30-70 โดยมีผลตอบแทนเทียบเท่ากับร้อยละ 20-25 ต่อปี ส่งผลให้ระบบส่วนใหญ่สามารถคืนทุนได้ภายในสามถึงห้าปี

ขณะเดียวกัน ในฉะเชิงเทรา ซึ่งอยู่ทางตะวันออกไปสองชั่วโมงจากกรุงเทพฯ กลุ่มแสงสุรีย์ พาวเวอร์ ได้ใช้แนวทางที่แตกต่างออกไป กลุ่มนี้เริ่มต้นจากการเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่ต่อต้านการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ ก่อนจะตัดสินใจเลือกขับเคลื่อนด้านพลังงาน

อรชา จันทร์เดช ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มกล่าวว่า “เราเกิดแนวคิดที่จะค่อยๆ ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ก่อมลพิษ ด้วยการผลักดันโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก”

นับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา กลุ่มแสงสุรีย์ พาวเวอร์ ได้ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ไปแล้ว 26 ระบบ ในพื้นที่ชนบทของฉะเชิงเทรา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นระบบโซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร โดยกลุ่มแสงสุรีย์ พาวเวอร์ ใช้กลยุทธ์รวมกลุ่มซื้อที่คล้ายคลึงกับโครงการรวมกลุ่มติดโซลาร์ แต่ได้เพิ่มการสนับสนุนด้วยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับครัวเรือนผู้มีรายได้น้อย และฝึกอบรมให้กับช่างเทคนิคในท้องถิ่น

“เราอาจเดินหน้าไปช้าๆ แต่พี่มั่นใจว่าเรากำลังเดินมาถูกทาง” อรชา กล่าว

งานวิจัยล่าสุดจากกรีนพีซ (Greenpeace) พบว่า เฉพาะ จ.ฉะเชิงเทรา เพียงแห่งเดียว มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์บนหลังคาสูงถึง 1,500 เมกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้ทั้งจังหวัดสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้ภายในปี 2581 หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสมจากรัฐบาล

อรชา ยังย้ำเพิ่มเติมอีกว่า “ปัจจัยเดียวที่ขาดหายไป ซึ่งบดบังการเติบโตของ [ระบบ] โซลาร์บนหลังคา และขัดขวางไม่ให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือความจริงใจของหน่วยงานภาครัฐในการส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์”

 

อะไรคือสิ่งที่ฉุดรั้งโซลาร์เซลล์

นักเคลื่อนไหวด้านพลังงานให้ความเห็นว่า การประยุกต์ใช้โซลาร์เซลล์ตามบ้านเรือนยังไม่แพร่หลายนัก เป็นผลมาจากการวางนโยบายอย่างจงใจ ให้เอื้อประโยชน์ต่อกิจการพลังงานขนาดใหญ่ มากกว่าการกระจายอำนาจในการผลิตไฟฟ้า

Stay Informed!

Subscribe to our newsletter to receive our latest stories direct to your inbox.

บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนโครงการรวมกลุ่มติดโซลาร์ ได้รณรงค์ต่อต้านการผูกขาดในภาคพลังงานมาเป็นเวลาหลายสิบปี เธอเห็นว่าระบบโซลาร์บนหลังคาเป็นกุญแจสำคัญในการทำลายการครองตลาดของบริษัทยักษ์ใหญ่

“ไทยเราเป็นประเทศเขตร้อนที่มีแดดจัด สามารถเอามาผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงแดดได้อย่างล้นเหลือ” เธอกล่าว “โซลาร์รูฟท็อปจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ ทั้งในด้านความเท่าเทียมและความยั่งยืน”

อย่างไรก็ตาม บุญยืนชี้ว่า บริษัทพลังงานขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง กลับมีอิทธิพลอย่างมากเหนือภาคพลังงานของไทย และมีส่วนในการกำหนดนโยบายของชาติผ่านการวิ่งเต้นและสายสัมพันธ์

“ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ แผนการที่จะยังคงรับซื้อไฟฟ้าราคาแพงจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ แม้ว่าประเทศไทยจะมีกำลังสำรองไฟฟ้าที่เกินความจำเป็นอยู่แล้วก็ตาม” เธอกล่าว

“พวกเขานับแต่ผลกำไร แต่คนทั่วไปต้องแบกรับต้นทุนนั้นไว้ในค่าไฟฟ้าของเรา”

ตามข้อมูลของ JustPow ซึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนความเป็นธรรมด้านพลังงาน พบว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองของประเทศไทยล้นเกินถึง 44% ในปี 2567 ซึ่งสูงกว่าสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองที่เหมาะสมที่ 15% ที่โดยทั่วไปจำเป็นต้องมีเพื่อสร้างเสถียรภาพของระบบกริดไฟฟ้า

กำลังการผลิตที่ล้นเกินนี้มาพร้อมกับต้นทุน โดยรัฐบาลต้องจ่าย “ค่าความพร้อมจ่าย” ให้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน โดยไม่คำนึงว่ามีความต้องการใช้ไฟฟ้าจริงมากน้อยเพียงใด ในการให้การต่อรัฐสภาเมื่อเดือนมีนาคม 2568 วรภพ วิริยะโรจน์ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ประเมินว่า รัฐบาลจ่ายเงินให้แก่โรงไฟฟ้าที่ผลิตต่ำกว่ากำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 55,000 ล้านบาท ในปี 2567 ซึ่งทำให้ค่าไฟเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนเพิ่มขึ้นประมาณ 61 บาท/เดือน

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ซึ่งเป็นแผนแม่บทในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ ว่าด้วยการจัดหาพลังงานไฟฟ้าในระยะยาว 15 – 20 ปี มีเป้าหมายที่จะเพิ่มพลังงานหมุนเวียนเป็นร้อยละ 51 ของกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งหมดภายในปี 2580 แต่การวิเคราะห์ฉบับร่างแผนในปี 2567 พบว่า แม้พลังงานแสงอาทิตย์จะเติบโตเป็น 24,412 เมกะวัตต์ หรือประมาณร้อยละ 16 ของแหล่งพลังงาน แต่แผนยังขาดความชัดเจนว่าสัดส่วนดังกล่าวจะจัดสรรให้กับโซลาร์บนหลังคาขนาดเล็กเทียบกับโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เท่าใด

แผนดังกล่าวยังรวมถึงโรงไฟฟ้าก๊าซแห่งใหม่แปดแห่ง ซึ่งทำให้เชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงอยู่ที่ร้อยละ 48 ของแผนผลิตไฟฟ้าของไทยไปจนถึงปี 2580

HaRDstories ได้พยายามติดต่อกระทรวงพลังงานและสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานหลายครั้งเพื่อขอความเห็น แต่ไม่ได้รับการตอบกลับใดๆ

 

โครงการริเริ่มใหม่ของรัฐบาล

แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่านโยบายของรัฐบาลขัดขวางโซลาร์บนหลังคา แต่รัฐบาลก็ได้เสนอมาตรการใหม่ที่จะช่วยสนับสนุนโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน โดยในเดือนกรกฎาคม คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งจะยกเลิกการขออนุญาตที่ยุ่งยากสำหรับโซลาร์บนหลังคา โดยเจ้าของบ้านจะต้องเพียงแค่แจ้งให้หน่วยงานทราบล่วงหน้า 30 วันก่อนการติดตั้งเท่านั้น

แต่ในเดือนตุลาคม คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีตกร่างกฎหมายดังกล่าว โดยวินิจฉัยว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่และจะสร้างภาระที่ไม่จำเป็นต่อสาธารณะ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จึงประกาศว่ากระทรวงจะยกเลิกการเสนอกฎหมายนี้ และจะหันไปเจรจากับกระทรวงอื่นๆ เพื่อแก้ไขกฎระเบียบที่มีอยู่แทน

กระทรวงพลังงานยังได้นำเสนอมาตรการลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 200,000 บาท สำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์

ทว่าไม่มีโครงการริเริ่มใดๆ ที่มุ่งแก้ไขข้อจำกัดพื้นฐาน นั่นคือ เพดานการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์บนหลังคาที่ 90 เมกะวัตต์ ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปจนถึงปี 2573

แรงจูงใจที่ขาดหาย

รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร กล่าวว่า แม้ร่างกฎหมายดังกล่าวจะผ่านการอนุมัติ แต่ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาหลักได้

“กฎหมายฉบับนี้ช่วยลดขั้นตอนการลงทะเบียนที่ซับซ้อนได้” เขากล่าว “แต่เราต้องการแรงจูงใจที่มากกว่านี้เพื่อให้เกิดความยั่งยืน”

รศ.ดร.ชาลี ให้ความเห็นว่า ปัญหาพื้นฐานคือ ระบบเน็ต บิลลิ่ง (Net Billing) ของประเทศไทย คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์บนหลังคาในอัตราที่ต่ำกว่าที่เรียกเก็บจากผู้บริโภค โดยปัจจุบันรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย ในขณะที่คิดค่าบริการไฟฟ้าจากกริดกับครัวเรือนในราคา 3.99 บาทต่อหน่วย

“นี่จึงไม่สร้างแรงจูงใจให้ผู้คนติดตั้งโซลาร์บนหลังคา” เขากล่าว

เขาเสนอให้เปลี่ยนไปใช้ ระบบเน็ต มีเตอริ่ง (Net Metering) ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้โซลาร์เซลล์สามารถฝากไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้ในเวลากลางวันเข้าสู่ระบบกริด จากนั้นจึงดึงกลับมาใช้ในเวลากลางคืน เขากล่าวว่า เมื่อรวมกับค่าธรรมเนียมการสมัครใช้บริการกริดแล้ว ระบบนี้จะมีความเป็นธรรมต่อทั้งผู้ใช้และผู้ให้บริการมากขึ้น

กลับมาที่นนทบุรี ขณะนี้แผงโซลาร์เซลล์ของ คุณสินีนุช ได้ติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ประสบการณ์ติดตั้งโซล่าร์ของเธอจะกลายเป็นเรื่องพบได้ทั่วไปมากขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านนโยบายพลังงานของไทยว่าจะมีการพัฒนา มากกว่าปัจจัยด้านเทคโนโลยีหรือเศรษฐศาสตร์ ซึ่งทั้งสองปัจจัยต่างเอื้อต่อโซลาร์เซลล์มากขึ้นเรื่อย ๆ

ปรัชญ์ รุจิวนารมย์ ได้ทำงานกับสำนักข่าวชั้นนำหลายแห่ง อาทิ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม กรีนนิวส์ บางกอกโพสต์ และสปริงนิวส์ ปัจจุบัน เขาทำงานในตำแหน่งผู้จัดการคอนเท้นท์ข่าว ที่สำนักข่าวเบนาร์นิวส์ เขามีความเชี่ยวชาญในประเด็นความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในไทยและชาติอาเซียน

พีระพล บุณยเกียรติ เป็นช่างภาพข่าวอิสระที่ประจำอยู่ในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เขาทำงานเป็นช่างภาพอิสระให้กับ SOPA Images เอเจนซี่ภาพข่าวของประเทศฮ่องกง พีระพล สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับการเมือง ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างประชาชนกับรัฐบาลและ สนใจในการเดินขบวนประท้วงต่างๆของประชาชน

More Features

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.