ผลกระทบที่แสนเค็มกับคำถามถึงการเดินหน้าเหมืองโพแทชในอีสาน

สภาพสวนมะม่วงและทุ่งนาที่ประสบปัญหาดินเค็มขั้นรุนแรง ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นผลกระทบที่เกิดจากการทำเหมืองโพแทช ภาพโดย ลูค ดุกเกิลบี/HaRDstories

แผนการเพิ่มสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าอาจสอดไส้เหมืองแร่โพแทช อีสานกลายเป็นแหล่งเป้าหมายผลิตแร่จากแหล่งเกลือ ท่ามกลางความเค็มขมของชาวบ้านและสิ่งแวดล้อม

“เราไม่อยากให้พี่น้องทั่วประเทศเจอผลกระทบแบบที่เราต้องเจอ” ธนาวรรณ ไกนอก กล่าวในเวทีเสวนา “อดีต ปัจจุบัน อนาคต โปแตชอีสาน” ซึ่งถูกจัดขึ้นที่ริมอ่างเก็บน้ำห้วยโทงในอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร นับเป็นส่วนหนึ่งของงานบุญสืบชะตาอ่างเก็บน้ำห้วยโทงที่จัดขึ้นทุกรอบปีวนมาเป็นครั้งที่ 6 

ย้อนความเป็นมาของงาน เกิดจากที่เมื่อปี 2558 ไชน่า หมิงต๋า โปแตช คอร์ปอเรชั่น บริษัทสัญชาติจีน ได้รับใบอนุญาตให้เข้าขุดเจาะสำรวจเพื่อทำเหมืองแร่โพแทชในพื้นที่อำเภอวานรนิวาส 

ชาวบ้านที่มีความกังวลต่อผลกระทบต่างๆ ที่อาจตามมาได้รวมตัวกันในชื่อกลุ่ม “รักษ์อำเภอวานรนิวาส” เคลื่อนไหวคัดค้านต่อต้านโครงการเหมืองแร่โพแทช ด้วยกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินขบวน ยื่นหนังสือคัดค้านกับผู้มีอำนาจ รวมไปถึงได้รวมตัวกันปิดล้อมไม่ให้ทางบริษัทเข้าทำการขุดเจาะสำรวจในพื้นที่ จนถูกทางบริษัทฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายมากกว่า 1 ล้านบาท

หากในอนาคตมีการทำเหมืองเกิดขึ้นจริง ทางกลุ่มกังวลว่าอาจมีสิ่งปฏิกูลปนเปื้อนลงสู่อ่างเก็บน้ำห้วยโทงแห่งนี้ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญใช้ทำเกษตรกรรม และเป็นแหล่งผลิตน้ำประปาให้กับคนทั้งอำเภอ งานบุญสืบชะตาอ่างเก็บน้ำห้วยโทงจึงเป็นกิจกรรมเพื่อแสดงออกถึงความต้องการอนุรักษ์ปกป้องห้วยน้ำโทง โดยใช้รูปแบบงานบุญประเพณี เพื่อรวบรวมคนในชุมชนเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกัน นอกจากนั้นยังมีชาวบ้านหลายร้อยคนจากหลายชุมชนทั่วภาคอีสาน ที่กำลังเผชิญกับโครงการเหมืองโพแทชเช่นเดียวกันเดินทางมาร่วมงาน เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงอนาคตที่พวกเขากำลังเผชิญ หลังรัฐบาลพยายามอย่างหนักที่จะหยิบยกโครงการเหมืองโพแทชต่าง ๆในภาคอีสานกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง

หนึ่งในนั้นคือ ธนาวรรณ  เธอเดินทางมาไกลกว่า 300 กิโลเมตร จากชุมชนของเธอในอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งในปัจจุบันเป็นพื้นที่เดียวในประเทศที่เหมืองโพแทชเปิดดำเนินการอยู่ เพื่อมาบอกเล่าถึงผลกระทบที่คนในชุมชนของเธอต้องพบเจอ

โพแทชอีสาน ความมั่นคงจีน

ช่วงปีทศวรรษที่ 2510  ไทยได้เริ่มทำการสำรวจหาแร่โพแทชในอีสานอย่างจริงจัง จนเกิดข้อค้นพบว่าปริมาณแร่โพแทชในอีสานนั้นมีศักยภาพที่เพียงพอในทางเศรษฐกิจ หลังจากปี 2520 เป็นต้นมา จึงได้เริ่มเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุน โดยมีโครงการในสองพื้นที่หลัก คือในจังหวัดอุดรธานีและชัยภูมิ แต่โครงการทั้งสองแห่ง ต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องเงินทุน อุปสรรคด้านกฎหมายข้อบังคับ รวมทั้งถูกประชาชนในพื้นที่ต่อต้าน ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการเปิดเหมืองได้มาเกือบ 40 ปี

“โพแทชเป็นเรื่องความมั่นคงของจีน” สันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กล่าว เนื่องจากแร่โพแทช (potash) หรือโพแทสเซียมคลอไรด์ (potassium chloride) เป็นส่วนผสมสำคัญที่ใช้ในการผลิตปุ๋ยเพื่อการเกษตร แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะบอกถึงความจำเป็นที่ต้องมีโครงการในอีสาน ว่าจะเป็นการลดการนำเข้าแร่โพแทช เพื่อทำให้ราคาปุ๋ยภายในประเทศลดต่ำลง  แต่สันติภาพมองว่า อีสานมีศักยภาพการผลิตราว 3 ล้านตันต่อปี แต่ความต้องการในประเทศมีเพียงราว 7 แสนตัน โพแทชส่วนใหญ่จึงน่าจะถูกส่งไปขายยังประเทศจีน ซึ่งมีความต้องการสูง

จีนซึ่งเป็นหนึ่งประเทศที่เพาะปลูกสินค้าการเกษตรมากที่สุดในโลก แม้จะมีแหล่งแร่โพแทชในประเทศเป็นของตัวเอง แต่ยังจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าจากชาติตะวันตกอย่างแคนาดา รัสเซีย เบลารุส มาโดยตลอด จีนจึงหันมาสนใจแหล่งโพแทชในอีสานของประเทศไทยที่อยู่ใกล้และราคาถูกกว่า 

Map designed by Emilie Languedoc

ในปี 2540 คณะรัฐบาลไทยได้เดินทางไปเยือนประเทศจีน และได้ชักชวนให้จีนมาลงทุนโครงการเหมืองแร่โพแทชในไทย โดยได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกัน นำมาสู่การที่มีบริษัทจากจีนเข้ามาขอใบอนุญาตขุดเจาะสำรวจที่อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ในปี 2547 นับเป็นโครงการแหล่งที่ 3 ในอีสาน

“เมื่อจีนผลิตสินค้าเกษตร เขาก็ขายมันไปได้ทั่วโลก จีนจะคุมสภาพสินค้าเกษตรของโลกเลย ผักที่เห็นในห้างบ้านเราก็ของจีนทั้งนั้น โพแทชเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จีนสามารถขยายอิทธิพลผ่านการค้าได้” สันติภาพมองว่า  จีนยังมีต้องการโพแทชอีกปริมาณมาก เพื่อเพิ่มความมั่นคงในภาคการเกษตรหล่อเลี้ยงผู้คนจำนวนมหาศาลในประเทศ และยังใช้แพร่ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ

จุดเปลี่ยนสำคัญของสถานการณ์โพแทชในอีสานเกิดขึ้นหลังจากที่ปี 2557 มีการรัฐประหารยึดอำนาจเข้าบริหารประเทศโดยรัฐบาลทหาร โครงการเหมืองโพแทชต่างๆ ในอีสานที่ค้างคาอยู่ถูกหยิบยกขึ้นผลักดันอย่างหนัก มีการอนุมัติให้ใบสำรวจกับโครงการที่สกลนคร อนุมัติใบอนุญาตดำเนินการเหมืองให้กับโครงการในชัยภูมิและอุดรธานี แม้ว่าประชาชนจะสู้คัดง้าง ไม่ให้เกิดการอนุมัตินี้กันมากว่า 40 ปี 

นอกจากนั้นแล้ว ยังอนุมัติใบอนุญาตดำเนินการเหมืองให้กับโครงการใหม่อีกหนึ่งแห่งที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ซี่งปัจจุบันเป็นโครงการแห่งเดียวในไทยที่ดำเนินการมาถึงขั้นเปิดเหมืองได้สำเร็จ     

ผลกระทบที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า

“ตั้งใจจะเก็บที่ดินผืนนี้ไว้ เพื่อเป็นหลักฐานว่าเหมืองโพแทชทำอะไรไว้กับชาวบ้าน” ธนาวรรณ ไกนอก กล่าวขณะที่พาเดินสำรวจที่ดินของครอบครัวเธอในตำบลหนองไทร อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา พื้นผิวดินเต็มไปด้วยคราบเกลือสีขาวจับตัวกันเป็นแผ่น  ซึ่งเมื่อครั้งก่อนเคยเป็นที่นาปลูกข้าวเลี้ยงคนในครอบครัว แต่หลังจากเหมืองแร่โพแทชเข้ามาตั้งอยู่ในชุมชน ที่ดินผืนนี้ก็ของเธอก็ถูกน้ำเค็มจากเหมืองแร่ไหลเข้ามา จนไม่สามารถเพาะปลูกอะไรได้อีก

ธนาวรรณย้อนอธิบายเส้นทางชีวิตของตัวเองว่าก็ไม่ต่างไปจากชีวิตอื่นๆ ที่เป็นอยู่ทั่วไปในชนบทอีสาน เติบโตมากับท้องทุ่งและวิถีการเกษตร จนเมื่อเข้าสู่อายุ 15 ก็หยุดการเล่าเรียนไว้เพียงแค่ชั้นมัธยม 3 เข้าไปทำงานในกรุงเทพ ทำตั้งแต่โรงงานเย็บผ้า ร้านเสริมสวย ไปจนถึงธุรกิจส่วนตัว “พี่ชายโทรมาบอกว่าเหมืองแร่ทำที่ดินเสียหาย เราก็ไม่เคยไปดูว่าเป็นยังไง คิดว่าคงไม่มีอะไรมาก” เวลาในชีวิตของธนาวรรณถูกใช้อยู่ที่เมืองหลวงเป็นส่วนใหญ่ จะได้กลับบ้านก็เฉพาะวันหยุดยาวตามเทศกาลต่างๆ ที่ผ่านมาเธอรับรู้การเข้ามาของเหมืองผ่านเสียงคำบอกเล่าทางโทรศัพท์จากญาติพี่น้องที่คอยส่งข่าว แต่ไม่ได้คิดเก็บมาใส่ใจ 

จนกระทั่ง เกิดการระบาดของเชื้อโควิด-19 ธนาวรรณต้องหยุดงานกลับมาอยู่ที่บ้าน ทำให้เธอมีเวลาได้ลงมาดูความเสียหายในที่ดินของครอบครัวตัวเองซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่เหมือง “แต่ก่อนคิดว่าเขาจะมาสร้างความเจริญให้เรา พอได้ลงมาก็ตกใจที่ได้เห็นผลกระทบขนาดนี้” ธนาวรรณกล่าว 

เหมืองแร่โพแทชจากบริษัท ไทยคาลิ เข้ามาดำเนินการในพื้นที่ตำบลหนองไทร ในปี 2558 สองสามปีถัดมา ชาวบ้านเริ่มสังเกตว่าพืชผลในไร่นาเริ่มไม่ออกผล ต้นไม้เริ่มยืนต้นตาย พื้นที่รอบเหมืองมีคราบเกลือและสิ่งปฏิกูลตกค้างบนผิวดิน พื้นที่รอบๆ เหมืองเริ่มกลายเป็นดินแดนไร้ชีวิตไม่สามารถเพาะปลูกอะไรได้

หน่วยงานรัฐได้เข้าตรวจสอบพื้นที่หลายครั้งแล้วพบว่าน้ำในบ่อสาธารณะ และในดินรอบพื้นที่เหมืองมีค่าความเค็มเกินมาตราฐานหลายเท่าตัว นอกจากนั้นความเสียหายยังเข้าไปถึงในชุมชนและวัด บ้านที่อยู่อาศัยของผู้คนต่างผุพังจากการถูกน้ำเค็มกัดเซาะ

“เราอาบน้ำอยู่ดีๆ ก็เกิดอาการคัน สระผมก็ไม่มีฟอง พอเอาปากชิมดูก็เลยรู้ว่าน้ำประปามันเค็ม” ดาวรุ่ง บมขุนทด ชาวบ้านหมู่ 8 เล่าย้อนถึงช่วงปี 2562 ที่น้ำประปาในหมู่บ้านมีค่าความเค็ม แม้หมู่บ้านของเขาจะอยู่ห่างออกไปจากเหมืองกว่า 10 กิโลเมตร “สายน้ำแถวนี้มันเชื่อมกันหมด ตรงโน้นมีปัญหาความเค็มมันก็ไหลมาลงตรงนี้” เครืออธิบาย ถึงแม้หมู่บ้านเขาจะไม่ได้มีปัญหาดินเค็มเหมือนกับหมู่บ้านที่อยู่รอบหมือง แต่น้ำเค็มจากบริเวณรอบๆ เหมืองก็ไหลตามเส้นทางน้ำธรรมชาติ มาลงที่บ่อน้ำสาธารณะที่ใช้ทำประปาหมู่บ้าน

ชาวบ้านต่างต้องซื้อน้ำมาใช้กันเองในครัวเรือนเป็นเวลาเกือบหนึ่งปี จนคนในหมู่บ้านเริ่มเรียกร้องหาความรับผิดชอบ ทางบริษัทเหมืองจึงได้ทำการต่อน้ำประปาจากแหล่งใหม่มาให้ชาวบ้านใช้แทน แต่กับต้องจ่ายค่าน้ำแพงขึ้นจากเดิม ดาวรุ่งเล่าถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน ว่าชาวบ้านพยายามจะผลักดันน้ำเค็มที่ตกค้างอยู่ออกจากบ่อสาธารณะของชุมชน ให้สามารถกลับมาใช้ระบบน้ำประปาของหมู่บ้านได้อีกครั้ง เพื่อให้ไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายจากที่เพิ่มขึ้น

ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อบริษัทไทยคาลิทางโทรศัพท์และอีเมลล์หลายครั้งเพื่อความคิดเห็น แต่ไม่ได้รับคำตอบ

ความเค็มจากเหมืองไม่ได้เพียงแค่กัดเสาะสิ่งต่างๆ ทางกายภาพ แต่ซึมลึกเข้าไปถึงระดับความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชน “ชุมชนของเราไม่เหมือนเดิม แม้แต่เป็นญาติพี่น้องบางคนก็ยังไม่คุยกัน” ธนาวรรณ กล่าว หลังจากมีเหมือง ความขัดแย้งก็ก่อตัวขึ้นในชุมชน แบ่งสองฝั่งระหว่างกลุ่มสนับสนุนกับกลุ่มที่คัดค้านเหมือง ซึ่งนับวันจะยิ่งฝังลึกลงไปเรื่อยๆ 

ความขัดแย้งนี้แสดงให้เห็นในวันงานไหว้ศาลพ่อปู่ประจำหมู่บ้านงานประเพณีความเชื่อประจำปีของชุมชน  ที่ทุกครัวเรือนจะนำของมาเส้นไหว้ศาลเจ้าปู่ สิ่งศักดิ์ประจำชุมชนเพื่อขอพรให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองตลอดทั้งปี แต่ในปีนี้ บรรยากาศกลับต่างออกไป ตัวแทนเหมืองได้เข้ามาเป็นโต้โผหลักในการงาน สร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านกลุ่มคัดค้านเหมือง “มันคืองานประเพณีของคนในชุมชน เราจัดกันเองทุกปี ไม่ต้องให้คนนอกเข้ามาจัดให้ ที่โกรธคือชาวบ้านด้วยกันเอง ที่ให้คนของเหมืองเข้าจัดงาน” หนึ่งในกลุ่มต่อต้านเหมืองกล่าวด้วยความอัดอั้นตันใจ

ต้นปี 2565 ชาวบ้านกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับเหมืองพากันตั้งกลุ่ม “คนรักษ์บ้านเกิดอำเภอด่านขุนทด” เคลื่อนไหวต่อต้านการทำเหมือง และเรียกร้องการเยียวยาจากความเสียหาย ด้านธนาวรรณตัดสินไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพ ปักหลักเป็นแกนนำต่อต้านเหมืองอยู่ที่ชุมชน แม้ต่อมาทางบริษัทเหมืองได้ทำการขอซื้อที่ดินรอบๆ เหมืองที่ได้รับความเสียหายจากชาวบ้านคนอื่นๆ แต่เมื่อข้อเสนอมาถึงที่ดินของธนาวรรณ เธอปฏิเสธ ตั้งใจเก็บที่ดินที่ไม่สามารถทำประโยชน์ได้ของครอบครัวผืนนี้ไว้ “เราต้องสู้เพื่อให้สังคมเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา เป็นตัวอย่างไม่ให้ไปเกิดขึ้นกับพื้นที่อื่นในอีสานอีก”

รถ EV เหตุผลใหม่ในการเดินหน้าเหมืองโพแทช

หนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลไทยนำมาใช้ผลักดันประเทศให้เป็นกลางทางคาร์บอนคือนโยบาย “30@30” ตั้งเป้าให้ประเทศมีสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้า 30 % ภายในปี 2573 จึงตามมาด้วยความพยายามที่จะพัฒนาแบตเตอรี่ราคาถูกเพื่อมาใช้ในรถ EV โดยสนับสนุนให้มีการค้นคว้าพัฒนาการผลิตแบตเตอรี่จากโซเดียม ซึ่งมีราคาถูกกว่าและเป็นแร่ที่หาได้ง่ายกว่าแบตเตอรี่จากลิเทียมแบบเดิมที่เป็นแร่หายากมีเพียงไม่กี่พื้นที่ในโลก

มหาวิทยาลัยขอนแก่น สามารถพัฒนาโรงงานที่ผลิตแบตเตอรี่จากโซเดียมได้เป็นแห่งแรกของอาเซียน ปัจจุบันอยู่ในช่วงการทดลองนำมาใช้ในยานพาหนะ เป็นความหวังของรัฐบาลที่สร้างให้ประเทศเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมผลิคแบตเตอรี่สำหรับรถ EV ในภูมิภาค ขณะเดียวกันก็ถูกหยิบยกมาใช้เป็นเหตุผลใหม่ในผลักดันโครงการเหมืองโพแทชอีกครั้ง 

“ขณะนี้มีกลุ่มนักลงทุนทางด้านพลังงานสนใจที่จะเข้ามาร่วมทุนในโครงการเหมืองแร่โพแทชที่ชัยภูมิ โดยผู้สนใจที่จะเข้ามาร่วมทุนไม่ได้มองไปถึงการผลิตแค่ปุ๋ยโพแทสเซียม แต่มองว่า ต้องการที่จะนำแร่โพแทชไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า” กระทรวงการคลังระบุในเอกสาร “แนวทางการดําเนินการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จํากัด (มหาชน)” ที่นำเสนอให้กับคณะรัฐมนตรีพิจารณา เพื่อเดินโครงการเหมืองแร่โพแทชที่จังหวัดชัยภูมิ

นงลักษณ์ มีทอง หัวหน้าทีมวิจัยผลิตแบตเตอรี่จากโซเดียมไอออน มหาวิทยาลัยขอนแก่น อธิบายว่าในอุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่นั้น ให้ความสำคัญกับคุณภาพความบริสุทธิ์ของโซเดียมเป็นอันดับแรก ดังนั้นคำตอบต่อคำถามที่ว่าเหมืองแร่โพแทชจำเป็นหรือไม่สำหรับแบตเตอรี่รถ EV จึงขึ้นอยู่คุณภาพของโซเดียมที่จะได้มาด้วย

นงลักษณ์ ไล่เรียงเห็นภาพว่า ในการผลิตแบตเตอรี่ 1 กิ๊กกาวัตต์ (GWh) ซึ่งใช้สำหรับรถราว 20,000 คันนั้นจะใช้โซเดียมในการผลิตเพียง 4-5 พันตัน ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังมีความต้องการรถ EV ที่ไม่สูงมาก จึงตอบได้ง่ายว่าแหล่งผลิตเกลือโซเดียมบริสุทธิ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นยังเพียงพอต่อความต้องการ

แต่ถ้าในกรณีที่หากเป็นไปตามแผน ที่ปี 2573  ไทยตั้งเป้าจะใช้รถ EV 30% ซึ่งคาดว่าต้องมีการผลิตรถเพิ่มราว 6-7 แสนคันต่อปี จุดนั้นอาจต้องหาแหล่งแร่เพิ่ม แต่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วยกัน เช่นว่าในจำนวน 30% นั้น จะมีแบตเตอรี่จากโซเดียมคิดเป็นเท่าไหร่ หรือหากต้องมีการทำเหมืองแร่โพแทชเพิ่มขึ้นมาจริงๆ กระบวนการผลิตจะเน้นให้ความสำคัญกับการสกัดโซเดียมความบริสุทธิ์สูงมากแค่ไหน “ในด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่จากโซเดียมเข้ามาแน่นอน ซึ่งมันเป็นความก้าวหน้าที่ดี แต่เราต้องบริหารจัดการทรัพยากรและควบคุมผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมให้ดี” นงลักษณ์ มีทอง กล่าว เธอมองว่า อีกไม่นานแบตเตอรี่ทางเลือกใหม่จะเป็นเทคโนโลยีที่จะถูกใช้อย่างแพร่หลาย หลายประเทศเริ่มมีการพัฒนาในระยะหนึ่งแล้ว จึงคาดว่าจะราคาถูกลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งแน่นอนว่าในแง่ของเทคโนโลยีส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่ต้องมีบริหารจัดทรัพยากรแร่และต้องควบคุมผลกระทบต่อชุมชนให้ดี

“มันเป็นแค่ข้ออ้างที่ดูทันสมัยตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อให้ง่ายต่อการอนุมัติโครงการ แต่สวนทางกับความรับผิดชอบ เห็นได้อย่างที่ด่านขุนทด” เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม มองว่า แหล่งโซเดียมในประเทศที่มีอยู่แล้วนั้นเพียงพอต่ออุตสาหกรรมแบตเตอรี่สำหรับรถ EV ซึ่งใช้ในปริมาณต่อหน่วยที่น้อย แต่เน้นคุณภาพ เขามองว่าข้ออ้างการผลิตแบตเตอรี่นั้นเพียงเป็นไปเพื่อสร้างความชอบธรรมในการเดินหน้าโครงการเหมืองโพแทชเท่านั้น

“เราทำเพื่อตอบสนองทุนจีนมากเกินไป สุดท้ายก็ทำไปเพื่อเอาโพแทชไปขายให้จีนทำปุ๋ย” เลิศศักดิ์มองว่า เป้าหมายหลักของการทำเหมืองโพแทชอีสานยังเป็นการส่งออกไปผลิตปุ๋ยเป็นหลัก นอกจากนั้นยังมีเป้าหมายในการสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่าง ๆ ที่เป็นผลพลอยได้จากการทำเหมือง ไม่ว่าจะอุตสาหกรรมเหล็ก หรืออุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ต่างๆ 

แบตเตอรี่โซเดียมเป็นเพียงส่วนย่อยหนึ่งในอุตสาหกรรมต่อเนื่องเหล่านั้น “ต้องอธิบายมาให้หมดว่าจะกำจัดมลพิษยังไง พื้นที่เหมาะสมควรเป็นที่ไหน อย่ามาบอกแค่ว่าเราจะมีวัตถุดิบจำนวนมากมาเพื่อทำแบตเตอรี่” เลิศศักดิ์กล่าว “แค่แร่โพแทชที่ด่านขุนทดที่เดียวก็มีผลกระทบมากมายขนาดนี้ ถ้ามีโรงงานอุตสาหกรรมต่อเนื่องตามอีกจะเอาอะไรมาควบคุม”

อีกชุมชนในเขตเหมืองเตรียมรับมือ

“ไม่เอาเหมืองแร่” ข้อความในป้ายขนาดใหญ่ประกาศลั่นชัดเจน ชาวบ้านหมู่บ้านสระขี้ตุ่นนำป้ายขนาดใหญ่ไปติดที่ทางเข้าหมู่บ้าน ชุมชนอยู่ห่างจากหนองไทรราว 5 กิโลเมตร แต่นับว่าอยู่ในเขตทำเหมืองแร่ตามใบอนุญาตเดียวกัน 

“เราเคยเห็นว่าแต่ก่อนที่หนองไทรเป็นยังไง เคยปลูกข้าวได้ เคยสมบูรณ์ยังไง พอมีเหมืองแล้วเราก็เห็นถึงความเสียหาย” จงดี มินขุนทด ชาวบ้านบ้านหนองตุ่น อธิบายเหตุผลที่คนในชุมชนลุกขึ้นมาต่อต้านการเข้ามาของเหมือง จงดีเล่าย้อนถึงช่วงที่เริ่มมีการเข้ามาขุดเจาะสำรวจ ในเวลานั้นชาวบ้านยังมีทั้งกลุ่มที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับโครงการเหมืองแร่ แต่เมื่อเหมืองแร่เปิดดำเนินการและเกิดผลกระทบในบ้านหนองไทร ทำให้ชาวบ้านหนองขี้ตุ๋นเริ่มหันมาพูดคุยกัน 

หลังจากนั้นทางเหมืองเริ่มซื้อที่ดินในบริเวณรอบชุมชน ทำให้ชาวบ้านสระขี้ตุ่นรวมกลุ่มกันต่อสู้คัดค้านอย่างจริงจัง

วันที่ 24 มิถุนายน 2566  ชาวบ้านสระขี้ตุ่นกว่า 200 คน ได้รวมตัวกันทำกิจกรรม ทุบทำลาย รื้อถอน แท่นขุดเจาะสำรวจที่ทางเหมืองมาติดตั้งไว้ในชุมชน เนื่องจากมองว่าเป็นการติดตั้งแท่นเจาะที่ไม่ชอบธรรม เพราะไม่มีการแจ้งข้อมูลการดำเนินการให้ชาวบ้านในพื้นที่ ไม่มีการชี้แจงวัตถุประสงค์ไม่มีมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม ไม่มีการประชาคมชาวบ้านในพื้นที่

จงดีเล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านั้นทางเหมืองได้เข้ามาจ่ายเงินให้กับเจ้าของที่ดินเพื่อขอติดตั้งแท่นขุดเจาะสำรวจ เมื่อทางจงดีและทางกลุ่มทราบเรื่องจึงได้เข้าไปพูดกับเจ้าของที่ดินคนดังกล่าว อธิบายถึงผลเสียที่จะตามมาหากมีการขุดเจาะสำรวจ หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด เจ้าของจึงตัดสินใจนำเงินทั้งหมดไปคืนทางเหมืองเพื่อยกเลิกสัญญา และเปิดให้ชาวบ้านเข้ามารื้อแท่นขุด

แต่นั้นนับเป็นเพียงชัยชนะเล็กๆ สำหรับชาวบ้านที่ไม่ต้องการเหมือง ปัจจุบัน เหมืองโพแทชที่หนองไทรยังดำเนินการอยู่และข่าวคราวเรื่องการขยายพื้นที่เหมืองก็ไม่ได้หายไปโดยสิ้นเชิง

“ถ้าปล่อยไปแบบนี้เราจะเป็นเหมือนหนองไทร เราจึงคุยกันว่าจะยอมให้เหมืองมาทำที่ฝั่งเราไม่ได้” จงดีกล่าวทิ้งท้าย

ต้นฉบับภาษาอังกฤษเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ChinaDialogue

สมานฉันท์ พุทธจักร นักข่าวอิสระจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย โดยงานเขียนที่ผ่านมาครอบคลุมหลากหลายประเด็น ตั้งแต่วัฒนธรรม สิทธิมนุษยชน ไปจนถึงสิ่งแวดล้อม

ลูค ดักเกิลบี เป็นช่างภาพชาวอังกฤษประจำกรุงเทพฯ คอยติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากมลพิษและการพัฒนาต่อชุมชนท้องถิ่นสม่ำเสมอ

More Features

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.