ไทยผ่อนปรนกฎหมายประมง แต่การทารุณแรงงานและประมงผิดกฎหมายอาจหวนคืน?
- ภาพ ลูค ดุกเกิลบี
ภาพเรืออวนลากกำลังกำลังขนถ่ายปลาที่จับมาได้ในเวลาเช้ามืดที่ท่าเรือภูเก็ต ประเทศไทย ภาพ : ลูค ดักเกิลบี
- เรื่อง: แคโรลีน โคเวิน
- Published
- 9 min read
รัฐสภาเตรียมแก้กฎหมายประมง ท่ามกลางข้อสังเกตจากหลายฝ่ายว่าอาจเสี่ยงพาไทยถอยหลังด้านสิทธิมนุษยชนและทะเลกลับไปแปดปีก่อน
กรุงเทพมหานคร — กว่าหกปีมาแล้วที่ประเสริฐ ศรีวะอุไรติดอยู่กลางทะเลบนเรืออวนลาก เขาและเพื่อนบนเรือแทบไม่ได้เห็นฝั่ง อย่าว่าแต่จะได้ขึ้นฝั่งเลย เมื่อได้รับบาดเจ็บบนใบหน้า เขาก็ไม่ได้รับการรักษา จนสุดท้ายต้องเสียตาไปหนึ่งข้าง เรื่องราวของประเสริฐถูกรายงานโดยสำนักข่าวอังกฤษ The Telegraph เขาต้องเผชิญความรุนแรง ถูกบังคับใช้แรงงาน และตกอยู่ในสภาพการทำงานอันน่าสมเพช ก่อนหนีรอดออกจากเรือในปี 2557 ประเสริฐเป็นหนึ่งในเหยื่อของการค้าทาสยุคใหม่ ซึ่งในช่วงปีนั้นพบได้ทั่วไปในอุตสาหกรรมประมงของไทย และเรื่องเริ่มแดงผ่านการสืบสวนเมื่อราวสิบปีก่อน
เพื่อตอบโต้กับผลการสืบสวนนั้น ผู้ซื้ออาหารทะเลในระดับนานาชาติอย่างสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มงวดต่อภาคประมงของไทย จนทำให้รัฐบาลไทยต้องออกมาปฏิรูปกฎหมายหลายชุดในปี 2558 และ 2559 เพื่อควบคุมการทำประมงแบบผิดกฎหมาย ไม่ได้รับการรายงานและไม่ถูกควบคุม หรือที่รู้จักกันว่า “ประมงไอยูยู” และการทารุณแรงงานที่เกี่ยวข้อง
แปดปีหลังการปฏิรูป วันนี้ ผู้บัญญัติกฎหมายไทยกำลังถกกันว่าจะเปลี่ยนแปลงเนื้อหากฎหมาย พ.ร.บ. ประมง เพื่อจะเพิ่มกำไรและลดภาระทางกฎหมายต่อผู้ทำประมงพาณิชย์ ผู้ติดตามสถานการณ์ชี้ว่า หากเนื้อหาเปลี่ยน การประมงแบบไม่มีขื่อไม่มีแปก็เสี่ยงจะกลับมาอีกครั้งเหมือนดั่งอดีต และทำให้สิทธิมนุษยชน วิถีชีวิตในท้องถิ่น และทรัพยากรปลาตกอยู่ในภาวะเสี่ยง
ปิยะ เทศแย้ม ผู้นำของสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ได้บอกกับ Mongabay ว่า “ทรัพยากรทะเลนั้นเป็นทรัพยากรที่ต้องแบ่งปันกัน จิตวิญญาณของ พ.ร.บ. ประมงนั้นชัดเจนว่ามีกฎหมายนี้ไว้เพื่อดูแล คุ้มครอง ฟื้นฟู และช่วยชาวประมงในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม จิตวิญญาณนี้กำลังจะหายไป”
ดอมินิก ทอมสัน ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากมูลนิธิความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice Foundation – EJF) บอกว่าการเปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้ “จะลดทอนความพยายามตลอดแปดปีที่ผ่านมา เพื่อรับมือกับการทำประมงแบบผิดกฎหมายและการปรับปรุงเรื่องสิทธิมนุษยชน และสภาพการทำงานในทะเล … การปรับเปลี่ยนเนื้อหานี้เป็นประโยชน์แค่กับเจ้าของเรือส่วนน้อย แต่ต้องแลกมากับชาวประมงพื้นบ้านเกือบหมื่นรายและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคนอื่นๆ”
เมื่อไม่นานมานี้ EJF ได้ทบทวนกฎหมายร่วมกับองค์กรภาคีทั้งในไทยและนานาชาติและเห็นว่ามีมาตรการที่น่ากังวลอยู่ 17 ข้อในการเสนอแก้กฎหมายใหม่ครั้งนี้ ทั้งข้อกฎหมายที่ลดการคุ้มครองแรงงานและระบบตรวจตราเรือประมง การลดหย่อนโทษหากมีการทำผิดกฎ การระบุถึงเครื่องมือประมงที่ใช้ภาษาเด็ดขาดน้อยลง และการอนุญาตให้ย้ายแรงงานและผลผลิตประมงระหว่างออกเรือได้
งานทบทวนนี้ชี้ว่า หากมีการปรับปรุงกฎหมายนี้จริง จะไม่ได้แค่ทำลายความปลอดภัยของแรงงานประมงและเพิ่มความเสี่ยงของการประมงแบบ IUU เท่านั้น แต่อาจจะส่งผลเสียต่อรายได้ส่งออกอาหารทะเลของไทยด้วย ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 5.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ (199 พันล้านบาท) ในปี 2564 และกระตุ้นให้เกิดการทำประมงที่เป็นภัยต่อความยั่งยืนของระบบนิเวศปลาและทะเลไทยในระยะยาว การทบทวนกฎหมายพบว่า ทะเลไทยเพิ่งจะส่งสัญญาณว่าฟื้นฟูจากการตักตวงเกินขอบเขตที่ผ่านมา โดยหน่วยวัดสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ “ปริมาณการจับสัตว์น้ำต่อหน่วยการลงแรงประมง” พบว่าเพิ่มขึ้น 40% ในทะเลอันดามัน และเพิ่มขึ้น 80% ในอ่าวไทย นับตั้งแต่ช่วงเวลาที่มีปริมาณต่ำที่สุดในปี 2560
เสี่ยงต่อการค้าระหว่างประเทศ
การปฏิรูปกฎหมายประมงนี้เป็นที่พูดถึงหลังการเลือกตั้งของไทยในเดือนพฤษภาคม 2566 ด้วยรัฐบาลใหม่นำโดยเศรษฐา ทวีสิน ที่ให้คำมั่นว่าจะทำให้อุตสาหกรรมประมงไทยกลับมามีกำไรอีกครั้งและถือเป็นวาระเร่งด่วน
คณะกรรมการภายใต้คณะรัฐมนตรีได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องการปฏิรูปกฎหมาย และกำลังทบทวนร่างกฎหมาย 8 ฉบับด้วยกัน ซึ่งเสนอจากคณะรัฐมนตรีและพรรคการเมืองอีก 7 พรรค EJF กล่าวว่า ร่างหลายฉบับนี้ ซึ่งรวมถึงร่างของคณะรัฐมนตรี นั้นแก้ไขโดยได้รับอิทธิพลจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย (National Fisheries Association of Thailand ) ซึ่งเป็นตัวแทนของภาคประมงพาณิชย์ที่ออกมาเรียกร้องเป็นเวลายาวนานให้รัฐบาลปลดมาตรการรับมือประมง IUU และการทารุณแรงงาน ที่เริ่มใช้ในปี 2558 และ 2559
ในวงเสวนาเมื่อเดือนมกราคม 2567 ที่กรุงเทพ ปลอดประสพ สุรัสวดี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมดูแลการแก้ไขกฎหมาย กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงกฎหมายนั้นจำเป็นเนื่องจากกฎหมายประมงในปัจจุบันเข้มงวดและซับซ้อนเกินไป ลดรายได้ของเรือประมงพาณิชย์ในประเทศและการส่งออกอาหารทะเล
ร่างแก้พ.ร.บ.ประมงฉบับสุดท้ายจากการพิจารณาของคณะกรรมการคาดว่าจะส่งเข้ารัฐสภาช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน เดดไลน์ที่ใกล้เข้ามาทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนทั้งในไทยและต่างประเทศ
ในเดือนพฤษภาคม 2567 EJF และกลุ่มอุตสาหกรรม EU หลายกลุ่มส่งจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้ชาลีนา วิทเชวา อธิบดีคณะกรรมาธิการยุโรปในประเด็นกิจการทางทะเลและประมง ให้ยึดถือมาตรฐานสากลสำหรับประเด็นการประมง IUU ระหว่างการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรียุโรปและไทยที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้
ในจดหมายนั้น ทางกลุ่มได้ชี้ให้เห็นว่า EU มีบทบาทสำคัญที่กระตุ้นให้ไทยจัดการกับการประมงแบบ IUU ผ่านการออกใบเหลืองสำหรับการส่งออกอาหารทะเลในปี 2558 ถัดมา เมื่อทางการไทยได้ออกกฎระเบียบตามแนวปฏิบัติที่ดีสากลเพื่อลดประเด็น IUU และการทารุณต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ใบเหลืองนั้นก็ถูกยกไปในปี 2562
เนื้อความในจดหมายมีอยู่ว่า “ในเมื่อทางการไทยนั้นอาจตัดสินใจที่จะก้าวถอยหลังและนับเป็นการตัดสินใจที่เป็นภัย คณะกรรมาธิการต้องคอยระวังและทำให้มั่นใจว่าการค้าขายกับ EU นั้นเข้มแข็งขึ้น ไม่ใช่บั่นทอนนโยบายต่อต้านการประมง IUU ของ EU ไปเสีย”
ผู้นำเข้าอาหารทะเลจากไทยรายใหญ่รายอื่นได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ก็สามารถยึดตามมาตรฐานหรือออกมาตรฐานการนำเข้าที่เข้มงวดขึ้นได้เพื่อลดความเสี่ยงการมีส่วนรับผิดในการประมงแบบ IUU ตลาดที่กล่าวมานี้นับโดยคร่าวๆ แล้วเป็น 60% ของการส่งออกอาหารทะเลไทย มีมูลค่ากว่า 3.3 พันล้านดอลลาร์ (121 พันล้านบาท)ในปี 2565 ตามข้อมูลของ EJF
กำไรแทบไม่เหลือ
มงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ได้บอกกับ Mongabay ว่าเขาไม่กังวลว่าการปฏิรูปครั้งนี้จะทำให้ไทยเสียชื่อในตลาดอาหารทะเลโลก ตั้งแต่จำนวนเรือประมงพาณิชย์ในไทยลดลง 25% จากการปลดระวางเรือที่เกี่ยวข้องกับการประมง IUU ในช่วงการปฏิรูปปี 2558 – 2559 เขาบอกว่า อุตสาหกรรมประมงนั้นไม่สามารถจับสัตว์น้ำเลี้ยงปากท้องของคนในประเทศได้ต่อไป อย่าว่าแต่ให้ส่งออกอาหารทะเลที่มีอยู่เลย
มงคลบอกว่าผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่ส่งออกจากไทย “แทบจะไม่มีอาหารจากทะเลไทย” ส่วนใหญ่แล้วเป็นสัตว์น้ำที่นำเข้ามาเพื่อแปรรูปและส่งออกต่อมากกว่า เขายังเสริมด้วยว่า “เพราะฉะนั้นแล้วจะกลัวเสียชื่ออะไรกัน?”
ผลผลิตที่ส่งออกไปสู่ตลาดสากลที่มีกฎระเบียบต่างๆ นั้นอาจใช้สัตว์น้ำนำเข้าจากแหล่งเข้มงวดน้อยกว่า เช่น นำเข้าจากเวียดนาม ซึ่งตอนนี้ได้รับใบเหลืองจาก EU มงคลเห็นว่าผู้ซื้อต่างประเทศอย่าง EU ควรหันไปสนใจการตรวจสอบย้อนกลับธุรกิจนำเข้า-ส่งออกในไทยมากกว่า ไม่ใช่แค่จะบังคับใช้กฎต่างๆ กับเรือประมงพาณิชย์ในประเทศเท่านั้น เขาเสริมด้วยว่า การแก้กฎหมายครั้งนี้จะมุ่งปรับปรุงการตรวจสอบย้อนกลับผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่นำเข้ามาในไทยด้วย
มงคลกล่าวว่า การปฏิรูปกฎหมายประมงครั้งนี้จะจัดการภาระการเงินและภาระจากระบบราชการที่เรือประมงพาณิชย์ต้องเผชิญ ซึ่งเริ่มต้นช่วงการปฏิรูปกฎหมาย 2558 – 2559 มงคลมองว่าการปฏิรูปดังกล่าวเป็นการบังคับใช้จากบนลงล่างและไม่ได้ปรึกษาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมากนัก ค่าปรับหากฝ่าฝืนกฎหมาย เช่น ไม่มีใบอนุญาตเรือประมหรือระบบการตรวจสอบลูกเรือนั้นรุนแรงเกินไปในกฎหมายฉบับปัจจุบัน
เขามั่นใจว่าการปฏิรูปนี้จะไม่นำไปสู่การละเมิดสิทธิแรงงานหรือการค้ามนุษย์ ข้อเสนอให้นำการคุ้มครองแรงงานออกจากกฎหมายประมงนั้นเป็นความพยายามที่จะปรับปรุง เนื้อหาส่วนกฎหมายแรงงานที่ทับซ้อนกับกฎหมายแรงงานที่มีอยู่แล้วและซับซ้อนเกินความจำเป็น เขาอธิบาย พ.ร.บ. ประมงฉบับปัจจุบันไว้ว่าเป็น “กฎหมายที่เอามายำรวมกันลวกๆ”
ลดการจับสัตว์น้ำวัยอ่อน
ปิยะจากสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย เป็นตัวแทนของชาวประมงพื้นบ้านในคณะกรรมการแก้ไขกฎหมาย เขาบอกว่าทะเลไทยนั้นเคยมีปลาอุดมสมบูรณ์ ในหลายปีที่ผ่านมา ชาวประมงออกจับปลาหลากหลายชนิด แต่ตอนนี้ทุกคนจำใจต้องร้องหาปลาฝูงเดียวกัน
ในมุมมองของปิยะ สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ประชากรปลาในระยะยาวลดลงนั้นมาจากมาตรการควบคุมเรืออวนลากอันย่ำแย่ ซึ่งเรือเหล่านี้จับปลาวัยอ่อนเป็นจำนวนมาก โดยมองว่าเป็น “ปลาเป็ด” ไว้ขายไปทำอาหารสัตว์ต่อ เขามองว่า เรืออวนลากพาณิชย์ที่จับปลาแบบผิดกฎหมายในพื้นที่ใกล้ฝั่ง และยังทำลายอุปกรณ์ประมงของชาวประมงขนาดเล็กนับว่าเป็นปัญหามาก
เขายังบอกด้วยว่า ต้องการเห็นการปฏิรูปกฎหมายครั้งใหม่ที่จัดการกับปัญหาประมงผิดกฎหมายในพื้นที่ทะเลชายฝั่ง และจัดการกับการที่ประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้านต้องมารับผิดอย่างไม่สมดุลกัน ตามมุมมองของเขา นอกจากนั้น จะเป็นก้าวสำคัญของวงการประมงไทยหากเพิ่มการตรวจตราเรือประมงพาณิชย์ ซึ่งนิยามตามกฎหมายไว้ว่าเป็นเรือที่มีขนาดมากกว่า 30 ตันกรอส แม้กรมประมงของไทยจะบอกว่าจะมีมาตรการตรวจเรือประมงพาณิชย์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปิยะเห็นว่า “มีเรือไม่กี่ลำเท่านั้นที่ใช้ระบบนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในศูนย์ตรวจตราและการบังคับใช้กฎหมายนั้นยังต่างกันอยู่”
ปิยะและเพื่อนๆ ในกลุ่มประมงพื้นบ้านหลายจังหวัดเป็นส่วนหนึ่งของแนวร่วมกลุ่มประชาสังคมกว่า 90 กลุ่มที่ออกมาเรียกร้องให้ผู้ร่างนโยบายของไทยทบทวนการแก้กฎหมายอีกครั้งในเดือนตุลาคม 2566 พวกเขาต่อสู้ให้มีกฎหมายการจับสัตว์น้ำวัยอ่อนที่เข้มงวดขึ้นเพื่อเพิ่มประชากรปลา และมองเห็นว่าการแก้กฎหมายครั้งใหม่นี้เป็นโอกาสที่จะทำเช่นนั้นได้
ในฐานะส่วนหนึ่งของคณะกรรมการ ปิยะบอกว่าเขาเคารพวิสัยทัศน์ของรัฐบาลที่จะทำให้วงการประมงไทยตื่นตัวอีกครั้ง แง่มุมบางอย่างของวิสัยทัศน์นั้น เช่น การเพิ่มประชากรปลาอย่างยั่งยืน ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร และสนับสนุนการทำประมงตามวิถีดั้งเดิม สอดคล้องกับความเห็นของเขา แต่ในทางปฏิบัติแล้ว คนออกนโยบายไม่ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ “ความเป็นจริงแล้ว มันก็เป็นแค่วาทกรรม” เขาเสริมว่าการทำงานร่วมกันบังคับใช้กฎให้เข้มงวดขึ้นนั้นแทบไม่มีเลย โดยเฉพาะในการทำประมงแบบทำลายล้าง เช่น การใช้อวนลาก ซึ่งเป็นผลดีกับคนส่วนน้อย แต่ต้องแลกมาด้วยทรัพยากรประมงในอนาคต
ปิยะกล่าวว่า ข้อเสนอแก้กฎหมายส่วนเกี่ยวกับการลดขนาดตาอวนที่ใช้ในประมงกลางคืนนั้นน่ากังวล การจับปลาด้วยอวนตาเล็กและการปั่นไฟที่มักใช้กันในประมงพาณิชย์เพื่อล่อฝูงปลาเวลามืดนั้นจะยิ่งทำให้การจับปลามีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจทำให้ทรัพยากรทะลนั้นเสียหายอย่างหนัก “ประเด็นนี้น่ากลัวมาก สัตว์น้ำหลายสปีชีส์จะถูกทำลายอย่างหนัก”
ณิชนันท์ ตัญธนาวิทย์ ผู้นำการรณรงค์ในประเด็นมหาสมุทรของกรีนพีซ ประเทศไทย ได้ออกมาแสดงความกังวลในทิศทางเดียวกันต่อประเด็นการเปลี่ยนแปลงกฎหมายขนาดตาอวนผ่านการสัมภาษณ์ทางอีเมลกับ Mongabay เธอยังบอกด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงคำในส่วนสำคัญๆ ของ พ.ร.บ. ประมง นั้นอาจทำให้เกิดผลเสียหายอย่างหนัก เช่น การเปลี่ยนแปลงคำว่า “เขตทะเลชายฝั่ง” ในมาตราที่เสนอแก้ไขอาจทำให้ประมงพาณิชย์จับปลาในน่านน้ำใกล้ชายฝั่ง ซึ่งจะทำให้พื้นที่อนุบาลปลาและวิถีชีวิตการทำประมงในพื้นที่นั้นถูกทำลายไป
อย่างไรก็ตาม มงคลจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ไม่เห็นด้วยอย่างมากว่าประมงพาณิชย์นั้นเป็นผู้รับผิดชอบเพียงผู้เดียวในประเด็นการจับสัตว์น้ำวัยอ่อน เขาบอกว่าเรือประมงพื้นบ้าน ซึ่งนิยามตามกฎหมายว่าเป็นเรือที่เล็กกว่า 30 ตันกรอสนั้นเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว และทำประมงในเขตชายฝั่ง ซึ่งหมายความว่า ปลาถูกจับก่อนจะได้ฟักตัวด้วยซ้ำ
ในขณะที่จำนวนเรือประมงพาณิชย์ที่จับปลาในน่านน้ำไทยนั้นลดลงกว่า 25% หลังการปฏิรูปในปี 2558 – 2559 จำนวนเรือประมงขนาดเล็กกลับเพิ่มขึ้นสองเท่า รายงานสถานะการประมงไทยในปี 2566 ของ EJF พบว่า มีเรือประมงขนาดเล็กที่ลงทะเบียนจำนวน 50,639 ลำในปี 2565 นับเป็น 83% ของเรือประมงทั้งหมดในไทย และมีเรือประมงพาณิชย์อยู่ที่ 10,047 ลำ นับเป็นอีก 17% ที่เหลือ
เหลือแค่ไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น
ดอมินิกจาก EJF บอกว่าเมื่อพิจารณาความคืบหน้าของการอภิปรายในคณะกรรมการแล้ว ก็มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้พูดคุยถึงมาตราสำคัญๆ เลยจนกว่าช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของการร่างพ.ร.บ. เขาชี้ว่าการปฏิรูปกฎหมายครั้งนี้ต้องพิจารณาให้รอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่จะต้องหาทางประนีประนอมการคุ้มครองแรงงานและเพื่อสิ่งแวดล้อม
“ประเด็นอะไรที่ยังไม่ได้หารือกันตอนนั้นก็จะกลับไปอยู่ในร่างของคณะรัฐมนตรี” ดอมินิกบอกกับ Mongabay ทางอีเมล “นั่นรวมถึงการผ่อนปรนกฎบางข้องเกี่ยวกับประเด็น การขนถ่ายข้ามเรือในทะเล เรืออวนลาก นำการคุ้มครองแรงงานออก รวมถึงการปลดข้อบังคับให้ตรวจสอบเรือประมงตามเวลาจริง” เพื่อหลีกเลี่ยงผลที่อาจเกิดขึ้น EJF ได้เรียกร้องให้ขยายระยะเวลาการพิจารณาร่างกฎหมายของคณะกรรมการไปจนกว่า “จะได้พูดคุยมาตรการต่างๆ ที่ยังน่ากังวลจนหมด”
ดอมินิกยังพูดว่า ในที่สุดแล้ว การปฏิรูปกฎหมายประมงนี้กำลังทำให้ประเทศไทยเบนเข็มจากหนทางที่ควร ทั้งที่ผู้ออกนโยบายควรพัฒนามาตรฐานสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมมากกว่า เมื่อมองตามแรงผลักดันในระดับนานาชาติ ถ้าทำเช่นนั้นชื่อเสียงของไทยในระดับโลกก็จะดีขึ้นในฐานะแหล่งอาหารทะเลที่จับแบบถูกกฎหมายและยั่งยืน และยังสนับสนุนการประมงในประเทศให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย
“เหลือเวลาอีกไม่กี่อาทิตย์เท่านั้น ก่อนที่ความเสียหายจะเกิดกับอุตสาหกรรมประมงไทย ซึ่งเป็นผลเสียต่อไทยเองและไม่สามารถทวงกลับมาได้” เขากล่าว
รายงานเพิ่มเติมโดย ณิชา เวชพานิช จากกรุงเทพฯ
More Features
- โดย วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์





