หยุดเขื่อนกั้นสายน้ำปัตตานี ชาวบ้านยื่นเรื่องธรรมนัสค้านสร้างประตูระบายน้ำกรงปินัง

เครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานีแสดงจุดยืนคัดค้านโครงการประตูระบายน้ำกรงปินัง และยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

อารีฟีน แปเฮาะอีเล/HaRDstories
เครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานีคัดค้านโครงการประตูกั้นแม่น้ำกรงปินัง ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ภาพ : อารีฟีน แปเฮาะอีเล/HaRDstories

ยะลา – วันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ยะลา ชาวบ้านกรงปินังกว่า 70 คน ในนามเครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานี จากชุมชนบ้านรือเป อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา ร่วมกันแสดงจุดยืนเพื่อยืนยันการคัดค้านโครงการประตูระบายน้ำกรงปินังด้วยความสงบแต่ทรงพลัง พร้อมยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะลงพื้นที่รับฟังสถานการณ์น้ำท่วมและแผนป้องกันบรรเทาอุทกภัย เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ณ อาคารหอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา

“เขื่อนไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่คือวาทกรรมการพัฒนาที่สร้างหายนะ” คือหนึ่งในป้าย ป้ายผ้าสีขาวที่ชาวที่ชาวบ้านถือ ซอฮาบูดิน เลาะยะพา อายุ 29 ปี ผู้ประสานงานเครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานี กล่าวว่า การยื่นจดหมายต่อร้อยเอกธรรมนัส คือการแสดงจุดยืนของชุมชนและย้ำเตือนต่อรัฐบาลว่า ชุมชนขอให้ยุติโครงการประตูระบายน้ำกรงปินัง ตามที่เคยได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และยื่นจดหมายต่ออดีตนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568

นอกจากขอให้รัฐยุติโครงการประตูระบายน้ำกรงปินังแล้ว อีกข้อเสนอสำคัญของชุมชน คือ ขอให้รัฐพิจารณาแนวทางการจัดการน้ำด้วยหลักการ Green River ที่ให้ความสำคัญกับการรักษาระบบนิเวศสายน้ำให้มั่นคง และการใช้ประโยชน์อย่างเป็นธรรม

การจัดการน้ำตามแบบ Green River หรือจัดการน้ำตามแนวทางสีเขียวนี้ จะช่วยลดปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และช่วยฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำโดยไม่ทำลายระบบนิเวศในลุ่มน้ำ และแน่นอนว่า ยั่งยืนกว่าการสร้างคอนกรีตขนาดใหญ่ขวางลำน้ำ

 

กรมชลฯ จะฆ่าสายน้ำด้วยคอนกรีต หรือยกเลิกประตูกั้นน้ำกรงปินัง

ด้านปัตตานียะห์ มามะ วัย 43 ปี จากชุมชนบ้านรือเป กล่าวว่า ครั้งนี้ชาวบ้านนำภาพถ่ายสายพันธุ์ปลาท้องถิ่นและแผนที่การใช้ประโยชน์ของชุมชนมาแสดง เพื่อสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ของชุมชนต่อแม่น้ำปัตตานี พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้หญิงในชุมชนร่วมต่อสู้คัดค้านการก่อสร้างประตูระบายน้ำกรงปินังมาโดยตลอด ตั้งแต่การยื่นหนังสือต่อกรมชลประทาน เลขาธิการ ศอ.บต. และนายกรัฐมนตรี เพื่อยืนยันว่าไม่เอาประตูกั้นแม่น้ำปัตตานี

“ไม่ใช่แค่การทบทวนศึกษาใหม่เท่านั้น แต่ขอให้ทางรัฐบาลยกเลิกโครงการประตูระบายน้ำกรงปินัง” ปัตตานียะห์กล่าว 

ทั้งนี้ทางชุมชนยืนยันว่าเคยรวบรวมรายชื่อ 1,067 รายชื่อ เพื่อคัดค้านโครงการประตูกั้นแม่น้ำกรงปินังและถอดคำพูดชาวบ้านผู้เข้าร่วมเวทีประชาคมกำหนดอนาคตตนเองเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2567 กว่า 1,000 คน เพื่อยื่นต่อรองเลขาธิการ ศอ.บต. ไปแล้วตั้งแต่เดือนตุลาคมปีเดียวกัน

ด้านแวดาโอ๊ะ เจ๊ะเตะ กล่าวว่า โครงการประตูระบายน้ำกรงปินัง เป็นโครงการเดิมจากแผนพัฒนาลุ่มน้ำปัตตานี ปี 2510 และกลับมาอีกครั้งเมื่อปี 2560 มีการเสนอให้สร้างประตูระบายน้ำกรงปินัง โดยทำรายงานศึกษาผลกระทบเมื่อปี 2560 ถึงปี 2562 และมีมติเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติปี 2566 โดยมีร่างงบประมาณการก่อสร้างราว 3,565 ล้านบาท 

แวดาโอ๊ะ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ชาวบ้านคัดค้านเพราะการสร้างเขื่อนไม่เหมาะต่อศักยภาพของแม่น้ำปัตตานี ขณะที่รัฐบาลในประเทศก้าวหน้ากำลังรื้อถอนโครงสร้างใดๆ ในน้ำ และพยายามให้แม่น้ำมีชีวิตตามวิถีเดิมของมัน ไทยกลับอยากทำเขื่อน ที่สำคัญ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment) ของโครงการนี้ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นรายงานที่ไม่ครอบคลุม ไม่มีการศึกษาการใช้ประโยชน์ในมิติอื่นๆ ที่สำคัญต่อชุมชน ขาดการเผยแพร่ข้อมูลโครงการอย่างตรงไปตรงมา และขาดการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้เสียอย่างแท้จริง

 

น้ำท่วมไม่ใช่ข้ออ้างในการสร้างเขื่อน และคนนอกเมืองไม่จำเป็นต้องเสียสละ

ซอฮาบูดีน ผู้ประสานงานเครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานีอธิบายว่า ปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมรุนแรง เป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉับพลัน ที่ต้องแก้ไขฟื้นฟูและจัดการอย่างเป็นระบบ ตนเห็นด้วยที่ต้องศึกษาปัจจัยต่างๆ อย่างจริงจัง อย่างการศึกษาปัญหาน้ำท่วมในปีที่ผ่านมาพบว่า ปริมาณน้ำฝนตกลงมาเป็นจำนวนมาก และหลายฝ่ายเห็นร่วมกันว่า สาเหตุหลักมาจากการออกแบบผังเมือง การทำถนนหนทาง และการเปลี่ยนแปลงไปของรูปแบบบ้านเรือนที่ขาดความเหมาะสมต่อพื้นที่น้ำหลาก ส่งผลให้ฤดูน้ำหลากกลายเป็นภัยพิบัติน้ำท่วมที่รุนแรงขึ้น

การสร้างเขื่อนจึงไม่ใช่คำตอบเดียวในการจัดการน้ำท่วม

หากการสร้างเขื่อนกรงปินังส่งผลกระทบต่อชุมชน ทั้งในแง่การเสียพื้นที่ทำการเกษตร ความเสี่ยงเป็นพื้นที่จมน้ำ และการสูญเสียการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่คนนอกเมืองต้องเสียสละพื้นที่ทำกิน เป็นพื้นที่สร้างเขื่อนที่ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้จริง

ขณะที่พลเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รับจดหมายเปิดผนึกและกล่าวว่า จะให้ทางกรมชลประทานศึกษาทบทวนโครงการ ก่อนเดินพูดคุยกับชาวบ้านที่ร่วมแสดงจุดยืนคัดค้านเขื่อนกรงปินัง และได้ขอแผนที่สายน้ำกรงปินังกลับไปด้วย

บรรณาธิการโดย เอื้อบุญ จงสมชัย

ข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการรายงานข่าวร่วมระหว่างฮาร์ดสตอรี่ x วาร์ตานี (Wartani)สนับสนุนโดยกองทุนสนับสนุนกิจกรรมท้องถิ่นแคนาดา

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.