Search
Close this search box.

ปลาหมอคางดำยังระบาดหนัก เกษตรกรไทยหัวใสปรับตัวอยู่ร่วม

ภาพ : พีระพล บุณยเกียรติ/HaRDstories

ปลาหมอคางดำ สายพันธุ์เอเลี่ยนสปีชีส์จากแอฟริกายังระบาดหนัก ฟาร์มปลาริมอ่าวไทยหัวใสแปรรูปเป็นน้ำปลา หาทางอยู่ร่วมการระบาด 

แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องเป็นประกาย สะท้อนกับเกล็ดปลากะพงที่ จิตรกร บัวดี กำลังใช้มีดหั่นแล่ ปลากะพงตัวนี้ถูกจับมาจากบ่อปลาด้านหลังบ้านของเขาใน อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี ซึ่งเคยเป็นแหล่งทำเงินสร้างอาชีพให้กับคนมากมายในพื้นที่ 

แต่ก็เช่นเดียวกับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาและกุ้งในพื้นที่ตลอดแนวชายฝั่งอ่าวไทย บ่อเงินบ่อทองที่เคยหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจในท้องที่กำลังมลายหายไป ด้วยผลกระทบจากปลาตัวเล็กๆ ธรรมดาๆ ที่มีแหล่งที่มาไกลโพ้นถึงทวีปแอฟริกา

ปลาหมอคางดำดูเหมือนเป็นปลาตัวจ้อยที่ไร้พิษภัย แต่กว่าสิบปีที่ปลาสายพันธุ์ต่างถิ่นจากแอฟริกาชนิดนี้หลุดรอดลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ พวกมันขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว จนทั่วทั้งน่านน้ำตลอดชายฝั่งอ่าวไทย คลาคล่ำไปด้วยปลาสายพันธุ์ต่างถิ่นชนิดนี้

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ปลาหมอคางดำได้กลายเป็นชนิดพันธุ์หลัก ยึดครองระบบนิเวศน้ำกร่อยบริเวณปากแม่น้ำและฟาร์มเลี้ยงปลาตลอดทั่วภูมิภาคอย่างรวดเร็ว ฝูงปลาต่างถิ่นที่กินทุกอย่างเป็นอาหาร ได้กลายเป็นภัยคุกคามหลัก ที่ทำลายทั้งสายพันธุ์ปลาท้องถิ่น และสัตว์น้ำเศรษฐกิจในฟาร์มปลา ฟาร์มกุ้งตลอดแนวชายฝั่งจนย่อยยับ

“เมื่อก่อนผมมีรายได้ปีละกว่าล้านบาท แต่ว่าตอนนี้รายได้หดเหลือเพียงปีละสองสามแสนบาท” จิตรกร เกษตรกรนากุ้ง ผู้ต้องเปลี่ยนวิถีทำกินมาเลี้ยงปลากะพงแบบธรรมชาติแทน เนื่องจากภัยปลาหมอคางดำ กล่าว

เขาเป็นหนึ่งในเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำที่ยังหลงเหลือรอดอยู่ ในขณะที่รอบด้านเต็มไปด้วยนากุ้ง บ่อปลาร้าง หลังจากพิษปลาหมอคางดำทำเอาเกษตรกรรายย่อยหลายรายในพื้นที่จังหวัดรอบอ่าวไทยตอนใน ต้องขาดทุนย่อยยับจนต้องเลิกกิจการ

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกอาหารทะเลแปรรูปอันดับต้นๆ ของโลก พึ่งพาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบริเวณชายฝั่งเป็นอย่างมาก แต่บางส่วนของห่วงโซ่อุปทานมูลค่าหลายพันล้านบาทนั้นกำลังถูกคุกคามโดยปลาหมอคางดำ จนตกในความเสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภัยคุกคามอุตสาหกรรมประมง

ตลอดชายฝั่งตอนในของอ่าวไทยครอบคลุมเขตพื้นที่ตั้งแต่ จ.เพชรบุรี จ.สมุทรสงคราม จ.สมุทรสาคร และ จ.สมุทรปราการ ที่ซึ่งแม่น้ำสำคัญห้า สายของประเทศไหลออกสู่ทะเล ถือเป็นพื้นที่ผลิตอาหารทะเลแหล่งใหญ่และสำคัญที่สุดของไทย 

ภูมิภาคนี้อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรทางน้ำที่อุดมสมบูรณ์ โดยมีเกษตรกรในภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกว่าหนึ่งแสนราย ส่งผลให้ประเทศนี้เป็นผู้ส่งออกอาหารทะเลแปรรูปรายใหญ่อันดับแปด ของโลกโดยปริมาตร และอันดับที่สิบสี่ในด้านมูลค่า จากข้อมูลของหน่วยวิจัยกรุงศรี อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของปลาหมอคางดำ ทำให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ผู้เคยทำรายได้มั่งคั่งจากสินในน้ำ ต้องคิดหนักถึงอนาคตที่กำลังมืดมนอย่างน่าใจหาย

“ครอบครัวของผมถือว่าโชคดีมาก ถ้าเทียบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลารายอื่นๆ ที่กำลังขาดทุนอย่างหนัก จนหลายรายถึงกับต้องเลิกกิจการ เพราะผลกระทบจากปลาหมอคางดำ” จิตรกร เกษตรกรผู้เลี้ยงปลารายย่อย ผู้มีบ่อปลาขนาดย่อมสองบ่อ สำหรับเลี้ยงปลากะพงแบบธรรมชาติอยู่หลังบ้าน กล่าว

แพร่พันธุ์ไวดั่งโรคระบาด

ปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron) เป็นปลาขนาดกลางในสกุล Cichlidae ซึ่งมีถิ่นอาศัยตามธรรมชาติอยู่ในระบบนิเวศแหล่งน้ำกร่อยชายฝั่ง ในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก ปลาชนิดนี้มักอาศัยรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ และอาศัยหากินโดยการล่าเหยื่อเป็นสัตว์น้ำแทบทุกชนิดที่มีขนาดเล็กกว่า 

จากการที่ปลาหมอคางดำ เป็นปลาที่สามารถขยายพันธุ์ได้ไว สามารถปรับตัวให้เข้ากับระบบนิเวศที่หลากหลายได้อย่างเยี่ยมยอด จนสามารถยึดครองระบบนิเวศแห่งใหม่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ สร้างความเสียหายกับชนิดพันธุ์พื้นถิ่นอย่างย่อยยับ ทำให้กรมประมงจัดให้ปลาหมอคางดำเป็นหนึ่งในสัตว์สายพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานที่ร้ายแรงที่สุดชนิดหนึ่งที่ไทยต้องเผชิญ

ความสามารถในการทนความเค็มของปลาหมอคางดำ ยังเปิดโอกาสให้ปลาชนิดนี้สามารถเดินทาง และขยายถิ่นฐานไปยังพื้นที่ชายฝั่งข้างเคียงผ่านทางทะเลได้ เป็นเหตุให้ปลาหมอคางดำสามารถระบาดไปทั่วได้อย่างรวดเร็ว โดยนอกจากประเทศไทยแล้ว ปลาหมอคางดำยังเป็นปลาสายพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานที่สร้างปัญหาแก่ระบบนิเวศอย่างใหญ่หลวงไม่แพ้กัน ทั้งในประเทศฟิลิปปินส์  มลรัฐฮาวาย และมลรัฐฟลอริดา ในประเทศสหรัฐอเมริกา

จุดเริ่มต้นการระบาด

จากข้อมูลของกรมประมง ปลาหมอคางดำได้เริ่มมีการนำเข้ามาในประเทศไทยราวปี 2553 เมื่อบริษัทอุตสาหกรรมอาหารยักษ์ใหญ่ของประเทศนำมาทำการทดลองผสมปรับปรุงสายพันธุ์ปลานิลสำหรับการเพาะเลี้ยง อย่างไรก็ตาม เมื่อการทดลองล้มเหลว บริษัทอ้างว่า ได้ทำลายพันธุ์ปลาหมอคางดำที่ได้นำเข้ามาจนหมดสิ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม สองปีต่อมาในปี 2555 ชาวชุมชนใน อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ได้เริ่มพบเห็นปลาหมอคางดำระบาดในแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นครั้งแรก เป็นจุดเริ่มต้นของการระบาดของปลาหมอคางดำครั้งใหญ่ในประเทศไทย

นับตั้งแต่นั้น ปลาหมอคางดำได้ขยายแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วเป็นวงกว้าง โดยจากรายงานของ ThaiPBS เผยว่า ในปี 2566 มีรายงานยืนยันว่า ปลาหมอคางดำได้ขยายพันธุ์รุกรานในพื้นที่สิบสามจังหวัด ริมชายฝั่งทะเลอ่าวไทยจาก จ.จันทบุรี ทางชายฝั่งตะวันออกจรด จ.สงขลาทางชายฝั่งภาคใต้ 

ดร.ชวลิต วิทยานนท์ นักวิชาการอิสระด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เปิดเผยว่า ปลาหมอคางดำถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพของภูมิภาค โดยชวลิตกล่าวเตือนว่า ปลาสายพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานนี้ได้ครอบครองระบบนิเวศอย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้สายพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำท้องถิ่นลดจำนวนลงอย่างมาก สุ่มเสี่ยงให้หลายสายพันธุ์ต้องสูญพันธุ์

“ปลาหมอคางดำได้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว จากจำนวนเพียงไม่กี่สิบตัวที่หลุดรอดสู่ธรรมชาติที่สมุทรสงคราม จนขยายครอบคลุมไปทั่วชายฝั่งอ่าวไทย ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี” ดร.ชวลิตกล่าว

เขากล่าวว่า หากไม่มีการเร่งจัดการหยุดยั้งการระบาดของปลาหมอคางดำโดยเร่งด่วน ภายในห้าปีข้างหน้า ปลาหมอคางดำจะแพร่ระบาดข้ามประเทศไปถึงสิงคโปร์ทางใต้ และถึงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียดนามทางตะวันออก

เกษตรกรเผชิญภัยคุกคาม

ภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำถือเป็นภาคส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากปลาหมอคางดำ โดยปลาสายพันธุ์รุกรานชนิดนี้สามารถเล็ดรอดเข้าสู่ฟาร์มเลี้ยงปลาได้อย่างง่ายดายผ่านช่องทางผันน้ำ เมื่อเกษตรกรเติมน้ำในบ่อเลี้ยงปลาจากทางน้ำธรรมชาติ เมื่อหลุดรอดเข้าไปข้างในบ่อได้แล้ว พวกมันจะแพร่พันธุ์และบริโภคปลาที่เพาะเลี้ยงอย่างรวดเร็ว จนประชากรล้นไปทั่วทั้งฟาร์มในที่สุด

“เกษตรกรผู้เลี้ยงปลามีทางเลือกไม่มากนัก นอกจากต้องเปลี่ยนหันมาเลี้ยงปลากะพงซึ่งเป็นปลาผู้ล่าที่สามารถแข่งขันกับปลาหมอคางดำได้ตามธรรมชาติ หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น เพื่ออัพเกรดฟาร์มไม่ให้ปลาหมอคางดำเล็ดรอดเข้ามาได้ หรือไม่ก็เลิกกิจการไปเลย” จิตรกรกล่าว

ยิ่งไปกว่านั้น ปลาหมอคางดำยังเป็นปลาที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก มีเนื้อน้อย จึงไม่เป็นที่นิยมสำหรับการนำมาบริโภค และมีราคาขายที่ต่ำมากในท้องตลาด ดังนั้นปลาหมอคางดำจึงมีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจเป็นเพียงขายเป็นปลาเป็ดสำหรับทำอาหารสัตว์เท่านั้น โดยมีราคาขายเพียง 4 บาท/กิโลกรัม

เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ปลาสลิดซึ่งเป็นปลาเศรษฐกิจท้องถิ่นของไทยที่มีขนาดใกล้เคียงกัน กลับมีราคาขายสูงกว่ามากถึงกว่า 160 – 350 บาท/กิโลกรัม

ทางออกในไหน้ำปลา

ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการระบาดของปลาหมอคางดำ จิตรกรเปิดเผยว่า แม้ว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาต้องเผชิญปัญหานี้มากว่าทศวรรษ แต่ภาครัฐกลับมีแนวทางการแก้ปัญหาเพียงน้อยนิด ปล่อยให้ชุมชนท้องถิ่นตลอดแนวชายฝั่งต้องทนเผชิญและแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำด้วยตนเอง

เมื่อต้องเผชิญกับแม่น้ำและลำคลองที่เต็มไปด้วยฝูงปลาหมอคางดำตัวเล็กๆ ที่กินไม่ได้ จิตรกรและเพื่อนเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในพื้นที่ถูกบังคับให้ค้นหาวิธีแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์ด้วยตนเอง

“เราจำเป็นจะต้องจัดการกำจัดฝูงปลาหมอคางดำขนาดเล็กเหล่านี้ให้สิ้นซาก ผมจึงมีแนวคิดที่จะนำฝูงปลาขนาดเล็กเหล่านี้นำมาหมักทำน้ำปลาเสียเลย” จิตรกรกล่าว

จากแรงบันดาลใจที่เห็นพ่อแม่จับปลากะตัก นำมาหมักน้ำปลาสำหรับบริโภคเองในครัวเรือนตั้งแต่เด็ก จิตรกรเปิดเผยว่า แทบทุกครัวเรือนตลอดแนวชายฝั่งอ่าวไทย ล้วนมีสูตรน้ำปลาของครอบครัวที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น

“ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีใครทำน้ำปลากินกันเองในบ้านกันแล้ว เพราะว่าการทำน้ำปลามักก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นรุนแรง ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงง่ายกว่าที่จะซื้อน้ำปลาจากร้านค้ามาบริโภคแทน” จิตรกร กล่าว

อย่างไรก็ตาม จิตรกรได้ปรับปรุงการหมักน้ำปลาเสียใหม่ให้สามารถหมักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเขาเผยว่า ผลลัพธ์ที่ได้น่าพึงพอใจอย่างมาก เพราะสูตรหมักน้ำปลาปรับปรุงใหม่ของเขานอกจากจะสามารถหมักปลาหมอคางดำออกมาเป็นน้ำปลาที่มีรสชาติดีเลิศแล้ว ยังสามารถลดกลิ่นและปัญหาแมลงรบกวนจากการหมักน้ำปลาได้เกือบทั้งหมด

“ปรากฏว่าปลาหมอคางดำสามารถหมักทำน้ำปลาได้ออกมาดีมาก รสชาติที่ได้ถือว่าล้ำกว่าน้ำปลาจากปลากะตักเสียอีก แล้วก็เทคนิคที่นำพลาสติกมาซีลไหหมักน้ำปลาสามารถช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้มาก” จิตรกรกล่าว

ด้วยรสชาติอันเยี่ยมยอด ทำให้น้ำปลาจากปลาหมอคางดำของจิตรกรได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วเมื่อเขาโพสต์ขายน้ำปลาผ่านทางออนไลน์ จนเขาสามารถขายน้ำปลาได้หมดภายในเวลาไม่นาน 

“นี่อาจเป็นแนวทางที่ดีในการกำจัดปลาหมอคางดำ และช่วยให้ชุมชนสามารถสร้างรายได้เพิ่มจากปลาหมอคางดำได้ในเวลาเดียวกัน” เขาเปรย

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ความคิดริเริ่มในการทำน้ำปลาจากปลาหมอคางดำของจิตรกรกำลังไปได้สวย เขาถูกบังคับให้หยุดการผลิตชั่วคราว เนื่องจากสำนักงานสาธารณสุขในพื้นที่เตือนเขาว่าน้ำปลาของเขาไม่เป็นไปตามข้อกำหนดและมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารที่กำหนด ทำให้การผลิตและขายผลิตภัณฑ์ทางออนไลน์ต่อไปถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

ภาครัฐไร้ซึ่งการตอบสนอง

แม้ว่ายังต้องดำเนินการตามคำสั่งภาครัฐที่ให้หยุดการผลิตและขายน้ำปลาจากปลาหมอคางดำในเชิงพาณิชย์ไว้ก่อน แต่จิตรกรยังคงดำเนินการในทุกวิถีทางเพื่อให้สามารถกลับมาทำธุรกิจน้ำปลาต่อได้อย่างถูกกฎหมาย

“แนวทางแก้ไขของภาครัฐมันช้าและน้อยเกินกว่าที่จะแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำได้อย่างทันท่วงที” เขากล่าวคร่ำครวญ “รัฐบาลล้มเหลวในการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์เพื่อช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างสิ้นเชิง”

แม้จะผิดหวัง แต่จิตรกรยังเชื่อว่าชุมชนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะสามารถร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหา โดยเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบเพื่อจูงใจเพื่อให้ประชาชนจับและใช้ปลาหมอคางดำทำประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้

ขณะเดียวกัน บัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง ได้ประกาศมาตรการใหม่เพื่อควบคุมปลาหมอคางดำ ได้แก่การปล่อยสายพันธุ์ปลากะพงพื้นเมืองที่ช่วยล่าปลาหมอคางดำในธรรมชาติ รวมถึงการผ่อนผันอนุญาตให้ใช้อุปกรณ์จับปลาทำลายล้างแบบจำกัด เพื่อจับปลาหมอคางดำในเฉพาะบางพื้นที่คราวละมากๆ 

“กระทรวงรับทราบถึงความยากลำบากที่ชาวประมงและเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาต้องเผชิญ และมุ่งมั่นที่จะหยุดยั้งการแพร่กระจายของสายพันธุ์ต่างถิ่น” บัญชาบอกกับ HaRDstories

แผนของกรมประมงคือการปล่อยปลากะพงหกหมื่นตัว และติดตั้งเรือประมงพร้อมอวนรุนยี่สิบสามลำในห้าจังหวัดนำร่อง พร้อมร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและชุมชนท้องถิ่นเพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ชุมชนที่ได้รับผลกระทบยังคงไม่มั่นใจในความพยายามเหล่านี้ ปัญญา โตกทอง ผู้แทนผู้ได้รับผลกระทบจากปลาหมอคางดำในพื้นที่จ.สมุทรสงคราม เชื่อว่า เจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจถึงความร้ายแรงและความซับซ้อนของสถานการณ์ ส่งผลให้มีแนวทางการจัดการปัญหาไม่เพียงพอ

“ตอนนี้มันสายเกินไปแล้วที่จะแก้ปัญหาโดยการใช้อวนรุนและปล่อยปลากะพง เพราะว่าตอนนี้ปลาหมอคางดำมันระบาดจนเกินควบคุมไปแล้ว” ปัญญากล่าว พร้อมเสริมว่ามาตรการเหล่านี้อาจเป็นอันตรายต่อพันธุ์สัตว์น้ำพื้นเมืองโดยไม่ได้ตั้งใจ

เสียงเรียกร้องให้แก้ปัญหาอย่างบูรณาการ

เนื่องจากอัตราการระบาดของปลาหมอคางดำในขณะนี้ แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหยุดยั้งการระบาดอย่างเบ็ดเสร็จ ปัญญากล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องปรับพันธกิจให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยเขาได้เสนอให้ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เพื่อให้ประชาชนท้องถิ่นสามารถจัดการปัญหาปลาหมอคางดำได้ด้วยตนเอง

“แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การควบคุมและกำจัดเพียงอย่างเดียว เจ้าหน้าที่และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรทำงานอย่างใกล้ชิดกับคนในท้องถิ่นเพื่อค้นหาวิธีเปลี่ยนปลาหมอคางดำให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน” ปัญญาแนะนำ

เขาระบุว่า แนวทางนี้สามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับชุมชน ในขณะเดียวกันก็ช่วยควบคุมประชากรด้วยการจับและการใช้ประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นจากปลาหมอคางดำ

นอกจากนี้เขายังเรียกร้องให้กรมประมงลงทุนในการวิจัยแนวทางทางวิทยาศาสตร์ที่ควบคุมการสืบพันธุ์ของปลาที่รุกรานโดยตรงโดยไม่ทำร้ายสายพันธุ์อื่น

“ในฐานะคนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่กับปลาหมอคางดำและเผชิญกับปัญหาโดยตรง พวกเรารู้สถานการณ์ที่แท้จริงและเข้าใจธรรมชาติของท้องถิ่นมากที่สุด” ปัญญากล่าว “ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานของรัฐจะต้องรับฟังประชาชน ทำงานร่วมกับพวกเรา และสนับสนุนพวกเราเพื่อให้แน่ใจว่ามีแนวทางแก้ไขที่สร้างสรรค์ที่ตรงกับความต้องการและผลประโยชน์ของชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง”

ปรัชญ์ รุจิวนารมย์ ได้ทำงานกับสำนักข่าวชั้นนำหลายแห่ง อาทิ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม กรีนนิวส์ บางกอกโพสต์ และสปริงนิวส์ ปัจจุบัน เขาทำงานในตำแหน่งผู้จัดการคอนเท้นท์ข่าว ที่สำนักข่าวเบนาร์นิวส์ เขามีความเชี่ยวชาญในประเด็นความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในไทยและชาติอาเซียน

พีระพล บุณยเกียรติ เป็นช่างภาพข่าวอิสระที่ประจำอยู่ในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เขาทำงานเป็นช่างภาพอิสระให้กับ SOPA Images เอเจนซี่ภาพข่าวของประเทศฮ่องกง พีระพล สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับการเมือง ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างประชาชนกับรัฐบาลและ สนใจในการเดินขบวนประท้วงต่างๆของประชาชน

More Features