คนกับป่า บ้านกับป่า อดีตกับป่า : เส้นทางอันบากบั่นของชาวมละบริ
- ภาพโดย ชนากานต์ เหล่าสารคาม
ชาวมละบริในหมู่บ้านภูฟ้าที่ตั้งอยู่ภายในป่า จะนำใบตองของต้นกล้วยมากันฝนแทนร่ม ภาพ : ชนากานต์ เหล่าสารคาม/HaRDstories
- โดย
- ณฐาภพ สังเกตุ
รายงานเพิ่มเติมโดยพนม ทะโน
- Published
- 15 min read
ชื่อของชาวมละบริแปลว่า “คนที่อยู่กับป่า” แต่ความท้าทายในโลกปัจจุบันทำให้พวกเขาต้องสูญสิ้นทั้งอัตลักษณ์และสิทธิขั้นพื้นฐานมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งหญิงชาวมละบริคนหนึ่งเริ่มต้นแสวงหาทางออกให้ชุมชนของเธอได้ “อยู่กับป่า” และสร้างความความเท่าเทียมเสมอคนในเมืองอย่างแท้จริง
ภายในบ้านไม้ไผ่ผนังผุพังไร้ซึ่งพื้นบ้านบนผืนดิน ชั้นวางที่มีเพียงถ้ายจานว่างเปล่า คือสิ่งที่เห็นเมื่อเข้าไปในบ้านของชาว “มละบริ” ณ บ้านห้วยหยวก อ.เวียงสา จ.น่าน สภาพเช่นนี้บ่งบอกถึงปัญหาความยากไร้ของชนกลุ่มน้อยแห่งนี้ได้อย่างชัดเจน
มีคำกล่าวว่า ชาวมละบริถือว่าเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศไทยที่ได้รับการ “จัดตั้ง” จากภาครัฐช้าที่สุด และโครงการพัฒนาต่างๆ ดูเหมือนจะมิได้ช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของชาวมละบริได้อย่างยั่งยืน ซึ่งนักวิจัยที่ติดตามศึกษาชาวมละบริได้ระบุว่าปัจจัยหนึ่งของสถานการณ์ดังกล่าว มาจากการที่ชาวมละบริยังติดกับอยู่ในวงจรหนี้สิน อีกทั้งยังขาดแคลนกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินทำกิน และยังถูกเข้าใจผิดหรือเผชิญกับอคติจากสังคมรอบด้าน
ความท้าทายเหล่านี้ ทำให้ อรัญวา ชาวพนาไพร หรือ “ติ๊ก” หญิงชาวมละบริอายุ 37 ลุกขึ้นมาทำงานขับเคลื่อน เพื่อสร้างอนาคตที่ชาวมละบริสามารถกำหนดชีวิตของตัวเองได้ พร้อมกับรักษาอัตลักษณ์ของตนได้ต่อไป
“อยากเห็นชาวมละบริมีบ้านเป็นของตัวเอง” อรัญวากล่าวถึงความฝันของตนเองระหว่างให้สัมภาษณ์กับ HaRDstories
อรัญวามีความเชื่ออย่างแน่วแน่ว่า ชาวมละบริมีศักยภาพสามารถยืนด้วยตนเองได้ เพราะเธอเองก็เคยเป็นผู้เคยได้รับความสงเคราะห์จากรัฐ ก่อนจะพยายามปลดแอกตัวเอง ด้วยการบุกเบิกงานศิลปหัตถกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์พื้นถิ่นของชาวมละบริจนประสบความสำเร็จในวงกว้าง ควบคู่ไปกับการช่วยเป็นปากเสียงให้ชุมชนชาวมละบริเรียกร้องความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
“ชาวมละบริพยายามที่จะกำหนดวิถีชีวิตตัวเอง พยายามค้นหารูปแบบการใช้ชีวิตที่ตอบโจทย์กับชาวมละบริที่สุด” นิตยา เอียรการนา ผู้อำนวยการสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย หรือ อิมเปค ให้ความเห็นต่อการต่อสู้ของอรัญวาและชาวมละบริรุ่นใหม่
“ติ๊ก (อรัญวา) พยายามหาทางออกให้กับชุมชน จึงลุกขึ้นมาจัดหาที่ดินให้กับชุมชนของตัวเอง”
จากผีตองเหลือง สู่ ‘สวนสัตว์มนุษย์’
ชาวมละบรินั้นมีความผูกพันกับธรรมชาติมาแต่ช้านาน ดังที่สะท้อนผ่านความหมายของชื่อกลุ่มชน โดยคำว่า “มละ” แปลว่าคน ส่วนคำว่า “บริ” แปลว่าป่า ดังนั้น “มละบริ” จึงหมายถึงคนที่อยู่อาศัยในป่า พวกเขาเป็นชนเผ่ากลุ่มที่เก็บหาของป่าและล่าสัตว์มาตั้งแต่สมัยโบราณ
ในอดีตนั้น ชาวมละบริจะปักหลักตั้งถิ่นฐานแบบชั่วคราว ด้วยการนำเอาใบตองมาสร้างเป็นเพิงพักอย่างง่ายๆ ก่อนย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ เพื่อขุดหาเผือกมันในป่าตามวงจรการเก็บหาอาหาร ด้วยเหตุนี้นายพรานหรือคนที่เข้าไปหาของป่าจึงพบเพียงร่องรอยเพิงพักใบตองที่เหี่ยวเฉากลายเป็นสีเหลืองแล้วจึงเรียกกันว่า “ชาวตองเหลือง” ขณะที่ชาวเมืองจำนวนมากกลับเรียกพวกเขาว่า “ผีตองเหลือง” เนื่องจากติดภาพลักษณ์ว่าชาวมละบริดูลึกลับ ไม่ค่อยเป็นที่พบเห็นบ่อยครั้ง
อย่างไรก็ตาม หากได้สนทนากับชาวมละบริ จะพบว่าชื่อเรียกทั้งสองคำนี้ ไม่ว่าจะตองเหลือง หรือผีตองเหลือง เป็นคำที่ชาวมละบริไม่ค่อยชอบใจนัก เพราะแฝงไว้ด้วยทัศนคติเชิงเหยียดหยามต่อพวกเขา
ศักรินทร์ ณ น่าน นักวิชาการที่ทำงานวิจัยค้นคว้าเกี่ยวกับชาวมละบริ ให้ข้อมูลเสริมว่า ชาวมละบริคือนักเดินทางก่อนการเกิดขึ้นของรัฐชาติ มีการเดินทางข้ามเขตแดนไปมาระหว่างไทยกับลาว ทำให้พวกเขามักเป็นเหยื่อของประเพณี “ตีข่า” หรือการจับคนมาเป็นทาสทั้งในไทยและลาว (คำว่าข่าหมายถึง “ข้ารับใช้”) ส่งผลให้ชาวมละบริมีอุปนิสัยหวาดระแวงคนภายนอกมาตั้งแต่ยุคสมัยนั้น
ตามประวัติศาสตร์ของไทย ขุนประชาคดีกิจบันทึกการ “ค้นพบ” ชาวมละบริไว้ในปีพ.ศ. 2429 แต่ภายหลังการ “ค้นพบ” ขั้นต้นเหล่านี้ ไม่ปรากฏเอกสารชัดเจนว่ามีการสื่อสารหรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยส่วนกลางกับชาวมละบริอย่างไรบ้าง
จนกระทั่งในช่วงทศวรรษ 2500 ซึ่งเป็นยุคกองกำลังคอมมิวนิสต์จับอาวุธต่อสู้กับรัฐไทย โดยเฉพาะในเขตจังหวัดน่านซึ่งเป็นหนึ่งในสมรภูมิรบสำคัญ ทางการไทยเริ่มมีนโยบายจัดการกับชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่ม รวมถึงชาวมละบริด้วย โดยดำเนินการอพยพออกจากป่าและจัดสรรที่อยู่ให้ภายใต้โครงการรัฐ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ชาวมละบริถูกเปลี่ยนจาก “ชาวป่า” เป็น “ชาวเขา” ภายใต้การปกครองของทางการไทย
Related Stories
•
•
- โดย ณิชา เวชพานิช
•
- โดย ณิชา เวชพานิช
ชาวมละบริกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นในสังคมไทย จากภาพยนตร์เชิงตลกขบขันเรื่อง “ตะวันยิ้มแฉ่ง” ซึ่งเข้าฉายในปี 2528 โดยมีพล็อตเรื่องเกี่ยวนักมนุษยวิทยากลุ่มหนึ่งจากกรุงเทพ เข้าไปในป่าเพื่อจับชาวมละบริมาศึกษา แต่กลับจับมาผิดคน กลายเป็นเรื่องอลเวงครั้งใหญ่ก่อนที่ตัวเอกจะสามารถเข้าถึงชาวมละบริตัวจริงได้ในที่สุด
ภาพยนตร์ดังกล่าวได้ช่วยสร้างภาพลักษณ์เกี่ยวกับชาวมละบริในสายตาผู้ชมภาพยนตร์ว่าเป็นชาวเขาที่ขี้อายใสซื่อ ลึกลับแต่เป็นมิตร เกิดเป็นกระแสท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมชุมชนชาวมละบริอย่างคึกคัก แต่มักคุเทศก์และบริษัทท่องเที่ยวมุ่งเน้นแต่การนำเสนอวัฒนธรรมชาวมละบริอย่างผิดๆ เพื่อเน้นความบันเทิงให้แก่นักท่องเที่ยว จนทำให้นักวิชาการจำนวนหนึ่งวิจารณ์ว่าชาวมละบริมีสภาพไม่ต่างจาก “สวนสัตว์มนุษย์” และเม็ดเงินเหล่านี้ มิได้ช่วยให้ชาวมละบริมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในระยะยาว
ในปัจจุบัน มีชาวมละบริหลงเหลืออยู่ในฝั่งประเทศลาวจำนวน 100 กว่าคน ที่เหลืออีกกว่า 400 คนกระจัดกระจายอยู่ตามชุมชนห้าแห่งในประเทศไทย อันได้แก่ บ้านห้วยหยวก อ.เวียงสา จ.น่าน, บ้านดอนไพรวัลย์ อ.สันติสุข จ.น่าน, ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา อ.บ่อเกลือ จ.น่าน, บ้านห้วยฮ่อม อ.ร้องกวาง จ.แพร่ และบ้านท่าวะ อ.สอง จ.แพร่ ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน
ถักร้อยเรื่องราวของชาวมละบริ
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย พบว่าตั้งแต่ปีพ.ศ. 2520 – 2550 รัฐเริ่มมีการจัดสรรพื้นที่ให้กับกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองลงหลักปักฐานเป็นชุมชน มีการส่งเสริมทักษะอาชีพหลากหลายด้าน ทั้งการเลี้ยงสัตว์ ปลูกผัก และงานหัตถกรรม เป็นต้น
แต่ในความเห็นของศักรินทร์ นักวิชาการที่ศึกษาชาวมละบริ ดูเหมือนโครงการเหล่านั้นไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะแทนที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น คนชาติพันธุ์ส่วนใหญ่กลับลงเอยด้วยการเป็นแรงงาน และไร้อิสรภาพเนื่องจากมีกลุ่มคนต่างๆ คอยควบคุม ดังที่เห็นได้จากชะตากรรมของชาวมละบริ
จากการศึกษาของศักรินทร์พบว่า ความสัมพันธ์ของชาวมละบริกับสังคมภายนอกนั้น มีทั้งการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ท้องถิ่นเช่น คนเมี่ยน คนไทยวน คนม้ง เป็นต้น รวมทั้งความสัมพันธ์กับองค์กรศาสนาและภาครัฐ ผ่านโครงการอนุเคราะห์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยปัจจัยอันใหญ่หลวงคือ การเข้าไม่ถึงสิทธิในที่ดินของชาวมละบริ
“ความสัมพันธ์ถูกแบ่งออกเป็นสองลักษณะ” ศักรินทร์กล่าว “บางครั้งก็เป็นการประนีประนอมพึ่งพาอาศัย แต่ก็มีการขูดรีดเอาเปรียบเช่นกัน”
ศักรินทร์ยกตัวอย่างว่า เนื่องจากชาวมละบริไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ทำให้พวกเขาต้องไปเป็นแรงงานให้กับกลุ่มคนอื่นๆ (เช่น ชาวม้ง) หรือการอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ในการใช้พื้นที่ตามที่รัฐต้องการ เช่น การทำแปลงนาขั้นบันได ปลูกกาแฟ ทำการเกษตรสวนผสม ทำให้ชาวมละบริไม่มีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตัวเอง
ชาวมละบริคนหนึ่งที่ตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์ไม่เท่าเทียมเช่นนี้ คือ อรัญวา เธอเล่าว่าคำถามดังกล่าวเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเธอตั้งแต่วัย 17 ปี
“ทำไมมละบริไม่ได้เรียนหนังสือเหมือนเด็กคนอื่น ทำไมไม่มีโอกาสได้รับการพัฒนาอย่างเท่าเทียมเหมือนคนอื่น” อรัญวาเล่าความรู้สึกในขณะนั้น
เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมชุมชนอีกจำนวนมาก อรัญวาเกิดและเติบโตขึ้นในชุมชนที่รัฐจัดสรรไว้ให้สำหรับชาวมละบริ ซึ่งมักจะเป็นหมู่บ้านภายใต้โครงการพัฒนาชาวเขา หรือหมู่บ้านที่อยู่ภายใต้การดูแลขององค์กรทางศาสนา โดยในกรณีของอรัญวา บ้านเกิดของเธอเป็นหย่อมบ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ภายใต้การดูแลของกลุ่มมิชชันนารีในพื้นที่จังหวัดแพร่ นามว่าบ้านห้วยฮ่อม
เมื่ออายุได้ 17 ปี อรัญวาตัดสินใจเดินทางออกจากบ้านห้วยฮ่อมมายังจังหวัดน่าน เพื่อหางานทำควบคู่กับการหาความรู้เพิ่มเติม โดยขออาศัยอยู่กับมิชชันนารีและช่วยงานดูแลเด็กเล็กของกลุ่มมิชชันนารีที่บ้านห้วยหยวก จนกระทั่งอรัญวามีงานและที่พักอย่างมั่นคงขึ้น
ประสบการณ์ชีวิตในเมือง ทำให้อรัญวายิ่งมั่นใจว่าการศึกษาเป็นหนทางที่จะทำให้ชาวมละบริพึ่งพาตนเองได้ จึงได้กลับไปชักชวนน้องๆ ในชุมชนอีกแปดคน ให้ลงมาอยู่ในเมือง โดยเริ่มต้นจากการไปเรียนเย็บผ้าที่ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดน่านเป็นระยะเวลาหนึ่งปี
ต่อมาเธอชักชวนคนอื่นๆ ให้ได้เรียนหนังสืออย่างจริงจัง เด็กทั้งแปดคนได้สมัครเข้าเรียนในระบบการศึกษานอกโรงเรียน จนกระทั่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ขณะที่น้องสาวของเธอ ก็ได้รับทุนการศึกษาจากสมเด็จพระเทพฯ เข้าเรียนในโรงเรียนนันทบุรี จ.น่าน จนกระทั่งเรียนจบปริญญาตรี เช่นเดียวกับอรัญวา
นอกจากนี้ อรัญวายังได้รื้อฟื้นธรรมเนียมการถัก “ถะแป่ด” ของชาวมละบริ โดยคำว่าถะแป่ดหมายถึงเถาวัลย์ มีลักษณะเหนียวและทนทาน ชาวมละบริในอดีตมักใช้เป็นอุปกรณ์ในชีวิตประจำวันมากมาย ทำให้อรัญวาเล็งเห็นว่าเป็นสัญลักษณ์แทนอัตลักษณ์ประจำกลุ่มของชาวมละบริที่ดีที่สุด
จึงริเริ่มตั้งกลุ่มถักกระเป๋าจากถะแป่ด (เรียกว่า “ญอก”) ในชุมชนชาวมละบริ ค่อยๆ เป็นที่สนใจอย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้นิยมหัตถกรรมพื้นบ้าน
จนกระทั่งปีพ.ศ. 2551 อรัญวามีโอกาสได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพฯ พร้อมถวายผลงานญอกและกราบทูลถึงความฝันที่ชาวมละบริอยากมีชุมชนเป็นของตนเอง จึงเกิดการจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมขึ้นในปีเดียวกัน ทางโครงการได้จัดสรรพื้นที่แห่งหนึ่งที่อยู่ในบริเวณศูนย์ภูฟ้าพัฒนา อ.บ่อเกลือ จ.น่าน สำหรับสร้างเป็นที่อยู่อาศัยให้กับอรัญวาและคนอื่นๆ ทั้งเก้าคนที่เคยเรียนเย็บผ้าด้วยกันเป็นกลุ่มแรกย้ายเข้ามาปักหลักตั้งถิ่นฐาน
ความฝันของอรัญวา ใกล้สู่ความเป็นจริงขึ้นมาอีกขั้น
Stay Informed!
Subscribe to our newsletter to receive our latest stories direct to your inbox.
บ้านหลังใหม่ที่มาพร้อมอุปสรรคใหม่
ชีวิตใหม่ในศูนย์ภูฟ้าพัฒนาในช่วงแรกไม่ได้ราบรื่นเท่าไหร่นัก นอกจากต้องเรียนรู้พื้นที่ใหม่แล้ว การทำความรู้จักและสร้างการยอมรับจากเพื่อนบ้านและชุมชนใกล้เคียงก็เป็นอีกหนึ่งข้อท้าทาย เพราะสำหรับคนในพื้นที่แล้ว ชาวมละบริกลุ่มนี้คือคนแปลกหน้าที่เพิ่งย้ายเข้ามา
อรัญวาสัมผัสได้ถึงแรงต้านนี้อยู่เนืองๆ และชัดเจนมากขึ้นเมื่อพาคนที่เหลือในชุมชนอีกสี่สิบกว่าชีวิตย้ายจากบ้านห้วยฮ่อมมาอยู่ที่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาด้วยกันในปีพ.ศ. 2552
“ตอนแรกเข้าใจว่าเขาจะให้มละบริย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วยกันได้” อรัญวาเล่าย้อนถึงความหลัง “เราก็เลยเหมารถชาวบ้านไปขนพ่อแม่และคนที่เหลืออีกประมาณสี่สิบกว่าคนลงมา แต่เขาไม่ยอม”
สภาวะเช่นนี้ ทำให้อรัญวาต้องเจรจากับหน่วยงานที่รับผิดชอบศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งมีความกังวลกับชาวมละบริกลุ่มใหญ่ที่จะเข้ามาอยู่ในพื้นที่ ขณะเดียวกัน อรัญวาแบกรับกับความกดดัน รวมทั้งคำถามจากคนในชุมชนที่เธอให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าจะหาที่อยู่ใหม่ที่ดีกว่าเดิมให้ จนในที่สุดอรัญวาตัดสินใจพาทุกคนย้ายเข้ามาอยู่ที่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาจนได้ หลังการเจรจายาวนานสามเดือน
แต่การย้ายคนมละบริห้าสิบชีวิตเข้ามาอยู่ที่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ก็ได้สร้างความหนักใจให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะกับหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ ครั้นจะให้ออกจากพื้นที่ก็ทำไม่ได้ จึงต้องพยายามช่วยกันหาทางออก โดยเบื้องต้นพวกเขาขอให้ชาวมละบริอาศัยอยู่เฉพาะในพื้นที่ศูนย์วัฒนธรรม และยังไม่ให้ออกไปไกลนอกชุมชน ทางศูนย์ภูฟ้าพัฒนาเป็นผู้ดูแลเรื่องอาหารการกินให้
แต่นั่นก็ส่งผลกระทบให้เด็กๆ ที่ติดตามพ่อแม่มาไม่สามารถไปโรงเรียนได้เช่นเดียวกัน และคนวัยทำงานก็ไม่สามารถรับจ้างหาเงินได้
“ตอนนั้นเด็กๆ ต้องขาดเรียนหนึ่งปีเต็ม เราเลยส่งเด็กทั้งหมดออกไปเรียนในโรงเรียนใกล้ๆ เด็กมละบริหลายคนเรียนเก่งเป็นเด็กกิจกรรม เวลาเขาพูดถึงเด็กภูฟ้าก็จะรู้กันว่าเรียนเก่งไม่แพ้ใครเหมือนกัน” อรัญวาเล่าอย่างเสียดาย
ปัญหาเหล่านี้มิได้ทำให้อรัญวาท้อใจ เธอประสานงานกับหลายฝ่ายอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การจัดตั้งศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) ในชุมชน โดยใช้ชื่อว่า “ศศช.มละบริภูฟ้า” โดยมีจุดมุ่งหมายช่วยส่งเสริมอาชีพ ให้ผู้ปกครองของเด็กได้มีโอกาสเข้ามาทำงานรับจ้างปลูกผัก ดูแลต้นไม้ภายใต้โครงการฯ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมอนุรักษ์องค์ความรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิม ต่อยอดวัฒนธรรมการถักถะแป่ดที่อรัญวาได้ริเริ่มไว้ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าหรือเครื่องประดับ
ในปัจจุบัน งานหัตถกรรมจากเถาวัลย์ประเภทนี้กลายเป็นอีกหนึ่งรายได้หลักของชาวมละบริในหลายชุมชน และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย” หรือจีไอประจำจังหวัดน่าน ช่วยสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชาวมละบริ และทำให้ชาวมละบริเป็นที่รู้จักในเชิงสร้างสรรค์มากขึ้นอย่างมาก
ยอดภูเขาน้ำแข็ง
อย่างไรก็ตาม ศักรินทร์ระบุว่าสถานะความเป็นอยู่ของชาวมละบริส่วนใหญ่ในไทยยังถือว่าเปราะบางต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบ และหนีไม่พ้นกับดักของความยากจน ซึ่งนักวิจัยท่านนี้ชี้ว่าปัญหาใหญ่คือ การที่ชาวมละบริหลายคนไม่มีที่ดินทำกินของตัวเองอย่างเป็นทางการ
เนื่องจากไม่มีที่ดินของตนเอง ชาวมละบริมักต้องผันตัวไปเป็นลูกจ้างในไร่ข้าวโพดและฝากตัวกับคนที่พวกเขาเรียกว่า “พ่อเลี้ยง” เพื่อใช้แรงงานแลกข้าวปลาอาหารที่นำมาเลี้ยงชีพคนในครอบครัวและแลกกับการได้รับการแบ่งที่ดินมาใช้สอย นอกจากนี้ ด้วยความที่ไม่เชี่ยวชาญการเพาะปลูกหรือปศุสัตว์ จึงต้องไปขอหยิบยืมสินค้าอาหารจากร้านค้าในชุมชนเป็นประจำ เกิดเป็นวงจรหนี้สินที่ไม่สิ้นสุด
ศักรินทร์ระบุว่า ชาวมละบริบางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองมีหนี้สินและรายได้เท่าไหร่ แต่จากการค้นข้อมูลคาดว่าชาวมละบริบ้านห้วยหยวก จะมีรายได้เฉลี่ยต่อครอบครัวประมาณ 5,000 – 10,000 บาทต่อปี แต่กลับต้องแบกรับภาระหนี้ประมาณ 10,000 บาท เมื่อถึงฤดูข้าวโพดนายจ้างจะขับรถมาเรียกลูกจ้างตามบ้านต่างๆ ให้ไปทำงานในสวน เพื่อชดใช้หนี้สินที่เคยหยิบยืมมา เป็นภาพชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นทั่วไปในชุมชนชาวมละบริ
“เรื่องหนี้สินต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง” ศักรินทร์กล่าว “ปัญหาจริงๆ คือชาวมละบริไม่มีที่ดินทำกิน เมื่อไม่มีที่ดินให้ทำกิน พวกเขาก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม ถ้าจะแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ต้องจัดสรรที่ดินทำกินให้พวกเขา”
ด้านนิตยา ผู้อำนวยการสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย ซึ่งมีประวัติร่วมพัฒนาและให้ความช่วยเหลือชาวมละบริมาหลายปี ก็มองว่า สาเหตุที่การส่งเสริมประสบความล้มเหลวมาโดยตลอด คือชาวมละบริไม่มีความมั่นคงในที่ดิน เมื่อไม่มีที่ดินให้ทำกินก็หนีไม่พ้นการเป็นแรงงาน
“อยู่ที่นี่เหมือนมีแม่ที่ดูแลลูกอย่างดี แต่ถ้าวันหนึ่งแม่ไม่อยู่ ลูกๆ จะดูแลตัวเองได้อย่างไร ชาวมละบริอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง มีเพื่อนบ้านได้ช่วยเหลือคนอื่นด้วย” นิตยากล่าว
ศักรินทร์เสริมว่าชาวมละบริที่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาถือเป็นหนึ่งกลุ่มที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้มากที่สุด ทั้งการค้าขาย การเป็นผู้ประกอบการ หลายคนได้รับการศึกษาจนจบปริญญาตรี รวมทั้งยังมีความพยายามที่จะเข้าถึงกรรมสิทธิ์ของที่ดินเป็นของตัวเอง
ด้านอรัญวาก็ยืนยันเช่นกันว่า การที่ชาวมละบริได้เข้ามาอยู่อาศัยภายใต้ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาเป็นเรื่องที่ดี แต่ขณะเดียวกัน เธอเกรงว่าในระยะยาวชาวมละบริจะพึ่งพาตนเองไม่ได้ และตนเชื่อว่าตอนนี้ชาวมละบริได้รับภูมิคุ้มกันพอที่จะออกไปสร้างชุมชนอยู่เองได้แล้ว
“เราอยากมีเพื่อนบ้านและมีบ้านเป็นของตัวเอง เราไม่อยากถูกแยกให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเช่นนี้” เธอกล่าว
ดังนั้น อรัญวาจึงได้พยายามส่งเสียงกับผู้ใหญ่หลายฝ่ายมาตลอดว่า ชาวมละบริที่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา อยากจะย้ายออกไปตั้งชุมชนใหม่ ที่สามารถเพาะปลูกและอยู่กันเป็นหมู่บ้านที่แต่ละคนมีบ้านเลขที่เป็นของตัวเอง มีสิทธิ์เหนือที่ดินและความเป็นอยู่อย่างเต็มตัว
ภาครัฐเองก็ได้ตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องในปีพ.ศ. 2555 ด้วยความร่วมมือกับกรมป่าไม้ ได้จัดพื้นที่รองรับชาวมละบริ ไว้ที่บ้านห้วยลู่ ต.สะเนียน อ.เมือง จ.น่าน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านห้วยหยวกมากนัก และมีชาวมละบริจำนวนหนึ่งอาศัยอยู่ที่นั่นมาก่อนแล้ว เมื่อได้รับข้อเสนอทางชุมชนจึงตัดสินใจส่งผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัวทั้งหมด ไปลองศึกษาดูสภาพพื้นที่อยู่และพื้นที่ป่าที่บ้านห้วยลู่ ระหว่างนั้นเหล่าแม่บ้านก็รับภาระหลักในการดูแลสมาชิกที่เหลือของครอบครัว
ทว่า หลังจากผ่านไปหนึ่งปีเต็ม กลุ่มผู้ชายที่ถูกส่งไปศึกษาพื้นที่กลับมาสะท้อนว่าที่บ้านห้วยลู่อาจยังไม่ใช่พื้นที่ที่เหมาะสม เนื่องจากมีผู้อาศัยอยู่มาก่อนแล้ว ประกอบกับมีหลายชุมชนตั้งอยู่ใกล้เคียงเคียงกัน ทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนโดยเฉพาะพื้นที่ป่า จึงได้ปฏิเสธข้อเสนอไป
ทั้งนี้ ศักรินทร์กล่าวว่าชาวมละบริประสบปัญหาในการแสวงหาที่ดินมาตลอด เพราะพื้นที่โดยรอบชุมชนมักถูกยึดหรือจัดสรรให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมเรียบร้อยแล้ว
“ไม่ว่ามละบริจะย้ายไปอยู่ที่ไหน ก็จะถูกกดดันทั้งจากเกษตรกรในพื้นที่และภาครัฐ แค่เขาเอาตัวรอดได้ก็โคตรเก่งแล้ว” ศักรินทร์กล่าว
ความหวังสู่ชีวิตที่ไร้หนี้
ถึงแม้จะพบเจออุปสรรคมาหลายครั้ง อรัญวาก็มิได้ละทิ้งความใฝ่ฝันถึงบ้านของชาวมละบริ เธอได้นำเรื่องนี้ไปพูดคุยกับผู้นำท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
ความพยายามของอรัญวาบังเกิดผลอีกครั้ง เมื่อไม่นานมานี้ ภาครัฐได้กำหนดทำเลที่เหมาะสมในการตั้งชุมชนใหม่ ที่บ้านนากอกใหม่ ต.ภูฟ้า อ.บ่อเกลือ จ.น่าน โดยได้เนื้อที่มาทั้งหมด 130 ไร่ จากชาวบ้านนากอกที่มอบให้แก่ชาวมละบริ ด้วยเหตุผลว่าที่ดินเหล่านี้เคยเป็นพื้นที่บรรพบุรุษ
นับตั้งแต่นั้นมาชาวมละบริที่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ก็ได้ทยอยไปปรับปรุงพื้นที่ปลูกต้นไม้ ทำนา และพื้นที่สร้างบ้าน ตอนนี้ได้ปลูกบ้านไว้แล้วสามหลัง และมีบ้านที่กำลังรอก่อสร้างอีกสิบเจ็ดหลัง โดยคาดว่าทั้งหมดจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในปีพ.ศ. 2570 นี้ โดยงบประมาณที่ใช้มีทั้งกองทุนของชุมชน และงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และกลุ่มธุรกิจภาคเอกชน
ความหวังต่อบ้านและสิทธิ์ในการกำหนดชีวิตตนเองของชาวมละบริ ขยับเข้าใกล้ความจริงอีกหนึ่งก้าว
ขณะที่ศักรินทร์ได้แสดงความเห็นว่า กรณีศึกษาเรื่องราวของอรัญวานั้น คือการเกิดขึ้นของผู้หญิงชาติพันธุ์ที่สามารถขึ้นมาเป็นผู้นำกลุ่ม และสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่สังคมภายนอกเคยเข้าใจว่ามละบริ คือผีตองเหลืองเป็นคนป่าที่ย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ อรัญญาคือตัวอย่างของการปรับตัว ผสมผสานความรู้ทางวัฒนธรรมของตัวเองกับความรู้ในโลกสมัยใหม่ จนได้รับการยอมรับจากในชุมชนและนอกชุมชนของเธอ
ทางด้านนิตยาก็ให้ความเห็นว่า “ติ๊ก (อรัญวา) ไม่ได้ทำให้ชาวมละบริในชุมชนของเขารู้สึกว่า การมีอิสระในการใช้ชีวิตคือการมีชีวิตแบบตัวใครตัวมัน แต่คือการมีอิสระร่วมกัน ที่ดินตรงนั้นเป็นของทุกคนในชุมชน พวกเขาร่วมกันสร้างและทุกคนมีส่วนร่วม”
เป้าหมายต่อไปของอรัญวาคือการพาชาวมละบริที่อื่นมาอยู่ที่บ้านนากอกใหม่ พร้อมกับปลดเปลื้องภาระหนี้ที่ยึดกุมชีวิตชาวมละบริ โดยเมื่อไม่นานมานี้ โครงการปลดหนี้ดังกล่าวประสบผลสำเร็จครั้งด้วย เมื่อเธอได้รวบรวมเงินกว่าสองหมื่นบาท ปลดหนี้ให้ชายชาวมละบริอายุ 33 ปีพร้อมบุตรอีกห้าคน จนสามารถเดินทางออกจากบ้านห้วยหยวกได้สำเร็จ ความสำเร็จนี้ทำให้อรัญวาตั้งใจจะหาเงินไปปลดหนี้ให้กับชาวมละบริคนอื่นๆ ที่สนใจจะย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วยกัน
“ถ้าเขาอยากจะมาอยู่ เราคิดว่าหมู่บ้านนี้สามารถรองรับมละบริได้ทั้งหมด” อรัญวากล่าวทิ้งท้าย พร้อมด้วยสายตาที่แน่วแน่ว่าจะสร้างให้พื้นที่แห่งนี้เป็นบ้านของชาวมละบริ ที่ผสมผสานการใช้ชีวิตระหว่างสังคมกสิกรรมและองค์ความรู้ของคนอยู่กับป่า เพราะเธอทราบดีว่า ป่าคือบ้านที่ชาวมละบริขาดไม่ได้อย่างแน่นอน
ณฐาภพ สังเกตุ นักข่าวอิสระ ที่ติดตามเรื่องราวด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย เคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอินเดีย 1 ปี สนใจเรื่องราวของผู้คนชายขอบ
ชนากานต์ เหล่าสารคาม เป็นช่างภาพข่าวในประเทศไทย และสตริงเกอร์ของเอเอฟพี (Agence France-Presse) เธอเริ่มต้นเส้นทางด้วยพู่กัน ก่อนจะเปลี่ยนมาถือกล้องเพื่อบันทึกเหตุการณ์สำคัญในด้านการเมืองและสิทธิมนุษยชน
More Features
- โดย HaRDstories and Delta News Agency





