- PROFILE
เกรียงไกร ชีช่วง : ผู้นำกะเหรี่ยงที่สอนสังคมไทยความหมายของ ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’
ชายกะเหรี่ยงโพล่งจากผืนป่าตะวันตกผู้ฝันอยากเห็นชนเผ่าพื้นเมือง 6 ล้านคนได้รับการยอมรับในไทย
เกรียงไกร ชีช่วง ในเสื้อกะเหรี่ยงสีรุ้งในหมู่บ้านบางกะม่า จ.ราชบุรี พื้นที่จัดกิจกรรมค่ายเยาวชนใกล้หมู่บ้านโป่งกระทิง บ้านเกิดของเขา ภาพ : วิศรุต วีระโสภณ/HaRDstories
ท่ามกลางขบวนพาเหรดสีรุ้งกลางกรุงเทพฯ ผู้ชุมนุมเพ้นท์หน้าทาสีและติดระบายขนนกฟู่ฟ่า ชายวัย 48 บุคลิกนักกีฬาอย่าง “เกรียงไกร ชีช่วง” อาจจะดูผิดฝาผิดตัวจากคนอื่นๆ แต่ในฐานะผู้นำชาวกะเหรี่ยง วันนี้เขาสวมเสื้อกะเหรี่ยงสั่งตัดพิเศษสีรุ้ง เพื่อยืนยันกับสังคมว่า ชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองก็เป็นหนึ่งในสีสันแห่งความหลากหลายในไทย
เมื่อพูดถึงชาติพันธุ์ในไทย หลายคนจะนึกถึงเกรียงไกรเป็นใบหน้าแรก เขาคือประธาน “สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” เครือข่ายหลักที่รวมชนเผ่าพื้นเมืองหลากหลายกลุ่มจากทั่วประเทศ
จากประชากรไทยกว่าเจ็ดสิบล้านคน กว่า 6 ล้านคนมาจากกลุ่มชาติพันธุ์ จากมากกว่า 60 กลุ่ม แต่คนกลุ่มนี้มักตกเป็นคนชายขอบ เข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ นอกจากนี้ ยังเผชิญกับปัญหาอัตลักษณ์วัฒนธรรมกัดกร่อนสูญหาย หลายครั้งยังถูกผลักให้เป็นคนละเมิดกฎหมายตามกฎหมายอนุรักษ์ที่เข้มงวด บางรายถึงขั้นถูกใช้ความรุนแรงและเสียชีวิต
เพื่อปกป้องสิทธิและรักษาวิถีชีวิตตามประเพณี ประเทศไทยกำลังร่างกฎหมายเพื่อคุ้มครองชนพื้นเมือง คาดว่าจะผ่านในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ ตั้งแต่ปี 2566 โดยเกรียงไกรได้รับเลือกเป็นประธานสภาชนเผ่าพื้นเมือง งานหลักของเขาคือการผลักดันให้ “พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิชาติพันธุ์” เกิดขึ้น
ทุกๆ เดือน เขาขับรถไปมาระหว่างบ้านที่ราชบุรี บริเวณชายแดนไทย-เมียนมากับรัฐสภาริมน้ำ กลางป่า เกรียงไกรอธิบายให้พี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ร่วมกับป่าว่า กฎหมายนี้คืออะไร คู่ขนานไปกับภารกิจที่กรุงเทพฯ เขาถ่ายทอดโลกทัศน์ของชนเผ่าพื้นเมืองให้นักการเมืองในชุดสูทฟัง ชักชวนให้พวกเขายกมือสนับสนุนร่างพ.ร.บ
แต่การการอธิบาย “โลกของคนอยู่กับป่า” ไม่ใช่เรื่องง่าย
“นักการเมืองบางคนเขาถามว่า จิตวิญญาณหมายถึงอะไร เขาคิดว่าหมายถึงชีวิตหลังความตายหรือผี มันไม่ใช่อะไรอย่างนั้น” เกรียงไกรเล่าถึงประสบการณ์ในสภา เขามักจะเสริมว่า คำตอบของเขาไม่วิชาการ แต่เป็นความเข้าใจจากชาวบ้านคนหนึ่ง “เราพยายามอธิบายว่าจิตวิญญาณหมายถึงสายสัมพันธ์ของเรากับธรรมชาติ เบื้องหลังความเชื่อ ทำไมคนกะเหรี่ยงต้องดูแลป่า”
แม้ว่าที่ผ่านมา รัฐสภาจะโหวตสนับสนุนให้ผ่านพ.ร.บ.ชาติพันธุ์ แต่ช่องว่างความเข้าใจยังคงกว้างอยู่ ขั้นตอนการพัฒนาร่างกฎหมายในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาเป็นการงัดข้อเรื่องการเลือกใช้คำที่จะรับรองสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง โดยที่ไม่ได้ให้สิทธิในการจัดการตนเองแก่พวกเขามากจนเกินไป
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชนเผ่าพื้นเมืองในไทยเรียกร้อง “สิทธิในการจัดการตนเอง” สิทธิที่ว่านี้หมายถึงสิทธิที่จะมีอิสระในการกำหนดชะตาและเลือกดำรงวิถีชีวิตได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะในมิติทางเศรษฐกิจ สังคมหรือวัฒนธรรม ถึงแม้ว่าสหประชาชาติ (UN) จะรับรองแนวคิดเรื่องดังกล่าว แต่ประเทศไทยและประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่ยังรู้สึกเปราะบางกับเรื่องนี้
ข้อโต้เถียงหลักตกอยู่ที่ “คำแรก” ในเอกสารที่รับรองตัวตนของเกรียงไกรและพี่น้องของเขา นั่นคือคำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” ซึ่งหลายประเทศใช้คำๆ นี้เพื่อสื่อว่าคนกลุ่มนี้มีความเชื่อมโยงต่อที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติต่อเนื่องมาในประวัติศาสตร์ สภาถกเถียงกันหลายชั่วโมงว่าจะใช้คำนี้ไหม และท้ายที่สุด เลือกใช้คำที่มีนัยยะทางการเมืองน้อยกว่าอย่างคำว่า “ชาติพันธุ์”
นักการเมืองไทยกังวลว่าคำๆ นี้จะสื่อถึงสิทธิการจัดการตนเองมากและอาจจุดกระแสแบ่งแยกดินแดน…ความกลัวที่เกรียงไกรพยายามยืนยันว่าไม่จริง
Stay Informed!
Subscribe to our newsletter to receive our latest stories direct to your inbox.
“ผมไม่อยากให้พวกท่านคิดว่าเป็นคำที่อ่อนไหว” เกรียงไกรกล่าวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระหว่างการประชุมช่วงปลายปี 2567 เขาพยายามคลายปมความกังวลของผู้ออกกฎหมาย ชายชาวกะเหรี่ยงอธิบายว่า ชนเผ่าพื้นเมืองสามารถคงอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มไว้ได้ขนาดที่ยังคงนับเป็นประชาชนไทย
ด้วยความที่พูดภาษาไทยชัดโดยไม่ติดสำเนียงกะเหรี่ยง เกรียงไกรเองก็ถูกถามหลายครั้งว่าเป็นกะเหรี่ยงจริงหรือ
คำถามที่ว่าฟังดูประหลาดสำหรับเขาและชนเผ่าพื้นเมืองหลายคนในไทย เพราะเขาไม่ได้มองว่า ต้องเลือกจะเป็นไทย หรือเป็นชนเผ่าพื้นเมืองแค่อย่างใดอย่างเดียว “ผมรู้สึกเป็นไทยอยู่แล้วตั้งแต่เด็ก เราเป็นกะเหรี่ยงและเราก็เป็นไทยด้วย”
จิตวิญญาณแห่งพรไพร
เกรียงไกรโตขึ้นมากับผืนป่าตะวันตก ความสนุกวัยเด็กของเกรียงไกรกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันคือการท่องไปในผืนป่าชายแดนไทย-เมียนมา ป่าผืนใหญ่ที่สุดที่เหลือในไทย
หมู่บ้านโป่งกระทิง (หมายถึง โป่งเกลือในป่าที่กระทิงและสัตว์ป่าทานเพื่อโซเดียม) จังหวัดราชบุรี เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ของชาวกะเหรี่ยงโพล่งราว 40 ครัวเรือน เกรียงไกรกับเพื่อนตามผู้ใหญ่ไปตีผึ้งหรือเก็บหาผักเพื่อกินคู่น้ำพริกเป็นข้าวเย็น ก๊วนเด็กหนุ่มเริ่มพาเด็กๆ รุ่นน้องในหมู่บ้านไปด้วย จนท้ายที่สุดกลายเป็นชมรมหลังเลิกเรียน
“ผมเรียนจบครูพละ เพื่อนแต่ละคนก็ถนัดกันคนละอย่าง คนนึงสอนเพาะกล้าไม้เพราะเรียนเกษตรมา อีกคนเล่นกีตาร์เป็น คนนั้นก็ชอบอ่าน เอาเรื่องเล่าคนอยู่กับป่ามาผสมกับตำนาน เราก็เลยผลัดกันนำกิจกรรมหลังเลิกเรียนทุกเย็น” เกรียงไกรเล่า กลุ่มเยาวชนโป่งกระทิงได้รับรางวัลสิ่งแวดล้อมที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางอย่างรางวัลลูกโลกสีเขียว
ณ ตอนนั้น เขาไม่ได้มองว่า การเป็นชนเผ่าพื้นเมืองนั้นเป็นเรื่องพิเศษอะไร ไม่ชอบใส่เสื้อผ้าชนเผ่าด้วยซ้ำ จนกระทั่งได้ไปร่วมเครือข่ายกะเหรี่ยงนำโดยอาจารย์วุฒิ บุญเลิศ นักประวัติศาสตร์ชาวกะเหรี่ยง จุดนั้นทำให้เกรียงไกรเริ่มตระหนักถึงคุณค่าของอัตลักษณ์ชนเผ่าพื้นเมือง
ในวัยต้นยี่สิบ เขาได้เจอเพื่อนชาวกะเหรี่ยงจากชุมชนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นชุมชนในผืนป่าตะวันตก จนถึงพี่น้องกะเหรี่ยงทางเหนือ พวกเขากลายเป็นเพื่อนแบ่งปันประสบการณ์และปัญหาที่เจอ
เกรียงไกรกลายเป็นเสมือนพี่ชายคนโตในเครือข่ายเยาวชน เขาชวนคนรุ่นใหม่กะเหรี่ยงที่มีแววอย่าง “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ มาร่วมด้วย การหายสาบสูญไปหลายปีของบิลลี่เป็นความรู้สึกหนักอึ้งในใจเกรียงไกรเสมอมา ความตายที่มีรากลึกฝังอยู่ในความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับเจ้าหน้าที่อุทยาน
“ยังจำได้ตอนแรกมึนอ (พิณนภา พฤกษาพรรณ) มีความเป็นแม่บ้านมากๆ พอเกิดเรื่องบิลลี่ มึนอก็ต้องกลายเป็นนักปกป้องสิทธิ ออกมาทวงถามความยุติธรรมให้สามี” เกรียงไกรเล่า “เรื่องบิลลี่ทำให้พวกเราในป่าตะวันตกเสียขวัญไปส่วนหนึ่ง แต่ก็ทำให้เป็นปึกแผ่นกันมากขึ้น”
ป่าไม่ให้ความรู้สึกปลอดภัยอีกต่อไป ชนเผ่าพื้นเมืองจำนวนมากถูกดำเนินคดีว่าบุกรุกป่าอนุรักษ์ เพราะอาศัยอยู่บนที่ดินบรรพบุรุษซึ่งถูกประกาศเป็นเขตอุทยาน ในประเทศไทย มีชนเผ่าพื้นเมืองมากกว่าสามแสนครอบครัวที่ตกอยู่ในความเสี่ยงนี้
ที่บ้านเกิดของเกรียงไกรและบิลลี่ ความขัดแย้งระหว่างคนกับนโยบายอนุรักษ์ยิ่งซับซ้อนมากยิ่งขึ้น หลังจากผืนป่าตะวันตกได้รับประกาศเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติโดยยูเนสโก
“ช่วงที่ผมเห็นความสำคัญของวัฒนธรรมกะเหรี่ยงมากขึ้น ผมก็เข้าใจมิติทางสังคมพร้อมกัน ว่าเราควรมีสิทธิ มีเสียง เราไม่ควรถูกละเมิด” เกรียงไกรเล่า “มุมมองทั้งสองมุมมอง ทำให้ความเป็นชาติพันธุ์ ชนเผ่ามันชัดขึ้นสำหรับผม”
เกรียงไกรเล่าว่า ตัวเขาไม่เคยถูกเหยียดเพราะเป็นกะเหรี่ยงอย่างจริงๆ จังๆ ยิ่งเพราะอยู่ในจังหวัดราชบุรี ซึ่งห่างจากกรุงเทพฯ ด้วยระยะเวลาขับรถเพียงสองชั่วโมง ทำให้ชุมชนค่อนข้างกลมกลืนกับสังคมไทย แต่เขาเลือกออกมาสู้เพื่อสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง เพราะความรู้สึกโกรธเกรี้ยวข้างในจากการที่เห็นเพื่อนถูกละเมิด
สำหรับเขา การเป็นชนเผ่าพื้นเมือง หมายถึงการสืบทอดประเพณีวัฒนธรรมมากพอๆ กับการตระหนักถึงสถานะคนชายขอบในประเทศ การตกผลึกนั้นผลักดันให้เกรียงไกรหันมาสวมเสื้อกะเหรี่ยง แล้วลุกขึ้นมาเป็นเสียงให้กับพี่น้องชนเผ่าพื้นเมือง
ด้วยความเชื่อมั่นจากชุมชน เกรียงไกรกลายเป็นตัวแทนของชุมชนกะเหรี่ยงในผืนป่าตะวันตก ต่อมา เขาได้รับเลือกจากชนเผ่าพื้นเมืองทั้งสี่ภาคให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย
สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยก่อตั้งตอนปี 2557 โดยบริหารจัดการบนระบบประชาธิปไตย ปัจจุบัน สภาชนเผ่าประกอบด้วยสมาชิก 237 คนจาก 46 ชาติพันธุ์ ตัวแทนจากแต่ละชนเผ่ามาประชุมประจำปีเพื่อหารือปัญหาและทางออกร่วม พร้อมได้รับคำปรึกษาจากคณะผู้อาวุโส ซึ่งพัฒนาขึ้นมาจากประเพณีนับถือผู้อาวุโสในชุมชน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
•
- โดย ณิชา เวชพานิช
•
“เกรียงไกรเป็นคนทำงานในพื้นที่ รู้จักกับพี่น้องในชุมชน แทบไม่เคยปฏิเสธเวลามีใครขอความช่วยเหลือ” ศักดา แสนมี่ เลขาธิการสภาชนเผ่าฯ และผู้อาวุโสชาวลีซูกล่าว “เกรียงไกรทำหน้าที่ส่งเสียงและเป็นตัวแทนของชนเผ่าพื้นเมืองในการร่างกฎหมาย พยายามรักษาตัวตนชนเผ่าพื้นเมืองของเราให้อยู่ในกฎหมาย”
จิตวิญญาณบนท้องถนน
การเป็นประธานสภาชนเผ่าฯ ของเกรียงไกรเป็นเสมือนอีกก้าวสำคัญของขบวนการชนเผ่าพื้นเมือง เมื่อตำแหน่งประธานขยับออกจากภาคเหนือที่อัตลักษณ์ชาติพันธุ์เข้มข้น เขยิบเข้าใกล้ศูนย์การปกครองของไทยอย่างกรุงเทพฯ นอกจากนี้ ยังง่ายต่อการเดินทางทำงานกับชาติพันธุ์ในภาคอื่นๆ อย่างชาวเลที่ภาคใต้มากขึ้น
เกรียงไกรขับรถไป-กลับระหว่างโป่งกระทิงและกรุงเทพฯ พยายามแบ่งเวลาระหว่างงานที่เขารัก คือการจัดค่ายเยาวชนสอนเด็กๆ เกี่ยวกับธรรมชาติ เยี่ยมลูกที่กำลังเรียนมหาลัยฯ พลางแบ่งเวลาไปเจรจากับนักการเมืองในชุดสูท
“อู๊ละ อู๊ละ เย้ไถ่ต่องเอ๊ย จะเกร๊ะกราน่อ เมอปะเปอปะนอ” ใต้เงาไม้ใหญ่ เกรียงไกรนำกลุ่มเด็กกะเหรี่ยงทำพิธีเรียกขวัญธรรมชาติระหว่างเข้าค่ายช่วงปิดเทอม เด็กๆ ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลัก พี่ค่ายเลยแปลต่อ “ขวัญเอ๋ย ขวัญมา กลับมาอยู่ที่บ้านขวัญเอ๋ย ป่าในช่วงเวลาที่หนาวชื้น ให้กลับมาอยู่ที่บ้าน”
“เขาจัดเจนในเรื่องทำกิจกรรมให้สนุก” สุนี ไชยรส กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและนักรณรงค์เรื่องสิทธิเด็กมากประสบการณ์กล่าว เธอเห็นเกรียงไกรทำกิจกรรมทางสังคมมาต่อเนื่องหลายปี “เขาทำงานในเครือข่ายชนเผ่าและทำงานกับนอกเครือข่ายชนเผ่าด้วย”
เกรียงไกรพิสูจน์ให้เห็นว่า การมีเพื่อนพันธมิตรสำคัญต่อเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมือง ตอนสภาชนเผ่าฯ เสนอร่างกฎหมายสู่รัฐสภา พวกเขารวบรวมรายชื่อจากประชาชนผู้สนับสนุนมากกว่า 10,000 ราย ไม่ใช่เฉพาะจากชาติพันธุ์เท่านั้น และทุกๆ ครั้งที่ชนเผ่าพื้นเมืองจัดการชุมนุมเพื่อปกป้องสิทธิ คนหลากหลายกลุ่มก็พากันมาสมทบ ทั้งคนเมือง พนักงานโรงงาน หรือพนักงานบริการทางเพศ
เหลือเพียงไม่กี่เดือนก่อนที่เขาจะจบบทบาทในฐานะประธานสภาชนเผ่าฯ สิงหาคมนี้ ระหว่างนี้ เกรียงไกรทุ่มพลังผลักดันพ.ร.บ.ชาติพันธุ์ เขาพยายามรักษาจิตวิญญาณของชนเผ่าพื้นเมืองให้ยังคงอยู่ในร่างกฎหมาย ซึ่งรัฐสภาได้แก้ไขหลายจุดให้อยู่ใต้การควบคุมของรัฐ
ปัจจุบัน ร่างพ.ร.บ.อยู่ในกระบวนการผ่านขั้นสุดท้าย ถึงแม้ว่ารัฐสภาจะส่งสัญญาณไม่สนับสนุนให้ใช้คำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” ในกฎหมาย แต่เกรียงไกรตั้งใจจะสู้เพื่อบรรจุคำๆ นี้ไว้ในร่างกฎหมายเพื่อรักษาเจตนารมณ์ของชนเผ่าพื้นเมือง หวังว่าจะได้กฎหมายที่จะช่วยคุ้มครองพี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองได้ดีที่สุด
ในการประชุมวุฒิสภาครั้งสุดท้ายปลายเดือนเมษายน ชายชาวกะเหรี่ยงลองพยายามอีกครั้ง เขาย้ำความสำคัญในช่วงเปิดการประชุมวุฒิสภา
“ที่ผ่านมาพี่น้องเราเจ็บปวดจากกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม จากการตีตราเหมารวม เลือกปฏิบัติ ถ้านิยามไม่มีความชัดเจนไปถึงจุดเหล่านั้น เราก็ห่วงกังวลว่า พี่น้องของเราจะไม่ได้รับการคุ้มครองที่ปกป้องเพียงพอ”
เกรียงไกรมองว่าเขาเป็นคนพูดไม่เก่ง ไม่มีเหลี่ยมในการเจรจาหรือลีลาในคำพูด ทำให้เขาไม่เก๋าในเกมการเมืองเหมือนใครอื่น “เราถนัดอยู่หน้าหมู่พี่น้องเรา แต่พอไปสภาผมว่ายากมากเลย ผมก็พูดเท่าที่พูดได้”
บางทีชายกะเหรี่ยงก็อยากจะเงียบ ไม่ต้องสื่อสารผ่านคำพูดใด ปล่อยให้เสื้อผ้ากะเหรี่ยงของเขาบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดเอง
“ในมุมผมนะ ผมไม่ได้ต้องการนโยบายที่ตัดเสื้อโหล ความกลมกลืนในเชิงว่าทุกวัฒนธรรมหรือความเชื่อถูกทำลาย ผมอยากเห็นความกลมเกลียวในเชิงยอมรับความสัมพันธ์ สังคมที่ยอมรับและเข้าใจกัน”
ณิชา เวชพานิช นักข่าวประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ ติดตามประเด็นสังคมผ่านมุมมองด้านสิทธิและชีวิตผู้คน เธอเคยทำงานกับสำนักข่าวท้องถิ่นภายใต้ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม
วิศรุต วีระโสภณ ช่างภาพสารคดีและข่าวชั้นนำของไทย หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาการถ่ายภาพจาก Pohchang Academy of Art ในปี 2017 เขาได้ร่วมงานกับสิ่งพิมพ์ชั้นนำของไทย เช่น นิตยสารสารคาดี, The Momentum และ National Geographic Thailand
Feature profiles
- โดย เอสรี ไทยตระกูลพาณิช
- โดย เอสรี ไทยตระกูลพาณิช



