“อยากได้ที่อยู่อาศัยที่สามารถอยู่ได้ตลอดไป” เผ่านักล่าสุดท้าย กับสิทธิที่ดินที่ยังเลือนลาง
- ภาพโดย ลูค ดุกเกิลบี
หญิงชาวมานินำเอาอาหารมาแบ่งปันให้สมาชิกครอบครัว ที่พักของชาวมานิกลุ่มนี้ตั้งอยู่ภายในบริเวณสวนยางพาราแห่งหนึ่งในจังหวัดสตูล เจ้าของสวนยางดังกล่าวอนุญาตให้ชาวมานิตั้งรกรากอาศัยได้ ภาพ : ลูค ดุกเกิลบี/HaRDstories
- โดย
- ณฐาภพ สังเกตุ
- Published
- 12 min read
ในหลายศตวรรษที่ผ่านมา ชาวมานิดำรงวิถีชีวิตของเผ่านักล่าตามป่าเขาในพื้นที่ภาคใต้ของไทย พวกเขาอาศัยและพึ่งพิงกับป่ามาอย่างแนบแน่น แต่ในปัจจุบัน ชาวมานิมีจำนวนหลงเหลืออยู่ไม่ถึง 500 คน จำนวนสัตว์ป่าที่น้อยลง ประกอบกับการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้อย่างเข้มงวด อาจทำให้เผ่านักล่าสุดท้ายในไทยถูกกลืนหายไปกับกระแสธารของโลกยุคใหม่
ในขณะที่ทุกคนกำลังพักผ่อนหลังมื้ออาหารกลางวัน เสียงตะโกนดังขึ้นที่แนวป่าหลังกระท่อมในอำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง พร้อมกับภาพชายหนุ่มวิ่งเข้าไปในป่าลึกพร้อมกับสุนัขอีกสองตัว
นักล่าสัตว์คว้าลูกดอกอาบยาพิษมาใส่ที่ “บะเลา” หรือกระบอกเป่าลูกดอกอาบยาพิษ เป่าไปที่เป้าหมาย ก่อนที่จะเรียกเพื่อนอีกห้าหกคนเข้ามาล้อมต้นไม้ดังกล่าว
ท่ามกลางความนิ่งสงบของผืนป่า ทันใดนั้น เสียงกระโจนของลิงตัวหนึ่งทะลุขึ้นมา กระโดดข้ามจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นด้วยความว่องไว กลุ่มนักล่าสัตว์ส่งเสียง “อุก อุก อุก” ดังไปทั่วทั้งป่า พวกเขาวิ่งตามลิงตัวนั้นไปติดๆ จนเมื่อยาพิษออกฤทธิ์ ลิงตัวดังกล่าวก็ร่วงลงมาบนพื้น กลายเป็นอาหารเย็นของชาวมานิ ชนเผ่านักล่าสัตว์กลุ่มสุดท้ายของประเทศไทย คนเมืองมักขนานนามพวกเขาว่า “ซาไก” และ “เงาะป่า” โดยที่หลายคนอาจไม่ทราบว่า ชื่อเรียกเหล่านี้เป็นคำหยาบสำหรับชาวมานิ
ข้อมูลจากมูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม ระบุว่าปัจจุบัน เหลือชาวมานิในประเทศไทย 401 คน กระจายอยู่ในสี่จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดตรังสตูล พัทลุงและสงขลา ทั้งหมด 13 กลุ่ม โดยชาวมานิเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ตระกูลนิกริโต (Negrito) ผู้บุกเบิกเข้ามาอยู่อาศัย ใช้ชีวิตเคลื่อนย้ายไปตามแหล่งอาหารในผืนป่าดิบชื้นแถบแหลมมลายู โดยปัจจุบัน พวกเขายังคงอาศัยอยู่ในป่าเทือกเขาบรรทัดของประเทศไทย
ด้วยจำนวนสัตว์ป่าที่ลดน้อยลงและกฎหมายห้ามล่าสัตว์ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ประกอบกับเด็กชาวมานิเริ่มเข้าเรียนในระบบการศึกษา ทำให้พวกเขาปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจากชนเผ่าเร่ร่อน มาลงหลักปักฐานอยู่เป็นหลักแหล่ง แต่การปรับตัวนี้กลับทำให้พวกเขาเผชิญกับปัญหายุคสมัยใหม่ นั่นคือการเข้าไม่ถึงสิทธิในการใช้ที่ดิน เนื่องจากพื้นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมจนถึงปัจจุบันของชาวมานิตั้งอยู่ในเทือกเขาบรรทัด พื้นที่ป่าอนุรักษ์ของประเทศไทยที่กฎหมายไม่อนุญาตให้ผู้คนเข้าไปใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้
ในแง่นี้ ชาวมานิไม่ต่างจากชนกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากในประเทศไทย ที่มีสภาพไร้ที่ทำกิน ไร้สิทธิครอบครองที่ดิน พวกเขามักถูกตราหน้าว่า “บุกรุกป่า” ทั้งที่พวกเขาดำรงชีวิตในป่ามาช้านาน ก่อนที่กฎหมายด้านป่าไม้ของไทยจะประกาศใช้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระบุด้วยว่าวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวมานิมีลักษณะ “พึ่งพิง” กับป่า ไม่ใช่การทำลายป่าหรือทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างที่ภาครัฐเข้าใจ
ชีวิตนักล่าในวันที่พื้นที่ป่าและสัตว์ลดน้อยลง
แดน รักษ์ป่าบอน ชายชาวมานิวัย 18 ปีจากกลุ่มบ้านโหล๊ะหาร เพิ่งเริ่มต้นฝึกล่าสัตว์ด้วยการรับหน้าที่แบกลิงตัวดังกล่าวกลับมาที่ “ทัพ” (ชื่อเรียกที่พักของชาวมานิ) ซึ่งปรากฏภาพกระท่อมที่ทำจากใบเหรงจำนวน เจ็ดหลังรายล้อมอยู่ในผืนป่าดิบชื้นห่างจากตัวชุมชน 10 กิโลเมตร
ณ ที่แห่งนี้ ชาวมานิอาศัยอยู่กันจำนวนสี่สิบคน แดนไม่รอช้าแบกลิงเข้าไปยังกระท่อม เขาก่อกองไฟและนำลิงไปรนไฟทั่วทั้งตัว ก่อนจะนำใบไม้มารองและเริ่มชำแหละแต่ละชิ้นส่วนแบ่งให้สมาชิกแต่ละหลังในจำนวนเท่าๆ กัน
แดนกล่าวว่ารู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ล่าสัตว์ได้ เพราะนี่คืออาหารของพวกเขา แต่ด้วยจำนวนสัตว์ป่าที่ลดน้อยลง เนื่องด้วยผู้คนจากภายนอกลักลอบเข้ามาล่าสัตว์ในพื้นที่ป่าเพื่อนำไปขาย ทำให้ชาวมานิกลุ่มนี้ต้องเริ่มปรับตัวด้วยการให้ผู้ชายออกไปทำงานรับจ้างขนไม้ยางพาราขึ้นรถบรรทุก ในขณะที่ผู้หญิงสานกระเป๋าส่งขาย ชีวิตการล่าสัตว์และเก็บของป่าถูกแทนที่ด้วยการยังชีพที่พึ่งพิงระบบทุนนิยม
“เราอยากได้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง มีที่ดินทำกินของตัวเองไว้ปลูกผัก เพิงมุงใบไม้แบบนี้มันอยู่ได้แค่ชั่วคราว”
เจี๊ยบ รักษ์ป่าบอน หญิงชาวมานิกล่าวถึงความต้องการของเธอ ในขณะที่กำลังสานกระเป๋าจากใบเตยที่เก็บจากป่า วันหนึ่งเธอจะสานกระเป๋าได้วันละสี่ใบ ขายได้ใบละ 50 บาท ซึ่งต้องนำรายได้มาแบ่งกับกลุ่มคนที่ช่วยเธอขายกระเป๋า
ในขณะที่ ต้ม รักษ์ป่าบอน ผู้นำมานิกลุ่มบ้านโหล๊ะหาร กล่าวว่าเขาเติบโตมาด้วยการตามผู้เป็นพ่อเข้าป่าหาสัตว์และหาของป่าเพื่อดำรงชีพ แต่มาวันนี้ เขาต้องพึ่งพาซื้อของจากภายนอกทั้งข้าวสาร เนื้อสัตว์และผักตามตลาด
“ตอนนี้เริ่มชินแล้ว” ต้มกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงในชีวิต “ทุกวันนี้ผมได้ออกมาเรียนรู้โลกภายนอก จากเคยเป็นคนขี้อาย ก็เริ่มกล้าพูดมากขึ้น สิ่งเดียวที่กังวลคือวันข้างหน้า วัฒนธรรมของชาวมานิจะหายไป”
ทางด้านผู้ดูแลพื้นที่อย่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เฉลิม พุ่มไม้ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าได้ให้สัมภาษณ์กับ HaRDstories ว่า ชาวมานิถือเป็นคนดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่มาก่อนการประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัดเมื่อปี 2518 และที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ก็มีความเข้าใจวิถีชีวิตของชาวมานิ เช่น อนุโลมให้ชาวมานิล่าสัตว์ตามธรรมเนียมปฏิบัติในพื้นที่ป่าไม้ที่พวกเขาอาศัยอยู่
อย่างไรก็ดี ชาวมานิก็ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอื่นๆ ของพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพ.ศ. 2562 อย่างไม่มีข้อยกเว้น
“ไม่ใช่เฉพาะชาวมานิ แต่ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม”
เฉลิมเน้นย้ำว่า หากชาวมานิกลุ่มใดต้องการเข้าถึงที่ดินทำกินและอยู่อาศัย จะต้องพิสูจน์ว่าเป็นผู้อยู่ในที่ดินแห่งนั้นมาก่อนมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 เรื่องการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินของราษฎรในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และต้องปฏิบัติตามมาตรา 121 ในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ที่มีการกำหนดกฎเกณฑ์การอยู่อาศัยภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด และให้สิทธิการอยู่อาศัยชั่วคราวครั้งละ 20 ปี
นโยบายดังกล่าวทำให้เกิดกระแสการต่อต้านจากภาคประชาชนและกลุ่มชาติพันธุ์จากทั่วประเทศที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พวกเขารวมตัวกันในนามสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า จัดชุมนุมใหญ่ที่หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม – 1 เมษายน 2568 ทำให้มีมติคณะรัฐมนตรี 1 เมษายน 2568 ให้ยุติการนำพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวกับโครงการอนุรักษ์ไปใช้ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ จนกว่าจะมีการปรับแก้กฎหมาย ซึ่งนั่นรวมถึงมาตรา 121 ในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ด้วย
ความตึงเครียดกับชีวิตในพื้นที่อนุรักษ์
รถมอเตอร์ไซต์ลัดเลาะไปตามริมลำธารผ่านป่าดิบชื้น ในฤดูฝนช่วงเดือนสิงหาคม สองข้างทางปกคลุมไปด้วยเงาไม้ใหญ่ของต้นยางนาและต้นตะเคียนทอง ทางลูกรังอุ้มน้ำฝนกลายเป็นดินโคลน ทำให้ชาวมานิที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ร่วมกับชาวบ้านพื้นราบในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด จ.ตรัง เดินทางไปมาลำบาก
เมื่อขี่มอเตอร์ไซต์มาได้ 20 นาที ปรากฏสวนยางพาราและบ้านเรือนประมาณ 12-15 หลัง ภายในบ้านไม้และปูนซีเมนต์โปร่งโล่งไร้เฟอร์นิเจอร์ เจ้าของบ้านเป็นชาวมานิในกลุ่มปลายคลองตง พวกเขามีบ้านและที่ดินในการทำการเกษตร ณ ที่แห่งนี้มานานกว่าสามสิบปี ซึ่งตอนนี้อยู่ภายใต้มาตรา 121 ในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562
อย่างไรก็ตาม แม้มานิกลุ่มปลายคลองตง จ.ตรัง จะมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตมากกว่ามานิกลุ่มอื่น แต่ธวัชชัย ปักษี หนึ่งในชาวบ้านของชุมชน มองว่าสิทธิการอยู่อาศัยภายใต้กฎหมายอนุรักษ์เช่นนี้ ทำให้พวกเขาไม่มีความมั่นคงในชีวิต
“อึดอัดที่ต้องอยู่แบบนี้ จะถอนต้นไม้หรือปลูกบ้านต้องขออนุญาตแทบทุกอย่าง”
ธวัชชัยอธิบายว่า สาเหตุที่ทำให้ชาวมานิกลุ่มนี้สามารถลงหลักปักฐานได้มากกว่ากลุ่มอื่นๆ เป็นเพราะพ่อเขาเป็นคนพื้นราบภาคใต้มาแต่งงานกับแม่ของเขาที่เป็นชาวมานิ ต่อมาพ่อของเขาจึงกลายเป็นผู้นำ สอนให้ชาวมานิทำสวนยาง และสร้างที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งเหมือนคนพื้นราบ
ในขณะที่ศักดา ปักษี วัย 39 ปี ผู้นำของกลุ่มชาวมานิที่ปลายคลองตงกล่าวกับ HaRDstories ว่า เขาอาศัยอยู่ในที่ดินแห่งนี้ตั้งแต่จำความได้ จนกระทั่งปัจจุบันชาวมานิในชุมชนตัดสินใจส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียน ทำให้จำเป็นต้องหาที่อยู่อาศัยและหารายได้อย่างเป็นหลักแหล่ง ส่งลูกเข้าเรียน
“ล่าสัตว์มันดีตรงไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่พอลูกเราเข้าโรงเรียนต้องหางานและหาเงิน”
ศักดามองว่า ถ้าชาวมานิมีสิทธิในที่ดินทำกินของตนเองอย่างยืดหยุ่นมากกว่านี้ จะทำให้พวกเขาตั้งหลักใช้ชีวิตบนโลกสมัยใหม่ได้ง่ายขึ้น แต่เมื่อต้องอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ทำให้ชาวมานิไม่สามารถปรับวิถีชีวิตจากการล่าสัตว์มาทำเกษตรได้อย่างสมบูรณ์ ชาวมานิหลายกลุ่มจึงต้องลงเอยด้วยการเป็นกรรมกรใช้แรงงาน เพื่อแลกกับค่าแรงราคาถูก 100- 300 บาทต่อวัน
เมื่อนักล่าไม่มีที่ดิน กลายเป็นผู้รอรับความอนุเคราะห์
ต่างออกไปจากชาวมานิกลุ่มอื่นที่อาศัยอยู่ในป่า ชาวมานิกลุ่มศรีทุ่งหว้า มีกิจวัตรประจำวันทุกเช้า เดินลัดเลาะริมถนนจากที่พักของพวกเขาระยะทาง 3 กิโลเมตร เพื่อมานั่งรออยู่ในเพิงพักชั่วคราวที่พวกเขาทำขึ้นมาเพื่อรอรับของและเงินบริจาคจากผู้ที่สัญจรไปมา
จิน ศรีทุ่งหว้าเป็นผู้นำชาวมานิกลุ่มศรีทุ่งหว้า เธอกล่าวว่า กลุ่มพวกเธอแยกตัวออกมาจากญาติพี่น้องในเทือกเขาบรรทัด มาปักหลักใช้ชีวิตอยู่ในอ.ทุ่งหว้า จ.สตูล ที่แต่เดิมเป็นพื้นที่ป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ แต่ทุกวันนี้แทบไม่เหลืออาหารเพียงพอให้กับชาวมานิ
“ถ้าไม่มีคนมาให้ของก็ลำบาก ทุกวันนี้ในป่าไม่มีอะไรให้กิน แถมแถวนี้ก็ไม่มีงานรับจ้างให้ทำ” จินกล่าว
คลิปวิดิโอโดย พิชชา แดงประสิทธิ์ / AFP และเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือกับ HaRDstories โดยได้รับความสนับสนุนจาก Pulitzer Center
ระหว่างที่จินให้สัมภาษณ์นั้น มีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งขับรถผ่านมานำอาหารและเงินบริจาคมาให้กับชาวมานิ กฤษดา อินทร์เฉลิม วัย 37 ปีกล่าว เขาเคยขับรถผ่านมาและเห็นกลุ่มคนที่รูปร่างหน้าตาแตกต่างจากคนไทยทั่วไปจึงจอดรถลงมาดูและพูดคุยสอบถาม ตั้งแต่นั้นมา เวลากฤษดาขับรถผ่านมาเส้นทางนี้ เขาจะนำเอาสิ่งของและเงินมาแวะบริจาคให้ชาวมานิเสมอ สร้างความดีใจให้แก่ชาวมานิในพื้นที่
กฤษดาเล่าด้วยว่า เขาคุ้นเคยกับภาพลักษณ์ของชาวมานิจากภาพยนตร์เรื่อง “ซาไกยูไนเต็ด” ที่ออกฉายในปี 2547 เช่นเดียวกับหลายๆ คนที่เคยรับชมภาพตร์ดังกล่าว ซึ่งแท้จริงแล้ว คำว่า “ซาไก” แปลว่า “ทาส” ในภาษามลายู และเป็นหนึ่งในคำศัพท์ที่สังคมไทยในอดีตใช้เรียกชาวมานิในเชิงเหยียดหยาม เช่นเดียวกับคำเรียกอื่นๆ เช่น “เงาะป่า” ที่เป็นการสื่อความหมายว่าพวกเขาไม่ใช่คน
“มานิไม่ใช่เงาะ แต่เป็นคนที่อาศัยอยู่ในป่า”
เฒ่าไข่ หนึ่งในผู้อาวุโสของชนเผ่ามานิ กล่าว เขาเป็นผู้นำกลุ่มมานิบ้านวังนาใน อ.ละงู จ.สตูล ปัจจุบัน เฒ่าไข่อาศัยอยู่หลังสวนยางพาราของชาวบ้าน ในพื้นที่ติดกับเทือกเขาบรรทัดทางทิศใต้ ทำให้เขายังคงเข้าป่าล่าสัตว์ เลี้ยงปากท้องเป็นประจำได้
“อยากให้รัฐแบ่งพื้นที่ให้ชาวมานิทำกิน เพราะพวกเราอาศัยในเทือกเขาบรรทัดมาเนิ่นนาน” เฒ่าไข่กล่าว
ในประเด็นนี้ ชุติพงค์ พลวัฒน์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด ให้สัมภาษณ์กับ HaRDstories ว่า การช่วยเหลือชาวมานิต้องเป็นไปแบบบูรณาการหลายหน่วยงาน โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และกระทรวงมหาดไทย ต้องเข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อกำหนดจุดอยู่อาศัยให้ชาวมานิเป็นหลักแหล่ง รวมทั้งพัฒนาอาชีพ โดยที่ไม่จำกัดความช่วยเหลือชาวมานิให้เป็นภาระหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพียงหน่วยงานเดียว
“เราไม่กังวลเรื่องวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวมานิ พวกเขาไม่ตัดทำลายป่า ชาวมานิคือผู้ช่วยดูแลรักษาป่า” ชุติพงค์กล่าว
ทางด้านนักวิชาการจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) อย่างอภินันท์ ธรรมเสนา ให้ข้อเสนอเรื่องการเข้าถึงสิทธิในที่ดินของชาวมานิว่า พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา สามารถเป็นเครื่องมือทางกฎหมายให้ชาวมานิสามารถดำรงชีวิตตามวิถีดั้งเดิมได้ผ่านกลไกที่มีชื่อว่า “เขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ”’ ซึ่งมีความยืดหยุ่นกว่ากฎเกณฑ์ภายใต้มาตรา 121 ในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562
“ชาวมานิจะไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่พวกเขาจะได้สิทธิในการใช้ประโยชน์ในที่ดินตามวิถีชีวิตดั้งเดิม”
อภินันท์อธิบายกลไกการทำงานของเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ว่า ก่อนการประกาศพื้นที่คุ้มครองจะมีการทำข้อตกลงกันระหว่างประชาชน หน่วยงานป่าไม้ในพื้นที่ร่วมกับกลไกสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยและภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อออกแบบการใช้ประโยชน์ในที่ดินร่วมกัน โดยมีเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงในที่ดินและร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ อภินันท์มองว่า กลไกดังกล่าวจะช่วยให้ชาวมานิรู้สึกมั่นคงว่า พวกเขาจะไม่ถูกไล่ออกจากป่าที่เป็นบ้านของพวกเขา
“ความมั่นคงในที่ดินไม่จำเป็นต้องออกมาในรูปแบบของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่สามารถออกมาในรูปแบบการได้รับการคุ้มครองให้สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้นได้ตลอดไป” อภินันท์กล่าว
แม้วันนี้ เฒ่าไข่จะยังคงยึดวิถีชีวิตการล่าสัตว์อยู่ แต่เขารู้ดีว่าถึงเวลาแล้วที่ชาวมานิต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกภายนอก เขากล่าวถึงความสำคัญของการศึกษาว่าจะช่วยทำให้ชาวมานิรุ่นใหม่ปรับตัวเข้ากับโลกภายนอกได้ดีขึ้น รวมทั้งไม่ถูกสังคมภายนอกเอารัดเปรียบเหมือนที่ผ่านมา
“เด็กมานิเข้าโรงเรียนกันแล้ว จะให้มานิย้ายเข้าป่าไปเรื่อยๆ คงลำบาก”
“การศึกษา” ความหวังที่ชาวมานิฝากไว้กับคนรุ่นใหม่
ในทุกเช้า เดือน ศรีมะนัง เด็กหญิงชาวมานิจากกลุ่มบ้านวังนา จะตื่นขึ้นมาอาบน้ำและแปรงฟันตอน 6 โมงเช้า จัดเสื้อผ้าและพาน้องไปอาบน้ำ ก่อนที่พาเดินกันออกมาจากป่า เพื่อมารอรถที่ชาวบ้านในพื้นที่คอยรับส่งเธอและเพื่อนๆ ชาวมานิคนอื่น ไปยังโรงเรียนบ้านวังสายทอง อ.ละงู จ.สตูล
เดือนในวัย 13 ปีดูจะตัวใหญ่เกินกว่าจะศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถม 2 แต่เธอกล่าวว่า พยายามไปโรงเรียนทุกวันเท่าที่จะทำได้ ตอนนี้เธอสามารถเขียนชื่อตัวเองได้แล้ว และกำลังพยายามหัดอ่านหนังสืออยู่
ชาวมานิพยายามเข้าเรียนในโรงเรียนนมานานแล้วเป็นระยะเวลานานกว่าสิบ ปี แต่ที่ผ่านมามักไม่ประสบความสำเร็จเพราะเข้าเรียนช้ากว่าเกณฑ์ ทำให้ปรับตัวเข้ากับเพื่อนคนอื่นในห้องเรียนยาก
ยกตัวอย่างเช่น แดน รักษ์ป่าบอน ชาวมานิจากกลุ่มรักษ์ป่าบอน จ.พัทลุง ในวัย 18 ปี เองก็เลิกล้มความตั้งใจเรียนตั้งแต่ชั้นประถม 3 เพราะเขาอยากออกมาทำงานช่วยเหลือครอบครัวมากกว่า
“ผมอยากให้น้องๆ ได้เรียนจบชั้นสูงๆ”
นี่คือความฝันของแดน ในวันที่เขาออกมาทำงานเป็นกรรมกรขนไม้ยางพาราได้ค่าแรงวันละ 100-200 บาทเพื่อให้ครอบครัวของเขามีรายได้มากขึ้น ใช้ส่งน้องเข้าเรียน
ขณะที่เจี๊ยบ รักษ์ป่าบอนเล่าว่า ความหวังสำหรับคนเป็นแม่อย่างเธอ คืออยากเห็นลูกตัวเองได้เรียนสูงๆ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
“วันหนึ่ง ลูกกลับมาเล่าให้ฟังว่า ‘วันนี้หนูเขียนชื่อตัวเองได้แล้ว’ ได้ยินแค่นี้แม่ก็ภูมิใจแล้ว” เจี๊ยบกล่าว
ทางด้าน เสาวนีย์ ไชยลักษณ์ ครูประจำชั้นที่สอนชาวมานิกลุ่มรักษ์ป่าบอน ที่โรงเรียนมิตรมวลชน 1 จ.พัทลุง กล่าวว่า เด็กชาวมานิรุ่นปัจจุบันที่เข้าเรียนตามเกณฑ์อายุมีความสามารถเรียนต่อไปจนถึงระดับชั้นมัธยมหรือในระดับอุดมศึกษาได้ ทั้งนี้หากได้รับสวัสดิการจากรัฐ รวมทั้งกลุ่มคนคอยส่งเสริมพวกเขาระหว่างทาง
“เราเชื่อว่าในอนาคตประเทศไทยจะได้เห็นชาวมานิสามารถประกอบอาชีพทั่วไปเช่น ครู พยาบาลตำรวจ ทหาร” เสาวนีย์กล่าว
สำหรับเด็กหญิงเดือน อาชีพการทำงานเป็นเรื่องของอนาคตที่เธอยังไม่ได้คิด
“หนูยังไม่รู้หรอกว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แต่หนูชอบไปโรงเรียนเพราะหนูมีเพื่อนเยอะ” เธอชอบเรียนภาษาอังกฤษ และฝันอยากไปเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นเพราะเธอชอบอาหารญี่ปุ่น
“โตขึ้นหนูอยากมีงานทำ อยากมีเงินมาดูแลแม่ให้อยู่สบายๆ” เด็กเดือนเล่า ก่อนที่เธอและชาวมานิคนอื่นๆ จะวิ่งเข้าโรงเรียนเพื่อไปทำความสะอาดบริเวณโดยรอบก่อนถึงเวลาเข้าเรียน
ป่าเดิม กฎหมายเดิม ปัญหาเดิม?
ในวันนี้ ชาวมานิถือเป็น 1 ใน 42 กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยที่รวมตัวกันในเครือข่าย ”สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” เพื่อขับเคลื่อนสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ความสำเร็จล่าสุดของพวกเขาคือการทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่สี่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีกฎหมายคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นทางการ ต่อจากมาเลเซีย ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย
อย่างไรก็ดี เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชนสัดส่วนชาติพันธุ์ แสดงความกังวลว่า แม้กฎหมายคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์จะประกาศใช้อย่างเป็นทางการ แต่สาระสำคัญในมาตรา 37 เรื่องการประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อยกเลิกการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้กลับถูกตัดออกไป
“แม้ว่าจะสามารถประกาศพื้นที่คุ้มครองได้ แต่ชาวมานิยังคงต้องอยู่ภายใต้โครงสร้างของกฎหมายป่าไม้เดิม”
เลาฟั้งกล่าวว่า ในอนาค ตแม้ชาวมานิสามารถประกาศพื้นที่คุ้มครองฯ ของตนเองได้ พวกเขาก็ยังคงต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับของมาตรา 121 ในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพ.ศ. 2562 ต่อไป หมายความว่า พวกเขาจะไม่มีอิสระในการดำรงชีวิตอย่างเต็มที่ ปัญหาเรื่องสิทธิในการใช้ที่ดินจะยังดำเนินต่อไป รวมทั้งการเข้าไม่ถึงระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ถนนไฟฟ้าและน้ำประปา เป็นต้น
ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย เลาฟั้งพยายามหาโอกาสแก้ไขกฎหมายในอนาคต รวมทั้งการออกกฎหมายลำดับรอง เช่น กฎกระทรวง เพื่อให้การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ในที่ดินของชาวมานิและกลุ่มอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้พื้นที่ป่าอนุรักษ์ในประเทศไทย เป็นไปตามวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาโดยที่กระทบกับทรัพยากรธรรมชาติน้อยที่สุด
ณ ทัพ (ที่พัก) ของชาวมานิในป่าเขาบรรทัด เฒ่าไข่และชาวมานิคนอื่นๆ ร่วมกันแบ่งปันของป่าที่หามาได้ในการล่าสัตว์ของวันนั้น พระอาทิตย์ทยอยหรี่แสง แทนที่ด้วยนแสงไฟจากไฟฉายคาดหัวที่เดือนและเพื่อนๆ ของเธอใช้ในการทำงานการบ้าน ระหว่างนั้น พ่อแม่ของพวกเธอกำลังรวมกลุ่มทำอาหารจากของป่าที่หามาได้ ผสมรวมกับวัตถุดิบจากภายนอกที่ซื้อมาจากตลาดสด
“พวกเขาให้เราอยู่ชั่วคราวที่ตรงนี้ [แต่] มานิอยากได้ที่อยู่อาศัยที่สามารถอยู่ได้ตลอดไป” เฒ่าไข่กล่าว
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง HaRDstories และ AFP โดยได้รับความสนับสนุนจาก Pulitzer Center
ณฐาภพ สังเกตุ นักข่าวอิสระ ที่ติดตามเรื่องราวด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย เคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอินเดีย 1 ปี สนใจเรื่องราวของผู้คนชายขอบ
ลูค ดักเกิลบี เป็นช่างภาพชาวอังกฤษประจำกรุงเทพฯ คอยติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากมลพิษและการพัฒนาต่อชุมชนท้องถิ่นสม่ำเสมอ
More Features
- โดย ปรัชญ์ รุจิวนารมย์
- โดย วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์









