หนึ่งปีหลังสหรัฐฯ ตัดงบช่วยเหลือ ค่ายผู้ลี้ภัยใหญ่ที่สุดในไทยต้องดิ้นรนหาทางรอด

ค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละเป็นที่พักพิงให้กับผู้ลี้ภัยจากเมียนมามาสี่สิบปีแล้ว ค่ายแห่งนี้อยู่มาได้ด้วยเงินสนับสนุนจากต่างประเทศ ในวันนี้ หนึ่งปีหลังจากที่เงินสนับสนุนถูกตัดออกไปเกือบหมด ค่ายและผู้คนก็ต้องดิ้นรนเพื่อให้อยู่ต่อไปได้

วิศรุต วีระโสภณ/HaRDstories
หญิงชาวกะเหรี่ยงเดินในค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละ มีนาคมปี 2568 ภาพ : วิศรุต วีระโสภณ/HaRDstories

แม่สอด – คัทอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละมาเกือบยี่สิบปีแล้ว ในวัย 70 ปี ประกอบกับโรคเบาหวานและอาการเข่าอักเสบเรื้อรัง ชายชาวกะเหรี่ยงต้องพึ่งพาค่ายแห่งนี้เพื่อให้เข้าถึงอาหารและการรักษาพยาบาล ทว่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ สิ่งจำเป็นทั้งสองประการนั้นก็ถูกจำกัดไปตามเงินสนับสนุนที่หายไปเกือบหมด

“สำหรับผู้ป่วยเรื้อรังแบบฉันน่ะ ยังไงก็ต้องอาศัยการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานเพื่อให้อยู่ต่อไปได้” เขากล่าว “แต่ก็มีแค่นั้นละ…มากพอแค่ให้มีชีวิตต่อไปได้เท่านั้นเอง ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรสักอย่างละก็ คงไม่มีใครทำอะไรได้หรอก เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นเมื่อไหร่ เราก็คงต้องหาทางรอดกันเอาเองแล้ว”

เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว สหรัฐอเมริกาประกาศตัดงบประมาณโครงการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในต่างประเทศไป 83% อันเป็นผลพวงมาจากการแช่แข็งงบประมาณช่วยเหลือต่างประเทศตั้งแต่ที่โดนัลด์ ทรัมป์ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีเมื่อเดือนมกราคมปี 2568 หนึ่งในโครงการที่ได้รับผลกระทบจากการตัดงบประมาณดังกล่าวคือโครงการให้ทุนสนับสนุนของสำนักงานประชากร ผู้ลี้ภัย และการย้ายถิ่นฐาน (Bureau of Population, Refugees and Migration) ภายใต้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งเงินทุนสนับสนุนหลักของปฏิบัติการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมบริเวณชายแดนไทย-เมียนมามาโดยตลอด

แม่หละและค่ายผู้ลี้ภัยอื่นๆ อีกแปดแห่งตามแนวชายแดนนี้ เป็นที่พักพิงสำหรับผู้คนราว 100,000 คน ผลกระทบที่ตามมานั้นทั้งร้ายแรงและยังคงเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่นั้นมา

 

ระบบอันเปราะบาง

ตลอดสี่ทศวรรษที่ผ่านมา ระบบค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทยรองรับชีวิตของประชากรกลุ่มนี้มาตลอด โดยประชากรส่วนใหญ่คือกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่หลบหนีความขัดแย้งภายในเมียนมาออกมา ระบบดังกล่าวพอจะขับเคลื่อนตัวเองไปได้เรื่อยๆ แต่โครงสร้างเบื้องหลังนั้นเปราะบาง เนื่องจากต้องอาศัยเงินทุนสนับสนุนแทบทั้งหมดจากองค์กรต่างประเทศเพียงไม่กี่องค์กรเท่านั้น

องค์กรสมาคมชายแดน (The Border Consortium: TBC) คือองค์กรหลักมีบทบาทในการจัดหาอาหาร เชื้อเพลิงสำหรับประกอบอาหาร และที่พักพิงในค่ายลี้ภัยตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา องค์นี้ได้รับทุนสนับสนุนส่วนใหญ่จากต่างประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วย เงินทุนดังกล่าวจะนำมาใช้จัดหาข้าวสาร เชื้อเพลิงสำหรับประกอบอาหาร ถั่วและถ่านไม้ ซึ่งล้วนแต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานสำหรับการยังชีพในแต่ละวันของผู้พักอาศัยในค่ายลี้ภัยทั้งสิ้น

เมื่อเงินทุนขององค์กร TBC โดนระงับไป กว่า 80% ของประชากรในค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละไม่น้อยกว่า 37,000 คนต้องอยู่โดยปราศจากอาหารสนับสนุน มีเพียงแค่ผู้ที่ได้รับการจัดประเภทว่าเป็นกลุ่มเปราะบางพิเศษหรือกลุ่มเปราะบางทั่วไปเท่านั้น (หรือก็คือผู้ที่ต้องอาศัยความช่วยเหลืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้) ที่จะได้รับการสนับสนุนในส่วนนี้ต่อไป

“ผลกระทบที่ตามมาโดยตรงประการหนึ่งก็คือ…” ตัวแทน TBC กล่าว “TBC จะไม่สามารถมอบความช่วยเหลือทางด้านอาหารให้กับครัวเรือนทั่วไปได้อีกต่อไปแล้ว และครัวเรือนกลุ่มนี้ก็นับเป็น 80% ของประชากรทั้งหมดในค่ายลี้ภัยแห่งนี้”

องค์กรอื่นๆ รวมถึงคณะกรรมการผู้ลี้ภัยกะเหรี่ยง (Karen Refugee Committee: KRC) องค์การสตรีชาวกะเหรี่ยง (Karen Women’s Organization: KWO) และเครือข่ายชุมชนอื่นๆ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปในค่ายผู้ลี้ภัยเหล่านี้ แต่องค์กร TBC ก็ยังคงเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือหลักอยู่เช่นเดิม และศักยภาพที่ลดน้อยลงนี้ก็ทำให้เกิดช่องโหว่ซึ่งองค์กรอื่นๆ ยังเข้ามาเติมเต็มไม่ได้

 

เสบียงอาหารที่น้อยลงทุกที

ภายในค่ายลี้ภัยแห่งนี้ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างแรกเลยคือสิ่งที่ดูเล็กน้อยที่สุด นั่นก็คือ พวกเขาจะต้มอะไรกินกันได้บ้าง พวกเขาต้องเก็บอะไรไว้ใช้ก่อกองไฟ

“ตอนนี้พวกเราบางคนต้องทนกินแค่ข้าวต้มเปล่าๆ” นอ เอ ลา ผู้ลี้ภัยอายุ 40 ปีในค่ายแห่งนี้กล่าว “เราใส่ข้าวลงไปต้มในน้ำเปล่าเพื่อให้เมล็ดข้าวพองจนอิ่มท้องได้นานขึ้น แค่นั้นเลยละ”

เชื้อเพลิงประกอบอาหารเองก็เริ่มขาดแคลนแล้ว ก่อนหน้านี้ หัวหน้าครอบครัวแต่ละครัวเรือนเคยได้รับถ่านไม้ถุงละยี่สิบกิโลกรัมทุกๆ สามเดือน ส่วนสมาชิกครอบครัวที่เหลือจะได้รับเพิ่มอีกห้ากิโลกรัมต่อคน แต่ตอนนี้ หัวหน้าครอบครัวจะได้รับถ่านไม้แค่ห้ากิโลกรัม ส่วนสมาชิกครอบครัวที่เหลือจะได้รับเพิ่มแค่สองกิโลกรัมครึ่งต่อคนเท่านั้น

ในเมื่อถ่านไม้มีไม่เพียงพอ ผู้อยู่อาศัยในค่ายก็ต้องหันไปหาฟืนในป่าแทน แต่เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ของไทยก็ออกคำสั่งจำกัดให้เก็บฟืนได้เพียงน้อยนิดเท่านั้น เกิดเป็นความขัดแย้งตามมาอีก

“เดินป่าหาฟืนน่ะไม่ยั่งยืนหรอก” นอ เอ ลากล่าว “ทำให้ต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ของไทย”

องค์กร TBC กล่าวว่า การแจกจ่ายถ่านไม้ไม่ได้ยุติไปโดยสิ้นเชิง แต่ก็ต้องลดปริมาณลง 25% สำหรับครัวเรือนทั่วไป

เมื่อสาธารณสุขล้มครืน

การล่มสลายของเงินทุนจากต่างประเทศส่งผลร้ายแรงต่อระบบสาธารณสุขในค่ายลี้ภัย ล่าสุด คณะกรรมการกู้ภัยระหว่างประเทศ (International Rescue Committee) ซึ่งก่อนหน้านี้มีบทบาทรับผิดชอบการให้บริการรักษาพยาบาลภายในค่าย ได้ถอนตัวออกไปแล้ว เพื่อจะเติมเต็มช่องโหว่ดังกล่าว ได้มีการประสานงานขอความช่วยเหลือจากโรงพยาบาลชุมชนของทางฝั่งไทยอย่างโรงพยาบาลท่าสองยาง ให้เข้ามารองรับผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากการถอนตัวดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังจะได้รับเสบียงยารักษาล่วงหน้าเพียงพอสำหรับใช้เป็นเวลาสองเดือน แต่ตอนนี้พวกเขาจะได้รับยาล่วงหน้าสำหรับใช้เพียงแค่สองสัปดาห์เท่านั้น ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ผู้พักอาศัยในค่ายจะต้องจัดหาช่องทางส่งตัวผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลนอกพื้นที่เอง อีกทั้งยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดเองด้วย

แม้แต่เสบียงยาสำหรับป้องกันโรคภัยไข้เจ็บก็เริ่มจะขาดแคลนแล้วด้วย ผู้พักอาศัยในค่ายกล่าวว่าตอนนี้ในค่ายไม่มีวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าให้ฉีดอีกแล้ว ทำให้ผู้ที่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนต้องออกค่าเดินทางไปยังโรงพยาบาลของทางฝั่งไทยด้วยตัวเอง “หากสุนัขของคุณไปกัดใครเข้า” ผู้พักอาศัยในค่ายคนหนึ่งกล่าว “คุณอาจจะต้องจ่ายค่าเสียหายถึง 6,000 บาทเลยนะ”

 

หางานทำนอกค่ายลี้ภัย

แทบจะตลอดเวลาที่พวกเขาอยู่ในค่ายลี้ภัยแม่หละ ผู้พักอาศัยในค่ายไม่มีสิทธิทางกฎหมายที่จะหางานทำนอกขอบเขตพื้นที่ค่าย เมื่อถูกกำหนดให้อยู่ภายในค่ายและไม่ได้รับอนุญาตให้มีส่วนร่วมในตลาดแรงงานถูกกฎหมาย พวกเขาก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากต่างประเทศแทบจะทั้งหมดเพื่อการอยู่รอด

จนกระทั่ง ในเดือนสิงหาคมปี 2568 รัฐบาลไทยอนุมัติมาตรการเพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ในบางแง่มุม ผู้ลี้ภัยจะได้รับอนุญาตให้หางานทำนอกบริเวณค่ายได้อย่างถูกกฎหมายใน 43 จังหวัดในภาคเหนือและภาคกลางของประเทศไทย เจ้าหน้าที่ดูแลค่ายลี้ภัยกล่าวว่า จนถึงตอนนี้ มีผู้พักอาศัยในค่ายทั้งหมด 1,139 คนที่ได้รับการอนุมัติให้หางานทำได้แล้ว

ในทางปฏิบัติแล้ว มาตรการดังกล่าวนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่ค่อยได้ผลดีนัก การจะได้งานทำนั้นขึ้นอยู่กับว่าบริษัทต่างๆ จะเข้ามารับสมัครคนงานในค่ายหรือเปล่า และสำหรับคนสูงอายุแล้ว โอกาสหางานทำก็เรียกได้ว่าไม่มีเลย ในส่วนของผู้ที่หางานทำได้จริงๆ ก็เล่าว่า ได้รับค่าจ้างไม่ตรงกับที่ตกลงกันไว้ จากตอนแรกที่ตกลงกันไว้ว่าวันละ 200 บาท สุดท้ายแล้วบางวันก็เหลือเพียง 150 บาทเท่านั้น กำแพงทางภาษาเองก็เป็นอุปสรรคยิ่งขึ้นไปอีก ผู้พักอาศัยในค่ายส่วนใหญ่พูดภาษากะเหรี่ยง ในขณะที่เขตพื้นที่ทำงานทางการเกษตรใช้ภาษาไทย พม่า หรือไทใหญ่เป็นหลัก

“หลายคนเลยที่เป็นชาวกะเหรี่ยงและพูดภาษาพม่าไม่ได้” คัทกล่าว “พวกเขาเกิดและโตในค่าย เคยใช้ชีวิตแค่ในค่ายนี้นั่นละ”

เขาตั้งข้อเกตอีกด้วยว่า คนงานบางส่วนก็ไม่สามารถทนงานที่หนักเกินไปได้ และต้องยอมกลับมาที่ค่ายก่อนกำหนด

สำหรับประชากรสูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ที่ไร้ทักษะทางภาษา โอกาสในการหางานทำนอกค่ายก็เรียกได้ว่าเป็นศูนย์ สำหรับพวกเขา การที่เงินทุนสนับสนุนจากต่างประเทศลดลงเช่นนี้ย่อมไม่มีอะไรมาช่วยทดแทนได้

 

ต้องหาทางออกไปให้ได้

ปัจจุบันยังไม่มีมาตรการหาประเทศใหม่ให้กับผู้ลี้ภัยในระดับใหญ่ การย้ายถิ่นฐานใหม่ไปยังประเทศที่สามอย่างออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ก็ยังคงเป็นไปได้แค่ในไม่กี่กรณีเท่านั้น ส่วนการกลับไปยังเมียนมา ที่ซึ่งความขัดแย้งยังคงคุกรุ่นนั้น ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับคนส่วนใหญ่ และการอยู่ในค่ายต่อไปก็ยิ่งยากลำบากขึ้นทุกที

ทางองค์กร TBC ได้ปฏิเสธข่าวลือที่แพร่หลายภายในค่ายว่า องค์กรอิสระทั้งหมดจะถอนตัวออกไปภายในเดือนตุลาคม พร้อมกับกล่าวว่าพวกเขายังไม่มีแผนที่จะยุติปฏิบัติการโดยสิ้นเชิงแต่อย่างใด ทางองค์กรกล่าวว่า พวกเขามุ่งมั่นที่จะรองรับความต้องการของครัวเรือนที่เปราะบางที่สุดอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ ตราบเท่าทรัพยากรที่เหลืออยู่จะเอื้ออำนวย

ในขณะเดียวกัน ทางเจ้าหน้าที่ไทยเองก็กำลังมองหาทางออกอื่นๆ อยู่ด้วย “งบประมาณสนับสนุนจากสหรัฐฯ ที่โดนระงับไปส่งผลให้เงินทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน อาหาร และการรักษาทางการแพทย์ลดน้อยลง” นพรุจน์ แสงสว่าง ผู้บัญชาการค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละกล่าว “เรากำลังรับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างค่อยเป็นค่อยไปทีละกรณี และเราก็กำลังเสาะหาเงินทุนสนับสนุนจากช่องทางอื่นๆ ด้วย” ขณะนี้พวกเขาอยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกับสถานทูตญี่ปุ่นและองค์กร JICA

คัทยังพอดูแลอาการโรคเบาหวานและอาการเข่าอักเสบเรื้อรังได้อยู่ แต่ก็แค่ในตอนนี้เท่านั้น เขายังเข้ารับยารักษาได้ทุกๆ สองสัปดาห์ แต่ก็ได้มาในปริมาณที่ลดน้อยลง หากเขาต้องประสบเหตุอะไรนอกเหนือจากนั้น เช่น ติดเชื้อ ล้มฟาดพื้น หรืออะไรก็ตามที่คาดไม่ถึง เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องทำอย่างไร

“หากถึงจุดหนึ่งที่เราไม่ได้รับความช่วยเหลืออะไรอีกแล้ว” เขากล่าว “ฉันก็สงสัยเหมือนกันว่าเราจะทำได้แค่นอนรอความตายหรือเปล่า”

ข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการรายงานข่าวร่วมระหว่าง HaRDstories x Delta News Agency ด้วยการสนับสนุนจากกองทุนแคนาดาเพื่อการขับเคลื่อนในท้องถิ่น

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.