ภาพมุมสูงของหมู่บ้านกองผักปิ้ง จังหวัดเชียงใหม่ ป่าช้าบนเนินเขาใกล้กับหมู่บ้านเป็นสถานที่ฝังร่างของชัยภูมิ ป่าแส ภาพ : ลูค ดุกเกิลบี/HaRDstories
ผลพลอยได้หนึ่งของสงครามกลางเมืองในเมียนมาคือการผลิตและลอบขนยาเสพติดปริมาณมหาศาลเข้ามายังฝั่งไทย โดยเฉพาะยาบ้าราคาถูก ทำให้ชุมชนชาวลาหู่ที่อาศัยตามชายแดนมีสภาพเป็น ‘เหยื่อกลุ่มแรก’ ของวงจรยาเสพติดโดยปริยาย ซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำและการกดทับที่ดำเนินมาหลายสิบปี แต่ชาวลาหู่จำนวนหนึ่งได้รวมตัวกันเพื่อหาทางออกให้แก่ชุมชนร่วมกัน
“ขอขมาสายน้ำและขุนเขา ขอให้สิ่งไม่ดีละลายไปกับแม่น้ำไม่หวนกลับมา…”
เสียงสวดภาษาลาหู่ของผู้นำทางจิตวิญญาณ ระหว่างการทำพิธีกรรมบำบัดยาเสพติดให้กับ จะวะ จะโบในวัย 70 ปี ครั้งหนึ่งเขาเคยติดยาและเลิกยามาแล้ว แต่กลับมาสูบฝิ่นอีกครั้งเมื่อทะเลาะกับภรรยา จะวะกล่าวว่าต้องทำงานหนักในไร่เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ในขณะที่ภรรยาไม่เชื่อฟังเขา ฝิ่นกลายเป็นเครื่องมือทำให้เขาหลีกหนีจากปัญหาทางโลก
แต่ในที่สุดแล้ว จะวะตระหนักว่าฝิ่นกำลังทำให้ตัวเขาห่างไกลจาก ‘สัจจะ’ อันเป็นพระเจ้าสูงสุดผู้สร้างโลกในความเชื่อดั้งเดิมของชาวลาหู่ ด้วยเหตุนี้เอง เขาตัดสินใจเข้าร่วมพิธีกรรมหย่าขาดจากยาเสพติด ณ ‘หอแหย่’ สถานที่ประกอบพิธีของชาวลาหู่ ในหมู่บ้านแม่แฮง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมต้องเลิกฝิ่นให้ได้” จะวะกล่าว
ปัญหาการแพร่หลายของยาเสพติดกำลังเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่ต่อชุมชนชาวลาหู่ บริเวณชายแดนภาคเหนือของไทย ซึ่งเป็นทางผ่านของยาเสพติดสำคัญจากประเทศเมียนมา ก่อนจะส่งต่อไปยังตลาดของผู้เสพทั่วเอเชีย ด้วยปัจจัยเร่งจากสภาวะสงครามกลางเมืองในเมียนมาและเม็ดเงินมหาศาล ชาวลาหู่จำนวนมากมีสภาพติดกับอยู่ในวังวนของอุตสาหกรรมยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นในฐานะผู้เสพ ผู้ขาย และผู้มีส่วนร่วมในการขนส่ง
ในขณะที่ชาวลาหู่กำลังเผชิญกับวิกฤติยาเสพติด พวกเขากลับต้องแบกรับทัศนคติเหมารวมจากสังคมภายนอกและเจ้าหน้าที่รัฐ ความยากจน โอกาสในการงานและการศึกษาที่จำกัด อีกทั้งยังพบอุปสรรคในการเข้าถึงบริการพื้นฐานจากรัฐ รวมถึงการบำบัดยาเสพติด
แต่ในวังวนที่ดูเหมือนจะไร้ทางออกนี้ ชาวลาหู่จำนวนหนึ่งได้รวมตัวกันสร้างทางเลือกแก่ผู้คนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นผู้นำทางความเชื่อที่ใช้วิถีพื้นบ้านรักษาผู้ติดยา หรือกลุ่มอาสาสมัครที่พยายามปลูกฝังให้เยาวชนลาหู่ตระหนักถึงพลังของตนเอง ขณะที่ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ก็ได้จุดประกายความหวังว่า ชาวลาหู่จะได้รับโอกาสอันเท่าเทียมในสังคมไทย
ชาวลาหู่ (หรือที่คนไทยหลายคนมักเรียกว่า ‘มูเซอ’) เป็นกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมบริเวณที่ราบสูงทิเบต–ชิงไห่ ประเทศจีน ปัจจุบันมีชาวลาหู่ประมาณ 116,000 คน อาศัยอยู่ทางภูมิภาคเหนือของประเทศไทย
ในอดีตชุมชนชาวลาหู่หลายแห่งปลูกฝิ่นเป็นพืชเศรษฐกิจและใช้ในชีวิตประจำวัน ก่อนที่รัฐไทยจะเข้ามาควบคุมอย่างจริงจัง แต่ในปัจจุบัน ฝิ่นและยาเสพติดกลับมาเป็นปัญหาใหญ่ที่หลอกหลอนชาวลาหู่อีกครั้ง ด้วยภูมิประเทศที่อยู่ใกล้ชายแดนลาวและเมียนมา อันเป็นเส้นทางขนยาเสพติดสำคัญ ประกอบกับการเพาะปลูกฝิ่นในเมียนมาที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบสิบปี โดยกว่า 32% เพาะปลูกอยู่ในรัฐฉานตะวันออก ติดกับชายแดนไทย
“ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาระดับประเทศ ระดับโลก จนไปถึงปัญหาในระดับชุมชน” สีละ จะแฮ นายกสมาคมลาหู่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต กลุ่มภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและความเป็นอยู่ของชาวลาหู่ กล่าวให้สัมภาษณ์
เขาอธิบายว่าทุกวันนี้ชาวลาหู่ถูกรุมล้อมด้วยปัจจัยรอบด้าน ความยากจน การเข้าไม่ถึงสิทธิในที่ดินทำกิน การเข้าไม่ถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ และการขาดการศึกษา ทำให้ไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยและหางานทำได้ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยหลักที่ผลักให้ชาวลาหู่จำนวนมากเข้าไปหายาเสพติด ไม่ว่าจะในฐานะผู้เสพหรือผู้ขาย
“ฝั่งเมียนมา ปัญหาความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวขนยา ฝั่งไทยเองปัญหาการไม่มีที่ดินทำกิน ภาษาก็ไม่รู้ การศึกษาก็ไม่มี ไปทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายก็ไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติด” สีละกล่าว
ความเห็นของสีละ สอดคล้องกับการประเมินของ วัชรพงศ์ พุ่มชื่น นักพัฒนางานวิชาการ ศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ ที่เฝ้าติดตามและศึกษาสถานการณ์ยาเสพติดในกลุ่มชาติพันธุ์มาเป็นเวลานาน รวมถึงในกลุ่มประชากรลาหู่ด้วย
“สิ่งสำคัญที่สุดจากประสบการณ์ที่ทำงานมา เราพบว่าที่ไหนมีความเหลื่อมล้ำ ที่นั่นจะมีปัญหายาเสพติดที่ซับซ้อนและรุนแรง” วัชรพงศ์กล่าว “พี่น้องลาหู่ส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนน้อยก็กำลังแสวงหาอำนาจ และแสวงหาเงินกับการกระทำที่ผิดกฎหมาย มันมีอยู่จริง … ผมใช้คำว่าเขาเข้าสู่อำนาจของเงิน และต้องการที่จะมีอำนาจจึงนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด”
•
•
เนื่องจากชาวลาหู่ส่วนหนึ่งไม่มีสัญชาติไทย ประกอบกับอุปสรรคด้านการสื่อสารภาษาไทย การเข้าถึงสิทธิบำบัดยาเสพติดจึงกลายเป็นเรื่องยากตามมาด้วย สำหรับชาวลาหู่ ผู้ที่ดิ้นรนออกจากวังวนของยาเสพติดอย่างจะวะ ในวัย 70 ปี จึงมักเข้าหาวิถีการบำบัดผ่านความเชื่อพื้นบ้าน
“พี่น้องผมก็ให้กำลังใจให้ผมเลิก และผมก็อยากให้ความเชื่อมั่นต่อพระเจ้ากลับคืนมา สิ่งไหนที่ไม่ดี ผมก็ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป” จะวะกล่าว
จะหา แสแตะ มีตำแหน่งในชุมชนลาหู่เป็น ‘สล่าป๋า’ หรือรองผู้นำศาสนาประจำหมู่บ้าน เขารับหน้าที่ประกอบพิธีทางศาสนา และดูแลศาสนสถานในชุมชน รวมถึงพิธีกรรมหย่าขาดจากสารเสพติด หรือที่ชาวลาหู่เรียกว่า ‘หงื่อซา โท๋เว’ หมายถึงการที่เทพสถิตลงมาดลบันดาลให้หายขาดจากสิ่งไม่ดี
“ผมทำหน้าที่ในนามของพระเจ้า ช่วยชำระล้างสิ่งที่ไม่ดีในร่างกายของผู้บำบัด ที่ซ่อนอยู่ในผิวหนังในเลือดเนื้อให้ละลายหายไป” จะหากล่าว
ตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวลาหู่ หากใครก็ตามที่ประสงค์จะบำบัดการเสพติด ขั้นตอนแรกผู้นั้นต้องนำเครื่องสักการะมาบูชาที่ ‘หอแหย่’ อันเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมของชาวลาหู่ จากนั้นต้องไปทำพิธี ‘หย่าขาด’ ที่บ้านผู้นำจารีตประจำหมู่บ้าน ให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะละเลิกในสิ่งที่ไม่ดี
ต่อมาผู้บำบัดต้องกลับมาที่หอแหย่อีกครั้ง เพื่อทำพิธีกับผู้นำทางศาสนา ขอให้เทพเจ้าช่วยมาทำพิธี จากนั้นจึงดูแลรักษาด้วยการจุดเทียนนวดให้ เพราะชาวลาหู่มีความเชื่อว่าเปลวไฟจากเทียนสามารถขจัดสิ่งที่ไม่ดีออกจากร่างกายได้ ความร้อนทำให้เชื้อโรคต่างๆ ลดลงไปจากร่างกาย จากนั้นญาติพี่น้องหรือคนในครอบครัวจะมารวมตัวกันที่หอแหย่ รับประทานข้าวและพูดคุยกัน ในช่วงกลางวันให้พี่น้องญาติมาช่วยนวดร่างกายของผู้ที่ติดยา ตอนกลางคืนจัดกิจกรรมเต้นเพื่อวอร์มร่างกาย ไม่ให้ฟุ้งซ่านหรือกลับไปหายาเสพติด
จะหาอธิบายว่าหัวใจสำคัญของพิธี ‘หงื่อซา โท๋เว’ คือการร่วมใจกันของชุมชนและครอบครัวผู้ติดยา เห็นได้จากหลายองค์ประกอบในพิธี เช่น การแนะนำให้สมาชิกครอบครัวร่วมกันรดน้ำ ล้างมือให้กันให้อภัยกัน มัดสายสิญจน์ให้กัน ร่วมกันภาวนาให้ผู้ติดยามีจิตใจที่ผ่องใสบริสุทธิ์ รวมถึงกิจกรรมสานสัมพันธ์ในครอบครัวที่หอแหย่
“ผมเป็นผู้นำด้านนี้มา 20 กว่าปี การจะหายขาดได้ต้องใช้ปัจจัยหลายอย่าง ทั้งปัจจัยแวดล้อม จิตใจ และที่สำคัญที่สุดคือความมั่นคงทางจิตใจ ผมเป็นแค่ส่วนเสริมที่จะให้แนวทางการช่วยดูแลรักษาและการดำรงชีวิต” เขากล่าว “พิธีของเราคือการให้อิสระ ให้เขายังอยู่ในชุมชน อยู่ในครอบครัว โดยไม่กักขัง ให้ความรักของครอบครัว และแนวทางของพระเจ้าสอนมาช่วยดูแลรักษา”
ช่วงเช้าในฤดูหนาว หมอกปกคลุมทั่วผืนป่าที่เป็นแนวกั้นระหว่างชายแดนไทย-เมียนมาในจังหวัดเชียงราย ร้อยเอกเขตโสภณ นพศิริ รับหน้าที่นำทีมทหารลาดตระเวนส่องสอดการขนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนจากประเทศเมียนมา
ภารกิจของเขามาพร้อมกับความเสี่ยงปะทะด้วยอาวุธบ่อยครั้ง ร.อ.เขตโสภณกล่าวว่า เดือนพฤศจิกายนเพียงเดือนเดียว มีการปะทะกับกลุ่มลอบขนยาเสพติดไม่ต่ำกว่าสี่ครั้ง เช่นเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยสะพายกระสอบดัดแปลงประมาณ 10 – 12 คน เกิดการยิงตอบโต้กัน ก่อนที่กลุ่มผู้ขนย้ายยาเสพติดได้ทิ้งยาบ้าจำนวน 2,200,000 เม็ดไว้
“การขนยาเสพติดที่เข้ามาในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการผลิตที่มีประสิทธิภาพขึ้น” ร้อยเอกเขตโสภณกล่าว
องค์กรระหว่างประเทศและผู้เชี่ยวชาญที่เฝ้าระวังสถานการณ์ยาเสพติดในภูมิภาคต่างพบว่า การรัฐประหารในประเทศเมียนมาและสงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นเมื่อปี 2564 ส่งผลให้ทั้งการผลิตและการส่งออกยาเสพติดเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“เหยื่อกลุ่มแรกคือชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน ยิ่งอยู่ใกล้พื้นที่ผลิตมากเท่าใด ราคายาเสพติดก็ยิ่งถูกลงเท่านั้น เราจึงเห็นการเพิ่มขึ้นของการใช้ยาเสพติดในชุมชนชายแดน” เดลฟีน ชานซ์ ผู้แทนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก
สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ให้สัมภาษณ์
“ชุมชนชายแดนและกลุ่มชาติพันธุ์ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเพิ่มขึ้นของการผลิตยาเสพติดในเมียนมา ทั้งยาเสพติดสังเคราะห์อย่างเมทแอมเฟตามีนและการเพาะปลูกฝิ่น”
ด้านพลโทวรเทพ บุญญะ ผู้บังคับบัญชาหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35) ระบุว่า การผลิตและขนยาเสพติดเข้ามายังประเทศไทย ยังถือเป็นวิธีการสร้างรายได้ที่ง่าย แต่ได้ผลตอบแทนสูงสำหรับชนกลุ่มน้อยจำนวนมาก ทั้งในฝั่งเมียนมาและฝั่งไทยที่ดิ้นรนเพื่อเข้าถึงแหล่งทุน โดยกลุ่มเหล่านี้มักอาศัยความเป็นเครือญาติที่อาศัยอยู่ในทั้งสองประเทศ ร่วมกันลักลอบขนยาเสพติด กระจายต่อไปยังพื้นที่ชั้นในของประเทศไทย หรือส่งออกไปต่างประเทศ
“ปัจจุบัน การลักลอบขนย้ายยาเสพติดต่อครั้งมีจำนวนมหาศาลหลักล้านเม็ด มีกลวิธีการลักลอบที่แยบยลกว่าเดิม รวมทั้งทำให้ราคาถูกลง” พลโทวรเทพกล่าว
“ยกตัวอย่างยาบ้าเมื่อก่อนเม็ดละ 100 บาท เดี๋ยวนี้เม็ดละ 20 บาท ถ้าหลุดเข้าไปได้ก็จะไปสร้างราคาในเขตภายในได้สูงขึ้นพอสมควร”
พลโทวรเทพยอมรับว่า การปราบปรามอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ความท้าทายคือต้องทำให้ชุมชนชนกลุ่มน้อย โดยเฉพาะในพื้นที่ประเทศไทยมีคุณภาพชีวิตและเข้าถึงการทำอาชีพที่สุจริต เขาเชื่อว่า หากชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายแดนเข้าถึงโอกาส ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ชายแดนจะลดลง
“เราต้องทำให้พวกเขามีอาชีพ อยู่ดีกินดี หรือสามารถอยู่ได้ในสังคมปัจจุบัน ดังนั้นเมื่อพวกเขาสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง เขาก็จะไม่หันไปทำอย่างอื่น” พลโทวรเทพให้สัมภาษณ์ “ทุกฝ่ายต้องเข้าไปช่วยเหลือในเรื่องอาชีพ สาธารณูปโภค ของหมู่บ้าน ถนนหนทาง ไฟฟ้า ให้เพียงพอต่อการอยู่อาศัย ดังนั้นเมื่อคนไทยที่อยู่ตามแนวชายแดนที่ขาดโอกาสได้มีโอกาสมากขึ้น ทุกอย่างมันก็จะลดลงไปเอง”
อย่างไรก็ตาม ความพยายามของภาครัฐในการปราบปรามและหยุดยั้งปัญหายาเสพติดในชุมชนลาหู่ กลับต้องพบกับอุปสรรคที่สำคัญ นั่นคือประสบการณ์ของชาวลาหู่ที่เคยถูกบุคลากรของรัฐตีตราและละเมิดสิทธิบ่อยครั้งในอดีต โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ทหาร ความทรงจำร่วมเหล่านี้ได้ก่อตัวเป็นความไม่ไว้วางใจต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐเสียเอง
วัชรพงศ์ นักวิชาการจากศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ ยกตัวอย่างบทบาทที่สำคัญของทหารในการปราบปรามยาเสพติดตามบริเวณชายแดน ไม่ว่าจะเป็นงานข่าวกรอง งานสกัดกั้นและปราบปรามและงานบูรณาการความร่วมมือ ร่วมกับองค์กรรัฐและตำรวจ
“งานทั้งสามส่วนนี้ถามว่า มีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่นั้น ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมามันมีความเสี่ยงแน่นอน” วัชรพงศ์กล่าว
สีละ นายกสมาคมลาหู่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ยังมีบาดแผลความทรงจำจาก ‘สงครามกับยาเสพติด’ เมื่อปี 2546 เจ้าหน้าที่รัฐในขณะนั้นใช้วิธีแข็งกร้าวกับผู้ที่ต้องสงสัยว่ายุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ทั้งการ ‘ฆ่าตัดตอน’ อุ้มหาย หว่านแหจับกุม หรือซ้อมให้รับสารภาพ ในบรรยากาศการปราบปรามที่เข้มข้นทั่วประเทศช่วงนั้น ชุมชนชาวลาหู่ก็ถูกเพ่งเล็งจากเจ้าหน้าที่ด้วย
สีละเล่าว่า เขาเคยถูกจับและขังในหลุมดินร่วมกับผู้ต้องสงสัยชาวลาหู่คนอื่นๆ เป็นเวลากว่า 10 วันที่ค่ายทหารพรานแห่งหนึ่ง หลายคนถูกจับมาเพราะโดนซักทอดว่าข้องเกี่ยวกับยาเสพติด บางคนถูกซ้อมทรมานขณะสอบสวนด้วยการใช้ไฟฟ้าช็อต สีละเชื่อว่า ตัวเขาเองถูกจับขังเพื่อข่มขู่ให้กลัว เพราะเขาเคยเดินเรื่องเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่น้องชายที่ถูกยึดทรัพย์สินโดยเจ้าหน้าที่รัฐ
ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้สีละลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวปกป้องสิทธิให้แก่ชาวลาหู่ เขาตั้งข้อสังเกตว่า ถึงแม้เวลาจะผ่านมาหลายสิบปีแล้วจากยุค ‘สงครามกับยาเสพติด’ แต่วิธีการของภาครัฐที่มักเลือกใช้ความรุนแรงและมาตรการนอกเหนือกฎหมายแก้ไขปัญหายาเสพติด ยังคงเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง
“การทำแบบนี้สุดท้ายก็ไม่ได้รับการร่วมมือกับชุมชน การกระทำแบบนี้ไม่สมควรที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย ปัจจุบันสิ่งที่พบคือ การจับกุมและมีการตรวจยึดทรัพย์โดยพลการ โดยไม่มีบันทึกการจับกุม มีการตรวจฉี่และเรียกรับเงิน” สีละกล่าว
“เราต้องแยกแยะให้ถูก สังคมมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ชาวลาหู่ส่วนมากไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่คนที่เกี่ยวข้องมันก็มี ดังนั้นเราต้องให้ความเป็นธรรม การบังคับใช้กฎหมายต้องใช้อย่างเป็นธรรม”
ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ต่อชาวลาหู่อีกกรณีที่ยังส่งผลสะท้อนในชุมชนชาวลาหู่จนถึงทุกวันนี้ คือเหตุการณ์สังหารชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมเยาวชน เขาถูกเจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนยิงเสียชีวิตบริเวณด่านตรวจในจังหวัดเชียงใหม่เมื่อปี 2560 กองทัพแถลงกับสื่อมวลชนในขณะนั้นว่า ชัยภูมิมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่บุคคลที่รู้จักชัยภูมิหลายคนล้วนทักท้วงว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง
ครอบครัวชัยภูมิและองค์กรสิทธิมนุษยชนใช้เวลาหลายปีในการต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความจริงให้แก่ชัยภูมิ จนกระทั่งปี 2566 ศาลฎีกามีคำพิพากษาสั่งให้กองทัพชดเชยครอบครัวของชัยภูมิเป็นจำนวนเงินสองล้านบาท โดยศาลได้ตั้งข้อสังเกตในคดีไว้หลายประเด็นด้วย เช่น เจ้าหน้าที่บ่ายเบี่ยงไม่ส่งภาพจากกล้องวงจรปิดให้ไต่สวน หรือคำกล่าวอ้างว่าชัยภูมิพยายามปาระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ทหาร แต่ขาดพยานหลักฐานใดๆ เป็นต้น
วัชรพงศ์กล่าวว่า ในปัจจุบันสถานการณ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารกับชุมชนลาหู่ถือว่าดีขึ้นมาก เมื่อเทียบกับอดีต แต่เขายังพบว่าเจ้าหน้าที่บางส่วนยังมีภาพจำเชิงลบต่อชาวลาหู่และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ โดยมักจะเหมารวมว่าเป็นกลุ่มที่ชอบยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด บวกกับความแตกต่างทางวัฒนธรรมและภาษา จึงทวีคูณอคติขึ้นไปอีก กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สามารถกระทำการรุนแรงกว่ากลุ่มคนทั่วไปได้
“ผมคิดว่าวันนี้ระดับผู้บัญชาการมีท่าทีที่ดีขึ้นต่อกลุ่มชาติพันธุ์ และพยายามกำชับระดับปฏิบัติการให้ทำงานอย่างระมัดระวังมากขึ้น แต่ทัศนคติส่วนตัวของผู้ปฏิบัติงานที่ยังมองกลุ่มชาติพันธุ์เป็นอื่นก็ยังมีหลงเหลืออยู่” วัชรพงศ์กล่าว
นอกจากการเสียชีวิตของชัยภูมิจะเป็นความสูญเสียของครอบครัวและญาติพี่น้องแล้ว ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่ออนาคตของเยาวชนชาวลาหู่ในวงกว้างด้วย เพราะก่อนที่เขาจะถูกเจ้าหน้าที่รัฐสังหาร ชัยภูมิเป็นแกนนำคนรุ่นใหม่ในชุมชน เขามักเคลื่อนไหวร่วมกับเยาวชนและนักกิจกรรมคนอื่นๆ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงสิทธิ ความเท่าเทียม และเสริมสร้างพลังให้กับอัตลักษณ์ของชาวลาหู่
ยุพิน ซาจ๊ะ เป็นนักกิจกรรมที่ทำงานกับเด็กลาหู่ในชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในเยาวชนในความดูแลของเธอคือชัยภูมิ เธอเล่าว่าหลังจากชัยภูมิเสียชีวิต กิจกรรมต่างๆ ที่ชัยภูมิเคยทำหรือริเริ่มไว้ก็ต้องล้มพับตามไปด้วย
“เขาตั้งใจเรียน ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย พาออกไปหาประสบการณ์ ทำกิจกรรมต่างๆ จนกลายเป็นแกนนำเยาวชนของหมู่บ้าน พอชัยภูมิเริ่มเก่ง เราจึงเริ่มให้เขารับช่วงต่อ” เธอเล่าความทรงจำ “เราผู้เป็นพี่ที่ดูแลชัยภูมิมาตลอด ไม่สามารถเห็นเขากล่าวหาว่า น้องที่เราสร้างมา เกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้”
เมื่อยุพินออกมาเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ชัยภูมิ เธอกับครอบครัวถูกข่มขู่และรังควานจากเจ้าหน้าที่รัฐอย่างต่อเนื่อง จนไม่สามารถอยู่ในหมู่บ้านได้ ต้องย้ายไปในเมืองเพื่อติดตามคดีของชัยภูมิ
“ระหว่างการต่อสู้คดี เราต้องหลบซ่อนการติดตามจากทหาร ใช้เวลาไปทั้งหมด 7 ปี ทำให้ลูกเราไม่ได้เรียนหนังสือ พบจบเรื่องคดี เราต้องเริ่มต้นจากศูนย์ เราไม่เหลืออะไรเลย” ยุพินกล่าว
“เราปั้นเด็กเหล่านี้ขึ้นมา เราไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล การสร้างเด็กคนหนึ่งให้เป็นผู้นำห่างไกลจากยาเสพติด แต่พอเราสร้างเด็กคนหนึ่งขึ้นมาแล้ว คนที่ทำลายกับเป็นรัฐ ทำให้น้องเขาต้องตาย” เธอกล่าวเสริม “รัฐเป็นคนทำลายสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา เขาไม่สนับสนุนเราไม่ว่า แต่มาทำลายสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา ทำให้เราหมดกำลังใจที่จะทำงานต่อไป”
หลังจากที่ยุพินและครอบครัวย้ายกลับเข้ามาในหมู่บ้าน เธอพบว่าภัยยาเสพติดได้ครอบงำชุมชนของเธอ ในหมู่บ้านของเธอเต็มไปด้วยเด็กติดกาว เด็กเกเร ทะเลาะวิวาทกันบ่อยครั้ง ยุพินเริ่มตั้งคำถามว่า หากลูกของเธอโตขึ้นมาในสภาพเช่นนี้ อนาคตของลูกจะเป็นอย่างไร
ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ยุพินและสามีของเธอ ไมตรี จำเริญสุขสกุล ตัดสินใจก่อตั้งกลุ่มอาสาสมัครเล็กๆ ชื่อว่า ‘กลุ่มด้วยใจรัก’ เพื่อรวมตัวเยาวชนที่มีประวัติสุ่มเสี่ยงต่อการยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และพยายามหักเหเส้นทางของพวกเขาให้ห่างไกลไปจากวัฏจักรของปัญหาสังคม
“ชื่อกลุ่มด้วยใจรัก เพราะว่าถ้าเราไม่มีใจรักจริงๆ กับเด็กๆ เหล่านี้ เราไม่สามารถทำเพื่อพวกเขาได้ เพราะว่าต้นทุนในการสร้างเด็กเหล่านี้เราไม่มีเลย” ยุพินอธิบาย
“ทุกวันนี้มีแต่คำพูดที่ว่าเด็กลาหู่ขี้ยา ค้ายา เด็กลาหู่กำลังแย่ลงเรื่อยๆ เราจึงต้องกลับมาทำงานกับเยาวชนใหม่อีกครั้งหนึ่ง การที่จะสอนเด็กคนหนึ่งต้องใช้เวลา และต้องใช้ความรักและการลงมือทำ ต้องสังเกตชีวิตของเด็ก ต้องรู้ประวัติชีวิตของเด็กว่า ที่เด็กไปติดยามาได้อย่างไร”
ในช่วงเริ่มต้น เธอและไมตรีใช้วิธีชักชวนเยาวชนในหมู่บ้าน มาพูดคุยจนปรับเปลี่ยนทัศนคติ จากคำบอกเล่าและการชักชวนต่อๆ กัน บ้านของไมตรีและยุพินกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเยาวชนลาหู่ในพื้นที่ พวกเขามารวมตัวกันทุกเย็น เล่นดนตรี รับประทานอาหารร่วมกัน ในเวลาว่าง เธอเปิดห้องเรียนสอนให้เด็กเหล่านี้สามารถอ่านออก-เขียนภาษาไทยได้
ยุพินสังเกตเห็นความเปราะบางในชีวิตของเด็กลาหู่กว่า 30 คนที่ดูแล ส่วนใหญ่ไม่มีผู้ปกครองดูแล หลายคนมีพื้นฐานจากครอบครัวที่ยากจน หรือครอบครัวพัวพันกับคดียาเสพติด จึงมักรวมตัวกันอยู่กับเพื่อนและพากันไปเสพยาเสพติด ทำให้ถูกตีตราจากผู้ใหญ่ในชุมชนว่าเป็นตัวสร้างปัญหา แทนที่จะรับฟังปัญหาและพยายามแก้ไข
“ที่นี่เป็นชุมชนที่ติดกับชายแดน มียาเสพติดเยอะ เด็กก็หาง่าย ยิ่งถ้าไม่มีผู้ปกครองคอยดูแล เด็กบางคนผู้ปกครองติดคุก ติดเพื่อนก็พากันไปเสพยา บางคนก็พ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน หย่าร้างกัน ทิ้งเด็กไว้ให้อยู่กับตายาย” ยุพินอธิบายให้เห็นภาพ
“พอต้องอยู่คนเดียวก็ต้องดิ้นรน และงานที่ต้องทำก็ไม่ใช่งานง่ายๆ เป็นงานที่ต้องใช้แรงงานหนัก พอต้องใช้แรงงานหนักก็ต้องพึ่งยาเสพติด เพื่อที่จะให้มีแรงทำงาน มีเงินไปซื้อข้าวมากิน กลายเป็นปัญหาที่ทำให้พวกเขาไปติดยา” เธอกล่าว “สิ่งหนึ่งที่เร่งด่วนตอนนี้คือเด็กไม่มีพื้นที่ได้พูดคุย คนที่รับฟัง เราจึงนำเด็กเหล่านี้มาคุย สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย เด็กพูดอะไรมาเราต้องรับฟัง”
“ผมเคยเป็นคนส่งยาบ้า” สิทธิกร (ขอสงวนนามสกุล) วัย 19 ปี เยาวชนลาหู่จากชุมชนกองผักปิ้ง จ.เชียงใหม่ แบ่งปันประสบการณ์ชีวิตในอดีตของเขาอย่างตรงไปตรงมา “ผมมีหน้าที่รับยาและไปส่งต่อให้ลูกค้า”
สิทธิกรเล่าว่าเขาออกจากระบบการศึกษาเมื่อเขาเรียนอยู่ระดับชั้นป.5 เขามีปัญหาทะเลาะกับครู เพราะครูพยายามทำให้เขาไม่ได้เลื่อนลำดับชั้น หลังจากหลุดจากระบบการศึกษา สิทธิกรออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเองตั้งแต่เด็ก และเข้าสู่การใช้สารเสพ ติดตั้งแต่บุหรี่ กัญชา น้ำกระท่อม จนกระทั่งผันตัวเป็นผู้ค้ายาเสพติด
ในปัจจุบัน สิทธิกรกล่าวว่าเขาเลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดทั้งหมด เขาทำงานตีข้าว ปลูกกระเทียม หักข้าวโพด ขุดมันสำปะหลัง เก็บออมเงินเพื่อรอวันเปิดอู่ซ่อมรถตามความใฝ่ฝันของตนเอง สิทธิกรระบุว่า จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขากลับตัวกลับใจจากยาเสพติดคือการได้พบกับกลุ่มด้วยใจรักของยุพินและไมตรี
“ทั้งสองคนเหมือนเป็นพี่ และเป็นครูทั้งสองอย่าง เพราะว่าเขาทั้งสนับสนุนและคอยสอนให้ผมได้มีความรู้” สิทธิกรกล่าว “ไมตรีเป็นคนเตือนผม เขาช่วยสนับสนุนผมเยอะเลย ผมฟังคำที่เขาพูด จากปกติผมเป็นคนที่ไม่ฟังใคร แต่พอไมตรีมาพูด ผมก็ฟังและเลิกทำ”
ป่าดิ ป่าเล เยาวชนอีกคนหนึ่งในกลุ่มด้วยใจรัก เล่าว่าเขาสูญเสียพ่อกับแม่ตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้ชีวิตเขาต้องเร่ร่อนและปัจจุบันอาศัยอยู่ในห้องครัวของครอบครัวสามีของพี่สาว ป่าดิมักใช้เวลาโดยส่วนใหญ่ของวันที่ไม่ได้รับทำงานรับจ้างอยู่กับกลุ่มเพื่อน เขาเริ่มดมกาว สูบกัญชา จนกระทั่งลองเสพยาบ้าตามคำชักชวนของเพื่อน
“เวลาเห็นคนอื่นมีครอบครัวผมก็อิจฉา เขาเหล่านั้นไม่ต้องดิ้นรนหาเอง มีกำลังใจ แต่ผมนี่โดดเดี่ยวตลอด บางครั้งมันก็เหงา ทำไมเกิดมาเป็นแบบนี้ไม่เหมือนคนอื่น” ป่าดิเล่าถึงความรู้สึกในช่วงนั้น
ป่าดิเคยสนใจกีฬาฟุตบอลในโรงเรียน ถึงกับใฝ่ฝันว่าอยากเป็นนักฟุตบอล แต่เขาต้องย้ายโรงเรียนกลางคันเพราะปัญหาดมกาวและทะเลาะวิวาท เขามองย้อนหลังถึงอดีตวัยเด็กด้วยความเสียดายโอกาส
“ครูให้ผมเป็นกัปตันทีมด้วย ผมอยากเดินสายนี้ แต่ผมติดเพื่อน ตอนนั้นผมใช้ชีวิตอยู่แบบมองไปทางไหนก็เห็นแต่สีเทา” เขากล่าว “ถ้าไม่ใช้ยาเสพติดก็ทำอะไรไม่ได้ ใช้ยาเสพติดเพื่อให้ลืม มันเครียดนะ และยาเสพติดมันก็ช่วยได้ชั่วคราว และมันก็กลับมา แต่ผมก็ใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนให้มันลืมเรื่องราว”
ป่าดิเล่าด้วยว่า เมื่อผู้ใหญ่ในชุมชนต่อว่าพฤติกรรมของเขาและเพื่อน กลับทำให้เขายิ่งอยากทำเรื่องไม่ดีไปให้ถึงที่สุด แต่แล้วเขาได้พบกับกลุ่มด้วยใจรักของยุพินและไมตรี ซึ่งกลายเป็นเสมือนกำลังใจและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเขา เช่นเดียวกับสิทธิกร ป่าดิตัดสินใจเลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดจากนั้นเป็นต้นมา ทุกวันนี้เขาใช้เวลาว่างไปกับการเล่นดนตรีและแต่งเพลง
“พี่ไมตรีคอยบอกผมว่า จุดเริ่มต้นมันยากเสมอ” ป่าดิกล่าว “ผมมาร้องเพลงกับพี่ไมตรี พอนานๆ ไปได้คุยได้ระบาย คอยรับฟังคอยสอน พี่เขานี่ดี เหมือนกับเป็นบ้านหลังที่สอง คอยสอน คอยหากิจกรรมทำ เพื่อไม่ให้พวกเราไปติดยา สร้างงานให้พวกผมทำ คอยให้กำลังใจพวกผมสู้ต่อ ถ้าไม่มีที่นี่ผมคงเกเรสร้างแต่ปัญหา”
“หากไม่มีคนอย่างไมตรี หรือยุพิน เข้ามาสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับเด็กๆ เหล่านี้ เด็กเหล่านี้ก็จะถูกผลัก ถูกกีดกันออกไปจากระบบที่มันควรจะเป็น สุดท้ายก็นำไปสู่ความเสี่ยง และยกระดับพฤติกรรม” วัชรพงศ์จากศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ ให้ความเห็น “อย่างกรณีชุมชนกองผักปิ้ง ไมตรีทำ แต่ผู้ใหญ่คนอื่นๆ ไม่ทำและผลักไสเด็ก กลายเป็นภาพที่น่ากลัวพอสมควร ชุมชนลาหู่โดยทั่วไปเราเจอสถานการณ์แบบนี้ทั้งหมด”
การประกาศใช้พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา กลายเป็นความหวังที่ดูเหมือนจะจุดประกายอีกทางออกให้แก่ชาวลาหู่ เนื่องจากมาตรา 12 ของกฎหมายระบุว่า กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิในการเข้าถึงการบริการของรัฐ และสวัสดิการสังคมที่มีคุณภาพอย่างเสมอภาค ซึ่งผู้เชี่ยวชาญและภาคประชาชนหวังว่า จะสามารถแก้ไขปัญหาที่กลุ่มชาติพันธุ์เข้าไม่ถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากภาครัฐ อันเป็นปัจจัยหนึ่งของความเหลื่อมล้ำ และผลักดันให้หลายชุมชนไปยุ่งเกี่ยวเกี่ยวกับธุรกิจผิดกฎหมาย
อภินันท์ ธรรมเสนา นักวิชาการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร หนึ่งในผู้ผลักดันกฎหมายฉบับนี้ ให้สัมภาษณ์ว่า ถึงแม้พ.ร.บ.ดังกล่าว ไม่ได้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องยาเสพติดโดยตรง แต่ตัวบทจะมีความสำคัญในแง่การยอมรับตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีกลไกต่างๆ ที่จะตามมา ช่วยหนุนเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์เข้าถึงการสิทธิต่างๆ เช่น การขอสัญชาติ สิทธิในที่ดิน โอกาสทางการศึกษาและรัฐสวัสดิการอื่นๆ ช่วยให้ชาวลาหู่มีโอกาสในการดำรงชีวิตในสังคมไทยมากขึ้น
“หัวใจสำคัญคือการยอมรับตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ เมื่อได้รับการยอมรับตัวตนแล้ว การออกแบบโครงสร้างทางสังคม กลไกต่างๆ ที่จะช่วยหนุนเสริม ให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้ใช้ศักยภาพของตนเอง มันจะมีพื้นที่มากขึ้น” อภินันท์กล่าว “เมื่อชาวลาหู่และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ได้รับการยอมรับทางกฎหมายจากรัฐ จะตามมาด้วยนโยบายที่เอื้อให้พวกเขาได้เข้าถึงสิทธิต่างๆ เพื่อเป็นเงื่อนไขให้พวกเขาออกห่างจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด”
ด้านวัชรพงศ์ระบุว่าอย่างน้อยที่สุด พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะช่วยทำให้ชาวลาหู่ได้มั่นใจและได้แสดงออกในอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ตนเองอย่างภาคภูมิใจ แต่คำถามที่ว่ากฎหมายฉบับนี้จะแก้ไขปัญหายาเสพติดในระยะยาวได้หรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป
“ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดของพ.ร.บ.ฉบับนี้ มันต้องทำให้ผู้คนในสังคมไทยได้เห็นว่า ความเป็นคนมันเท่ากัน เรื่องของการให้โอกาส เรื่องของความเข้าใจในอัตลักษณ์ ความเชื่อวิถีชีวิตของพี่น้องชาติพันธุ์ทุกชาติพันธุ์ ดังนั้นมันจึงไม่ใช่แค่การขับเคลื่อนกฎหมายอย่างเดียว” วัชรพงศ์กล่าว
“มันว่าด้วยเรื่องของการสื่อสารกับสังคม ที่ต้องทำให้เห็นว่าพี่น้องชาติพันธุ์ลาหู่ไม่ใช่คนอื่น แต่คือผู้คนในสังคมไทยที่ต้องได้รับการดูแลปกป้อง มีสวัสดิการที่ดี เราต้องไม่ผลักเด็กๆ ลาหู่ให้เข้าไปสู่วงจรความเสี่ยง”
กลุ่มด้วยใจรักของยุพินและไมตรียังคงเดินหน้าต่อไปในชุมชนกองผักปิ้ง แต่ยุพินยอมรับว่าด้วยทรัพยากรและงบประมาณที่ค่อนข้างจำกัด เธอไม่สามารถเดินหน้าหลายกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ เช่น การฝึกสอนอาชีพ หรือการสนับสนุนข้าวกลางวันให้เด็กลาหู่จากครอบครัวยากจนที่เรียนหนังสือในโรงเรียน
“เราไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ขนาดเทศบาลที่มีงบประมาณ เราไปขอก็ยังไม่ได้ เขามองว่าสิ่งที่เราทำ มันเห็นผลได้ช้า เขาไม่คิดว่าเด็กเหล่านี้มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้” เธอกล่าว
ยุพินหวังว่าทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ในชุมชน ภาครัฐ เจ้าหน้าที่ และสังคมภายนอก จะมีความเข้าใจต่อความท้าทายที่เยาวชนชาวลาหู่ต้องพบเจอ รวมไปถึงปัจจัยด้านความเหลื่อมล้ำหรือความไม่เท่าเทียมต่างๆ ที่ผลักไสให้ชาวลาหู่จำนวนมากไปหาวงการยาเสพติด แทนที่จะใช้อคติหรือการเหมารวมตัดสินเพียงอย่างเดียว
“เบื้องหลังของการที่เด็กคนหนึ่งไม่ได้เรียน การที่เด็กคนหนึ่งติดยา การที่เด็กคนหนึ่งกลายเป็นปัญหาของคนอื่น เบื้องหลังเขาถ้าคุณได้รู้ คุณจะรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าการที่คุณด่าเขา” เธอกล่าว
ในวันนี้ แทนที่จะใช้ยาเสพติดเหมือนช่วงชีวิตก่อนที่เขาพบเจอกลุ่มด้วยใจรัก ป่าดิเลือกใช้การเขียนเพลงเพื่อจัดการกับความเครียดและแรงกดดันที่เขาแบกรับในแต่ละวัน
“ชีวิตผมมันผ่านอะไรมาเยอะ ผมพูดคุยกับผู้ใหญ่ที่ไหนไม่ได้ แต่งเพลงออกมาแล้วก็รู้สึกดี ผมไม่อยากเก็บไว้คนเดียวมันเครียด มันทำให้ผมกลับไปทำเหมือนเดิม ระบายกับเพลงออกไป”
ดังเช่นเพลงบทหนึ่งที่ป่าดิแต่ง ใช้ชื่อว่า ‘เด็กคนหนึ่ง’ เนื้อเพลงท่อนหนึ่งร้องว่า
“ชีวิตกูมันลำบาก พวกมึงไม่ต้องคิดพวกมึงดีแต่พูด
ไอสัสพวกมึงไม่ทำให้ดู พวกมึงมีอำนาจแล้วมาสั่งพวกกู
พวกมึงดีแต่พูดพวกมึงทำไม่ได้ แล้วมาบอกพวกกูว่าติดยาไม่มีอนาคต เดี๋ยวพวกมึงรอดูสักวันข้างหน้ากูจะทำให้พวกมึงได้เห็น
ชีวิตกูไม่ได้สวยหรูอย่างที่พวกมึงคิด
กูเด็กสลัมสักวันหนึ่งกูจะโผล่ไปที่สูง
กูไม่ได้มาตามใคร กูมาตัวคนเดียวเดียวดาย”
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง HaRDstories และ AFP โดยได้รับความสนับสนุนจาก Pulitzer Center
ณฐาภพ สังเกตุ นักข่าวอิสระ ที่ติดตามเรื่องราวด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย เคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอินเดีย 1 ปี สนใจเรื่องราวของผู้คนชายขอบ
ลูค ดักเกิลบี เป็นช่างภาพชาวอังกฤษประจำกรุงเทพฯ คอยติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากมลพิษและการพัฒนาต่อชุมชนท้องถิ่นสม่ำเสมอ
Get our latest stories direct to your inbox.