เมื่อสหรัฐปิดประตูต่อผู้ลี้ภัย ไทยจึงกลายเป็น 'บ้านชั่วคราว' ของคริสเตียนเวียดนาม
- ภาพโดย พีระพล บุณยเกียรติ
หญิงสาวชาวเวียดนาม ชาติพันธุ์ม้ง กำลังอ่านพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ที่จัดพิมพ์เป็นภาษาม้ง ขณะที่ลูกน้อยผล็อยหลับระหว่างร่วมนมัสการพระเจ้าประจำวันอาทิตย์แม้ว่าผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามจำนวนมากนับถือนิกายโปรแตสแตนท์ แต่ก็ได้รับการอนุญาตจากทางโบสถ์คริสต์นิกายคาทอลิกให้ใช้สถานที่เพื่ออธิษฐานต่อพระเจ้าและอ่านพระคัมภีร์ ภาพ : พีระพล บุณยเกียรติ/HaRDstories
- โดย
- ณฐาภพ สังเกตุ
- Published
- 10 min read
พวกเขาหลบหนีจากเวียดนามเพื่อแสวงหาที่พึ่งพิงในประเทศไทย พร้อมความหวังที่จะเดินทางต่อไปยังสหรัฐอเมริกา แต่คำสั่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับทำให้พวกเขามีสภาพตกค้างอยู่ในไทย ดินแดนที่พวกเขาไม่มีตัวตนในสายตาผู้รักษากฎหมายบ้านเมือง
ไม่ไกลจากใจกลางเมืองกรุงเทพฯ เมื่อเดินเข้ามาในซอยจากถนนใหญ่ ฝั่งซ้ายเรียงรายด้วยตึกแถวไปจนสุดลูกตา พื้นที่ฝั่งขวาถูกทิ้งให้รกร้างจนมีต้นไม้ขึ้นสูง ชายวัยกลางคนที่เพิ่งหลบหนีการถูกประหัตประหารจากทางการเวียดนาม เดินนำหน้าโดยมีลูกน้อยสองคนวิ่งรายล้อมไปยังตึกแถวที่ถูกแบ่งเช่าสำหรับครอบครัวของเขาในชั้นสอง
ซง (นามสมมุติ) อายุ 30 ปี ผู้ลี้ภัยจากจังหวัดดั๊กนง (Đắk Nông) ประเทศเวียดนาม เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่มกราคม 2567 เขาหาเลี้ยงตนเองและครอบครัวด้วยการรับจ้างงานรายวันหลากหลายประเภทแล้วแต่มีคนมาจ้าง เช่น งานก่อสร้าง เป็นต้น ขณะที่ภายในห้องพักของเขา ภรรยาของซงกล่าวว่า บางครั้งในตอนเช้ามืดเธอจะเดินทางไปยังตลาดสดแถวบ้าน ตามเก็บผักที่คนขายคัดออก เพื่อนำมาทำกับข้าวกินสำหรับครอบครัว
สาเหตุที่ซงและครอบครัวจำใจรับสภาพชีวิตที่แร้นแค้นและต้องคอยหลบซ่อนตัวในประเทศไทย เป็นเพราะซงต้องหลบหนีจากแผ่นดินเกิดเพื่อเอาชีวิตรอด จากบทบาทของเขาที่เคยลุกขึ้นประท้วงการริดรอนสิทธิชนกลุ่มน้อยและผู้นับถือศาสนาคริสต์ในเวียดนาม ประเทศที่ความเห็นต่างยังเป็นเรื่องความเป็นตาย โดยในปี 2565 เวียดนามมีผู้ต้องโทษประหารชีวิตกว่า 1,200 ราย อย่างไรก็ดีตัวเลขการประหารชีวิตที่แท้จริง ยังคงเป็นความลับของรัฐเวียดนาม
“ผมถูกข่มขู่และทำร้ายร่างกาย” ซงเล่าถึงประสบการณ์ชีวิตในเวียดนามผ่านล่าม “ผมออกจากประเทศเวียดนามเพื่อความปลอดภัยของครอบครัว เพราะผมรู้สึกว่าประเทศไทยให้ความปลอดภัยกับครอบครัวได้มากกว่า”
สถานการณ์ผู้อพยพจากเวียดนามมายังประเทศไทยนั้น สามารถย้อนกลับไปได้ตั้งแต่ราวปีพ.ศ.2200 โดยสาเหตุของการลี้ภัยส่วนใหญ่เกิดจากเหตุผลทางการเมืองและการเบียดเบียนทางศาสนา เรื่อยมาจนถึงช่วงสงครามอินโดจีนและสงครามเวียดนามในช่วงปี 2508 ที่ไทยได้มีส่วนร่วมสงครามในฐานะพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา จนมาถึงปัจจุบัน ยังคงมีกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามปักหลักอยู่ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะชาวม้งกับชนกลุ่มน้อยต่างๆ อย่าง ชาวมองตานญาด และขแมร์กรอม รวมถึงนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนหรือนักเคลื่อนไหวที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเวียดนามด้วย
ประเทศไทยถือเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญสำหรับผู้ลี้ภัยจากหลากหลายกลุ่มและชนชาติ ทั้งจากในและนอกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากผู้ลี้ภัยจำนวนมากมองว่าไทยมีเสถียรภาพและปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง
อย่างไรก็ตาม กลุ่มเฝ้าระวังสิทธิมนุษยชนระบุว่า ชะตากรรมของผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามเหล่านี้เสมือนไม่มีตัวตน เนื่องจากทางการไทยไม่ยอมรับสถานะความเป็นผู้ลี้ภัยของพวกเขา ไม่ต่างจากกลุ่มผู้ลี้ภัยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นชาวโรฮิงญา หรือชาวเมียนมา ที่ยังคงเฝ้าคอยวันได้ย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศที่ปลอดภัย หรือได้รับสถานะทางกฎหมายในไทย พร้อมไปกับการต้องอยู่ในเงามืดและสุ่มเสี่ยงต่อการถูกขูดรีดด้วยวิธีต่างๆ
ความหวังของพวกเขายิ่งเลือนลางกว่าเดิม หลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งระงับโครงการรับผู้ลี้ภัยเข้าไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐเมื่อเดือนมกราคม ทำให้ชาวเวียดนามในไทยที่ตั้งหน้าตั้งตารอวันเดินทางไปสหรัฐต้องสูญเสียช่องทางการย้ายถิ่นฐานสำคัญไปโดยปริยาย และยังไม่แน่ชัดว่าโครงการนี้จะมีชะตากรรมอย่างไร
‘พวกเราไม่อยากเป็นภาระของสังคมไทย’
ในวัย 22 ปี ส้มเป็นอีกหนึ่งในผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับห้องพักครอบครัวของซง ส้มเล่าว่าเธอหนีออกมาจากประเทศเวียดนามตั้งแต่เธออายุ 10 ปี ปัจจุบันเธอทำงานเป็นผู้จัดการอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ด้วยความสามารถที่เธอสื่อสารทั้งภาษาไทยและภาษาจีนได้ เธอรู้สึกผูกพันกับประเทศไทยเสมือนเป็นบ้านใหม่ของเธอ
“ถ้าไม่ได้ไปประเทศที่สามก็อยากอยู่ที่นี่” ส้มให้สัมภาษณ์ด้วยภาษาไทย
สิ่งเดียวที่ยืนยันสถานะการมีอยู่ของส้มในประเทศไทยคือการได้รับบัตรสถานะผู้ลี้ภัยจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้เข้าร่วมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ.1951 จึงทำให้ผู้ลี้ภัยมีสถานะเป็นบุคคลเข้าเมืองผิดกฎหมายโดยปริยาย สิ่งที่พวกเขาทำได้คือการทำงานนอกระบบ เช่นเดียวกับซง และคอยระวังตัวหลีกเลี่ยงเจ้าหน้าที่ เพื่อไม่ให้ถูกตรวจค้นหรือจับกุม
สำหรับบรรดาผู้ลี้ภัยเยาวชน พวกเขายังพอมีโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอยู่บ้าง อย่างที่ส้มได้รับจนสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปลาย แต่ส้มและเยาวชนคนอื่นๆ ก็ยังไม่สามารถเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา เนื่องจากพวกเขาไม่มีบัตรประชาชน ทางตันของระบบการศึกษานี้ ผลักดันให้ชุมชนผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามรวมกันเปิดคลาสสอนภาษาอังกฤษในช่วงเย็น เพื่อให้พวกเขาได้รับการศึกษาและมีทักษะในการหาเลี้ยงตนเอง
โรส ผู้ลี้ภัยในวัยใกล้เคียงกับส้ม กล่าวให้สัมภาษณ์ภายในห้องเรียนภาษาอังกฤษว่า เธอหลบหนีจากเวียดนามมายังประเทศไทยตั้งแต่เมื่อสิบสองปีที่แล้ว ด้วยเหตุผลถูกคุกคามจากการนับถือศาสนาคริสต์ เนื่องจากโรสไม่มีสถานะทางกฎหมายในไทยเธอจึงไม่ได้โอกาสในการศึกษาต่อในระดับชั้นอุดมศึกษา แต่ด้วยความขวนขวายประกอบกับโรสมีความสนใจด้านภาษา เธอจึงนำทักษะที่มีมาเปิดห้องเรียนสอนภาษาอังกฤษให้กับผู้ลี้ภัยเวียดนามในชุมชน
ห้องเรียนภาษาอังกฤษเต็มไปด้วยนักเรียนตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยทำงาน โรสใช้ชั้นล่างของบ้านทำเป็นชั้นเรียน มีอุปกรณ์การสอนที่คนในชุมชนและองค์กรภาคประชาสังคมในไทยจัดหามาสนับสนุนพวกเขา รวมทั้งในบางโอกาสพวกเขาจะเชิญครูอาสาชาวต่างชาติเข้ามาสอน
Related Stories
•
- โดย เคน จี เวเบอร์
•
- โดย ณิชา เวชพานิช
ออกัส เป็นอาสาสมัครจากประเทศสวีเดนที่เข้ามาทำงานให้กับมูลนิธิแห่งหนึ่งในไทย ออกัสเลือกใช้เวลาว่างในการมาสอนภาษาอังกฤษให้กับชุมชนผู้ลี้ภัยชาวเวียดนาม
“ทุกคนที่มาเรียนมีความกระตือรือร้น พวกเขารู้ว่าภาษาอังกฤษสำคัญสำหรับอนาคตของพวกเขา” ออกัสกล่าวให้สัมภาษณ์
ออกัสเสริมว่าเขาวางแผนการสอนร่วมกับโรสที่เป็นคนสอนประจำ โดยเขาจะเน้นการพัฒนาทักษะการฟัง และใช้กิจกรรมต่างๆ เข้ามาช่วยลดความแตกต่างทางทักษะภาษาอังกฤษที่แต่ละคนมีไม่เท่ากัน
“ผู้ลี้ภัยหนีมาอยู่ในไทย พวกเราไม่อยากเป็นภาระของสังคมไทย” โรสกล่าว พร้อมทั้งอธิบายว่าผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยต้องดิ้นรนในการหางานทำอย่างผิดกฎหมาย รวมทั้งเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อเป็นใบเบิกทางสำหรับการไปประเทศที่สาม
“พวกเขาเป็นคนที่พร้อมสู้และยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นว่าการไปประเทศที่สามเป็นเรื่องยาก หลายคนยอมทำงานแรงงานที่พวกเขาไม่เคยทำมาก่อน ในขณะที่ก็ปกป้องสิทธิของตนเองด้วยการไม่ทำงานที่ถูกกดขี่ค่าแรง” โรสให้สัมภาษณ์กับ HaRDstories
นุชนลิน ลีระสันธนะ ผู้ให้คำปรึกษาการพัฒนาโครงการเพื่อสังคมและสมาชิกคณะปฏิรูปโยกย้ายถิ่นฐาน (TMR) คือคนทำงานภาคประชาสังคมในประเทศไทยที่คลุกคลีอยู่กับชุมชนผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามมากว่าสิบปี เธอเคยทำโครงการวิสาหกิจชุมชนที่ใช้ชื่อว่า CHAMALiiN โดยใช้จุดเด่นของชาวม้งจากเวียดนามที่มีทักษะด้านการปักเสื้อ สร้างอาชีพและรายได้ให้กับผู้ลี้ภัยจนมาถึงปัจจุบัน
“ตัวเลือกของผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามนั้นมีค่อนข้างน้อย” นุชนลินเล่าถึงเหตุผลที่ประเทศไทยกลายเป็นจุดพักพิงแรกให้กับผู้ลี้ภัยเวียดนาม “ประเทศลาวและกัมพูชาไม่ได้ปลอดภัยมากพอสำหรับการลี้ภัย สิ่งที่ง่ายที่สุดคือการเดินทางมาประเทศไทย เป็นตัวเลือกที่พวกเขาคิดมาดีแล้วว่าปลอดภัยที่สุด”
ในอดีต ผู้ลี้ภัยและผู้อพยพชาวเวียดนามจำนวนมากสามารถย้ายถิ่นฐานไปยังสหรัฐอเมริกาไม่นานหลังจากที่เดินทางลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทย เนื่องจากสหรัฐมีโครงการรับรองผู้อพยพจากเวียดนามเข้าไปตั้งถิ่นฐานอย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังมีภาคประชาสังคมด้านผู้ลี้ภัยและชุมชนชาวเวียดนามที่คอยช่วยเหลือผู้อพยพเหล่านี้ให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในอเมริกา
อย่างไรก็ตาม คำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ประกาศเมื่อเดือนมกราคม ได้มีผลให้โครงการรองรับผู้ลี้ภัยดังกล่าวถูกระงับลงอย่างฉับพลันเป็นเวลาสามเดือน เพื่อพิจารณาผลกระทบและงบประมาณ โดยในระหว่างนี้ทางการสหรัฐจะใช้แนวทางพิจารณาการรับผู้อพยพแบบเฉพาะกรณีไปพลางก่อน
ด้านสำนักข่าว Benar News รายงานว่า นักเคลื่อนไหวประเด็นผู้อพยพชาวเวียดนามในสหรัฐได้เตือนว่าคำสั่งดังกล่าวมีผลกระทบเชิงลบต่อชุมชนผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามประมาณ 1,500 คนที่ยังตกค้างในประเทศไทยโดยตรง เพราะกลายเป็นการตัดทอนช่องทางเดินทางไปสหรัฐสำหรับผู้ลี้ภัยเหล่านี้ และทำให้พวกเขายิ่งต้องใช้เวลาหลบซ่อนตัวในประเทศไทยยาวนานขึ้นตามไปด้วย
เมื่อศาสนากลายเป็นภัยความมั่นคง
การตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของซง มีขึ้นในวันที่ 18 มกราคม 2567 ก่อนหน้านั้น ซงได้เคลื่อนไหวประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ให้กับเด็กชาติพันธุ์ม้งในชุมชนของเขาที่ไม่ได้รับเอกสารรับรองการเกิด ซงกล่าวว่าการกีดกันนี้เนื่องมาจากพวกเขาเป็นชนกลุ่มน้อยและนับถือศาสนาคริสต์
ซงเล่าว่าบทบาทของเขาทำให้เจ้าหน้าที่รัฐออกตามล่าตัวเขา ซงกับครอบครัวจึงต้องตัดสินใจหลบหนีออกจากเวียดนาม เขาจ่ายเงินให้กับนายหน้าในการนำทางด้วยเงิน 30,000 บาทสำหรับผู้ใหญ่ และ 20,000 บาทสำหรับเด็ก (ต่อคน) ตลอดเส้นทางมีทั้งการเดินเท้า นั่งเรือ นั่งรถ ยาวนานถึงสามวันเต็มๆ จนในที่สุดได้ข้ามมาถึงฝั่งประเทศไทย อันเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะผู้ลี้ภัย
ถึงแม้ว่า HaRDstories จะไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีของซงได้ แต่องค์กรเฝ้าระวังด้านสิทธิมนุษยชนจำนวนมากได้รายงานตรงกันในรอบหลายปีที่ผ่านมาว่า รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของเวียดนามยังคงควบคุมการแสดงความคิดเห็นหรือการนับถือศาสนาในประเทศอย่างเข้มงวด ศาสนิกชนที่มิได้รับการยอมรับจากรัฐบาลมักถูกลงโทษหรือปิดกั้นเป็นประจำ รวมถึงชาวคริสต์และชาวพุทธบางกลุ่มด้วย
“เจ้าหน้าที่ตำรวจคอยสอดส่อง คุกคาม และบางครั้งก็ใช้ความรุนแรงปราบปรามกลุ่มผู้นับถือศาสนาภายนอกการควบคุมของรัฐบาล” รายงานสถานการณ์ในเวียดนามประจำปี 2566 ของ Human Rights Watch ระบุ “กลุ่มชาวคริสต์และชาวพุทธ มักเผชิญกับการถูกสอดส่อง การคุกคาม และการข่มขู่เป็นประจำ ผู้นับถือศาสนาอิสระอื่นๆ มักตกเป็นเป้าการถูกวิจารณ์จากสังคม ถูกบังคับให้ละทิ้งความเชื่อ ถูกคุมขัง ถูกเค้นสอบสวน ถูกทรมาน และถูกคุมขัง”
อีกหนึ่งประจักษ์พยานของบรรยากาศการปราบปรามนี้คือ ฮาว ผู้นำชุมชนผู้ลี้ภัยชาวม้งเวียดนามที่อาศัยอยู่ประเทศไทยมาสิบสามปี
ฮาวเล่าด้วยภาษาไทยว่าเขาและครอบครัวเคยนับถือศาสนาผี จนกระทั่งครอบครัวเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์เมื่อเขาอายุได้เก้าปี และสี่ปีให้หลัง พ่อเขาเสียชีวิตจากการถูกทำร้ายร่างกายโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในเวลาต่อมาฮาวได้รับเลือกเป็นผู้นำชุมชน เขาเดินหน้าเผยแพร่ศาสนาและสร้างโบสถ์ในพื้นที่ จนกระทั่งเขาถูกเจ้าหน้าที่รัฐคุกคามและออกหมายจับ อันเนื่องมาจากบทบาทด้านศาสนาของเขา
“เขา (ทางการเวียดนาม) บอกว่าศาสนาคริสต์เป็นของฝรั่ง สหรัฐอเมริกาเผยแผ่ศาสนานี้เพื่อทำสงครามกับเวียดนาม” ฮาวให้สัมภาษณ์
อย่างไรก็ดี คำสั่งจากทางการก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความเชื่อของชนกลุ่มน้อยในเวียดนามที่ศรัทธาในศาสนา ฮาวเดินหน้าสร้างโบสถ์ในพื้นที่จนถูกออกหมายจับ ต้องหลบหนีจากบ้านเกิดที่ จ.หล่าวกาย (Lào Cai) ทางตอนเหนือของเวียดนาม ลงมายังตอนกลางของประเทศที่ จ.ดั๊กลัก (Dak Lak) เขายังคงทำหน้าที่ตระเวนเทศนาเรื่องของศาสนาคริสต์ในหลายจังหวัด จนกระทั่งถูกตามตัวเจอ จึงพาครอบครัวหลบหนีมายังประเทศลาว และข้ามพรมแดนมายังประเทศไทย
ถึงแม้ชีวิตของเขาและครอบครัวได้พลิกผันอย่างใหญ่หลวงเช่นนี้ ฮาวกล่าวว่าเขาไม่เสียใจที่เลือกทำในสิ่งที่เชื่อแม้ถูกคุกคามต่างๆ เพราะศาสนาทำให้เขารู้สึกสบายใจ
“คนเราเมื่อมีความเชื่อ ก็อยากทำสิ่งที่เชื่อมั่นต่อไป” ฮาวกล่าวความในใจ
ฮาวและครอบครัวยังคงรอคอยการได้ไปประเทศที่สาม เขาย้ำว่าการเฝ้ารอนี้ไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีความสุขในการอยู่ที่ประเทศไทย แต่ด้วยการไม่ถูกรับรองสถานะทางกฎหมายทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา ฮาวกล่าวด้วยว่าเคยมีเจ้าหน้าที่จากเวียดนามเดินทางมาข่มขู่ตัวเขาถึงในประเทศไทยครั้งหนึ่ง เมื่อปี 2561 “เจ้าหน้าที่เวียดนามเคยเข้ามาหาผมถึงที่บ้าน เขาบอกว่าผมต่อต้านรัฐบาลเวียดนาม”
เมื่อตรวจสอบกับรายงานข่าวที่ปรากฏ ข้อกังวลและคำกล่าวอ้างของฮาวข้างต้นพอจะมีมูลความจริงอยู่บ้าง เพราะเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2567 สำนักข่าว Radio Free Asia ได้รายงานว่าตำรวจเวียดนามเดินทางไปยังชุมชนผู้ลี้ภัยเวียดนามในประเทศไทย โดยได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย และมีการโน้มน้าวให้ผู้ลี้ภัยกลับไปยังประเทศเวียดนาม หรือย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2567 ผู้ลี้ภัยชาวเวียดนาม Duong Van Thai หายตัวไปอย่างลึกลับในประเทศไทย ก่อนกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งที่ประเทศเวียดนาม โดยถูกตัดสินจำคุก 12 ปีด้วยข้อหาโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐบาลเวียดนาม
แม้ไม่ได้รับสถานะคุ้มครองทางกฎหมาย แต่ฮาวกล่าวว่าเขาได้รับการช่วยเหลือจากชุมชนและคนไทยด้วยมิตรไมตรีเสมอมา เขาตัดสินใจออกมาเปิดเผยตัวตนและให้ข้อมูลในครั้งนี้ เพราะว่าอยากให้ทุกคนรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเวียดนาม และอยากให้ทุกคนได้เข้าใจว่าทำไมพวกเขาต้องหนีออกมา
“ทุกคนที่มาอยู่ที่นี่ เราจะบอกพวกเขาเสมอว่าต้องรับผิดชอบความสะอาด มีอะไรที่ช่วยเหลือชุมชนส่วนรวมได้ให้ช่วยเหลือกัน คนไทยในชุมชนเวลาเขาได้รับข่าวสารอะไรมาก็จะคอยมาบอกพวกเรา”
กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“รัฐไทยอยู่ในสถานะยากลำบาก ส่งผู้ลี้ภัยกลับไปไม่ได้ ส่งไปที่อื่นก็กระทบความสัมพันธ์กับเวียดนาม”
นี่คือการสรุปสถานการณ์จาก ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอเป็นหนึ่งในนักวิชาการชาวไทยที่ศึกษาการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังเคยเป็นพยานในกรณีของอี ควิน เบดั๊บ (Mr. Y Quynh Bdap) ผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามที่ทางการเวียดนามร้องขอให้ทางการไทยส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนอีกด้วย
“เขา (อี ควิน เบดั๊บ) ไม่ใช่แค่คนเดียวที่ทางเวียดนามต้องการตัว เราเห็นภาพที่รัฐบาลไทยอนุญาตให้ตำรวจเวียดนามเข้ามาเดินอยู่ในชุมชนที่เป็นที่อยู่อาศัยของผู้ลี้ภัยเวียดนาม มีการเกลี้ยกล่อมให้พวกเขาเดินทางกลับและหากไม่เดินทางกลับ ก็จะใช้มาตรการเดียวที่ทำกับอี ควิน หรือการถูกลักพาตัวกลับไป”
ดร.ศรีประภา เชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบของเวียดนามแฝงตัวอยู่ในประเทศไทย นอกจากนี้ประเทศเวียดนามไม่ได้ทำสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับไทย แต่ก็มีการทำข้อตกลงกับรัฐบาลไทย ในการส่งกลับคนที่เป็นอาชญากรตามคำขอของรัฐบาลเวียดนามเป็นรายกรณี
“ท่าทีและนโยบายทางการเมืองของไทยตอนนี้ ดูเหมือนว่าเหตุผลทางการเมืองโดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความสำคัญมากกว่ากฎหมาย”
ดร.ศรีประภาแสดงความเป็นกังวลว่า ประเทศไทยกำลังละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนสองฉบับ หากมีการส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามกลับไปยังประเทศต้นทางคือ 1.กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) 2.อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) และที่สำคัญประเทศไทยมีพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและอุ้มหาย ที่มาตรา 13 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่งหากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะไปตกอยู่ในอันตราย
ผู้สื่อข่าว HaRDstories ได้ทำหนังสือไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อขอสัมภาษณ์และสอบถามข้อเท็จจริง แต่ยังไม่ได้รับคำตอบใดๆ ณ เวลาที่บทความนี้เผยแพร่
อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ออกแถลงการณ์กรณีการจับกุมอี ควิน เบดั๊บ โดยได้มีหนังสือถึงผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ไม่ให้ผลักดันหรือส่งกลับบุคคลไปยังดินแดนที่มีความเสี่ยงที่จะตกอยู่ในอันตราย (non-refoulement)
ทางด้านผู้รายงานพิเศษขององค์การสหประชาชาติ ก็ได้เรียกร้องให้ทางการไทยปฏิเสธการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตามคำขอของทางการเวียดนาม แต่เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 ศาลอาญากลับมีคำสั่งให้ขังตัวเบดั๊บเพื่อรอการส่งกลับไปรับโทษ แต่ขอให้รอการตัดสินใจของรัฐบาลต่อไป
ณัฐาศิริ เบิร์กแมน ทนายความของเบดั๊บ ให้สัมภาษณ์กับ HaRDstories ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำอุทธรณ์ ซึ่งหลังจากยื่นอุทธรณ์แล้วคาดว่าศาลอุทธรณ์อาจใช้เวลาในการพิจารณาคดีอีกอย่างน้อย 5 เดือนถึง 1 ปีในการพิจารณาคดีดังกล่าว โดยในระหว่างนี้เบดั๊บจะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
นอกจากนี้เบดั๊บและภรรยาของเขา พร้อมด้วยผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามคนอื่นๆ รวมกว่า 40 คน ยังถูกพิพากษาให้มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองฯ ซึ่งณัฐาศิริมองว่าเป็นคำตัดสินที่ขัดต่อหลักสากล ตามหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ในฐานะที่เขาหนีเอาชีวิตรอดเพื่อเข้ามายังประเทศไทย
“ตามหลักปฏิบัติสากลผู้ลี้ภัยไม่ควรถูกจับดำเนินคดี เพราะการเข้าเมืองผิดกฎหมาย ในภาวะที่เขาต้องหนีมาเพื่อเอาตัวรอด มันไม่มีทางที่เขาจะสามารถจัดเตรียมเอกสารเข้าเมืองได้” ณัฐาศิริแสดงความเห็น
คำบัญชาไม่อาจเปลี่ยนแปลงศรัทธา
ในบ่ายวันอาทิตย์ผู้ลี้ภัยชาวม้งเวียดนามมากกว่า 200 คน มารวมตัวกันที่โบสถ์คริสต์แห่งหนึ่งของนิกายคาทอลิก แม้ว่าชาวเวียดนามเหล่านี้จะนับถือศาสนาคริสต์คนละนิกายกัน แต่ก็ได้รับการอนุญาตให้ใช้สถานที่ในการอธิษฐานขอพรพระเจ้าและเทศนาเรื่องพระคัมภีร์ ฮาวกล่าวว่า ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้สถานที่แห่งนี้ ในอดีตพวกเขาต้องใช้พื้นที่ในห้องเช่าในการจัดกิจกรรมทางศาสนาทุกบ่ายวันอาทิตย์
ผู้ลี้ภัยที่มาร่วมกิจกรรมมีตั้งแต่เด็กทารก วัยรุ่น วัยทำงาน จนไปถึงวัยชรา บางคนยังคงแต่งกายด้วยชุดชนเผ่าม้ง ในขณะที่บางคนก็แต่งกายไม่แตกต่างจากคนท้องถิ่นโดยทั่วไป ในห้องขนาดใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยผู้คน ด้านหน้าตรงเวที ซง หนึ่งในผู้ลี้ภัยที่ให้สัมภาษณ์กับทาง HaRDstories กำลังร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า
“ผมเลือกเป็นคริสเตียนเพราะชีวิตผมดีขึ้นหลังจากนับถือศาสนา ความเชื่อเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่มันกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ผมถูกรังแก” ซงระบุ
สำหรับซงแล้ว การเลือกศรัทธาในสิ่งที่เขาเชื่อ ต้องแลกมากับการสูญเสียที่ดินทำกิน เขาเคยทำไร่ปลูกกาแฟที่เวียดนาม มาวันนี้เขาตกงานกลายเป็นผู้ลี้ภัยที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง แต่เขาบอกว่าอย่างน้อยก็รู้สึกโล่งใจที่หลุดพ้นจากการถูกจับกุม
“มันเป็นทั้งความดีใจและความเศร้ารวมกันเพราะมาอยู่ที่นี่ก็ลำบาก”
งานรับจ้างรายวันของซงไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพในประเทศไทย ตอนนี้ซงค้างค่าเช่าห้องอยู่ 3 เดือน สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือการส่งลูกคนโตอายุ 6 ขวบไปเรียนหนังสือ ในขณะที่ตัวของซงพยายามที่จะเรียนภาษาอังกฤษในทุกเย็นที่มีการเปิดสอนในชุมชน ส่วนภรรยาของซงต้องคอยดูแลลูกคนกลางอายุ 3 ขวบ และลูกคนเล็กอายุ 1 ขวบครึ่ง
“การศึกษาคือสิ่งดีที่สุดที่ผมสามารถหาให้กับตัวเองและลูกได้ อยากฝากไปถึงรัฐบาลไทยว่าคนที่ลี้ภัยมาทุกคนถูกรังแก เราขออยู่ประเทศไทยชั่วคราว ขอแค่สิทธิให้เราเข้าทำงานได้ เพื่อที่จะหารายได้มาช่วยครอบครัวและไม่เป็นภาระของสังคมไทย” ซงกล่าววิงวอน
อากาศในห้องยังร้อนอบอ้าว นาฬิกาในห้องของซงบอกเวลา 10 นาฬิกาในยามค่ำคืน ใกล้ถึงเวลานอนของพวกเขาแล้ว พรุ่งนี้เช้าพวกเขาต้องตื่นแต่เช้าไปส่งลูกเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในย่านใจกลางกรุงเทพฯ เพราะนั่นอาจเป็นไม่กี่สิ่งที่เขาและเธอสามารถมอบให้ลูกของตัวเองได้ แม้รู้ดีว่าการเดินทางออกไปข้างนอกในเมืองแห่งนี้นั้นเสี่ยงเพียงใด
*นามสมมุติเพื่อความปลอดภัยของบุคคลในเรื่อง
บรรณาธิการ โดย ธีรนัย จารุวัสตร์
More Features
- โดย HaRDstories and Delta News Agency
- โดย Rebecca. L. Root






