ตั้งแต่ปี 2564 ประเทศไทยให้การต้อนรับผู้ลี้ภัยจากเมียนมาจำนวนมาก ทว่า การหาทางออกว่าจะให้การศึกษากับเด็กวัยรุ่น ซึ่งไม่รู้ภาษาไทยนั้น ยังคงเป็นอุปสรรคที่ยากที่สุด
แม่สอด – ทุกวันเวลาเจ็ดโมงเช้า ดอ ตีซา จะทำข้าวกล่องสองกล่อง อุ้มลูกสาวทั้งสองคนขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายจักรยานไฟฟ้า จากนั้นก็ขี่จักรยานไปยังป้ายจอดรถบัสของโรงเรียน ลูกสาวของเธออายุ 11 ขวบกับ 13 ขวบ เส้นทางรถดังกล่าวขับผ่านโรงเรียนชุมชนบ้านแม่กุน้อย สถานศึกษาของทางรัฐบาลไทยซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของพวกเธอไม่กี่นาที
ในรั้วโรงเรียนแห่งนั้น เด็กๆ ชาวไทยในเสื้อสีขาวกับกระโปรงสีน้ำเงินกำลังจะเริ่มต้นอีกวันหนึ่งในชั้นเรียน แต่ลูกสาวของ ดอ ตีซา ก็ได้แต่นั่งรถผ่านไป โรงเรียนของพวกเธออยู่ห่างออกไปอีกสามสิบนาทีทางรถประจำทาง “ฉันพยายามให้ลูกๆ ได้เข้าเรียนในโรงเรียนของเด็กไทยแล้วนะ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำ
ไกลออกไปอีกฝั่งหนึ่งในเมียนมา สามีของเธอต้องโทษจำคุกจากการต่อต้านรัฐประหารโดยกองทัพ หลังจากเขาถูกจับกุม ดอ ตีซา พาลูกๆ ของเธอหนีข้ามชายแดนมาหาที่พักพิงอยู่ในแม่สอด แต่ชีวิตในประเทศไทยก็นำมาสู่กำแพงอุปสรรคใหม่ในทันที ลูกสาวของเธอพูดไทยไม่ได้
“เราติดต่อทางมูลนิธิสุวรรณนิมิตแล้ว แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย พวกเขาบอกว่าลูกๆ ฉันคงต้องเริ่มเรียนใหม่ตั้งแต่อนุบาล หรือไม่ก็ต้องพูดภาษาไทยให้คล่องก่อน เพราะงั้นฉันก็เลยส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียนสำหรับเด็กลี้ภัยชาวเมียนมา” เธอกล่าว
มูลนิธิสุวรรณนิมิตคือองค์กรไม่แสวงผลกำไรของทางการไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2553 เพื่อให้การช่วยเหลือกลุ่มคนเปราะบางตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา สำหรับหลายครอบครัวที่เพิ่งอพยพมาถึงที่นี่ พวกเขาคือองค์กรแรกที่เข้าถึงได้ แต่สำหรับ ดอ ตีซา แม้แต่ประตูบานนี้ก็ไม่อาจช่วยลูกๆ ของเธอ
เมื่อรถขับออกไปแล้ว เธอก็มุ่งหน้าไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่งในตัวเมือง เธอทำงานเป็นผู้ช่วยพ่อครัวที่นี่
“ฉันมีเอกสารยืนยันตัวตน ฉันก็เลยหางานทำแบบถูกกฎหมายได้” เธอกล่าว “เหตุผลเดียวที่ลูกๆ ของฉันยังต้องเรียนที่โรงเรียนสำหรับเด็กชาวเมียนมาก็เพราะกำแพงทางภาษากับอายุของพวกเธอนั่นละ เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ”
เมื่อศูนย์การเรียนรู้ต้องเผชิญกับแรงกดดัน
ไม่ได้มีแค่ ดอ ตีซา คนเดียวที่ต้องเผชิญกับวิบากกรรมเช่นนี้ อีกหลายพันครอบครัวที่ลี้ภัยข้ามชายแดนมาก็ต้องเจออุปสรรคดังกล่าวเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ที่กองทัพเมียนมาเข้ายึดอำนาจเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2564 แม่สอดก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักสำหรับชาวเมียนมาที่ไม่สามารถอยู่ในประเทศของตนได้อย่างปลอดภัยอีกต่อไป สำหรับครอบครัวที่มีลูกในช่วงอายุวัยรุ่นและพูดไทยไม่ได้ เมื่อพวกเขาลี้ภัยมาถึงที่นี่ ศูนย์การเรียนรู้ทั้งหลายก็มักจะเป็นทางเลือกเพียงหนึ่งเดียวที่เข้าถึงได้
ทั่วทั้งจังหวัดตากและอำเภอแม่สอด จากข้อมูลของทางสมาคมครูแรงงานเมียนมา (Burmese Migrant Teachers’ Association: BMTA) รัฐบาลไทยได้ให้การยอมรับศูนย์การเรียนรู้เหล่านี้อย่างเป็นทางการทั้งหมด 62 แห่งด้วยกัน ศูนย์การเรียนรู้ส่วนใหญ่จะจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรของเมียนมา พร้อมกับสอนภาษาไทยเป็นวิชาเสริม นอกจากนี้ ศูนย์การเรียนรู้บางแห่งยังสอนภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยด้วย
“โรงเรียนสำหรับเด็กพลัดถิ่นกำลังถูกกดดันจากทุกทิศทางเลยละ” ดอ ทิน เอ (นามแฝง) ครูใหญ่ประจำโรงเรียน ซา มู ทอ กล่าว “พวกเขาออกคำสั่งกับเราว่า ทุกวิชานอกเหนือจากภาษาเมียนมาและภาษาอังกฤษจะต้องดำเนินการสอนในภาษาไทยเท่านั้น”
ทางการไทยเริ่มยกเงื่อนไขนี้ขึ้นมาในการประชุมร่วมระหว่างโรงเรียนเมื่อปี 2567 แม้ว่าในปัจจุบันเงื่อนไขนั้นจะยังไม่ได้รับการบรรจุเป็นนโยบายภาคบังคับอย่างเป็นทางการก็ตาม ในตอนนี้ เงื่อนไขดังกล่าวยังเป็นแค่คำสั่งที่บรรดาครูผู้สอนยืนยันว่าไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและไม่สามารถมองข้ามได้
“หากพวกเขาบังคับให้โรงเรียนสอนทุกวิชาด้วยภาษาไทย ลูกๆ ของเราจะได้รับผลกระทบแน่นอน” ดอ ตีซา กล่าว “พวกเธอเพิ่งจะเริ่มท่องพยัญชนะไทยเองนะ”
“ลึกๆ แล้ว หนูแค่อยากกลับไปเรียนที่โรงเรียนเดิมเท่านั้นเอง”
ลูกสาววัย 13 ปีของ ดอ ตีซา คือหนึ่งในนักเรียนชั้นป.5 ทั้งหมด 27 คนที่โรงเรียนเด็กพลัดถิ่นแห่งนี้ “โรงเรียนเล็กมาก ในห้องเรียนมีพัดลมนะ แต่พอเรามีนักเรียนอัดกันเยอะมากๆ เราก็รู้สึกร้อนอยู่ดี” เธอกล่าว “ครูแต่ละวิชาสอนด้วยภาษาเมียนมา หนูก็เลยพอจะเรียนรู้เรื่องและตามทัน”
ภาษาไทยคือสิ่งแปลกใหม่สำหรับเธอ และเธอเองก็ยืนยันในความยากของการเรียนภาษานี้ “ตอนนี้เขียนยังไม่ยากเท่าไร เรายังเรียนแค่ตัวอักษรง่ายๆ อยู่ แต่หนูไม่แน่ใจว่าหลังจากนี้จะเป็นยังไง การออกเสียงน่ะยาก ครูบอกว่าพอเรายิ่งเรียนลึกขึ้นจะยิ่งยากกว่านี้อีก เราคุยและเรียนหนังสือกันด้วยภาษาพม่า เราก็เลยแทบไม่ได้ใช้ภาษาไทยเลย หนูรู้แค่คำไม่กี่คำเท่านั้นเอง คำหยาบนิดๆ หน่อยๆ แล้วก็วิธีถามราคาข้าวของ”
เธอหวนนึกถึงโรงเรียนเดิมในเมียนมาด้วยความรู้สึกใกล้เคียงกับความโหยหา “ที่นั่นเลิกเรียนแล้ว หนูก็มีเพื่อนอยู่ใกล้ๆ เพราะโรงเรียนเองก็ตั้งอยู่ในละแวกบ้านหนู โรงเรียนที่ไทยก็ดีนะ โรงเรียนทั้งใหญ่แล้วก็มีพื้นที่ให้เด็กเล่นเยอะ แต่หนูคงเรียนไม่รู้เรื่องหรอก ถ้าทุกวิชาต้องสอนด้วยภาษาไทย แม่เคยถามหนูว่า หนูจะยังอยากเรียนหรือเปล่าถ้าต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ชั้นอนุบาล หนูไม่อยากไปนั่งเรียนกับเด็กตัวเล็กๆ หรอก”
เธอหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะเสริมว่า “ลึกๆ แล้ว หนูก็แค่อยากกลับไปเรียนที่โรงเรียนเดิมในเมียนมาเท่านั้นเอง”
เมื่อโรงเรียนต้องซึมซับวิกฤต
ประเทศไทยมีโรงเรียนสำหรับเด็กพลัดถิ่นชาวเมียนมามาตั้งแต่เหตุการลุกฮือ 8888 ของขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า (พ.ศ. 2531) ศูนย์การเรียนรู้เหล่านี้ก็ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์บริเวณชายแดนแล้ว
สถานการณ์ทั้งหมดดูจะดีขึ้นชั่วคราวหลังจากที่รัฐบาลทหารเริ่มผ่อนแรงกดดันทางการเมืองตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา การเลือกตั้งเมื่อปี 2555 ดันให้ ออง ซาน ซูจี และพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy: NLD) กลับเข้ามามีบทบาทต่อสาธารณชนอีกครั้งหนึ่ง ชัยชนะถล่มทลายเมื่อปี 2558 ของพรรค NLD กระตุ้นให้ผู้อพยพชาวเมียนมาจำนวนมากเดินทางกลับบ้าน และจำนวนนักเรียนในศูนย์การเรียนรู้ตามแนวชายแดนก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ทว่า การรัฐประหารเมื่อปี 2564 กลับล้มกระดานทั้งหมดนั้นทิ้ง เมื่อกองทัพเริ่มจับกุมตัวนักเคลื่อนไหวกิจกรรมและทิ้งระเบิดใส่บริเวณที่พักอาศัยของพลเมือง ชาวเมียนมาหลายแสนคนก็ต้องลี้ภัยข้ามชายแดนหนีออกมาอีกครั้งหนึ่ง ศูนย์การเรียนรู้เหล่านี้ ซึ่งในเวลานั้นก็แทบจะรับนักเรียนเพิ่มไม่ไหวแล้ว จึงไม่อาจรับมือได้
ท่ามกลางกระแสผู้อพยพที่ถาโถมขึ้นมานี้ เจ้าหน้าที่ของทางการไทยบุกเข้าตรวจค้นศูนย์การเรียนรู้หลายแห่งในปี 2567 และ 2568 โดยที่ครูผู้สอนจำนวนหนึ่งต้องรับโทษทางกฎหมาย
“เราสะเทือนกันไปเลยละ” ดอ ทิน เอ กล่าว “กฎเหล่านี้ดูจะเป็นแผ่นยางที่พวกเขาสามารถยืดและดึงออกเมื่อไหร่ก็ได้ พวกเราต้องดื้นรนกันมากเพื่อที่จะแค่ให้โรงเรียนทำการสอนต่อไปได้”
ภูมิทัศน์นโยบายที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2567 ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทยได้แก้ไขแนวทางสำหรับศูนย์การเรียนรู้เพื่อเด็กพลัดถิ่นหลายครั้ง หนึ่งในเงื่อนไขที่ถกเถียงกันในการประชุมร่วมเหล่านี้ก็คือ ศูนย์การเรียนรู้แต่ละแห่งจะต้องจ้างครูผู้สอนสัญชาติไทยอย่างน้อยหนึ่งคน สำหรับศูนย์การเรียนรู้ที่ต้องอาศัยเงินบริจาคและแรงงานอาสาสมัคร พวกเขาไม่มีทางทำตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ตั้งแต่แรกแล้ว
ในขณะเดียวกัน ทางกระทรวงศึกษาธิการก็ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า เด็กนักเรียนพลัดถิ่นจะได้รับการต้อนรับในโรงเรียนรัฐของทางฝั่งไทย เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ยกเลิกเงื่อนไขข้อกำจัดทั้งหมดว่าด้วยการเข้ารับการศึกษาสำหรับกลุ่มเฉพาะ ระดับการศึกษา และเขตพื้นที่อยู่อาศัย นับว่าเป็นการขยายขอบเขตอย่างมีนัยสำคัญให้กับนโยบายการศึกษา ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้เอื้อให้นักเรียนกว่า 95,724 คนที่ปราศจากเลขบัตรประจำตัวประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในห้องเรียนของชาวไทยเมื่อปี 2567
“นับว่าเป็นเรื่องดีจริงๆ นะที่พวกเขาประกาศว่า เด็กพลัดถิ่นสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐไทยได้ด้วย สิ่งอำนวยความสะดวกทางการเรียนการสอนของพวกเขาน่ะดีกว่าเราเยอะเลย” ดอ ทิน เอ กล่าว “แต่คุณจะเปิดประตูบานนั้นไปพร้อมกันกับที่คุณบีบให้ศูนย์การเรียนรู้เพื่อเด็กพลัดถิ่นต้องปิดตัวลงไปด้วยไม่ได้หรอกนะ”
กำแพงภาษา
สำหรับเด็กๆ ที่ลี้ภัยออกจากเมียนมาทั้งที่ยังเรียนหนังสืออยู่นั้น ช่องว่างทางภาษาไม่ใช่แค่อุปสรรคเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น แต่คือกำแพงเชิงโครงสร้างที่ระบบการศึกษาของไทยเองไม่พร้อมที่จะรับมือได้ แน่นอน เด็กที่อายุน้อยยังมีเวลาให้ปรับตัวได้ แต่สำหรับเด็กวัยรุ่นที่อพยพมาถึงพร้อมกับที่ผ่านการเรียนการสอนตามหลักสูตรของเมียนมามาแล้วหลายปีนั้น พวกเขาต้องเผชิญกับเส้นทางที่ยากลำบากกว่านั้นมาก
“เด็กเล็กน่ะไม่ใช่ปัญหาเท่าไหร่หรอก” ดอ ทิน เอ กล่าว “แต่สำหรับเด็กวัยรุ่นน่ะท้าทายกว่าเยอะเลย ศูนย์การเรียนรู้เพื่อเด็กพลัดถิ่นอย่างศูนย์ของเราน่ะคือทางเลือกเดียวที่สามารถอุดช่องโหว่นั้นได้”
ตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา โก คุน นอง มุ่งมั่นหาแนวทางรับมือกับช่องโหว่ดังกล่าวจากอีกฝั่งหนึ่งของชายแดน จากที่เคยเป็นคนงานข้ามชาติผู้อพยพมายังแม่สอดเมื่อ 25 ปีก่อน ในวันนี้เขามีบัตรประจำตัวประชาชนชาวไทยแล้ว ตั้งแต่ที่เกิดเหตุรัฐประหารขึ้นเมื่อปี 2564 เขาได้อุทิศเวลาส่วนใหญ่ช่วยเหลือครอบครัวผู้อพยพในการหาที่ทางในระบบการศึกษาของไทย โดยอิงจากประสบการณ์ที่เขาเคยเป็นอาสาสมัครให้กับองค์กรอิสระและองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง
“โรงเรียนรัฐส่วนใหญ่ของไทยน่ะรับนักเรียนเต็มแล้ว” เขากล่าว “และต่อให้โรงเรียนแห่งหนึ่งจะตกลงรับเด็กอายุ 10 ขวบสักคนเข้าเรียน พวกเขาก็จะให้เด็กคนนั้นเริ่มเรียนใหม่ตั้งแต่ชั้นอนุบาล สำหรับเด็กวัยรุ่น เงื่อนไขแบบนั้นน่ะทำไม่ได้หรอก”
เขายืนยันชัดเจนว่า โรงเรียนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้จงใจกีดกันเด็ก “ใจกลางของปัญหาคือเรื่องของภาษา หากเด็กคนหนึ่งไม่สามารถตามเนื้อหาในชั้นเรียนได้ ชั้นเรียนนั้นก็ไร้ประโยชน์ นั่นละคือเหตุผลที่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องกลับมายังโรงเรียนเพื่อเด็กพลัดถิ่นในที่สุด”
การแสตีกลับจากฝ่ายชาตินิยม
ปัญหาจากกำแพงภาษายิ่งร้ายแรงขึ้นไปอีกเมื่อประกอบกับปฏิบัติการต่อต้านจากกลุ่มการเมือง เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา กลุ่มชาตินิยม “ไทยไม่ทน” ได้ออกมารวมตัวกันประท้วงหน้ากระทรวงศึกษาธิการ พร้อมกับเรียกร้องให้ทางกระทรวงยกเลิกประกาศเมื่อปี 2568 ที่อนุญาตให้เด็กสัญชาติอื่นที่ปราศจากเอกสารยืนยันตัวตนเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐได้
ข้อวิจารณ์ของผู้ประท้วงกลุ่มดังกล่าวจำกัดอยู่ที่เด็กนักเรียนผู้ปราศจากเอกสารยืนยันตัวตน แต่ในอำเภอแม่สอดนั้น บรรดาครอบครัวที่มีเอกสารถูกต้องอย่างเป็นทางการกลับแจ้งให้ทราบว่า ลูกๆ ของพวกเขาเองก็ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียนในโรงเรียนรัฐของไทยเช่นกัน
หาทางออก
โก เมียว มยิน (นามแฝง) เป็นตัวแทนจากสมาคมครูแรงงานเมียนมา หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อ BMTA ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2548 องค์กรดังกล่าวได้รวบรวมครูกว่า 790 คนจากโรงเรียน 74 แห่งทั่วอำเภอแม่สอด พร้อมกับประสานงานส่งต่อข่าวสารเกี่ยวกับการเรียนการสอน รวมถึงเรียกร้องสิทธิที่จะเข้าถึงการศึกษาให้กับเด็กพลัดถิ่น
เขากล่าวว่า รัฐบาลไทยยังคงพยายามทำให้นโยบาย “การศึกษาเพื่อทุกคน” เป็นความจริงในทางปฏิบัติอยู่ มีรายงานว่าโครงการนำร่องบางโครงการอยู่ในระหว่างการพัฒนาแล้ว หากโครงการเหล่านี้ประสบความสำเร็จ เด็กนักเรียนพลัดถิ่นจะสามารถเข้าถึงการเรียนการสอนสามภาษาได้
ก่อนหน้าปี 2564 ศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กพลัดถิ่นจัดการเรียนการสอนให้กับผู้ที่ปราศจากเอกสารยืนยันตัวตนเป็นหลัก ทว่า กระแสผู้อพยพลี้ภัยหลังเกิดเหตุรัฐประหารก็ทำให้โมเดลดังกล่าวต้องล่มไป ผู้ลี้ภัยมาใหม่หลายหมื่นคน โดยกว่า 70% ประกอบไปด้วยเด็กวัยรุ่นที่ไม่มีพื้นฐานภาษาไทย กรูกันเข้ามาจนล้นระบบที่แต่เดิมก็แทบจะถึงขีดจำกัดอยู่แล้ว โก เมียว มยิน กล่าวว่า ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือความเหนื่อยล้าในการบริหารจัดการ พร้อมกับแรงตึงเครียดระหว่างสองชุมชน เขามีความหวังว่าทางออกจะมาถึงในไม่ช้า แต่เขาก็บอกไม่ได้ว่าเมื่อไรกันแน่
“ทั้งสองฝั่งต่างก็พยายามหาทางก้าวไปข้างหน้ากันอยู่” เขากล่าว “โดยเฉพาะทางออกสำหรับเด็กวัยรุ่นเหล่านี้”
ข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการรายงานข่าวร่วมระหว่าง HaRDstories x Delta News Agency ด้วยการสนับสนุนจากกองทุนแคนาดาเพื่อการขับเคลื่อนในท้องถิ่น
Get our latest stories direct to your inbox.