Search
Close this search box.

ดอกไม้บนเถ้าถ่านสงคราม : ลูกหลานผู้ลี้ภัยเมียนมา กับโรงเรียนพลัดถิ่นริมแม่น้ำเมย

เด็กผู้พลัดถิ่นรอรถโรงเรียน ซึ่งเป็นรถกระบะดัดแปลงของครูใหญ่โรงเรียนมินตู้หวุ่น ตั้งแต่ตอนเช้าตรู่ เด็กหลายคนอาศัยอยู่กับพ่อแม่ตามไร่นาที่ห่างไกลจากตัวโรงเรียน ภาพโดย จิตรภณ ไข่คำ / HaRDstories

ขณะที่สงครามกลางเมืองในเมียนมาผลักดันให้ครอบครัวจำนวนมากต้องเดินทางหลบหนีมายังฝั่งไทย ลูกหลานผู้ลี้ภัยต้องหลุดออกจากระบบการศึกษากลางคัน ภาคประชาชนจึงรวมตัวตั้งศูนย์การเรียนรู้ขึ้นเอง แต่หนทางไม่ได้ง่ายดายเมื่อต้องแบกรับปัญหาเงินทุนและความเสี่ยงที่จะถูกปิดหรือดำเนินคดี

 

เสียงระเบิดดังสนั่นมาจากอีกฝั่งของแม่น้ำเมย แต่นักเรียนพลัดถิ่น ณ โรงเรียนมินตู้หวุ่นในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ยังคงจดจ่อกับการสอบปลายภาค 

เด็กนักเรียนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวผู้ลี้ภัยจากเมียนมาจำนวนมหาศาล ที่พาลูกหลานของตนหลบหนีจากระบอบเผด็จการอันเหี้ยมโหดภายใต้คณะรัฐประหารเมียนมา ขณะที่ไฟสงครามกลางเมืองกำลังลุกโชน โรงเรียนมินตู้หวุ่นเป็นเพียงหนึ่งในความพยายามขององค์กรภาคประชาชนที่มุ่งหวังหยิบยื่นโอกาสการศึกษาให้แก่บรรดาเยาวชนที่ “หนีร้อนมาพึ่งเย็น” ในประเทศไทย 

“ผมมองเห็นอดีตของตัวเองในชีวิตของเด็กๆ เหล่านี้” จอห์นนี่ อดิการี ผู้ก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กพลัดถิ่นแห่งนี้ยืนกอดอกมองนักเรียนทำข้อสอบปลายภาคอยู่ห่างๆ เขาเองก็เคยเป็นเด็กผู้ลี้ภัยจากเมียนมาที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับความพลัดพราก และไม่รู้ว่าชะตากรรมของตนจะเป็นอย่างไร “จะว่าไปแล้ว ผมก็โตขึ้นมาในสภาพที่ไม่ได้แตกต่างไปจากพวกเขาเท่าไหร่นัก”

โรงเรียนมินตู้หวุ่นและศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กพลัดถิ่นจากเมียนมาหลายแห่ง มีความหวังว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานจะช่วยให้นักเรียนมีความรู้สำหรับประกอบอาชีพได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และไม่ตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา 

แต่การสู้รบรอบล่าสุดในฝั่งเมียวดีได้ผลักดันให้ผู้ลี้ภัยหลั่งไหลเข้าประเทศไทย และยิ่งทำให้โครงการดังกล่าวพบกับความท้าทายแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน จากเดิมที่ต้องประสบความยากลำบากอยู่แล้วในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเม็ดเงินที่ภาคประชาชนต้องระดมทุนเอง จำนวนนักเรียนที่มากขึ้น และความซับซ้อนในระบบการศึกษาที่ต่างกัน 

ขณะเดียวกัน นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนระบุว่ารัฐไทยละเลยและไม่สนับสนุนโอกาสทางการศึกษาของเยาวชนเมียนมา ถึงแม้กฎหมายไทยจะบัญญัติให้สิทธิการศึกษาเป็นของคนทุกคนไม่ว่าจะมีหรือไม่มีสัญชาติไทยก็ตาม การกีดกันเด็กพลัดถิ่นจากระบบการศึกษายังมีให้เห็นอยู่ และข้าราชการครูบางคนที่พยายามแก้ไขปัญหานี้ก็กลับถูกดำเนินคดีเสียเอง

“สิ่งที่เกิดขึ้นในฝั่งพม่าย้อนกลับมาส่งผลกระทบกับคนฝั่งนี้ทั้งนั้นค่ะ” ศิราพร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการมูลนิธิ Help Without Frontiers ให้สัมภาษณ์ HaRDstories “ถ้าเข้าถึงการศึกษา เด็กๆ จะไม่ตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์หรือถูกใช้ประโยชน์จากการเป็นแรงงานเด็ก หากตกเป็นเหยื่อ เขาจะรู้ว่าขอความช่วยเหลือได้จากที่ไหน”

เปลี่ยนเหยื่อให้เป็นนักเรียน 

ถึงแม้ผู้คนหลายชาติพันธ์ุจากเมียนมาต้องพลัดถิ่นและเข้ามาลี้ภัยตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมามาหลายสิบปีแล้ว ทั้งจากภัยการสู้รบ การละเมิดสิทธิมนุษยชนและปัญหาเศรษฐกิจ แต่เหตุการณ์รัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2564 ซึ่งลุกลามกลายเป็น “สงครามกลางเมือง” เต็มรูปแบบ ยิ่งผลักไสชาวเมียนมาจำนวนมากให้ต้องหลบหนีเข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณโดยรอบเมืองแม่สอด จังหวัดตาก 

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประเมินว่าการสู้รบในเมียนมาจะทำให้ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 2.3 ล้านคนในปี 2567 โดยครึ่งหนึ่งเป็นเด็กและผู้หญิง และมีผู้ลี้ภัยสงครามไทยหลายหมื่นชีวิตเดินทางเข้ามาในแนวชายแดนตลอดช่วงสามปีที่ผ่านมา 

ระหว่างที่ทีมข่าว HaRDstories เข้าพื้นที่ในแม่สอดเมื่อช่วงต้นของฤดูร้อนที่ผ่านมา การสู้รบเพื่อแย่งชิงเมียวดี เมืองชายแดนและจุดยุทธศาสตร์สำคัญระหว่างกองทัพเมียนมากับพันธมิตรกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเป็นไปอย่างหนักหน่วง ชาวเมืองแม่สอดต่างรับรู้ได้ถึงเสียงและแรงสั่นสะเทือนจากการทิ้งระเบิดทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน 

ผู้อพยพที่เดินทางข้ามพรมแดนไทย-พม่า บนถนนรอบนอกเมืองแม่สอด เป็นภาพที่ทีมข่าว HaRDstories พบเห็นเป็นประจำ พวกเขาเดินทางมากันเป็นครอบครัว เด็กเล็กและเด็กโตนั่งยองเฝ้าสัมภาระอยู่ริมถนนที่รถราวิ่งด้วยความเร็ว ถุงกระสอบสีรุ้งบรรจุชีวิตทั้งชีวิต 

เมื่อต้องลี้ภัยมาพร้อมกับครอบครัว การศึกษาของเยาวชนเมียนมาผู้พลัดถิ่นจึงต้องหยุดชะงักลงโดยปริยาย หลายคนโตขึ้นมาในชุมชนผู้ลี้ภัยโดยไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผลที่ตามมาก็คือเยาวชนหลายคนติดอยู่ในวงจรความยากจน เป็นแรงงานราคาถูกเช่นเดียวกับพ่อแม่ของตน หรือไม่ก็ถูกขูดรีด แม้กระทั่งถูกหลอกลวงโดยขบวนการค้ามนุษย์ 

ปัญหาเหล่านี้คือสิ่งที่ศูนย์การเรียนรู้พลัดถิ่น (หรือ Migrant Learning Centre) อย่างโรงเรียนมินตู้หวุ่นพยายามแก้ไข

“เรามีเป้าหมายว่า เด็กต้องปลอดภัยจากขบวนการค้ามนุษย์ เด็กต้องหลุดจากการบังคับใช้แรงงานที่ขูดรีด” จอห์นนี่ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนมินตู้หวุ่น ให้สัมภาษณ์ 

“ที่สำคัญ เด็กต้องสุขภาพดี พวกเขาไม่มีโอกาสฉีดวัคซีน เพราะเกิดในป่า ไม่มีวัคซีนหรือสุขอนามัยที่ดี ผมก็คลอดในป่า คลอดในกระท่อม หมอตำแยทำคลอดให้ เด็กที่รอดก็รอด แต่เด็กที่อ่อนแอก็เสียชีวิต ผมคิดว่าการศึกษาจะพาเด็กเข้าถึงสาธารณสุขด้วย และที่สำคัญที่สุด อนาคตของเด็ก การศึกษาเป็นกุญแจดอกสำคัญของชีวิต”

ข้อมูลจากศูนย์ประสานงานการจัดการศึกษาเด็กต่างด้าว สพป.ตาก เขต 2 ของเดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 ระบุว่า ขณะนี้มีศูนย์การเรียนรู้พลัดถิ่นทั้งหมด 64 แห่งกระจายอยู่ทั่วจังหวัดตาก ดำเนินการให้การศึกษาแก่นักเรียนพลัดถิ่นจำนวนกว่า 15,139 คน โดยมีจำนวนครูพลัดถิ่น 708 คน ครูชาวไทย 83 คน 

ในปัจจุบัน ศูนย์การเรียนรู้เหล่านี้ไม่ได้มีลักษณะ “ใต้ดิน” แบบสมัยก่อน เพราะขึ้นทะเบียนกับกระทรวงศึกษาธิการอย่างเป็นทางการ แต่ไม่ได้มีการรองรับวุฒิ และศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ต้องระดมทุนหรือวิ่งหาเงินบริจาคเพื่อดำเนินการเอง 

“ตอนนี้เราดูแลเด็กจำนวนมากครับ” มาน ชะเว นิน ผู้อำนวยการ Children Development Centre หรือ C.D.C ศูนย์การเรียนรู้พลัดถิ่นขนาดใหญ่ในแม่สอดกล่าวกับ HaRDstories 

ตลอดปีการศึกษา 2566 ศูนย์การเรียนรู้ C.D.C มีนักเรียน 1,180 คน ครู 53 คน ศูนย์การเรียนแห่งนี้สอนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งต้องคอยรองรับนักเรียนที่จบชั้นประถมศึกษาจากศูนย์การเรียนรู้พลัดถิ่นขนาดเล็กหลายแห่งในแม่สอด

รถโรงเรียนในเช้าตรู่

ย่ำรุ่งเช้าวันหนึ่งในเดือนมีนาคม HaRDstories เดินทางออกจากโรงเรียนมินตู้หวุ่นเพื่อติดตามจอห์นนี่ และ อู เทย์ สองสหายต่างวัย ผู้ร่วมก่อตั้งและประคับประคองโรงเรียนแห่งนี้มาด้วยกัน ทั้งสองขับรถไปรับนักเรียนที่กระจัดกระจายอยู่ตามเรือกสวนไร่นาในหมู่บ้านแม่กุเหนือ

หมู่บ้านแม่กุเหนือเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพด ข้าว ถั่ว มันสำปะหลัง หอมแดงและอ้อย แรงงานพลัดถิ่นเริ่มต้นวันใหม่ด้วยเซบอเล่ะ (หรือบุหรี่พม่า) ควันโขมง พวกเขานุ่งโสร่งผืนบาง ทั้งชายและหญิงทาแป้งทานาคา บางคนพาดจอบไว้บนบ่า บางคนเทินของไว้บนศีรษะ บางคนกำลังหักข้าวโพดในไร่ ขณะที่ลูกหลานของพวกเขานั่งยองจับกลุ่มกันท่องหนังสือเป็นภาษาพม่าระหว่างรอรถโรงเรียนมารับอยู่ริมถนนลูกรัง วันนี้เป็นวันสอบพอดี 

“เด็กๆ เหล่านี้พักอาศัยกับพ่อแม่ในไร่ครับ” จอห์นนี่บอก เนื่องจากที่พักอาศัยของนักเรียนอยู่ไกลจากโรงเรียน เพื่อทำลายอุปสรรคขวางกั้น จอห์นนี่กับอู เทย์ จึงขับรถรับส่งให้ฟรีๆ แรงงานพลัดถิ่นในภาคการเกษตรเช่นนี้ในพื้นที่แม่สอด ได้รับค่าจ้างเพียงวันละ 120-150 บาท 

“ที่นี่ไม่มีค่าแรงขั้นต่ำครับ พวกเขาไม่มีตัวตนทางกฎหมาย” อู เทย์ ซึ่งเป็นครูใหญ่ของโรงเรียน บอก

จอห์นนี่และอู เทย์ อธิบายด้วยว่า เด็กชาวเมียนมาตัวเล็กๆ ที่กำลังก้าวขึ้นรถโรงเรียนคันนี้ อาจจะต้องออกจากโรงเรียนกลางคันเมื่อโตพอที่จะช่วยงานพ่อแม่ในไร่ นอกจากนี้ การรับจ้างของแรงงานพลัดถิ่นจะหมุนเวียนไปตามฤดูกาลของพืชชนิดต่างๆ ทำให้เด็กๆ ต้องตามพ่อแม่ย้ายถิ่นฐานไปด้วย ซึ่งทำให้เด็กบางคนหลุดออกจากระบบการศึกษาโดยปริยาย

“พอไม่มีงานก็ไม่มีเงิน พวกเขาต้องการความช่วยเหลือจากโรงเรียน” อู เทย์ บอก ในครอบครัวหนึ่งๆ จะมีลูกประมาณ 3-5 คน ทำให้ศูนย์การเรียนแห่งนี้แบกรับภาระเกินตัว

ในอดีต ศูนย์การเรียนรู้พลัดถิ่นอย่างเช่นโรงเรียนมินตู้หวุ่นแห่งนี้ สามารถเทียบโอนผลการเรียนของผู้เรียนได้เมื่อพวกเขากลับไปศึกษาต่อที่ประเทศเมียนมา แต่หลังการรัฐประหาร 2564 ความวุ่นวายในบ้านเมืองพม่าก็ทำให้การเทียบโอนหลักสูตรต้องหยุดชะงักลง ศูนย์การเรียนรู้หลายแห่งจึงต้องปรับตัว เช่นเดียวกับโรงเรียนมินตู้หวุ่น 

“ตอนนี้เด็กเรียนภาษาไทยมากขึ้นครับ เพราะเขาไม่มีบ้านให้กลับ ที่นี่คือบ้านของพวกเขา” จอห์นนี่บอก 

จากถนนคอนกรีตสายเล็กของหมู่บ้าน ค่อยๆ เลือนหายเปลี่ยนเป็นทางลูกรัง สองข้างทางเป็นไร่อ้อย นาข้าว แปลงหอม ไร่มันสำปะหลัง ทิวเขาสลับซับซ้อนอยู่รายรอบพื้นที่ที่เป็นแอ่งกระทะ สภาพโล่งเตียนของภูเขาบ่งบอกว่าฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวโพดเสร็จสิ้นไปแล้ว 

“มิงกะลาบา” เด็กหญิงชิด ออง ยกมือไหว้พลางก้าวขึ้นมาบนรถกระบะที่ติดตั้งเก้าอี้ยาวสามแถวและหลังคากันแดด แก้มของเธอแต้มทานาคา

“ตื่นเต้นมั้ย” จอห์นนี่ถามนักเรียนของเขา เพราะเด็กๆ กำลังจะสอบในเช้าวันนี้ เด็กหญิงบอกว่า “หนูกลัวทำข้อสอบไม่ได้” 

“ระหว่างสอบกับฉีดวัคซีน อันไหนน่ากลัวกว่ากัน” จอห์นนี่หยอก เด็กหลายคนยังคงเข็ดขยาดกับเข็มฉีดยามาตั้งแต่ช่วงที่โควิด-19 ระบาด

“ผมยอมฉีดวัคซีนดีกว่าครับ” นักเรียนเด็กชายคนหนึ่งชิงตอบก่อน 

“ถ้างั้นคราวหน้า ให้หมอฉีดยาเขาแทนหนูนะ หนูยอมสอบดีกว่า” เด็กหญิงชิด ออง บอกกับจอห์นนี่

คำปฏิญาณเลือด

ทุกวันนี้โรงเรียนมินตู้หวุ่นมีนักเรียน 120 คน ครู 5 คน ในแต่ละวัน อู เทย์ จะขับรถออกจากโรงเรียนตั้งแต่เช้ามืดเพื่อไปรับบรรดานักเรียนที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ตามไร่นาที่ห่างไกลจากตัวโรงเรียน โดยแบ่งเป็น 2 รอบ รอบละประมาณ 30 กิโลเมตร และเมื่อโรงเรียนเลิกในตอนเย็น เขาก็ขับไปส่งเด็กๆ อีก 2 รอบด้วยกัน 

หลังร้องเพลงชาติไทย นักเรียนกว่า 120 คน เริ่มเปล่งเสียงร้องเพลงที่ชื่อ Thway Thitsar หรือ “คำปฏิญาณเลือด” เป็นภาษาพม่า เพลงนี้ได้รับความนิยมในการต่อสู้ช่วงการประท้วงครั้งใหญ่ของนักศึกษาพม่าปี 2531 และครูใหญ่ของเด็กๆ ก็เป็นหนึ่งในบรรดานักศึกษาจำนวนมากที่ต้องพลัดถิ่นจากเหตุการณ์คราวนั้นด้วย 

“เมื่อก่อนเราให้เด็กๆ ร้องเพลงชาติพม่าครับ” อู เทย์ ครูใหญ่ของโรงเรียนแห่งนี้บอก เนื้อหาของเพลงชาติเมียนมาบรรยายถึงความเท่าเทียมของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ แต่ “ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดในเมียนมาครับ เด็กที่มาจากฝั่งนู้นจะเจอปัญหาหลายเรื่อง เราต้องการยืนเคียงข้างความเป็นธรรม” 

ถึงแม้เด็กนักเรียนต่างชาติพันธ์ุ ต่างศาสนา ต่างอายุ จะอยู่รวมกันในโรงเรียนได้ แต่จอห์นนี่และอู เทย์ ก็สังเกตว่าเด็กหลายคนมักมีบาดแผลทางจิตใจติดตามมาจากเหตุการณ์สงครามในบ้านเกิด

“ถ้าเราปล่อยให้เด็กเป็นทรอม่า [บาดแผลทางจิตใจ] ไปแบบนี้ พวกเขาจะมีความคิดเชิงลบ ผมอยากให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย มอบอิสรภาพให้กับเขาในการสร้างสรรค์สิ่งที่อยู่ในความคิดออกมา” จอห์นนี่กล่าว

 

จากอดีตเด็กเร่ร่อน สู่ผู้ให้การศึกษา

จอห์นนี่กับอูเทย์ร่วมกันก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้ตั้งแต่เมื่อปี 2554 ด้วยความเชื่อว่ารั้วโรงเรียนจะปกป้องเด็กจากการแสวงหาประโยชน์จากขบวนการค้ามนุษย์และการใช้แรงงานเด็ก และความหวังว่าการศึกษาจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องสถานะทางทะเบียนราษฎรของเยาวชนพลัดถิ่น ทำให้พวกเขาเข้าถึงการศึกษาและระบบสุขภาพ

นอกจากนี้ จอห์นนี่ยังได้สร้างเครือข่ายร่วมกันระหว่างโรงเรียน ชุมชนและผู้ปกครอง ในรูปแบบ PTA (Parent Teacher Association) เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กนักเรียนจะไม่หลุดจากระบบการศึกษา และคอยเป็นหูเป็นตาไม่ให้เด็กถูกใช้ประโยชน์จากกระบวนการค้ามนุษย์ 

“เด็กบางคนถูกขาย ถูกล่อลวงเข้าไปอยู่ในขบวนการค้ามนุษย์ PTA ก็จะแจ้งเรา ประสานเรา เราก็ไปช่วยเหลือได้” จอห์นนี่อธิบาย 

“ถ้าเราไม่ให้การศึกษากับพ่อแม่ เขาจะมองไม่เห็นความสำคัญการศึกษาของลูก เด็กจะออกจากการศึกษากลางคันไปทำงานในภาคเกษตร ช่วงเสาร์อาทิตย์ ผู้ปกครองต้องมาอบรมเรื่องสิทธิของเด็ก สิทธิการศึกษา โรงเรียนนี้ไม่ใช่ของเรานะ แต่เป็นของทุกคน บางครั้งเราก็ต้องขู่ว่ากฎหมายบังคับให้ส่งลูกมาเรียนนะ เพราะเด็กทุกคนต้องเรียนหนังสือ และควรอยู่ในโรงเรียนในวัยที่เขาควรอยู่ พ่อแม่ก็เริ่มเข้าใจและสนับสนุน”

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้จอห์นนี่ตัดสินใจก่อตั้งโรงเรียนมินตู้หวุ่นขึ้น นั่นก็เป็นเพราะชีวิตของเขาเคยพลัดพรากจากบ้านเกิด และไม่เคยได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา เช่นเดียวกับเด็กผู้ลี้ภัยหลายคน 

จอห์นนี่ในวัย 38 เล่าว่า เขามีเชื้อสายกูรข่า (Gurkha) บรรพบุรุษมาจากเนปาล ปู่เป็นชาวกูรข่าที่ติดตามกองทัพสัมพันธมิตรเข้ามาตั้งรกรากที่พม่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งพม่าได้เป็นประเทศเอกราช แต่กระบวนการสร้างรัฐสมัยใหม่ของพม่า หรือ Burmanisation ที่ริเริ่มโดยคณะรัฐบาลทหารพม่าหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2505 กลับได้กีดกันชาวเนปาลจากการเป็นพลเมือง ส่งผลให้คนรุ่นพ่อแม่ของจอห์นนี่ต้องกลายเป็น “คนอื่น” ในประเทศของตัวเอง

จอห์นนี่เกิดที่รัฐคะฉิ่น ก่อนที่การกดขี่และปราบปรามชนกลุ่มน้อยจะผลักให้เขาข้ามพรมแดนเข้ามาเติบโตในพื้นที่แม่สอด จังหวัดตากในเวลาต่อมา จอห์นนี่กล่าวว่าถึงแม้รัฐทั้งสองต่างไม่ยอมรับสถานะตัวตนในการเป็นพลเมือง แต่สำหรับเขาแล้ว อำเภอแม่สอดคือ “บ้าน” อันอุดมไปด้วยอดีตหอมหวานและความทรงจำขมขื่น

“ตอนที่ยังเป็นเด็ก ผมอาศัยอยู่ในป่าตรงตะเข็บชายแดน ผมจะเรียนหนังสือใต้ดวงดาวกับครูพลัดถิ่น พอครบเทียนสองเล่ม เราจะเข้านอน” จอห์นนี่เล่าย้อนความทรงจำวัยเยาว์

ในช่วงวัยรุ่น เขาเร่ร่อนจากแม่สอดไปถึงกรุงเทพฯ จอห์นนี่ทำงานไม่เกี่ยง และค่อยๆ ไต่บันไดโอกาสในสังคมขึ้นมาด้วยความใฝ่รู้ของตัวเอง จากตอนแรกเป็นเด็กเสิร์ฟ ภายหลังได้เป็นผู้ดูแลร้านอาหาร และทำงานร้านเสื้อผ้า เรียนรู้ธุรกิจพร้อมกับเรียนรู้ภาษา เจอคนอังกฤษก็ฝึกพูดอังกฤษ เจอคนกะเหรี่ยงก็ฝึกพูดกะเหรี่ยง 

จอห์นนี่กลับมาเรียนหนังสืออย่างเป็นทางการที่แม่สอดเมื่ออายุได้ 22-23 ปี โดยเรียนกับกลุ่ม NGO แห่งหนึ่ง ความใกล้ชิดกับภาคประชาสังคมจึงทำให้เขาตระหนักถึงปัญหาของบุคคลข้ามชาติเหมือนที่เกิดกับตัวเขาและใครอีกหลายคน 

ในเวลาต่อมา เขาจึงสมัครเป็นอาสาช่วยเหลือแรงงานต่างชาติในประเด็นเรื่องสิทธิ และเป็นล่ามอาสาให้กับหน่วยงานรัฐในพื้นที่จังหวัดตากเวลามีแรงงานถูกกล่าวหาหรือโดนเอารัดเอาเปรียบ เพราะเขามีทักษะทั้งภาษาพม่าและภาษาไทย 

แต่เขาเชื่อมั่นว่าการศึกษาเปลี่ยนชีวิตคน จนกระทั่งปี 2554 จอห์นนี่ในวัยเพียง 25 ได้ร่วมกันก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้ที่ตำบลแม่จะเรา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก พร้อมกับอู เทย์ มิตรสหายร่วมอุดมการณ์ ภายใต้การสนับสนุนของสมาคมครูพลัดถิ่นพม่า (Burmese Migrant Teachers’ Association หรือ BMTA) และระดมทุนจากบุคคลต่างๆ ที่จอห์นนี่ได้ทำความรู้จักไว้ตลอดชีวิตการทำงานของเขา ซึ่งศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้พัฒนาขึ้นเป็นโรงเรียนมินตู้หวุ่นในภายหลัง 

“ผมสร้างกระท่อมง่ายๆ แล้วก็เอาเด็กที่เร่ร่อนไม่ได้เรียนหนังสือเข้ามาเรียนหนังสือ” อู เทย์ เล่าถึงช่วงแรกๆ ของโรงเรียน “ผมก็ดูแลศูนย์ที่นั่นเป็นหลัก กระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลง ต้องย้ายมาสร้างศูนย์เรียนรู้แห่งใหม่คือที่นี่ เราเป็นโรงเรียนรากหญ้า  ต้องดิ้นรนเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ เอง” 

ปัญญาคืออาวุธ

อู เทย์ เคยเข้าร่วมขบวนการนักศึกษาระหว่างการลุกฮือเพื่อประชาธิปไตยพม่าในปี 2531 หรือที่เรียกว่า “เหตุการณ์ 8888” แต่การประท้วงถูกปราบปรามอย่างหนัก ทหารพม่าเริ่มไล่จับนักเรียนและนักศึกษา ในที่สุด อู เทย์ ซึ่งเรียนชั้นมัธยมศึกษาขณะที่เขาเข้าร่วมการชุมนุม ต้องหลบหนีไปยังเขตปกครองของรัฐกะเหรี่ยง อันถือเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับบรรดาอดีตนักกิจกรรม 

เช่นเดียวกับอดีตนักเรียนนักศึกษาอีกหลายคนในขณะนั้น อู เทย์ เข้าร่วมกองกำลังติดอาวุธเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลพม่า ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับชนกลุ่มน้อยต่างๆ ขณะเดียวกัน เขายังมีหน้าที่คอยส่งเงินและสิ่งของต่างๆ ระหว่างคนในพม่ากับญาติพี่น้องในฝั่งไทยด้วย  

ในปี 2539 เขาถูกทหารพม่าจับตัวได้ที่เมืองอิรวะดี ศาลตัดสินลงโทษจำคุก 30 ปีในหลายคดีฐานเป็นปฏิปักษ์กับรัฐ แต่เขาติดคุกเพียง 77 วัน ก็ได้รับการปล่อยตัว เพราะพ่อแม่จ่ายเงินจ้างทนายเพื่อสู้คดีให้เขาได้รับอิสรภาพ 

“ตอนนั้นผมยังเด็ก พ่อแม่ก็หาทุกทางช่วยผมออกมา” อู เทย์ เล่าให้ทีมข่าวฟัง “ผมรู้แค่ว่าพ่อแม่จ่ายเงินไปเยอะมาก และเซ็นเอกสารว่าต่อไปจะไม่ยุ่งกับการเมืองอีก ผมได้รับการปล่อยตัวแต่ก็ไม่สามารถอยู่ที่บ้านได้อีกแล้ว พ่อแม่เดินทางมาส่งผมที่พะอัน แล้วเราก็แยกจากกัน”

เขาได้พบกับจอห์นนี่ครั้งแรกในปี 2549 ขณะทั้งคู่ทำงานช่วยเหลือชาวพม่าพลัดถิ่นในองค์กรอาสาสมัครแห่งหนึ่ง อู เทย์ละทิ้งหนทางการต่อสู้ด้วยอาวุธโดยสิ้นเชิง แล้วเขากับจอห์นนี่ก็ร่วมกันก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้ขึ้นมาในที่สุด ด้วยความมุ่งมั่นว่าการศึกษาจะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตของผู้คน

ในปัจจุบันทั้งสองแบ่งหน้าที่กัน อู เทย์ประจำอยู่ที่โรงเรียนในฐานะครูใหญ่ คอยดูแลภารกิจของโรงเรียนวันต่อวัน ขณะที่จอห์นนี่ก็วิ่งรอกใช้คอนเนคชั่นทุกอย่างที่หาได้ เพื่อระดมเงินมาหล่อเลี้ยงการเรียนการสอนที่มินตู้หวุ่น 

“ผมทำเรื่องการศึกษาตั้งแต่ 2554 ผมพยายามทุ่มเทเรื่องการศึกษาให้เด็กมีโอกาส มีสิทธิ เพราะเด็กทุกคนต้องมีโอกาสทางการศึกษา” จอห์นนี่กล่าว และเสริมว่า

“ไม่ใช่เพียงแต่เด็กไทยเท่านั้นที่ควรเข้าถึงการศึกษา แต่ต้องรวมถึงเด็กที่ไม่มีสัญชาติที่อยู่ในสังคมร่วมกับเราด้วย สังคมจะไม่สงบสุข ถ้าเราไม่ให้โอกาสเด็กเรียน มันเท่ากับเรากำลังทำร้ายบ้านของตัวเอง ถ้าเรามองอีกด้าน เด็กอยู่ในโรงเรียน ทุกคนต้องเคารพกติของโรงเรียนและได้เรียนรู้ไปเรื่อยๆ มันจะทำให้เขาเติบโตมาเป็นคนที่มีคุณภาพ” 

การศึกษาต้องห้าม

แนวคิดเรื่องศูนย์การศึกษาสำหรับเด็กเมียนมาพลัดถิ่นในแม่สอดไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2540 โดยภาคประชาชนได้เล็งเห็นปัญหาการเข้าไม่ถึงระบบการศึกษาของลูกหลานผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติ ทำให้เกิดระบบการศึกษาแบบ “คู่ขนาน” สำหรับบุคคลข้ามชาติในอำเภอแม่สอด จากการระดมทุนและเงินบริจาคขององค์กรทางการเมือง องค์กรทางชาติพันธุ์ ศาสนาและชุมชน เพื่อเปิดโรงเรียนหรือสนับสนุนโรงเรียนสำหรับเด็กพลัดถิ่น 

ข้อมูลระบุว่าในปี 2546 มีเด็กจำนวน 2,228 ได้เข้าเรียนในโรงเรียนสำหรับแรงงานข้ามชาติในโรงเรียน 27 แห่งทั่วแม่สอด โรงเรียนเหล่านี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาปกติของไทย เพราะหลักสูตรจะยึดตามระบบการศึกษาของพม่า อีกทั้งยังดำเนินการอย่างเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่เอิกเกริก เพราะเจ้าหน้าที่ของไทยยังไม่อยากยอมรับการมีตัวตนของเครือข่ายการศึกษาคู่ขนานเหล่านี้

หลังการรณรงค์ของภาคประชาชน ประเทศไทยได้มีนโยบายการศึกษาที่ก้าวหน้าในที่สุด จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2548 ที่รองรับให้คนที่ไม่มีสัญชาติเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ ตามมาด้วยการอนุมัติกฏกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการศึกษาสำหรับแรงงานเด็กข้ามชาติและเด็กไร้สัญชาติ 

กฎระเบียบฉบับนี้ระบุว่า คนทุกคนไม่ว่าจะมีหรือไม่มีสัญชาติสามารถเข้าเรียนโดยไม่ต้องมีเอกสาร และไม่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ทางการศึกษา หมายความว่าสามารถเรียนที่ไหนก็ได้ ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา 

นอกจากนี้ยังมีการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนเป็นค่าใช้จ่ายรายหัวให้โรงเรียนที่รับเด็กข้ามชาติเข้าเรียน โดยกระทรวงจัดเตรียมทรัพยากรทางการเงินเพื่อจ่ายชดเชยให้แก่โรงเรียนในส่วนของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการใช้นโยบายนี้ ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อกระบวนการแก้ไขสถานะทางทะเบียนให้เด็กไม่มีสัญชาติได้มีสถานะบุคคล

แต่กระนั้น ลูกของแรงงานข้ามชาติหรือผู้ลี้ภัยในแม่สอดมักจะไม่เข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐด้วยสาเหตุหลายประการ ประการสำคัญที่สุดคือการปิดกั้นการเข้าเรียนของเด็กนักเรียนข้ามชาติ เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐมักมองว่าจะทำให้มีค่าใช้จ่ายมากขึ้นจนทางโรงเรียนไม่สามารถแบกภาระได้ แม้ว่าจะมีนโยบายผูกพันก็ตาม 

นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุการณ์ศูนย์การเรียนรู้สำหรับชาวเมียนมาถูกเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินคดีหรือจับกุมเป็นครั้งคราวด้วย เช่นกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจในอำเภอพบพระสั่งปิดโรงเรียนสำหรับแรงงานข้ามชาติพม่า 5 แห่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ซึ่งมีนักเรียนข้ามชาติรวมกว่า 480 คน โดยให้เห็นว่าการดำเนินการของโรงเรียนไม่ได้รับอนุญาตจากศึกษาธิการอำเภอ และระบุว่าหากปล่อยให้โรงเรียนเปิดสอนต่อไป จะทำให้เกิด “ความไม่สงบ” ขึ้นในอำเภอ

แม้ว่าศูนย์การเรียนฯ เหล่านี้ ยังไม่มีกฎหมายรองรับ แต่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ตาก เขต 2 ก็ได้ออกสำรวจศูนย์การเรียนฯ และจดทะเบียนอย่างไม่เป็นทางการไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา ภารกิจการให้การศึกษาจึงดำเนินไปเงียบๆ ควบคู่กับการปราบปรามเป็นระยะๆจากทางการ ตามแต่บรรยากาศทางการเมือ

“ตอนที่คสช.ทำรัฐประหารปี 2557 โรงเรียนของเราก็มีปัญหานิดนึงครับ” จอห์นนี่กล่าว “ทางการไทยมีการจัดการแรงงานเถื่อนที่ไม่มีบัตร ก็ลามมาถึงโรงเรียน เพราะผู้ปกครองเด็กๆ ล้วนไม่มีสถานะทางกฎหมาย เราจะบอกเด็กๆ เสมอว่า เรามีสิทธิที่จะอยู่ที่นี่ ไม่ต้องกลัว แต่สิ่งที่เกิดในวันนั้นมันทำให้สิ่งที่เราพร่ำสอนเด็กล้มเหลวไม่เป็นท่า พ่อแม่พวกเขาโดนจับครับ แต่เราก็สู้จนกลับมายืนได้อีกครั้ง”

กฎหมายรองรับ แต่ขัดกับกฎหมาย

นักสิทธิมนุษยชนและผู้ที่ทำงานช่วยเหลือชาวเมียนมาพลัดถิ่นให้สัมภาษณ์กับ HaRDstories ว่ารัฐไทยยังคงปิดประตูและหน้าต่างทางการศึกษาต่อลูกหลานแรงงานต่างด้าวและผู้ลี้ภัย ด้วยทัศนคติที่ไม่เป็นมิตรต่อบุคคลเหล่านี้ แม้แต่ในพื้นที่แม่สอด ซึ่งเป็นชุมชนที่คุ้นเคยกับผู้ลี้ภัยจากเมียนมามากที่สุดแห่งหนึ่ง

ยกตัวอย่างเช่น ก่อนปีการศึกษา 2566 จะเริ่มขึ้น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ได้ออกมาตรการเกี่ยวกับการรับนักเรียนที่ไม่มีสัญชาติไทยออกมาฉบับหนึ่ง สั่งห้ามมิให้โรงเรียนภายใต้สังกัดรับบุคคลดังต่อไปนี้เข้าเป็นนักเรียน กล่าวคือ 1.ผู้หนีภัยจากการสู้รบที่พักอาศัยและมีชื่ออยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว หรือศูนย์อพยพ 2.คนต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ถูกกฎหมาย 3.บุคคลที่มีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศเดินทางไปกลับบริเวณชายแดน

กลุ่มนักเคลื่อนไหวมองว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการสร้างเงื่อนไขปิดกั้นโอกาสทางการศึกษาของเด็กพลัดถิ่นหนีภัยสงครามในเมืองชายแดน และสุ่มเสี่ยงที่จะขัดต่อระเบียบกระทรวงศึกษาฯ พ.ศ. 2548 ซึ่งเปิดโอกาสทางการศึกษาให้เด็กทุกคนในประเทศไทยรวมถึงบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย โดยไม่จำกัดระดับการศึกษาและพื้นที่การศึกษาด้วย 

คำสั่งเช่นนี้เป็น “ตัวแปรหนึ่งที่ทำให้โรงเรียนไม่กล้ารับนักเรียนที่หนีสงครามมาค่ะ เพราะจะขัดกับประกาศเขตพื้นที่การศึกษา” ศิราพร ผู้อำนวยการมูลนิธิ Help Without Frontiers กล่าว

แน่นอนว่าประกาศของ สพป.ตาก เขต 2 ฉบับนี้ ขัดแย้งกับกฎหมายด้านการศึกษา ซึ่งในปีการศึกษา 2567 ที่กำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า “มีประกาศฉบับใหม่ด้วยค่ะ เนื้อหาเหมือนเดิม แต่ลงวันที่อัพเดตใหม่” ศิราพรบอก 

ด้านปิลัทธ์ อุดมวงษ์ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตากเขต 2 เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ThaiPBS ว่ามีความจำเป็นต้องออกประกาศดังกล่าว เพื่อแก้ปัญหาบุคลากรครูไม่เพียงพอ 

“ครูขาด นักเรียนเพิ่ม อาคารสถานที่ก็ไม่เพียงพอครับ ถ้าเราไม่คัดกรอง ปล่อยให้เด็กเข้ามาในจำนวนมาก ก็จะเป็นปัญหาในการจัดการศึกษา แทนที่จะได้คุณภาพ แต่จะทำให้เด็กสูญเสียโอกาส” ปิลัทธ์กล่าว 

ในขณะที่ศิราพรยอมรับว่าปัญหาขาดแคลนครูนั้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่การศึกษาจังหวัดตาก โดยเธอทราบมาว่า สพป.ตากเขต 2 ขาดครูหลายร้อยอัตราเลยทีเดียว แต่กระนั้นศิราพรก็ยืนยันว่ารัฐต้องจัดสรรทรัพยากรมาสนับสนุนเรื่องนี้ให้ได้ 

“เด็กๆ ต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองและต้องเข้าถึงการศึกษาค่ะ” เธอกล่าว 

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังนำเด็กพลัดถิ่นและไม่มีสัญชาติไทยออกจากโรงเรียนกลางคันในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นกรณีโรงเรียนในสังกัดรัฐปฏิเสธเด็กจำนวน 23 คนเข้าเรียนชั้นอนุบาลที่อำเภออุ้งผางในเดือนมีนาคม 2566 และหน่วยงานราชการนำตัวนักเรียน 126 คนออกจากการศึกษากลางคันและส่งกลับประเทศต้นทางจากกรณีที่เกิดในจังหวัดอ่างทองเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 

รวมถึงเหตุการณ์เจ้าหน้าที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลพบุรี นำตัวเด็กไร้สัญชาติ 19 คนซึ่งกำลังบวชเรียนอยู่ที่วัดสว่างอารมณ์ กลับไปที่เชียงรายเพื่อเตรียมผลักดันกลับประเทศต้นทางเมื่อเดือนมีนาคม 2567 

และเมื่อไม่นานมานี้ ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จังหวัดอ่างทองยังถูกกล่าวหาดำเนินคดีฐานนำพาและให้ที่พักพิงคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย หลังผู้อำนวยการคนดังกล่าวจัดหาการศึกษาให้ผู้พลัดถิ่นที่ด้อยโอกาส ตามหลักกฎหมายไทยว่าด้วยการศึกษาที่เปิดโอกาสให้ทุกคนโดยไม่ยกเว้น แต่กลับไปขัดกับกฎหมายคนเข้าเมือง

“ไม่ควรมีครูคนไหนถูกดำเนินคดีเพราะจัดการศึกษาให้กับเด็กค่ะ” ศิราพร บอก

ประตูการศึกษาที่ปิดตาย

ศิราพรและนักเคลื่อนไหวด้านการศึกษาอื่นๆ กล่าวว่าบรรยากาศปัจจุบันทำให้ไม่มีโรงเรียนไหนกล้ารับนักเรียนไร้สัญชาติเข้าเรียน แม้กฎหมายไทยเปิดโอกาสให้คนทุกคนเข้าถึงการศึกษาโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีสัญชาติไทยก็ตาม

สุรพงษ์ กองจันทึก หนึ่งในกรรมการจัดการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ด้อยโอกาสและพื้นที่ชายแดน กระทรวงศึกษาธิการให้สัมภาษณ์ว่า เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไม่มีความเข้าใจแนวนโยบายและข้อกฎหมายด้านการศึกษา ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการคุ้มครองและดูแลเด็ก 

“ครูหรือบุคลากรทางการศึกษาถือเป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.การศึกษาฯ ถ้าคุณไม่ให้การศึกษากับเด็ก คุณก็กำลังละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ถือว่ามีความผิดครับ” สุรพงษ์กล่าว

ขณะเดียวกัน ศิราพรมองว่าการกีดกันไม่ให้เด็กเข้าถึงการศึกษาในกรณีดังกล่าวสร้างบาดแผลในจิตใจของพวกเขา ความโหดร้ายของสงครามเป็นความทรงจำที่เลวร้ายพออยู่แล้ว เมื่อข้ามมาพึ่งพิงประเทศอันสุขสงบอีกฝั่ง ประตูโรงเรียนกลับปิดตาย ไม่ต้อนรับให้เข้ามา 

“เราไม่ได้มองว่าเขาเป็นเด็กพม่าหรือเด็กไทย แต่เด็กก็คือเด็ก สมควรได้รับการปกป้องคุ้มครอง” ศิราพรกล่าว

นอกจากนี้ ปัญหาบุคคลากรครูไทยขาดแคลนในพื้นที่ชายแดน ยังสวนทางกับจำนวนครูจากพม่าจำนวนมาก ที่หลบหนีการสู้รบเข้ามายังประเทศไทย 

หนึ่งในนั้นคือ ดอว์ เอ เอ อดีตครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่นครย่างกุ้ง ซึ่งปัจจุบันเธอรับหน้าที่สอนนักเรียนที่ศูนย์การเรียนเด็กพลัดถิ่นแห่งหนึ่งในแม่สอด ดอว์ เอ เอ เป็นหนึ่งในข้าราชการครูเมียนมาจำนวนมากที่ร่วมขบวนการอารยขัดขืนเพื่อประท้วงการยึดอำนาจของคณะรัฐบาลทหาร และเช่นเดียวกับเพื่อนร่วมวิชาชีพ การเลือกหนทางการต่อสู้อย่างสันติกลับส่งผลให้เธอต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น

“ที่นั่นฉันไม่สามารถอยู่ได้อีกต่อไป เพราะฉันต่อต้านเผด็จการทหาร” ดอว์ เอ เอ กล่าวกับทีมข่าว “ฉันตัดสินใจหนีเข้ามาฝั่งไทยเมื่อปีที่แล้ว ไม่มีใครให้ฉันเช่าห้องพักเมื่อรู้ว่าฉันเป็นครูในย่างกุ้ง”

แต่ไม่ใช่ครูทุกคนจะสามารถประกอบวิชาชีพของตนแบบดอว์ เอ เอ เพื่อนร่วมวิชาชีพของเธอที่หนีภัยเข้ามาอาศัยในเมืองแม่สอดบางคนไม่มีงานทำ ครูบางคนต้องทำงานเยี่ยงกุลีในโรงงาน ทุ่งข้าวโพด หรือแบกอิฐตามไซต์งานก่อสร้าง บางคนถึงกับต้องข้ามกลับไปฝั่งพม่าเพื่อหางานเลี้ยงชีพ และเนื่องจากหลายคนขาดเอกสาร พวกเขาจึงมักถูกเจ้าหน้าที่ในไทยคุกคามและต้องจ่ายส่วยหรือสินบนเพื่อแก้ปัญหา 

ที่แม่สอด ดอว์ เอ เอสอนวิชาวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนพลัดถิ่น การสอนหนังสือเชื่อมโยงเธอเข้ากับการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย เพราะเธอเชื่อว่าไม่ได้มีเพียงแนวทางการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างเดียว ยังมีพื้นที่ให้หนทางสันติวิธีเหลืออยู่

“เราสามารถสู้โดยไม่ใช้อาวุธ การที่ฉันมาอยู่ตรงนี้ก็สามารถต่อสู้เพื่อเด็กๆ ได้ วิทยาศาสตร์คืออาวุธของฉัน ทำให้เด็กๆ เหล่านี้มีความรู้และมีโอกาสในชีวิตค่ะ” ครูผู้สวมชุดโสร่งพม่า กล่าวอย่างภูมิใจ

 

แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ?

“คุณได้ยินไหม?” จอห์นนี่กล่าวถามผู้สื่อข่าว ขณะยืนคุมสอบที่โรงเรียนมินตู้หวุ่น 

ระเบิดชุดใหญ่จากฝั่งเมียวดีดังลอยข้ามแม่น้ำเมยมาถึงโรงเรียนมินตู้หวุ่นอย่างต่อเนื่อง เป็นเสียงทึบหนักเหมือนเสียงเบสที่ถูกเล่นผ่านเครื่องขยายเสียงคุณภาพต่ำจนรบกวนโสตประสาท แต่ไม่มีเด็กนักเรียนคนไหนหยุดชะงักหรือให้ความใส่ใจ ราวกับว่าเสียงระเบิดเป็นสิ่งคุ้นชินในชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว

“ถ้าไฟกำลังไหม้บ้านของเพื่อน แล้วเราไม่ช่วยดับ” จอห์นนี่กล่าวลอยๆ ขึ้นมา “สักวันหนึ่งไฟก็จะลามมาไหม้บ้านของเรา”

มีคนเปรียบเปรยว่าแม่สอดเป็นเหมือนแกงโฮะหม้อใหญ่ เพราะเมืองชายแดนแห่งนี้หลอมรวมผู้คนหลากเชื้อชาติหลายภาษาเข้าไว้ด้วยกันมาหลายศตวรรษ อาหารพื้นเมืองหม้อนี้คลุกเคล้าไปด้วยเครื่องเทศนานา เช่นเดียวกับผู้คนที่เดินทางข้ามเส้นพรมแดนรัฐชาติไปมาตั้งแต่ยุคโบราณ ไม่ว่าจะเป็นกะเหรี่ยง ไทใหญ่ จีน พม่า มุสลิม กรูข่า มอญ ชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ในพม่า รวมถึงอาสาสมัครต่างชาติจากโลกตะวันตก

หลายคนเห็นตรงกันว่าประเทศพม่ากำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความเปลี่ยนแปลงในพม่าย่อมส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงในเมืองอย่างแม่สอด  

ภาคธุรกิจบริการของเมืองแห่งนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยคนจากฝั่งพม่า ไม่เกินเลยหากจะบอกว่าเเม่สอดคือ “Little Myanmar” 

“แม่สอดเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาค่ะ” ศิราพรกล่าว เธอพำนักที่แม่สอดมาเป็นเวลา 18 ปี เป็นเวลานานพอที่จะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเมือง “ตอนนี้คนพม่ากระจายอยู่ในทุกหน่วยบริการ พวกเขาสื่อสารกับคนไทยได้ พวกเขาขยับขึ้นมาเป็นผู้บริหารจัดการกิจการร่วมกับชาวไทย แต่แน่นอนว่าตอนนี้เรากำลังพึ่งพิงแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านในทุกภาคบริการ” 

นักสิทธิมนุษยชนทุกคนที่ให้สัมภาษณ์บทความนี้มองตรงกันว่าการจัดหาการศึกษาให้แก่เยาวชนเมียนมาที่หลบหนีภัยสงครามมายังประเทศไทย เป็นเรื่องสำคัญอย่างแน่นอน แต่นักเคลื่อนไหวอย่างศิราพรมองว่าการแก้ไขปัญหาไปได้ไกลกว่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่แก้ไขที่ปลายเหตุด้วยการหยิบยื่นการศึกษาไปตามสภาพเท่านั้น

กล่าวคือ การทำให้เด็กพลัดถิ่นมีสถานะทางทะเบียนจะเป็นการแก้ปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติตั้งแต่ต้นทาง เพราะหากทำให้เยาวชนเหล่านี้มีสถานะทางทะเบียนราษฎร พวกเขาจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีตัวตนทางกฎหมาย 

“เราก็ไม่ต้องตามแก้ปัญหาบุคคลไร้รัฐอีก เราต้องก้าวข้ามอคติทางเชื้อชาติทางประวัติศาสตร์ไปได้แล้วค่ะ” ศิราพรกล่าว

ขณะที่เส้นกราฟการเกิดของประชากรในประเทศไทยระหว่างปี 2536-2564 มีลักษณะดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปี 2564 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 544,570 คน ถือเป็นสถิติต่ำสุดในประวัติศาสตร์⁣ และโรงเรียนหลายแห่งมีเด็กน้อยลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเขตชุมชนที่ห่างไกล ดังนั้น ศิราพรจึงมองว่ารัฐไทยควรเปิดโอกาสให้เยาวชนพลัดถิ่นจากเมียนมา เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยอย่างเต็มตัว หรือกระบวนการที่เรียกว่า “integration”

“ถ้าเด็กๆ มีแนวโน้มจะอยู่ที่นี่ยาว เราต้องออกแบบรูปแบบการเรียนให้สอดคล้องกับชีวิตของพวกเขา” ศิราพร บอก

ศิราพรอธิบายว่าความไม่สงบต่อเนื่องในเมียนมาทำให้ผู้ลี้ภัยและครอบครัวไม่ทราบอนาคตว่าจะสามารถกลับไปยังบ้านเกิดได้เมื่อใด ดังนั้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา มูลนิธิของตนจึงปรับเปลี่ยนโปรแกรมการเรียนของเด็กข้ามชาติที่ดูแลอยู่ทั้งหมด 11 แห่งในแม่สอด โดยเน้นไปที่ทักษะเพื่อการสื่อสารภาษาไทย โดยเฉพาะหลักสูตร กศน. หลักสูตรอบรมอาชีพระยะสั้นและระยะยาว รวมไปถึงทักษะชีวิต อันจะช่วยให้เด็กนักเรียนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยได้ง่ายขึ้น 

ด้านจอห์นนี่ก็ระบุว่า เขาเห็นความพร้อมของนักเรียนเมียนมาที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นประชาชนคุณภาพในประเทศไทยตลอดหลายปีที่เขาคลุกคลีกับโรงเรียนมินตู้หวุ่น

“ถึงวันนี้เด็กๆ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีครับ เด็กเล็กอ่านออกเขียนได้อ่านได้ เด็กโตบางคนเข้ามหาวิทยาลัยแล้วครับ เริ่มไปในทิศทางที่ดี ยิ่งพอเด็กไปถึงจุดนั้นได้ มันเป็นเหมือนการสร้างภาพตัวอย่างให้เด็กที่อยู่ข้างหลังมองเห็นหนทางในชีวิตพวกเขา” จอห์นนี่ บอก

เช่นเดียวกัน สุรพงษ์ก็มองว่าการจัดการศึกษาและสถานะทางกฎหมายให้เด็กพลัดถิ่นอย่างเหมาะสม จะทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นหลักการเรื่องสิทธิมนุษยชน แรงงาน เศรษฐกิจ 

“หากเราจัดการเรื่องสถานะบุคคลให้เป็นระบบ เราจะได้เรื่องความมั่นคงของรัฐด้วยครับ” ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนกล่าว

วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์ นักเขียนอิสระผู้รายงานปรากฏการณ์ทางสังคมผ่านเรื่องราวส่วนบุคคล เขาสนใจเรื่องราวของคนทุกชนชั้น โดยเฉพาะผลกระทบที่ส่งทอดมาจากประวัติศาสตร์และความขัดแย้งทางสังคม ผลงานทั้งนวนิยายและสารคดีได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือ นิตยสาร และเว็บไซต์ข่าวต่างๆ

จิตรภณ ไข่คำ ช่างภาพสารคดีอิสระ เกิดและเติบโตที่จังหวัดเชียงใหม่ โปรเจคภาพถ่ายของเขามุ่งเน้นการสะท้อนปัญหาจากบ้านเกิดในภาคเหนือของไทย รวมไปถึงกลุ่มประเทศใกล้เคียงในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

More Features