สำหรับผู้อพยพชาวพม่าในแม่สอด ความตายไม่ได้ตามมาด้วยความเศร้าโศกเท่านั้น แต่ยังมีเอกสารที่พวกเขากรอกไม่ได้ งานศพที่ไม่มีเงินจัด หรือแม้กระทั่งศพที่ต้องเผาทิ้งก่อนครอบครัวจะทันได้บอกลา พวกเขาจึงจัดตั้งเครือข่ายพิธีศพกันขึ้นมาเอง
แม่สอด – ข้อความนั้นสั้นกระชับ เพียงแค่ประโยคเดียวในกลุ่มเมสเซนเจอร์ รายงานว่าคนงานข้ามชาติคนหนึ่งในละแวกนั้นชีวิตแล้ว ภายในเวลาไม่กี่นาที อาสาสมัครเจ็ดคนก็มอบหมายหน้าที่กันเองเรียบร้อยแล้ว
คนหนึ่งรับหน้าที่ล้างและจัดเตรียมศพที่บ้านตามธรรมเนียมชาวพม่า อีกคนหนึ่งจะติดต่อกับทางวัดเพื่อจัดหาโลงศพ คนที่สามจะขอความช่วยเหลือจากบรรดาองค์กรชุมชนชาวไทยที่ทางสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านแม่กุน้อยผูกมิตรด้วยมาหลายปีแล้ว ส่วนคนอื่นๆ จะจัดการเรื่องเอกสารและช่วยดูให้แน่ใจว่าทางครอบครัวผู้เสียชีวิตมีทุกอย่างที่จำเป็นแล้ว
แม่สอดเป็นหนึ่งในศูนย์รวมทางการค้าและทางผ่านที่สำคัญบนแนวชายแดนไทย-เมียนมามานาน ผู้อพยพชาวพม่าหลายแสนคนอาศัยและทำงานอยู่ที่นี่ โดยมีแรงจูงใจคืออัตราค่าแรงที่หาไม่ได้ในประเทศของพวกเขาเอง
การใช้ชีวิตห่างไกลจากบ้านเกิด โดยที่ส่วนมากก็ปราศจากเงินเก็บและเอกสารยืนยันตัวตนเช่นนี้ สิ่งที่พวกเขาต้องหาทางจัดการ ไม่ใช่แค่เรื่องของความเศร้าโศกเท่านั้น
เป็นเวลาหลายต่อหลายปีแล้วที่คนงานข้ามชาติในแม่สอดมีรายได้น้อยเกินกว่าที่จะจ่ายเงินค่างานศพ อีกทั้งขั้นตอนทางราชการที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตในต่างแดนก็ซับซ้อนเกินกว่าที่พวกเขาจะเข้าใจได้ เช่นนี้เอง เจ้าหน้าที่ของทางฝั่งไทยจึงเข้ามาแทรกแซง ยึดศพเหล่านี้และทำการเผาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยส่วนมากมักจะปราศจากพิธีการใดๆ และไม่ได้มีครอบครัวผู้เสียชีวิตอยู่ด้วยเลย
“บางครั้งคนในครอบครัวก็ไม่มีโอกาสได้บอกลาคนที่ตายเป็นครั้งสุดท้ายเลยด้วยซ้ำ” อู โญ กล่าว โญทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานโครงการประจำกองสวัสดิการสังคมแม่สอด องค์กรหลักของบรรดาสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สำหรับผู้อพยพทั่วแม่สอด
กองสวัสดิการสังคมแม่สอด (Mae Sot Welfare Group: MSWG) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2555 ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อให้การรับรองว่าสถานการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก
ก่อนหน้าที่จะมีกองสวัสดิการสังคมแม่สอด ในพื้นที่นี้เคยมีกลุ่มระดมทุนเพื่อสวัสดิการผู้อพยพกลุ่มอื่นๆ มาก่อนแล้ว แต่ก็อย่างที่ โก วิน ซอว อู ผู้ก่อตั้งและประธานกองสวัสดิการสังคมแม่สอดอธิบายไว้ กลุ่มเหล่านี้ปฏิบัติหน้าที่ได้แค่ภายในตัวหมู่บ้านเท่านั้น พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงเหล่าคนงานในไร่ที่พักอาศัยอยู่นอกตัวเมือง ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด อยู่ห่างจากชุมชนที่สุด และมักจะมีเงินเก็บน้อยที่สุดด้วย
โมเดลการทำงานของกองสวัสดิการสังคมแม่สอดนั้นเรียบง่ายและมีประสิทธิภาพ พวกเขาจัดระเบียบสมาชิกตามครัวเรือนแทนที่จะนับตามปัจเจกบุคคล ด้วยเหตุนี้ครอบครัวที่มีสมาชิกสองคนจึงจ่ายเงินระดมทุนเท่ากับครอบครัวที่มีสมาชิกเจ็ดคน นั่นก็คือยี่สิบบาทต่อเดือน เมื่อใดก็ตามที่มีคนเสียชีวิต สมาชิกแต่ละครัวเรือนก็จะสมทบทุนเพิ่มอีกครัวเรือนละสิบบาท
ทุกครอบครัวที่หัวหน้าครอบครัวเสียชีวิตจะได้เงิน 10,000 บาทจากเงินระดมทุนกองนั้น ส่วนครอบครัวที่สมาชิกคนอื่นๆ เสียชีวิตจะได้เงิน 5,000 บาท ในปัจจุบัน กองสวัสดิการสังคมแม่สอดมีครัวเรือนเป็นสมาชิกกว่า 800 ครัวเรือน นับเป็นราวๆ เกือบ 5,000 คนทั่วทั้งตัวเมืองแม่สอดและหมู่บ้านในบริเวณรอบๆ
แต่เงินดังกล่าวก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของสิ่งที่พวกเขาทำเท่านั้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ กองสวัสดิการสังคมแม่สอดได้เจรจาสร้างความร่วมมือกับบรรดาวัด องค์กรในชุมชน และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของทางฝั่งไทย ในปัจจุบันที่การจัดงานศพแบบเรียบง่ายก็อาจมีค่าใช้จ่ายสูงได้ถึง 8,000-9,000 บาท เทียบเท่ากับค่าจ้างของคนงานในไร่หลายเดือนเต็มๆ กองสวัสดิการสังคมแม่สอดช่วยลดค่าใช้จ่ายทั้งหมดลงมาได้เหลือราวๆ 2,500 บาท ทางสมาคมมียานพาหนะสำหรับการเดินทางแทบทุกรูปแบบ ส่วนโลงศพนั้นได้มาผ่านการร่วมมือกับองค์กรของทางฝั่งไทย
ในส่วนของเอกสารราชการ ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้อพยพที่ไร้เอกสารยืนยันตัวตนหรือทักษะภาษาไทยไม่สามารถเข้าถึงได้นั้น ในตอนนี้ก็มีคนที่รู้ช่องทางเข้ามาเดินเอกสารให้แล้ว
“นี่หมายความว่าเราจะไม่ต้องเห็นใครสักคนจัดงานศพไม่ได้เพราะเขาไม่มีเงินอีกแล้ว” อู โญ กล่าว
ในตอนนี้ กองสวัสดิการสังคมแม่สอดรับหน้าที่เป็นองค์กรหลักที่คอยดูแลสวัสดิการสงเคราะห์ทั่วทั้งอำเภอแม่สอด โดยที่มีสมาคมต่างๆ ในระดับหมู่บ้านคอยรับเรื่องทันทีที่มีผู้เสียชีวิต สมาคมหมู่บ้านเหล่านี้รู้จักคนในพื้นที่ของพวกเขาดีอยู่แล้ว รู้ว่าใครมีเอกสารหรือไม่มี ใครมีครอบครัวอยู่ในท้องที่ใกล้ๆ และใครอยู่ตัวคนเดียวบ้าง
มะ โซ รับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานให้กับทั้งกองสวัสดิการสังคมแม่สอดและสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านแม่กุน้อย สมาคมหมู่บ้านของเธอรับผิดชอบหน้าที่ในชั่วโมงแรกๆ (จัดเตรียมศพผู้ตาย ติดต่อวัด การเดินทางขนส่ง ฯลฯ) ส่วนกองสวัสดิการสังคมแม่สอดจะตามมาให้ความช่วยเหลือด้านการเงินและเอกสารในภายหลัง
“เพราะเรามีรถขนส่งของทางสมาคม แล้วก็ความร่วมมือกับกลุ่มต่างๆ ที่เราสานสัมพันธ์กันไว้” มะ โซ กล่าว “ค่าใช้จ่ายก็ลดลงไปเยอะเลย”
ณ สุสานขนาดเล็กที่กันพื้นที่ไว้ให้ผู้อพยพชาวพม่าในหมู่บ้านแม่กุน้อย ร่างร่างหนึ่งกำลังเผาไหม้ ควันลอยขึ้นไปจากใต้หลังคาต่ำๆ ขณะที่กองไฟจุดติด ส่วนบรรดาผู้ไว้อาลัยยืนถอยห่างออกไปจากความร้อนและเปลวเพลิง ผู้เป็นแม่ร่ำไห้ระหว่างที่โลงศพลูกชายของเธอลุกไหม้ ใกล้ๆ กันนั้นเอง อาสาสมัครในเสื้อสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์คอยทำหน้าที่คุมไฟอย่างเงียบเชียบ
อู จี ไนง์ ชายอายุ 55 ปีผู้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแม่กุน้อยมาหลายสิบปีแล้ว คือสัปเหร่อประจำสุสานแห่งนี้ เขาต้องใช้เวลากว่ายี่สิบปีก่อนที่สวัสดิการฌาปนกิจสงเคราะห์นี้จะเกิดขึ้นได้จริง
เมื่อปี 2548 เขาต้องเสียลูกสาวไป เธอเพิ่งจะอายุได้ห้าขวบเท่านั้นเอง เพื่อที่จะได้ทำพิธีฝังศพให้เธออย่างมีศักดิ์ศรีในแม่สอด เขาต้องใช้เงินเกือบ 20,000 บาท ซึ่งในเวลานั้นก็เทียบเท่ากับค่าจ้างคนงานในไร่เกือบทั้งปีและเขาก็ต้องเป็นหนี้
เขาไม่เคยลืมประสบการณ์นั้นเลย หลายต่อหลายปีหลังจากนั้น เขาพยายามผลักดันเรื่องนี้พร้อมกับคนอื่นๆ อีกหลายคน ทั้งชาวไทยและชาวพม่า บางคนก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่จนเห็นผลสำเร็จด้วยซ้ำ จนในที่สุดพวกเขาก็ได้รับอนุญาตให้สร้างลานเผาศพและเมรุทำพิธีเมื่อปี 2565 ผู้บริจาคเงินกว่ายี่สิบคนร่วมกันระดมทุน การก่อสร้างต้องใช้เงินราว 300,000 บาท และในที่สุดพวกเขาก็เปิดทำการได้เมื่อวันที่ 1 มกราคมปี 2566
ตลอดสามปีตั้งแต่นั้นมา อู จี ไนง์ ได้ช่วยทำพิธีศพที่นี่มามากกว่าสามสิบครั้งแล้ว
“สามปีที่ผ่านมานี้ เราจัดงานศพกันได้ง่ายขึ้นเยอะแล้ว” เขากล่าว “ผมรู้สึกขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ให้โอกาสนี้กับพวกเราเสมอ”
ตลอดเวลาสิบสี่ปีตั้งแต่ที่กองสวัสดิการสังคมแม่สอดก่อตั้งขึ้นมา องค์กรแห่งนี้ก็ได้ช่วยประสานงานจัดพิธีศพไปเกือบ 600 ครั้งแล้ว ทว่า ช่วงเวลาระหว่างปี 2568-2569 นี้ก็นำมาซึ่งความขัดแย้งครั้งใหม่ ซึ่งก่อตัวขึ้นระหว่างชุมชนชาวไทยกับชาวพม่าทั่วประเทศแห่งนี้ อันเป็นผลพวงมาจากความกังวลทางเศรษฐกิจ แรงกดดันทางการเมือง และเงามืดของความขัดแย้งจากอีกฟากหนึ่งของชายแดน ซึ่งในตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะสิ้นสุดลง
สำหรับ โก วิน ซอว อู คำตอบสำหรับความขัดแย้งครั้งนี้ก็ยังคงเป็นคำตอบเดิมไม่เคยเปลี่ยน
“งานศพ 600 งานนั้นเท่ากับว่าเราได้ช่วยแบ่งเบาภาระให้กับครอบครัวได้ 600 ครอบครัว” เขากล่าว “แต่นั่นก็เท่ากับว่าเราได้ช่วยแบ่งเบาภาระให้องค์กรและเจ้าหน้าที่ของทางฝั่งไทยไม่ต้องรับผิดชอบเพียงลำพังถึง 600 ครั้งด้วย สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเราสามารถอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขได้ ไม่ใช่แค่ทนรับความไม่เป็นธรรมอย่างเงียบเชียบ แทนที่เราจะโทษว่าคนไทยไม่ดีหรือคนพม่าไม่ดี เราก็แค่ทำความเข้าใจสิ่งที่เราเข้าใจกันได้ ให้อภัยกันในสิ่งที่เราให้อภัยกันได้”
ในส่วนของเขาเอง อู จี ไนง์ ไม่ได้รู้สึกท้อแท้หรือเศร้าแต่อย่างใด เขาทำงานนี้มายี่สิบปีแล้ว และเขาก็รู้แน่ชัดว่าเขายังคงทำต่อไปเพื่ออะไร
“หากเลือกได้ ผมก็อยากกลับไปตายที่หมู่บ้านของผมเอง [ในเมียนมา]” เขากล่าว “เหตุผลที่ผมอาสามาทำงานนี้ที่นี่ ก็เพื่อที่อย่างน้อยจะได้ช่วยให้คนที่ไม่สามารถกลับบ้านเกิดตัวเองได้ตายอย่างมีศักดิ์ศรีนั่นละ”
ข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการรายงานข่าวร่วมระหว่าง HaRDstories x Delta News Agency ด้วยการสนับสนุนจากกองทุนแคนาดาเพื่อการขับเคลื่อนในท้องถิ่น
Get our latest stories direct to your inbox.