ชาวบ้านเข็นรถแห่ที่ประดับตกแต่งเป็นรูปทรงช้าง เพื่อไปเข้าร่วมขบวนแห่ในพิธีไหว้ครูปะกำช้าง ที่จัดขึ้นที่หมู่บ้านหนองบัว จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 ภาพ : พีระพล บุณยเกียรติ/HaRDstories
ชาวกูยแห่งสี่ประเทศลุ่มน้ำโขงเฝ้ามอง ภาษา พิธีกรรมและวัฒนธรรมทยอยสาบสูญ เพราะเส้นพรมแดนที่แบ่งกั้น แต่วันนี้ พวกเขากำลังทำงานร่วมกันเพื่อรักษาไว้ ผ่านมหกรรมวันกูยโลก ห้องเรียนสอนภาษาและพิธีบวชช้าง
หลังเวลาเที่ยงคืน เข้าสู่วันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี ณ วัดบ้านโพนงาม เมืองอาดสะพอน แขวงสะหวันนะเขต ประเทศลาว ชาวบรู (ชื่อเรียกชาวกูยในประเทศลาว โดยบรูในภาษาแม่ของพวกเขามีความหมายว่าภูเขา) จะถือเป็นธรรมเนียมในการปีนขึ้นไปจุดกระบองคบเพลิงที่ห่อหุ้มด้วยใบตองกุง และน้ำมันต้นยางนาที่นำมาผสมเป็นเชื้อเพลิง
งาน ‘บุญกระบองใหญ่’ ปีนี้พิเศษกว่าทุกปีตรงที่มีชาวกูยมากกว่าพันคนมารวมตัวกัน พวกเขามาจากหลากหลายประเทศ ทั้งประเทศไทย ลาวและเวียดนาม แต่ก็ทักทายกันด้วยภาษาเดียวกัน แตกต่างกันเพียงสำเนียง
สำหรับชาวบรูในประเทศลาว พิธีบุญกระบองใหญ่คือหนึ่งในเทศกาลที่สำคัญที่สุดของพวกเขา โดยในพิธีเปิดเมื่อวันที่ 20 มกราคม คำมะนี อินทิลาด ประธานกองทุนช่วยเหลือกันเผ่าบรู และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ กล่าวปราศรัยต่อหน้าฝูงชนในพิธีเปิดว่า
“ก่อนที่เราจะตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิ ประชาชนของเราอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข” เขากล่าว “เราพูดภาษาเดียวกัน ซึ่งเป็นภาษาที่สืบทอดกันมานานกว่า 2,000 ปี”
ความขัดแย้งที่ยาวนานหลายทศวรรษภายในประเทศลาวทำให้งานบุญกระบองใหญ่ ถูกเลือนหายไปหลายปี แต่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ในปี 2549 จากความทรงจำของผู้อาวุโสที่ยังคงสืบทอดเทศกาลนี้มา และในปีนี้รัฐบาลลาวยังให้การรับรองงานบุญกระบองใหญ่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติอย่างเป็นทางการ
ชาวกูยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่กระจายอยู่ทั่วแผ่นดินใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างของประเทศไทย รวมทั้งในประเทศลาว กัมพูชา และเวียดนาม
ณ ปัจจุบัน ชาวกูยกำลังเผชิญกับความท้าทาย ทยอยสูญเสียเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนไป กฎหมาย ภูมิศาสตร์และความทันสมัยได้ทำให้พวกเขาห่างเหินจากกันและมีกำแพงกั้นจากเขตแดน โดยเฉพาะภาษากูยที่กำลังตกอยู่ในอันตราย เช่นเดียวกับวิถีชีวิตและเทศกาลตามประเพณี
อย่างไรก็ตาม เมื่อปีที่แล้ว ประเทศไทยออกพ.ร.บ.คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อส่งเสริมการรักษาวัฒนธรรม และด้วยการกลับมารวมกลุ่มกันของชาวกูยในปีนี้ พวกเขากำลังหาทางฟื้นคืนเอกลักษณ์ของตนอีกครั้ง
“วันนี้ชาวกูยเผชิญกับความยากลำบากในการใช้ชีวิต ที่ดินทำกินถูกยึดไปโดยบริษัทเอกชน และเมื่อเราสูญเสียที่ดินทำกิน เด็กก็ไปโรงเรียนไม่ได้ การเอาชีวิตรอดในฐานะชนเผ่าพื้นเมือง ไม่ง่ายเลย” คิม เพีย ชาวกูยวัย 24 ปีจากประเทศกัมพูชา กล่าวถึงความท้าทายที่ชุมชนกูยในประเทศตนกำลังเผชิญ
เขาเสริมว่า ชาวกูยในกัมพูชาเผชิญกับข้อท้าทายหลายเรื่อง ทั้งการถูกรุกรานที่ดินจากเอกชน การต้องพึ่งพิงระบบเงินตราและเศรษฐกิจกระแสหลักเมื่อพวกเขาไม่สามารถเข้าไปหาของในป่าได้อย่างในอดีต รวมทั้งข้อท้าทายเรื่องภาษาถิ่นที่กำลังสูญหาย
ยังพอมีความหวัง แต่อาจกำลังเปลี่ยนไป
ในระหว่างที่ดร.ศุรวิษฐ์ ศิริพาณิชย์ศกุนต์ ศึกษาหลักสูตรปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ช่วงปี 2548 นักวิชาการชาวกูยรู้สึกประหลาดใจที่ระหว่างเดินทางท่องกัมพูชา ลาวและเวียดนาม ทำวิจัยเกี่ยวกับการท่องเที่ยวชุมชน เขากลับพบคนพูดภาษาเดียวกับเขากระจายอยู่ทั้งสี่ประเทศ
“ตอนนั้นชาวกูยแต่ละพื้นที่เจอสถานการณ์คล้ายกันคือ การถูกกลืนทางวัฒนธรรมจากวัฒนธรรมกระแสหลัก ส่งผลให้ภาษาและวัฒนธรรมกูยกำลังสูญหาย”
เมื่อเห็นเช่นนั้น ศุรวิษฐ์จึงเริ่มทำงานขับเคลื่อนเพื่ออนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรมกูยตั้งแต่ปี 2547 โดยเริ่มจากการสร้างเครือข่ายชาวกูยใน 6 จังหวัดอีสานใต้ในประเทศไทย และจดทะเบียนเป็นสมาคมชาติพันธุ์กูยเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2567
ในขณะเดียวกัน ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เมื่อชาวกูยแต่ละประเทศได้มีโอกาสเดินทางพบปะ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน จนเกิดเป็น ‘งานมหกรรมวันกูยโลก’ ที่จัดขึ้นทุกปีในวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 โดยเวียนกันเป็นเจ้าภาพ เปิดโอกาสให้ชุมชนกูยแต่ละพื้นที่ได้นำเสนอวัฒนธรรมของตนเอง
ในปีนี้ เจ้าภาพในการจัดงานคือชาวบรูจากประเทศลาว ศุรวิษฐ์เล่าถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานในทุกปีว่า เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวกูย-บรูจากทั้ง 4 ประเทศมีโอกาสแลกเปลี่ยนศิลปะและวัฒนธรรมของตนเอง อีกทั้งเพื่อพัฒนางานอนุรักษ์วัฒนธรรมของชาวกูยร่วมกัน
“มันคือการสร้างการรับรู้ว่าชาวกูยไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว” ศุรวิษฐ์กล่าว “เรามีพี่น้องรากเหง้าเดียวกันอยู่ต่างพื้นที่และต่างประเทศอีกเป็นจำนวนมาก”
•
•
ครั้งหนึ่ง คิม เพีย ชาวกูยจากประเทศกัมพูชา เคยเข้าร่วมงานวันกูยโลกในประเทศไทย และรู้สึกถึงบางสิ่งที่ไม่คาดคิดเมื่อเขามาถึง “เราพูดภาษาเดียวกัน แม้จะไม่เหมือนกันทุกประการ วิถีชีวิตของชาวกูยทั้งสองประเทศไม่ได้แตกต่างกันมากนัก” เขากล่าว
ในช่วงยามเช้าของงานบุญกระบองใหญ่ บริเวณโดยรอบวัดบ้านโพนงามคึกคักด้วยร้านรวงตลอดสองข้างทาง ชาวบรูเริ่มทยอยเดินทางมาจากหมู่บ้านอื่นๆ รวมทั้งคณะที่เดินทางมาจากเวียงจันทร์ ผสมกับคณะชาวกูยจากประเทศไทยกว่าอีก 90 ชีวิต และตัวแทนชาวกูยจากเวียดนามที่มาสมทบ
พิธีแซนญะฮ์ผีปู่ตาเริ่มขึ้นช่วงบ่ายสองโมง ขบวนแห่เริ่มต้นที่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อเคารพบรรพบุรุษ ก่อนที่ขบวนแห่บุญกระบองใหญ่ที่ประกอบด้วยวงดนตรีบรูบรรเลง ขบวนหมอพราหม์ นางรำและชาวบ้านมากกว่าพันคนค่อยๆ ทยอยมาสมทบ ขบวนแห่มุ่งตรงสู่ลานพิธีจุดกระบองใหญ่ ณ วัดบ้านโพนงาม เพื่อรอพิธีไต่กระบองจุดไฟในช่วงหลังเวลาเที่ยงคืน
เตืยงคำ อินทะทิลาด ผู้จัดงานบุญกระบองใหญ่และปราชญ์ชาวบรูในประเทศลาววัย 63 ปี เล่าความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพิธีจุดไฟว่า
“เมื่อกระบองส่องแสง ยามเดือนมืด ข้าพเจ้าจะได้เห็น ใครป่วยไข้ได้ไปหาหมอ กระบองคือการศึกษาและการให้แสงสว่าง ผู้ใดไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน ถือว่าผู้นั้นไม่มีความรู้”
เขากล่าวกับ HaRDstories ว่า ประเพณีบุญกระบองใหญ่หายสาบสูญไปหลายสิบปีจากสภาวะสงครามในประเทศลาว จนกระทั่งได้กลับมาจัดอีกครั้งในปี 2549 โดยอาศัยคำบอกเล่าของผู้เฒ่าที่ยังจำประเพณีดังกล่าวได้
ต่อมาในปี 2551 ชาวบรูทั้ง 13 หมู่บ้าน ได้มีข้อสรุปร่วมกันว่าจะเลือกจัดงานบุญกระบองใหญ่ที่วัดบ้านโพนงามเป็นประจำทุกปี
อนุรักษ์ภาษากูย
นอกเหนือจากการรวมตัวจัด ‘งานมหกรรมวันกูยโลก’ ในทุกปีแล้ว ชาวกูยจากไทย กัมพูชา ลาวและเวียดนาม ต่างตระหนักถึงความเป็นจริงอีกข้อคือ การใช้ภาษากูยกำลังลดลง และคาดว่าจะหายไปภายในสองถึงสามชั่วอายุคน สืบเนื่องจากการส่งต่อภาษากูยในระดับครอบครัวลดน้อยลง รวมทั้งไม่มีโรงเรียนสอนภาษากูย จึงทำให้เด็กรุ่นใหม่ขาดโอกาสศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมกูยของตนเอง
“ภาษากูยคือสัญลักษณ์และวัฒนธรรม ใช้ในการสื่อสารของชาวกูยมาตั้งแต่โบราณ เราจึงควรอนุรักษ์ไว้เพื่อให้ลูกหลาน” พระอธิการสายแพร กตปุญโญ กล่าวกับ HaRDstories ว่าจุดเริ่มต้นการทำพจนานุกรม เกิดตอนที่ตัวเขาต้องเขียนหนังสือขึ้นมาหนึ่งเล่ม เพื่อใช้ในการจบการศึกษาระดับปริญญาเอก โดยหนังสือดังกล่าวเป็นพจนานุกรมวัฒธรรมที่มีสี่ภาษา (ไทย เขมร กูย ลาว) 4,000 คำศัพท์ กลายเป็นรากฐานในการจัดทำพจนานุกรมกูย-บรูนานาชาติ ซึ่งเป็นความร่วมมือของชาวกูยทั้งสี่ประเทศ โดยการนำปราชญ์ ผู้รู้ นักวิชาการแต่ละประเทศมาร่วมกันจัดทำ คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2570
“ต่อให้วันข้างหน้าไม่มีใครพูดภาษากูยแล้ว อย่างน้อยมีฐานข้อมูลเก็บไว้ เพื่อนำไปสร้างเป็นหลักสูตรในการเรียนการสอนในสถานศึกษาได้” พระอธิการสายแพรกล่าว
เช่นเดียวกันกับในจังหวัดพระวิหาร ประเทศกัมพูชา มีการจัดตั้งห้องเรียนภาษากูยขึ้น โดยจัดห้องเรียนทุกวันอาทิตย์เพื่อสอนภาษากูยให้กับคนรุ่นต่อไป
ทางดร.ศุรวิษฐ์ ที่ตอนนี้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมชาติพันธุ์กูย กล่าวถึงเรื่องการอนุรักษ์ภาษากูย เชื่อมโยงกับพ.ร.บ.คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2568 ว่า นอกจากการจัดทำพจนานุกรมแล้ว ยังมีการนำร่องนำหลักสูตรภาษากูยไปสอนในโรงเรียนตะเคียนกูยวิทยา ที่นักเรียนเป็นชาวกูยเกือบ 100%
อย่างไรก็ดีในแง่การพัฒนาหลักสูตร กระทรวงศึกษาธิการยังติดเงื่อนไขที่กฎหมายยังไม่สามารถรองรับวิชาเรียนดังกล่าวได้ แต่สถานการณ์อาจเปลี่ยนไป หลังจากที่มีพ.ร.บ.คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งในมาตรา 8 ระบุว่า กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิในการจัดการศึกษาด้วยภาษาของตนเองที่เหมาะสมกับวิถีทางวัฒนธรรม ร่วมกับการศึกษาของรัฐทุกรูปแบบและทุกระดับ
“รู้สึกดีใจที่มีพ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ อย่างน้อยตอนนี้ เราสามารถสอนในรายวิชาเสริมได้ แต่ถ้าในอนาคตสามารถบรรจุเป็นวิชาหลัก โรงเรียนอื่นที่ต้องการเรียนภาษากูย ก็สามารถนำไปจัดการเรียนการสอนได้” สุนิสา แก้วคำ ครูสอนวิชาภาษากูย จากโรงเรียนบ้านตะเคียนกูยวิทยา ต.สำโรงทาบ อ.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์ กล่าวระหว่างการลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมชมห้องเรียนพูดจาภาษาถิ่นไทยกูย ที่เปิดสอนนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยปีการศึกษานี้มีผู้เรียน 39 คน
สุนิสาเล่าว่า เธอจะแบ่งพยัญชนะ 40 ตัว แบ่งสอนชั่วโมงละ 8 ตัว จากนั้นจึงเริ่มสอนสระ และเริ่มให้มีการผสมคำ ซึ่งแม้แต่ตัวเธอเอง ที่เรียนรู้ภาษากูยจากภาษาพูด ยังรู้สึกว่าการสอนนั้นไม่ง่าย เพราะภาษาเขียนนั้น เพิ่งเริ่มทดลองใช้ในการเรียนการสอนในปี 2561 โดยมีทางดร.สนอง สุขแสวง เป็นคนประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นมาใช้ ซึ่งเขาให้เหตุผลของการประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นมาใหม่ เพราะว่าตัวอักษรในภาษาไทยไม่สามารถอ่านออกเสียงภาษากูยได้ในทุกคำ
“กลัวว่าภาษากูยจะหายไป” สุนิสากล่าว “เด็กเล็กๆ ทุกวันนี้ไม่สื่อสารภาษากูยแล้ว พวกเขาใช้ภาษาไทยกลางซะเป็นส่วนใหญ่”
ภูริณัฐ สิมรัมย์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากโรงเรียนบ้านตะเคียนกูยวิทยา เป็นหนึ่งในเยาวชนกูยที่กล่าวว่า ในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่เขาจะพูดภาษาไทยกลาง ผสมกับภาษาอีสานบ้างในบางโอกาส เขามองว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ได้มาเรียนภาษากูย และเห็นว่าภาษาของตนเองนั้นมีตัวเขียน
“ผมได้ยินภาษากูยมาตั้งแต่จำความได้ เป็นภาษาที่คนเฒ่าคนแก่แถวบ้านพูดกัน” ภูริณัฐกล่าว พร้อมบอกว่าตอนนี้เขากำลังเรียนวิชาภาษากูยผ่านมาได้หนึ่งเทอมแล้ว “เริ่มอ่านได้ เขียนได้บางประโยค ผมภูมิใจกับการเป็นชาวกูย การศึกษาวัฒนธรรมก็ดูจากสื่อโซเชียลและคนเฒ่าคนแก่ที่บ้านเล่าให้ฟัง”
‘คชศาสตร์’ในวันพึ่งพิงรายได้จากการท่องเที่ยว
“สมัยก่อนชาวกูยยังชีพด้วยการไปคล้องช้างป่า จับช้างป่ามาเลี้ยงเพื่อใช้งานเวลาเดินทาง และนำไปขายต่อ รวมทั้งเมื่อบ้านเมืองมีศึกสงคราม เราก็ส่งช้างไปให้เจ้าเมือง”
กฤตพล ศาลางาม อดีตผู้จัดการศูนย์คชศึกษา หมู่บ้านช้างสุรินทร์ กล่าวว่า วิถีชีวิตชาวกูยเลี้ยงช้างเปลี่ยนไปตามยุคสมัย การเข้าไปคล้องช้างในป่าไม่สามารถทำได้ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2503 ที่มีพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า จากนั้นชาวกูยจึงเปลี่ยนอาชีพไปทำนา และบางส่วนก็พาช้างออกเร่ร่อน และไปทำงานตามแหล่งท่องเที่ยว
“แต่ก่อนตรงนี้ยังไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว คนเลี้ยงช้างกับช้างจึงต้องร่อนเร่ไปอยู่ตามเมืองพัทยา เชียงใหม่และภูเก็ต”
ปัจจุบัน สถานการณ์กำลังเปลี่ยนไป ชุมชนชาวกูยในจ.สุรินทร์ กำลังปรับวิธีการทำงานและใช้ชีวิตกับช้างให้เข้ากับยุคสมัย
ช่วงสายของวันเสาร์ ณ ศูนย์คชศึกษา ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ช้างกลุ่มหนึ่งที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีกำลังแสดงเต้นรำและเล่นกีฬา ให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวได้รับชม โดยมีเจ้าของช้างคอยเร่ขายอ้อยให้กับนักท่องเที่ยว ขณะที่การแสดงกำลังดำเนินไป เจ้าของช้างแต่ละเชือกจะทำการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของตนเอง ให้กับผู้ติดตามได้บริจาคเงินเป็นค่าอาหาร อันเป็นการปรับตัวให้คนเลี้ยงช้างกับช้างอยู่รอดในสถานการณ์ปัจจุบัน
“ช้างคือวิถีชีวิตของชาวกูย เราทิ้งเขาไม่ได้ ช้างคือสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวของเรา”
อนัญญา หอมหวน เป็นเจ้าของช้างสองเชือกคือ พลายไรมอนด์อายุ 18 ปี และพลายบัวทองอายุ 40 ปี เจ้าของช่องยูทูป ‘น้องไรมอนด์ แม่บัวทอง’ หญิงชาวกูยเล่าว่าช้างแต่ละเชือกที่มีอายุครบ 2 ปี จะได้รับเงินเดือนสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชือกละ 12,000 บาท แต่ช้างตัวหนึ่งต้องการอาหารมากถึง 10% ของน้ำหนักตัวในแต่ละวัน ทำให้ค่าอาหารต่อวันตกอยู่ที่วันละ 300-400 บาท
ดังนั้น เจ้าของช้างแต่ละตัวจึงต้องพยายามหารายได้เสริม ถ้าเป็นกลุ่มช้างแสดงจะได้รายได้เพิ่มจากการแสดง หรือช้างแท็กซี่มีหน้าที่ให้บริการพานักท่องเที่ยวเยี่ยมชมธรรมชาติบนหลังช้าง รวมทั้งรายได้เมื่อมีงานพิธี หรืองานบุญต่างๆ ที่พาช้างไปเข้าร่วม รายได้ส่วนสุดท้ายที่เข้ามามีบทบาทสำคัญนับตั้งแต่ช่วงโควิดคือโซเชียลมีเดีย ภาพคนเลี้ยงช้างที่มีกล้องคอยถ่ายทำวิถีชีวิตของช้างตลอดเวลากลายเป็นเรื่องปกติในหมู่บ้านช้างแห่งนี้
นอกจากความกังวลด้านการอยู่รอดทางเศรษฐกิจแล้ว กฤตพลและผู้อาวุโสชาวกูยที่เป็น’มอช้าง’ หรือหมอช้าง ผู้เชี่ยวชาญในการควบคุมช้างของชาวกูย ต่างคาดหวังว่าพิธีปะชิ จะยังคงได้รับการสืบทอดต่อไป
‘พิธีปะชิ’ เปรียบเสมือนพิธีการบวชหมอช้าง ให้แก่คนเลี้ยงช้างที่มีชื่อเรียกว่า ‘มะ’ ผ่านพิธีปะชิเพื่อขึ้นเป็นมอช้าง ซึ่ง กฤตพลเล่าว่า ในสมัยก่อนนั้น คนที่จะเป็นมอช้างได้ต้องผ่านการไปจับช้างในป่า และจำนวนช้างที่จับได้หมายถึงตำแหน่งที่แตกต่างกันออกไป เช่น ถ้าหากคล้องช้างได้ 1-5 เชือกขึ้นไป ก็มีสิทธิได้เลื่อนขึ้นเป็น ‘หมอสะเดียง’ หากคล้องช้างป่าได้มากกว่าหกตัวขึ้นไปก็ได้เลื่อนเป็น ‘หมอสะดำ’ จนได้เลื่อนขึ้นเป็นครูบาเล็กและครูบาใหญ่ตามลำดับ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการคล้องช้าง
“กังวลว่าพิธีปะชิจะหายไปในอนาคต เหมือนอย่างกับที่เรากังวลว่าภาษากูยจะหายไปในอนาคตพร้อมๆ กัน” กฤตพลกล่าว ในขณะที่เขากำลังจัดเตรียมงานบุญใหญ่ไหว้ครูปู่ปะกำช้างประจำปี ณ วัดป่าอาเจียง หมู่บ้านช้างหนองบัว ซึ่งภายในงานมีพิธีสาธิตปะชิมอช้าง ในปีนี้มีการปะชิมอช้างใหม่ถึง 3 คน ในวันนั้น มอช้างมากกว่า 10 ชีวิตที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายสูงอายุมารวมตัวกันที่บริเวณสุสานช้าง หลังวัดป่าอาเจียง
ผู้ที่จะผ่านพิธีดังกล่าวจะต้องผ่านการ ‘ปะชะ’ เป็นการให้คำสาบานว่าเขานั้นจะครองตนอยู่ในศีลธรรมอันดี กับทางพ่อบุญมาอายุ 104 ปี ครูบาใหญ่คนสุดท้ายของชาวกูย จากนั้นจึงมีการจำลองพิธีการเตรียมตัวเข้าป่าเพื่อคล้องช้าง ผู้ที่จะเป็นมอช้างได้อย่างสมบูรณ์ คือคนที่ผ่านการคล้องช้างแล้วเท่านั้น แม้วันนี้ชาวกูยจะไม่สามารถหาช้างป่าได้อย่างในอดีต แต่พวกเขาก็ปรับเปลี่ยนวิธีการคล้องช้าง เพื่อเป็นการสืบสานพิธีกรรมดังกล่าวให้คงอยู่ต่อไป
“เราคาดหวังว่าการมี พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ จะช่วยคุ้มครองรักษาพิธีปะชิไม่ให้สูญหายไป” กฤตพลกล่าวทิ้งท้าย
อยู่รอดและปรับตัว
ครั้งหนึ่งในสมัยที่ยังเด็ก เตียงคำ ปราชญ์ชาวบรูเล่าว่า พ่อของเขาจะนำกระบองคบเพลิงเล่มเล็กๆ หลายเล่ม มาจุดในคืนของวันขึ้น 3 ค่ำเดือน 3
“ไม่ว่าลูกหลานจะอยู่ที่ไหน บ้านใดเมืองใด ก็ได้กลับมาเยี่ยมเยียนบ้าน กลับมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา จนกระทั่งเข้าสู่มื้อสามค่ำ เพื่อเข้าสู่พิธีการไต่กระบอง ขอเจ้าฟ้าเจ้าแถน เพื่อขอฟ้าขอฝน และแจ้งให้ท่านรู้ ถึงห้วงเวลาต้อนรับปีใหม่”
สำหรับชาวกูยจากทั่วทุกภูมิภาค วันขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 ถือเป็นวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ของพวกเขา หลังจากวันดังกล่าว พวกเขาจะได้เตรียมลงไถทำนา เตียงคำกล่าวว่าถ้าไม่ทำพิธีกรรมนี้ พวกเขาก็จะไปเริ่มต้นทำงานอย่างอื่นไม่ได้
“สุดแสนจะดีใจหลายที่ได้รักษาประเพณีบุญกระบองใหญ่” เตืยงคำกล่าว “ผู้ใดก็แล้วแต่ไม่ว่ารุ่นลูกรุ่นหลาน อย่าไปเป็นคนลืมชาติกำเนิดของตนเอง จะมั่งมียากจนอย่างไร เฮาก็ภูมิใจที่ได้เป็นคนบรู ต้องรักษาให้รู้ว่าตัวเองเป็นใคร”
บรรณาธิการโดย รีเบ็คกา แอล. รูท
งานข่าวชิ้นนี้ผลิตโดยได้รับการสนับสนุนจาก Pulitzer Center
ณฐาภพ สังเกตุ นักข่าวอิสระ ที่ติดตามเรื่องราวด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย เคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอินเดีย 1 ปี สนใจเรื่องราวของผู้คนชายขอบ
พีระพล บุณยเกียรติ เป็นช่างภาพข่าวอิสระที่ประจำอยู่ในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เขาทำงานเป็นช่างภาพอิสระให้กับ SOPA Images เอเจนซี่ภาพข่าวของประเทศฮ่องกง พีระพล สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับการเมือง ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างประชาชนกับรัฐบาลและ สนใจในการเดินขบวนประท้วงต่างๆของประชาชน
Get our latest stories direct to your inbox.