ความสัมพันธ์ไร้พรมแดนของชาวกูย สั่นคลอนจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

แม้มีการลงนามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชาในเดือนธันวาคม ปี 2568 แต่สำหรับชาวกูย ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่กระจายอยู่ในสี่ประเทศ ทุกสิ่งที่สูญเสียไปในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านั้น ไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาได้อย่างง่ายดาย

พีระพล บุณยเกียรติHaRDstories
ควาญช้างชาวกูยในประเทศไทย พาช้างลงอาบน้ำในสระของหมู่บ้าน ณ บ้านหนองบัว อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ตั้งแต่สถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เริ่มต้นขึ้น ทำให้รายได้ท่องเที่ยวลดลงและการดูแลช้างเป็นไปอย่างยากลำบาก ภาพ : พีระพล บุณยเกียรติHaRDstories

ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ชุมชนชาวกูยจากทั้ง 4 ประเทศ อันได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม จะมารวมตัวกันทุกวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติ เพื่อเฉลิมฉลอง “วันกูยโลก” โดยในปีนี้มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 1,000 คน แต่งานในปีนี้ที่จัดขึ้นช่วงกลางเดือนมกราคม ณ แขวงสะหวันนะเขต ประเทศลาว กลับกลายเป็นครั้งแรกที่ไม่มีชาวกูยจากกัมพูชามาร่วมงาน

การหายไปในครั้งนี้ไม่ใช่ปัญหาด้านการเดินทางหรือเงินทุน หากแต่มีสาเหตุมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่กลางปี 2568 ที่ผ่านมา แม้ทั้งสองฝ่ายจะลงนามหยุดยิงตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม ปี 2568 แล้วก็ตาม แต่ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์ และความพยายามฟื้นฟูวัฒนธรรมของชุมชนชาวกูยทั้งสองฝั่งชายแดนตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา กำลังเริ่มปรากฏให้เห็น

“งานกูยโลกปีนี้ไม่มีชาวกูยจากกัมพูชามาเข้าร่วม” ดร.ศุรวิษฐ์ ศิริพาณิชย์ศกุนต์ อุปนายกสมาคมชาติพันธุ์กูย หนึ่งในแม่งานจากฝั่งไทยที่ร่วมจัดงานวันกูยโลก แสดงความกังวลต่อบาดแผลจากความขัดแย้งครั้งนี้ ที่อาจกระทบความสัมพันธ์ต่อชาวกูยด้วยกันเองในระยะยาว

ดร.ศุรวิษฐ์ระบุว่า ตั้งแต่เกิดความขัดแย้งชาวกูยในไทยและกัมพูชาพูดคุยกันน้อยลง การสื่อสารเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ผู้คนทั้งสองฟากฝั่งต่างกลัวว่าการติดต่อข้ามพรมแดนอาจถูกตีความว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง

 

ผู้คนถูกแบ่งแยกด้วยพรมแดนที่พวกเขาไม่เคยเป็นผู้กำหนด

ชาวกูยอาศัยกระจายอยู่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานหลายศตวรรษ ตั้งแต่ก่อนที่พรมแดน ซึ่งแบ่งแยกประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนามในปัจจุบันจะถือกำเนิดขึ้น ในประเทศไทยมีประชากรชาวกูยราว 422,000 คน อาศัยอยู่ในจังหวัดชายแดนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี และยังมีชุมชนชาวกูยอื่นๆ กระจายอยู่ตามแนวชายแดนประเทศลาว กัมพูชาและเวียดนาม

การก่อรูปของรัฐชาติสมัยใหม่ได้แบ่งแยกพวกเขาออกจากกัน แต่ในทางวัฒนธรรม ตั้งแต่ภาษา วัฒนธรรมแบบมุขปาฐะและเทศกาลประจำปี ยังคงเชื่อมโยงพวกเขาเข้าไว้ด้วยกันโดยไร้พรมแดนใดมาขวางกั้น

“ชาวกูยทั้งสองประเทศมีภาษาและวัฒนธรรมร่วมกัน” ดร.ศุรวิษฐ์กล่าว “เรามีบรรพบุรุษและรากเหง้าเดียวกัน”

พวกเขาค่อยๆ ฟื้นฟูสายสัมพันธ์นี้ด้วยความระมัดระวังตลอดทศวรรษที่ผ่านมา โดยตัวแทนชาวกูยจากทั้งสี่ประเทศเริ่มพบปะกันอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ปี 2560 ทั้งร่วมกันพัฒนางานวิชาการและเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม เทศกาล “วันกูยโลก” ที่จัดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศไทยในปี 2562 กลายเป็นศูนย์กลางของความพยายามดังกล่าว ส่วนในปี 2563 งานจัดขึ้นที่จังหวัดพระวิหารของประเทศกัมพูชา 

สำหรับปีนี้ งานจัดขึ้นภายใต้ชื่อดั้งเดิมว่า “บุญกะบองใหญ่” ที่บ้านโพนงาม แขวงสะหวันนะเขต ประเทศลาว เดิมทีพวกเขาตั้งใจสานต่อความตั้งในเดิม แต่กลับกลายเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่ามีหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปและอาจกลับคืนมาได้ไม่ง่ายนัก

 

“รายได้หายไป แต่หนี้ยังคงอยู่”

รอยร้าวทางวัฒนธรรมนี้ซ้อนทับอยู่บนวิกฤตที่เร่งด่วนยิ่งกว่าในพื้นที่จังหวัดชายแดนอย่างสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี การปะทะกันสองระลอกในปี 2568 บีบให้ชุมชนชาวกูยที่ทำเกษตรกรรมต้องอพยพออกจากที่ดินของตน บ้างไม่กี่วัน บ้างยาวนานหลายสัปดาห์

แม้ส่วนใหญ่จะได้กลับบ้านแล้ว แต่สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญคือผืนดินบางแห่งไม่สามารถทำการเกษตรได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากในบางพื้นที่ยังคงมี ‘ระเบิดตกค้าง’ ฝังอยู่ใต้ดิน และหนี้สินที่ไม่เคยหยุดรอในช่วงที่พวกเขาอพยพจากไป 

“พี่น้องชาวกูยส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม ปลูกข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา เลี้ยงวัวควาย” ดร.ศุรวิษฐ์กล่าว “เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งเริ่มขึ้น ทุกอย่างหยุดชะงัก รายได้หายไป แต่หนี้ยังคงอยู่”

สำหรับชาวกูยที่เลี้ยงช้างในจังหวัดสุรินทร์ สภาวะซบเซาของการท่องเที่ยวชายแดนยิ่งเพิ่มภาระหนักขึ้นไปอีก ถึงแม้ไม่มีนักท่องเที่ยว แต่ค่าอาหารช้างยังคงต้องจ่ายสูงถึงวันละ 400 บาทต่อเชือก สถานการณ์ความขัดแย้งจึงทำให้บางครอบครัวต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อเลี้ยงดูช้างของตนให้รอ ดร.ศุรวิษฐ์ยังระบุว่า เจ้าหนี้บางรายถึงขั้นตามไปทวงหนี้ครอบครัวที่อพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิง

ศุภสรณ์ ชัยนนท์ อายุ 57 ปี ผู้ใหญ่บ้านชาวกูยจากอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ผู้อพยพออกจากพื้นที่ระหว่างวันที่ 7-20 ธันวาคมเล่าว่า เฉพาะในอำเภอสังขะเพียงแห่งเดียว มีลูกกระสุนปืนใหญ่มากกว่า 40 นัดตกลงมาในพื้นที่ แม้ส่วนมากไม่ระเบิดแต่ฝังอยู่ในพื้นทำการเกษตรของชาวบ้าน ขณะที่พื้นที่ใกล้เคียงอย่างในอำเภอกาบเชิงและอำเภอปราสาทนั้น พบความเสียหายรุนแรงกว่า รวมถึงการสูญเสียชีวิตของผู้นำชุมชนบางราย

“ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าค่อนข้างกังวล” ศุภสรณ์กล่าว “ในตัวจังหวัดสุรินทร์เอง หากว่ากันตามตรง มีระเบิดตกลงมาจำนวนมาก บางลูกระเบิด บางลูกฝังอยู่ใต้ดิน ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากไม่กล้าออกไปทำงาน”

ปัญหาวัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงานยิ่งซ้ำเติมการฟื้นตัว ดร.ศุรวิษฐ์เล่าว่า หลายครอบครัวกลับมาถึงบ้านแล้วพบลูกกระสุนปืนใหญ่ในสวนของตัวเอง ต้องรอหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) เข้ามาเคลียร์พื้นที่ ซึ่งใช้เวลานานและในระหว่างนั้นก็ไม่สามารถทำการเกษตรได้

“บางครอบครัวเจอระเบิด 2-3 ลูกในสวนของตัวเอง จึงหวาดระแวงและไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ” เขากล่าว “แต่ถ้าไม่กลับไปทำงานก็ไม่มีรายได้ จึงต้องยอมเสี่ยง”

พัดชา บุญคำ ชาวกูยจากอำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 30-40 กิโลเมตร เล่าถึงค่ำคืนที่เต็มไปด้วยเสียงปืนใหญ่อย่างต่อเนื่อง แม้หมู่บ้านของเธอไม่ได้ถูกโจมตีโดยตรง

“หลังคาบ้านสะเทือน เสียงดังตั้งแต่เช้า บางคืนยิงกันถี่มาก ไม่รู้เลยว่าลูกไหนจะมาตกที่บ้านเรา”

ธวัชชัย ชัยพิบูลย์ ชาวกูยอีกคนที่ต้องอพยพ เล่าถึงความยากลำบากของการรอให้สถานการณ์ผ่านพ้นไปเฉยๆ

“คนชายแดนก็ภาระและมีหนี้สินที่ต้องจัดการ” ธวัชชัยย้ำถึงผลกระทบ “สงครามนี้จะส่งผลยาวนานกับคนชายแดน ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าเราจะกลับมาตั้งตัวได้อีกครั้ง”

 

สิ่งที่การหยุดยิงไม่อาจแก้ไข

นอกเหนือจากความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้ว ดร.ศุรวิษฐ์ยังกังวลถึงผลกระทบที่สถานการณ์ความขัดแย้งมีต่อโครงการที่ใช้เวลาสั่งสมมาหลายปี 

นักวิชาการชาวกูยจากทั้งสี่ประเทศเคยร่วมมือกันจัดทำพจนานุกรมภาษากูยนานาชาติ ซึ่งเป็นเอกสารมีชีวิตที่มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์และสร้างมาตรฐานภาษาให้สอดคล้องกันข้ามพรมแดน โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในปีหน้า แต่ความขัดแย้งทำให้การสื่อสารระหว่างทีมสะดุดลง และทำให้กรอบเวลาของโครงการสุ่มเสี่ยงเสร็จไม่ทันตามกำหนดเดิม

พจนานุกรมเล่มนี้ไม่เพียงแต่จะเกิดประโยชน์ในเชิงวิชาการ แต่สำหรับผู้คนที่กระจายตัวอยู่ใน 4 ประเทศโดยไม่มีรัฐเป็นของตนเองแล้วนั้น ภาษาเปรียบเสมือนสายสัมพันธ์ที่ยึดโยงชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน

“พี่น้องเราไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนล้วนมีรากเหง้าเดียวกัน” ดร.ศุรวิษฐ์กล่าว “ก่อนหน้าที่จะมีปัญหาชายแดนนั้น เรามีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาโดยตลอด”

แม้ว่าครอบครัวส่วนใหญ่จะได้กลับบ้านแล้ว และงานพจนานุกรมอาจค่อยๆ กลับมาดำเนินต่อได้ แต่บางสิ่งกลับยากจะฟื้นคืน “เดิมทีวิถีชีวิตของชาวกูยตามแนวชายแดน เราไม่เคยมีความขัดแย้งต่อกัน” ดร.ศุรวิษฐ์กล่าว “แต่ความขัดแย้งระหว่างรัฐเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา”

 

บรรณาธิการโดย เอื้อบุญ จงสมชัย

ข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการรายงานข่าวร่วมระหว่างฮาร์ดสตอรี่ x สื่อชนเผ่าพื้นเมือง (IMN) สนับสนุนโดยกองทุนสนับสนุนกิจกรรมท้องถิ่นแคนาดา

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.