มากกว่ากากบาท คือการประกาศตัวตน : First Voter ชาติพันธุ์ ยืนยันเลือก 'นโยบาย'
เยาวชนชาติพันธุ์ชาวลีซู อาข่า อูรักลาโว้ย ไทโส้ ที่มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าพวกเขาจะเลือกผู้แทนโดยดูจากนโยบายที่หาเสียง ด้วยอยากเห็นประเทศพัฒนา ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม แก้ไขปัญหาสถานะบุคคล ลดการกลั่นแกล้งดูถูกเด็กชนเผ่า ฯลฯ หลายคนยอมรับว่ายังสับสนเรื่องการลงประชามติแก้รัฐธรรมนูญพ่วงด้วยในวันเลือกตั้ง สะท้อนให้เห็นช่องว่างของการสื่อสารที่ยังไปไม่ถึงกลุ่มคนชายขอบ
- โดย นพพล ไม้พลวง
- Published
- 4 min read
จากข้อมูลทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ใช้เป็นฐานจัดทำบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้งปี พ.ศ.2569 พบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก (First Voter) ในช่วงอายุ 18-22 ปี มีจำนวนกว่า 4 ล้านคน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 53 ล้านคน หรือราว 7.55% ของผู้มีสิทธิทั้งประเทศ หนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นคือ เยาวชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในแต่ละภูมิภาคทั่วประเทศ
การเดินเข้าคูหาเลือกตั้ง จึงเป็นหนึ่งในพิธีกรรมทางประชาธิปไตยให้พวกเขาได้ทำหน้าที่ตามสิทธิในฐานะพลเมือง
กมลวรรณ ผอมด้วง เยาวชนอูรักลาโว้ยผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งในพื้นที่เกาะจำ ตำบลศรีบอยา จังหวัดกระบี่ เล่าว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกในการเข้าคูหา แต่น่าเสียดายป้ายหาเสียง หรือการติดตามนโยบายของผู้สมัครและพรรคการเมืองต่างๆ มีช่องทางไม่มากนัก ต้องอาศัยการติดตามจากโซเชียลมีเดียและโลกออนไลน์ ทำให้สมาชิกในหมู่บ้านหลายคนอาจเข้าไม่ถึง
“ทุกวันนี้ยังจำเบอร์คนลงสมัครแบบแบ่งเขตกับเบอร์พรรคไม่ได้เลย ต้องไปอ่านให้แน่ใจอีกทีวันที่เลือก เพราะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกและไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาด”
สำหรับการตัดสินใจเลือกผู้แทนและพรรคการเมืองตามทัศนคติของกมลวรรณ คือ ต้องเป็นพรรคที่มีนโยบายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภาพลักษณ์หรือหน้าตาของผู้สมัคร ไม่ใช่เหตุผลหลักในการมอบคะแนนเสียงให้
เสียงจากเหล่าเยาวชนชาติพันธุ์ผู้เข้าคูหาครั้งแรก
ยูจีน หวัง เยาวชนอาข่า นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาการจัดการโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แสดงความกังวลใจหลังทราบว่าตนลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตไม่ทัน จึงจำเป็นต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายและเวลาเพื่อเดินทางกลับไปเลือกตั้งที่บ้านเกิด พร้อมกับหวั่นใจเรื่องระบบขนส่งสาธารณะที่อาจทำให้การกลับไปใช้สิทธิไม่เป็นไปตามกำหนด
“บ้านผมอยู่นอกเมืองต้องต่อรถ ไม่มีอะไรการันตีเลยว่าเราจะถึงคูหาก่อนเวลาไหม ตอนแรกวางแผนว่าจะกลับไปใช้สิทธิพร้อมเยี่ยมบ้าน แต่พอได้รู้จากเพื่อนว่า สามารถลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขตได้เลยพยายามลงวันสุดท้าย แต่ลงไม่ได้และลงไม่ทัน”
ยูจีนเล่าต่อว่า อยากให้เปิดลงทะเบียนหลายวันกว่านี้ พร้อมกับประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึงมากขึ้น โดยเฉพาะตามมหาวิทยาลัยที่มีเด็กต่างจังหวัดมาเรียน
อย่างไรก็ตาม เยาวชนอาข่ารายนี้แน่วแน่เรื่องการกลับไปใช้สิทธิครั้งแรก โดยแจ้งว่า เบื้องต้นจองตั๋วเดินทางไว้ล่วงหน้า และศึกษาเวลาเดินรถเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งระบุชัดเรื่องการศึกษาข้อมูลนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง จนมีตัวเลือกในใจ ซึ่งเกณฑ์การมอบคะแนนเสียงให้ เน้นแก้ปมปัญหาการถูกล้อเลียนที่ตนประสบมาในอดีต
“หากพรรคการเมืองไหนมีนโยบายที่เปิดโอกาสให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษา ไม่ว่าจะมีบัตรประชาชนหรือไม่ ควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจเรื่องชาติพันธุ์ความแตกต่างกันของคน ก็จะเป็นตัวเลือกแรก”
นอกเหนือจากการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นแล้ว ตัวแทนเยาวชนจากทั้งเหนือและใต้ 2 รายนี้ ยอมรับตรงกันว่า ไม่ทราบมาก่อนเรื่องการออกเสียงประชามติที่จะเกิดขึ้นพร้อมการเลือกตั้ง แต่เมื่อรู้ข้อเท็จจริง จะรีบศึกษารายละเอียดขั้นตอน วิธีการใช้สิทธิ แล้วบอกต่อสมาชิกในครอบครัวรวมถึงคนใกล้ชิด
เช่นเดียวกับ อะเลมิ แซ่เฉิน เยาวชนลีซูวัย 22 ปี ซึ่งปรากฏชื่อมีสิทธิเลือกตั้งที่บ้านรินหลวง ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ส่ายหัวให้กับการออกเสียงประชามติ และยืนยันว่าไม่เคยรู้มาก่อน แต่สำหรับการเลือกผู้แทนราษฎรและผู้บริหารรัฐบาลในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่เธอเฝ้ารอ
“หนูเพิ่งได้บัตรประชาชนเมื่อปี 2568 จึงทำให้เลือกตั้งครั้งก่อนไม่มีสิทธิเหมือนคนอื่น ที่หมู่บ้านยังมีคนที่เขายังไม่มีบัตรอีกมาก หากนับแค่เยาวชนที่สำรวจก็ 217 คน บางคนอยู่ระหว่างกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ บางคนได้ถ่ายบัตรแล้ว แต่คนที่ได้สิทธิไม่ทันกุมภาพันธ์นี้ก็มีไม่น้อย”
สำหรับอะเลมิ การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ เธออยากสนับสนุนพรรคที่มีนโยบายช่วยเหลือด้านการพิสูจน์สัญชาติ การพัฒนาชุมชน ตั้งแต่เรื่องน้ำใช้ ไฟถนน ด้วยหวังว่าหมู่บ้านจะเจริญขึ้นกว่านี้ได้ เพราะไม่ได้อยู่ห่างไกลบนเขาบนดอย แต่กลับกลายเป็นถูกลืม
อะเลมิย้อนความหลังในฐานะลูกหลานชาวลีซูบ้านรินหลวงว่า เธอเกิดจากมือหมอตำแย เพราะหมู่บ้านห่างไกลจากโรงพยาบาล ช่วงเวลานั้นถูกตัดขาดเรื่องความรู้ความเข้าใจในการแจ้งเกิด ทำให้คนรุ่นเดียวกับเธอส่วนใหญ่กลายเป็นคนไร้สัญชาติ ความพยายามขอสัญชาติของตนตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เจออุปสรรค ทั้งความล่าช้า การโยกย้ายตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ ไปจนถึงการถูกเรียกเก็บเงินโดยไม่กล้าปฏิเสธ หรือย้อนกลับไปไกลกว่านั้น ครอบครัวของเธอเคยตกเป็นเหยื่อแก๊งต้มตุ๋นหลอกเงินค่าดำเนินการทำใบเกิดและบัตรประชาชน จนสูญเสียเงินไปมากกว่า 3 แสนบาท
“หนูได้ใบเกิดตอนอยู่ม.5 กว่าจะผ่านกระบวนการตรวจ DNA และการสอบปากคำของเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาสองสามปี แล้วมาเดินเรื่องขอมีบัตรประชาชนด้วยตัวเองภายใต้การแนะนำของรุ่นพี่ จนเพิ่งได้ถ่ายบัตรประชาชนก็ตอนอายุ 22 ปี”
เมื่อมีโอกาสที่จะได้กำหนดอนาคตตัวเองผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้ เธอจึงอยากเห็นรัฐบาลที่เอาจริงเอาจังกับการเร่งรัดพิสูจน์สิทธิ และการปราบปรามพวกหลอกลวงประชาชนที่เรียกเก็บเงินกับกระบวนการด้านสัญชาติพวกนี้เสียที
นอกจากความคาดหวังเรื่องปราบปรามขบวนการทุจริตเรียกเก็บเงินดำเนินการด้านสัญชาติแล้ว เยาวชนสตรีลีซูยังยกตัวอย่างการทุจริตซื้อเสียงที่มักมาในรูปแบบแจกข้าวกล่องพร้อมซองคล้ายเป็นธรรมเนียม ซึ่งเจ้าตัวอยากให้ตรวจสอบอย่างจริงจัง ในขณะที่การหาเสียงรอบนี้เธอเพิ่งได้พบผู้สมัครสส. ลงพื้นที่เพียงพรรคเดียวเท่านั้น
แตกต่างกับพื้นที่ชาวไทโส้ บ้านโพธิไพศาล อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร ของ ‘ไวไว’ กิตติภูมิ บุตราช ซึ่งการหาเสียงเต็มไปด้วยความคึกคัก มีทั้งการติดป้ายผู้สมัคร การใช้รถเครื่องขยายเสียงแห่ไปตามย่านชุมชนบ้านพัก การปราศรัยที่วัด ตลาด นัดหมายไปฟังนโยบายหน้าอำเภอ และการประกาศเสียงตามสายชวนไปเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง
ด้านเกณฑ์ในการพิจารณาลงคะแนนให้ผู้สมัคร ไวไวเปิดเผยว่า อยากเลือกคนที่ใกล้ชิด เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม ขณะที่ภาพลักษณ์เป็นเรื่องรองลงมา ในขณะที่นโยบาย เธอให้ความสำคัญกับการศึกษา การรักษาพยาบาลและพิพิธภัณฑ์ในชุมชน
ในการเลือกตั้ง 2569 พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด มีเขตเลือกตั้งรวม 133 เขต จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 133 คน เธอหวังว่าจะมีสักคนช่วยลบภาพความห่างไกล ความน่าเวทนาและการเป็นประชากรที่ถูกเหยียดอยู่เสมอของพวกเธอได้บ้าง ส่วนการทำประชามติในรอบนี้ เยาวชนไทโส้เป็นอีกคนที่สะท้อนว่า ตนยังไม่เข้าใจและไม่เคยได้ยินมาก่อน
อุปสรรคทางการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์
รูปแบบปัญหาที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกเหล่านี้สะท้อนไม่ใช่เรื่องบังเอิญตามความเห็นของผศ.ดร.มุกดาวรรณ ศักดิ์บุญ จากภาควิชาสังคมศาสตร์และการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ศึกษาประเด็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์
รัฐธรรมนูญของไทยสร้างอุปสรรคต่อการมีตัวแทนทางการเมืองเอาไว้ตั้งแต่ต้น มาตรา 97 กำหนดไว้ชัดเจนว่า บุคคลที่จะมีสิทธิสมัครลงเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องมีสัญชาติไทยโดยกำเนิด มิใช่ได้มาจากการแปลงสัญชาติหรือกระบวนการทางกฎหมายอื่นๆ สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะได้สัญชาติไทย พวกเขามีสิทธิเลือกตั้งได้ แต่ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้
“โดยทั่วไปมักไม่รู้ว่าสัญชาติไทยของตนได้มาโดยการเกิด หรือได้มาโดยผลของกฎหมาย” มุกดาวรรณอธิบาย “เมื่อไปยื่นขอสัญชาติไทยและได้สัญชาติมาแล้ว จึงคิดว่าใช้สิทธิลงสมัครเป็น สส. ได้ แต่เมื่อไปสมัครและมีการตรวจสอบคุณสมบัติ ปรากฏว่าเจ้าหน้าบอกว่าไม่ใช่สัญชาติไทยโดยกำเนิด”
มุกดาวรรณยังชี้ให้เห็นถึงช่องว่างด้านข้อมูลข่าวสารที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาติพันธุ์กล่าวถึง แม้แต่เอกสารจากคณะกรรมการการเลือกตั้งเองก็เข้าถึงได้ยาก “อ่านคู่มือที่คณะกรรมการเลือกตั้งส่งมาอาจารย์ยังไม่เข้าใจเลย” เธอกล่าว “เพราะเขียนด้วยภาษาที่ยกมาจากรัฐธรรมนูญ ถ้ามีข้อจํากัดในเรื่องภาษาเพิ่มเข้าไปอีก ก็ยิ่งไม่เข้าใจกันไปใหญ่”
กรณีผู้มิสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกไม่ทราบมาก่อนว่าจะมีการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญวันเดียวกันกับวันเลือกตั้ง คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ มุกดาวรรณมองว่าเรื่องนี้สะท้อนถึงความล้มเหลวของการระบบการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ที่ไม่สามารถไปถึงประชาชนในพื้นที่ชายขอบได้
สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ที่หวังจะจัดตั้งพรรคการเมือง ต้องมีทั้งทุนทรัพย์ที่เป็นตัวเงิน และมีจำนวนคนมากพอที่จะเป็นสมาชิกพรรคเพื่อส่งลงสมัครรับเลือกตั้งได้ อีกทั้งต้องมีคนพร้อมสนับสนุนพรรคการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ การตั้งพรรคการเมืองจึงไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้โดยง่าย
“ข้อจำกัดเรื่องสถานะบุคคลคืออุปสรรคต่อทุกอย่าง ทั้งการเข้าถึงการเป็นตัวแทนในระบอบประชาธิปไตยไปจนถึงเรื่องอื่นๆ” มุกดาวรรณกล่าว
บรรณาธิการโดย เอื้อบุญ จงสมชัย
ข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการรายงานข่าวร่วมระหว่างฮาร์ดสตอรี่ x สื่อชนเผ่าพื้นเมือง (IMN) สนับสนุนโดยกองทุนสนับสนุนกิจกรรมท้องถิ่นแคนาดา
