บทเรียนจากการต่อสู้เพื่อสิทธิของครอบครัวหนึ่งในกัมพูชา
เง็ก ขุน รอดชีวิตมาจากระบอบเขมรแดงแล้วเริ่มต้นสร้างชีวิตใหม่จากศูนย์ หญิงชราเชื่อว่าชีวิตจะมั่นคงแล้ว เมื่อนั้นเอง รัฐบาลก็พรากบ้านริมทะเลสาบของเธอไป เธอยังคงหยัดยืนสู้เคียงข้างลูกสาวที่เพิ่งพ้นโทษจำคุก
เง็ก ขุน อายุ 86 ปี เดินริมถนนที่เคยเป็นทะเลสาบบึงแขก ตั้งแต่ที่บ้านริมทะเลสาบของเธอโดนยึดไป หญิงชราก็ต่อสู้ประท้วงมาเกือบสองทศวรรษ ภาพ : ชุลลาย เมฆ/HaRDstories
- โดย เมง เกรยพุนล็อก
- ภาพโดย ชุลลาย เมฆ
- Published
- 9 min read
รถตุ๊กตุ๊กแทบจะขนโปสเตอร์พวกนี้ไม่พอ เง็ก ขุน ม้วนโปสเตอร์แต่ละใบอย่างรอบคอบ โปสเตอร์ใบหนึ่งโชว์ใบหน้าลูกสาวคนเล็กของเธอ อีกใบหนึ่งเรียกร้องความยุติธรรม ส่วนใบที่สามคือภาพถ่ายตัวเธอเองเมื่อสิบปีก่อน ขณะเลือดไหลออกมาจากแผลบาดลึกบนศีรษะ
ในวัย 86 ปี เธอประท้วงจนเป็นกิจวัตรแล้ว ทุกๆ สัปดาห์ หรือบางทีก็สัปดาห์ละครั้ง เธอจะขนโปสเตอร์พวกนี้ออกเดินทางเจ็ดกิโลเมตรข้ามกรุงพนมเปญไปยืนประท้วงอยู่นอกศาลเทศบาล
ในเช้าเดือนพฤษภาคมวันนี้ หลานของเธอสามคนติดรถตุ๊กตุ๊กมากับลูกสาวคนโตของเธอด้วย ลูกชายเป็นคนคุมแฮนด์รถ พระอาทิตย์ขึ้นเต็มที่แล้ว เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงหน้าศาล ประตูรั้วของอาคารสะท้อนแสงแดดร้อนระอุ ขุนก็พร้อมสำหรับการประท้วงแล้ว
“สันติภาพอยู่ที่ไหน” เธอตะโกน สองมือชูป้ายขึ้นสูง “ทำไมถึงมีแค่เหยื่อที่ต้องติดคุก”
ความโกรธของเธอมีที่มาจากคนที่นั่งอยู่ในห้องขังห้องหนึ่ง ห่างออกไปไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงบนรถยนต์ เอง ซกคา ลูกสาวคนเล็กของเธอ อยู่ระหว่างต้องโทษจำคุกสิบสองเดือน ความผิดฐานทำลายทรัพย์สินสาธารณะ ข้อกล่าวหาที่ครอบครัวเธอยืนกรานว่าเป็นเท็จ ศาลตัดสินว่า อาชญากรรมของซกคาคือการทำหน้าต่างบานหนึ่งแตกในเหตุชุลมุนกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ระหว่างที่เธอกำลังไลฟ์ถ่ายทอดสดการประท้วงที่หน้าศาลแห่งนี้นี่เอง
แต่ความโกรธของขุนไม่ได้มีต้นตอมาจากแค่การตัดสินโทษที่ไม่เป็นธรรมครั้งนี้เท่านั้น ความโกรธนั้นสั่งสมมาตั้งแต่เกือบสองทศวรรษที่แล้ว ตั้งแต่ตอนที่เธอได้รู้ว่าละแวกอาศัยริมทะเลสาบที่บ้านเธอตั้งอยู่ บ้านที่เธอดิ้นรนตามหามาทั้งชีวิต กำลังจะสูญหายไป
ชีวิตที่ต้องเอาตัวรอด
ขุนเกิดเมื่อปี 2483 ในตำบลตรัม ก็อก จังหวัดตาแก้ว เธอแต่งงานกับเอง เซียง ตอนอายุ 17 ปี และเนื่องจากพื้นที่ชนบทในตาแก้วแทบไม่มีโอกาสในการทำมาหากิน ทั้งสองจึงย้ายไปยังกรุงพนมเปญและประกอบอาชีพขาย ‘นม บัน จ๊ก’ อาหารเช้าพื้นบ้านของชาวเขมร ทำจากเส้นขนมจีนโปะด้วยน้ำแกงปลากับสมุนไพร
พวกเขาอาศัยอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้กับลูกๆ เมื่อกองกำลังเขมรแดงเข้ายึดอำนาจในเดือนเมษายนปี 2518 บีบให้พวกเขาต้องอพยพหนีกลับไปยังจังหวัดตาแก้ว
เป็นเวลาเกือบสี่ปีที่ครอบครัวของขุนต้องทำงานในนาตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นถึงกลางดึก พวกเขาแทบไม่ได้กินอะไรเลย “แกงมีแต่ใบไม้ ไม่มีเนื้อสัตว์หรือปลาเลย มีแค่เกลือหยิบมือเดียวจากสหกรณ์เท่านั้น” เธอเล่าอดีตให้ฟัง
ขุนมีลูกสิบสองคน เธอต้องเสียลูกชายสี่คนและลูกสาวอีกหนึ่งคนไปในยุคเขมรแดงและช่วงเวลาโกลาหลที่ตามมาหลังจากนั้น เสียลูกๆ ให้กับความรุนแรง ความอดอยาก และโรคภัยไข้เจ็บในประเทศระบบสาธารณสุขพังลงไปหมดแล้ว
เมื่อระบอบเขมรแดงล่มสลายในปี 2522 ครอบครัวเธอก็กลับมายังกรุงพนมเปญพร้อมกับลูกๆ ที่ยังเหลือรอดอยู่ ลูกสาวหกคนกับลูกชายอีกหนึ่งคน พวกเขาย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านร้างใกล้กับสนามกีฬาโอลิมปิกและเริ่มต้นชีวิตใหม่ตั้งแต่ศูนย์
ขุนกลับมาขาย ‘นม บัน จ๊ก’ อีกครั้ง ทุกๆ เช้า เธอต้องหาบเร่ยี่สิบกิโลกรัมเดินไปตามถนนในเมือง ขายอาหารเช้าให้กับผู้คนที่ยังคงมีแผลเป็นจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
“ลำบากมากเลยละ” เธอเล่าย้อนไป “ฉันต้องเดินขายขนมจีนไปเรื่อยๆ ไม่หยุด และฉันก็เก็บเส้นที่ขายไม่หมดไว้ให้ลูกๆ กิน”
จนเมื่อถึงปี 2548 เธอก็ไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายอาศัยกลางเมืองหลวงแบบนั้นได้อีกแล้ว จึงได้ซื้อบ้านไม้หลังหนึ่งริมทะเลสาบบึงแขกในราคา 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ (130,000 บาท) พร้อมได้รับกรรมสิทธิ์ที่ดินลงนามโดยเจ้าหน้าที่ประจำหมู่บ้านและคอมมูน ถึงตอนนั้นเธอก็อายุ 65 ปีแล้ว รอดชีวิตจากระบอบเขมรแดง เลี้ยงลูกเจ็ดคนตลอดช่วงสงครามกลางเมืองและผ่านพ้นความยากไร้มาได้ เธอก็คิดว่าชีวิตน่าจะมั่นคงเสียที
สองปีถัดมา รัฐบาลก็เอาทะเลสาบนั้นไปมอบสัมปทานให้นักลงทุน
ทะเลสาบที่หายไป
บึงแขกคือทะเลสาบขนาด 135 ไร่ใจกลางกรุงพนมเปญ บ้านไม้สร้างบนเสาค้ำเรียงรายกันอยู่ตามริมฝั่งทะเลสาบแห่งนี้ หลายครอบครัวหาปลาบนเรือลำเล็ก และปลูกผักกระเฉดบริเวณน้ำตื้น นักท่องเที่ยวมักจะมาที่นี่เพื่อหาห้องพักราคาถูกและร้านอาหารริมทะเลสาบ
ในปี 2550 รัฐบาลกัมพูชาได้มอบสัมปทานพื้นที่ 200 ไร่ (กินพื้นที่ทั้งทะเลสาบและที่ดินรอบๆ) เป็นระยะเวลา 99 ปีให้กับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เอกชน ชูคาคุ จำกัด บริษัทดังกล่าวเป็นของ เลา เมง ขึน สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคประชาชนกัมพูชา (Cambodian People’s Party: CPP) และภรรยาของเขา จง สกเพียบ มหาเศรษฐีรายใหญ่ผู้เลื่องชื่อ พวกเขาวางแผนที่จะถมดินในทะเลสาบแห่งนี้และสร้างย่านการค้าแห่งใหม่ขึ้นมา
ทีแรกนั้น บ้านของขุนไม่ได้อยู่ในกลุ่มครอบครัวที่ถูกสั่งย้ายออกไปทันที เนื่องจากตั้งอยู่บนชายฝั่งด้านตะวันออก แต่เธอก็เลือกที่จะร่วมประท้วงด้วย “ต่อให้พวกเจ้าหน้าที่จะบอกว่าครอบครัวฉันคงไม่ถูกไล่ที่ ฉันก็รู้ดีว่าสักวันครอบครัวฉันต้องเป็นเหยื่อรายต่อไปแน่นอน” เธอกล่าว “เพราะงั้นฉันก็ต้องร่วมประท้วงด้วย”
ในช่วงที่การประท้วงดุเดือดที่สุด ครอบครัวกว่า 4,000 ครัวเรือนออกมาบนท้องถนน พวกเขาเดินขบวนกันไปที่ศาลากลางจังหวัด ไปที่กระทรวงต่างๆ ไปยังที่พำนักกลางกรุงพนมเปญของนายกรัฐมนตรี ฮุน เซน เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐกัมพูชาเมินเฉยต่อพวกเขา นักกิจกรรมบางกลุ่มก็เดินทางไปยังกรุงวอชิงตันและเมืองหลวงอีกหลายแห่งเพื่อให้ทั่วโลกหันมาสนใจเรื่องนี้
การประท้วงได้ผลอยู่พักหนึ่ง นักข่าวรอบโลกพากันรายงานข่าวความขัดแย้งรอบทะเลสาบบึงแขก เมื่อถึงปี 2554 ธนาคารโลกก็ยุติการอนุมัติเงินกู้ใหม่ให้กับกัมพูชาทั้งหมดเป็นการชั่วคราว ด้วยเหตุผลเรื่องการทำลายสิ่งแวดล้อมและการไล่ที่ชาวบ้านขนานใหญ่
แต่ทะเลสาบก็ยังเลือนหายไปเรื่อยๆ หายไปพร้อมกับที่รถบรรทุกแต่ละคันเคลื่อนเข้ามา ท้ายรถอัดแน่นไปด้วยทราย
ขุนกระโจนเข้าไปร่วมต่อสู้อย่างเต็มตัว ระหว่างปี 2550 ถึงปี 2555 เธออาสาออกประท้วงแทบจะตลอดเวลา นั่นหมายความว่าเธอไม่มีเวลาทำงาน สามีและลูกๆ เจ็ดคนของเธอต่างก็ต้องประสบกับความยากลำบากทางการเงิน ขุนเป็นกังวลจนนอนไม่หลับ
“บางครั้งเที่ยงคืนแล้วฉันก็ยังนอนไม่หลับเลย” เธอเล่าย้อนไป “ฉันเดินไปเคาะประตูบ้านเพื่อนร่วมประท้วงคนอื่นๆ ชวนกันไปประท้วงที่บ้านฮุน เซน” ตอนนั้นพวกเขาวางแผนจะไปชูป้ายประท้วงหน้าที่พำนักของนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
บึงแขกสิบสาม
ในเดือนพฤษภาคมปี 2555 ตำรวจเข้าจับกุมขุนและผู้หญิงอีกสิบสองคนภายหลังจากการประท้วง พวกเธอกลายมาเป็นที่กล่าวขานกันในชื่อ ‘บึงแขกสิบสาม’
ศาลตัดสินว่าพวกเธอทุกคนมีความผิดฐานเข้าบุกรุกที่ดินของรัฐและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ราชการในสถานการณ์ที่ไม่สงบ แต่ละคนถูกตัดสินจำคุกหนึ่งปี แต่ก็ได้รับการปล่อยตัวออกมาหลังจากจำคุกได้หนึ่งเดือน
หนึ่งเดือนนั้นทำให้ชีวิตลูกสาวคนเล็กของขุนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ช่วงเวลานั้น ซกคากำลังเรียนมัธยมปลายปีสุดท้าย แต่เธอก็ต้องเลิกไปโรงเรียนเพื่อเอาอาหารไปให้แม่ในคุก
“ฉันกังวลมากตอนที่รู้ว่าลูกไม่ได้ไปโรงเรียนแล้ว” ขุนกล่าว “บางครั้งฉันก็กินอะไรไม่ลงเลยทั้งวันในคุกนั่น”
ซกคาไม่เคยได้กลับไปเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกให้จบ เธอกลายเป็นนักสู้ตามรอยแม่ของเธอแทน
More Stories
•
- โดย พน โสธิโรธ
•
- โดย พูง วันทา
การประท้วงไม่ได้สูญเปล่า ในปี 2554 รัฐบาลกัมพูชาตัดที่ดิน 18.66 ไร่ออกมาจากสัมปทานบริษัทชูคาคุ พร้อมสัญญาว่าจะมอบที่ดินผืนเล็กๆ ให้กับบรรดาครอบครัวรอบทะเลสาบบึงแขก แต่สัญญานั้นก็กลายเป็นแค่กระดาษเปล่า และที่ดินดังกล่าวก็ไม่เคยปรากฏขึ้นจริง ชาวบ้านจึงต้องประท้วงกันต่อไป
ทว่า เมื่อถึงตอนนั้นขบวนการเคลื่อนไหวก็เริ่มกระจัดกระจายแล้ว หลายครอบครัวหันมายอมรับเงินค่าชดเชย ซึ่งมากน้อยต่างกันไป ตั้งแต่ 500 ไปจนถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ (16,000 ถึง 64,000 บาท) และทยอยกันออกไปจากพื้นที่ ฝูงชนที่มาร่วมชุมนุมเริ่มน้อยลง เว้นแค่ขุนและคนอื่นๆ อีกกลุ่มหนึ่ง พวกเขายังคงประท้วงกันต่อไป
ในเดือนมิถุนายนปี 2557 เธอกับนักกิจกรรมคนอื่นๆ ได้ข่าวมาว่ากองกำลังตำรวจมีแผนจะตั้งสถานีขึ้นในหมู่บ้านหมายเลข 22 บริเวณซึ่งเป็นปมพิพาทกันริมทะเลสาบในอดีต จากคำบอกเล่าของขุน เมื่อพวกเธอรวมตัวกันไปเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ที่ไซต์ก่อสร้าง เจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็เริ่มเขวี้ยงก้อนหินใส่พวกเธอ
หินก้อนหนึ่งกระแทกศีรษะขุนเข้าอย่างจัง เกิดเป็นแผลบาดลึกตรงแนวไรผมที่เริ่มบางลงแล้วของเธอ ช่างภาพคนหนึ่งบันทึกภาพชั่วขณะนั้นไว้ได้ เลือดไหลอาบหน้าเธอ สีหน้าเธอเผยความรู้สึกโกรธกริ้วมากกว่าความเจ็บปวด
ขุนพิมพ์ภาพถ่ายนั้นออกมาติดบนป้าย และยังคงถือป้ายนั้นไปประท้วงข้างนอกศาลทุกวันนี้
เจ้าหน้าที่คนที่เขวี้ยงก้อนหินไม่เคยถูกลงโทษ ห้าเดือนถัดมา ขุนก็ถูกจับกุมอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนปี 2557 ครั้งนี้เธอถูกจับระหว่างร่วมประท้วงหน้าศาลากลางกรุงพนมเปญ ศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลาหนึ่งปี เธอต้องใช้โทษในคุกเป็นเวลาหกเดือน
จากการต่อสู้หนึ่ง สู่การต่อสู้ไม่รู้จบ
เมื่อขุนออกจากคุกในปี 2558 โลกทัศน์ของเธอก็กว้างขึ้นมากแล้ว เธอได้พบกับนักกิจกรรมคนอื่นๆ ในเรือนจำ ได้ฟังเรื่องราวของพวกเธอ การต่อสู้ที่บึงแขกได้สอนให้เรียนรู้ว่า การยึดที่ชาวบ้านไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในละแวกบ้านเธอเท่านั้น แต่เกิดขึ้นทุกหนทุกแห่งเลยต่างหาก
เธอเริ่มโผล่หน้าไปร่วมการประท้วงของชาวบ้านกลุ่มอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงของชาวนาจากชุมชนลอร์ เปียง ในจังหวัดกำปงฉนัง ผู้ที่กำลังต่อสู้เพื่อทวงคืนที่ดินจากภรรยาของอดีตรัฐมนตรีกระทรวงเหมืองแร่และพลังงาน การประท้วงของชนเผ่าพื้นเมืองบูนอง ในจังหวัดสตึงเตรง ผู้ถูกไล่ที่จากโครงการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำและกำลังต่อสู้เพื่อให้ได้อยู่ในดินแดนบรรพบุรุษของพวกเขาต่อไป ไปจนถึงการประท้วงของคนงานที่ถูกไล่ออกจากคาสิโน นากาเวิลด์ หลังจากที่พวกเขาพยายามจัดตั้งสหภาพแรงงาน
เมื่อใดก็ตามที่นักกิจกรรมจะไปรวมตัวกันข้างนอกศาลเทศบาลกรุงพนมเปญ ขุนก็จะพยายามไปร่วมประท้วงด้วย เว้นเสียแต่สุขภาพเธอจะไม่เอื้ออำนวย ทุกวันนี้ ผู้ประท้วงคนอื่นๆ พากันเรียกเธอว่า “คุณยาย” หรือ “คุณแม่” แล้ว
“ฉันร่วมประท้วงกับพวกเขา แล้วก็ให้กำลังใจพวกเขาประท้วงต่อไปอย่างสันติจนกว่าจะได้มาตรการเยียวยาชดเชยอย่างเหมาะสม” เธอกล่าว “ฉันเชื่อว่าเราต้องประท้วงเพื่อรักษาสิทธิของพวกเราเอง เราไม่ใช้ความรุนแรงหรือด่าทอคนอื่น ทำไมพวกเขาถึงต้องจับเราด้วยล่ะ”
“เราต่างก็เป็นผู้เสียหายกันทั้งนั้น เพราะงั้นฉันถึงต้องให้กำลังใจพวกเขา ฉันบอกพวกเขาว่าไม่ต้องกลัวไปหรอก”
ซกคามักจะยืนเคียงข้างแม่ของเธอระหว่างการประท้วงเหล่านี้ ยืนประสานเสียงและถือป้ายประท้วง เป็นภาพคุณยายกับลูกสาวยืนเคียงข้างกันหน้าประตูรั้วของอาคารศาล
กึน จันทา อดีตนักกิจกรรมบึงแขกอีกคนหนึ่ง กล่าวว่าเขารู้สึกทึ่งเสมอที่พวกเธอโผล่มาร่วมประท้วงด้วยเสมอ แม้ว่าเรื่องที่ประท้วงกันนั้นจะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงกับพวกเธอเลยก็ตาม “ครอบครัวเธอน่ะช่วยคนอื่นต่อสู้เพื่อความยุติธรรมมาตลอด” เขากล่าว
สำหรับการต่อสู้ของขุนเองนั้น ทุกอย่างดำเนินไปอย่างล่าช้า รัฐบาลเคยให้สัญญาไว้ว่าเธอจะได้ที่ดินคืนเมื่อปี 2554 แต่ก็ต้องรอกว่าเจ็ดปีถึงจะได้เห็นวี่แววที่ดินผืนดังกล่าว จนในที่สุดเมื่อปี 2561 เธอก็ได้รับที่ดินผืนนั้นมา ที่ดินขนาดประมาณ 200 ตารางเมตรในบริเวณที่บ้านหลังเดิมของเธอเคยตั้งอยู่ริมทะเลสาบบึงแขก พร้อมกับเงินค่าชดเชยอีก 9,000 ดอลลาร์สหรัฐ (290,000 บาท) มากพอที่จะสร้างบ้านคอนกรีตได้หลังหนึ่ง นอกจากนี้ ขุนยังได้กรรมสิทธิ์ที่ดินมาด้วย นั่นคือเอกสารอย่างเป็นทางการของรัฐ ซึ่งระบุว่าเธอมีสิทธิเป็นเจ้าของที่ดินผืนนั้นตามกฎหมายจริงๆ
เธอมองว่านี่คือชัยชนะอันคุ้มค่า ผู้ที่ยอมรับเงินชดเชยก่อนหน้านี้ต่างก็ได้เงินก้อนเล็กๆ แค่ 500 ถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้นเอง (16,000 ถึง 64,000 บาท)
“ฉันบอกนักกิจกรรมทุกคนเสมอว่าพวกเขาต้องสู้ต่อไป” เธอกล่าว “ฉันยอมตายได้เพื่อที่ดินของฉัน หากเราออกไปจากที่ที่เราอาศัยอยู่ เราก็ไม่รู้แล้วว่าจะไปอยู่ที่ไหนได้ แน่นอน ทุกวันนี้คนที่ยอมรับเงินชดเชยและตัดสินใจย้ายออกไปตอนนั้นต่างก็ทุกข์ทรมานกันหมด ฉันเห็นมากับตาตัวเองแล้ว”
ลูกสาวผู้เลือกเส้นทางเดียวกับแม่
ซกคายังคงร่วมประท้วงเคียงข้างแม่ของเธอ และไม่ได้แค่ปกป้องสิทธิของพวกเธอเองเท่านั้น แต่ยังร่วมต่อสู้เคียงข้างนักกิจกรรมคนอื่นๆ ข้างนอกรั้วศาลด้วย แต่แล้ว เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2568 เธอก็ออกไปประท้วงคนเดียว วันนั้นแม่เธอเลือกที่จะพักอยู่บ้าน
ซกคากำลังไลฟ์ถ่ายทอดสดการประท้วงอยู่เมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งพยายามห้ามเธอไม่ให้ถ่าย ตามคำบอกเล่าของขุน เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเป็นคนผลักลูกสาวเธอก่อน ซกคาก็แค่ป้องกันตัวเอง ระหว่างที่ชุลมุนกันอยู่นั้น เขาก็ผลักเธอเข้าไปชนกับหน้าต่างจนกระจกแตก
ตำรวจเข้าจับกุมซกคา พร้อมกับตั้งข้อหาความผิดฐานทำลายทรัพย์สินสาธารณะ และเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ศาลก็ตัดสินจำคุกเธอเป็นเวลาหนึ่งปี
เมื่อนักข่าวติดต่อไปเพื่อถามความเห็น เส็ง ดีนา โฆษกประจำกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่าเขาติดธุระและส่งคำถามจากนักข่าวต่อไปยังศาลเทศบาลกรุงพนมเปญ เอีย ริญ ตัวแทนจากศาลเทศบาลกล่าวว่าคำตัดสินดังกล่าวตั้งอยู่บน ‘ข้อเท็จจริงและกฎหมาย’
ตลอดหลายเดือนที่ซกคาต้องโทษอยู่ในเรือนจำ ขุนก็ออกไปประท้วงตามกิจวัตรทุกๆ สัปดาห์ เธอเดินทางไปที่เรือนจำเปรย ซออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง พร้อมกับนำข้าว อาหารแห้ง และยาติดตัวไปด้วย การแวะไปเยี่ยมแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 100,000 ถึง 200,000 เรียล (ประมาณ 800 ถึง 1,600 บาท)
“ฉันเคยติดคุกมาก่อน” เธอกล่าว “ฉันรู้ดีว่าชีวิตในนั้นยากลำบากแค่ไหน โดยเฉพาะสำหรับนักโทษทางการเมืองซึ่งมักจะถูกรังแก”
ชีวิตในคุก
เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ขุนกับครอบครัวของเธอมารอที่หน้าเรือนจำเปรย ซอตั้งแต่เช้าจนห้าโมงเย็น จนเจ้าหน้าที่ปล่อยตัวซกคาออกมาในที่สุด “ตอนนั้นฉันกลัวมากว่าพวกเขาจะขังลูกสาวฉันต่ออีก” ขุนกล่าว “ฉันนั่งรอหน้ารั้วเรือนจำอยู่อย่างนั้นละ”
ผ่านมาเกือบหกเดือนแล้วตั้งแต่ที่ซกคาก้าวออกจากคุก เธอกลับมาอยู่ที่บ้านกับลูกสาววัยหกขวบและแม่ผู้แก่ชราของเธอ แต่เรือนจำก็ทิ้งบาดแผลไว้กับเธอด้วย แผลเป็นบนแขนและขาจากการถูกซ้อม จากคำบอกเล่าของเธอ “พวกเขาลงไม้ลงมืออย่างน้อยหนึ่งหรือสองครั้งต่อเดือน”
ช่วงสองสามเดือนแรกในเรือนจำคือช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด นักโทษคนอื่นๆ ตะโกนโหวกเหวกโวยวายและสูบบุหรี่ ผู้คุมเรือนจำใช้ภาษาข่มขู่หยาบคาย ซกคาเล่าว่า เมื่อเธอทักท้วงและขอเข้าพบผู้บัญชาการเรือนจำ เธอก็ถูกขวางและทุบตีโดยผู้คุมและนักโทษคนอื่นๆ
จากนั้นเธอก็โดนสั่งย้ายตัวไปอยู่ห้องขังเดียวกันกับ เทียร์รี เส็ง ทนายความสิทธิมนุษยชนชาวเขมร-อเมริกัน เส็งเองก็เป็นนักโทษผู้มีจิตสำนึกเช่นเดียวกับเธอ เส็งช่วยเหลือเธอ ส่งเรื่องร้องเรียนของเธอไปยังเจ้าหน้าที่ขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชน และทำให้ชีวิตในเรือนจำของเธอพอทนอยู่ได้มากขึ้น
“นอกจากแม่ของฉันเอง ฉันก็เคารพรักเทียร์รี เส็งที่สุดแล้ว เพราะเธอช่วยเหลือฉัน และแม้ว่าเธอจะเป็นพลเมืองชาวอเมริกัน แต่เธอก็มุ่งมั่นที่จะเรียกร้องความยุติธรรมในกัมพูชา” ซกคากล่าว
ปัจจุบัน ซกคาอายุ 38 ปีแล้ว เธอล้มเลิกความฝันอยากเป็นหมอไปตั้งแต่อายุได้ 17 เมื่อต้องเลิกไปโรงเรียนเพื่อนำอาหารไปให้แม่ในเรือนจำ นี่คือความสูญเสียที่หญิงเขมรคนนี้ยังคงรู้สึกได้อยู่ แต่เธอก็บอกว่าเธอภูมิใจในตัวผู้เป็นแม่จริงๆ
แม้จะต้องเสียเวลาชีวิตช่วงหนึ่งไปในเรือนจำ รวมถึงอนาคตของเธอเองด้วย ซกคาก็ยืนยันว่ายังไม่ยอมแพ้ เธอตั้งใจจะต่อสู้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับแม่ของเธอ เพื่อนักกิจกรรมผู้ต่อสู้เรื่องที่ดิน เพื่อนักกิจกรรมผู้สู้เรื่องสิ่งแวดล้อม เพื่อผู้ที่ยืนหยัดส่งเสียงคัดค้านทางการเมือง
เรารู้ดีว่าการสู้ต่อไปหมายความว่าอย่างไร
“ในฐานะนักกิจกรรม ฉันรู้ว่าสักวันหนึ่งก็ต้องโดนจับอีก แต่ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะยอมแพ้หรอกนะ”
เมง เกรยพุนล็อก นักข่าวฟรีแลนซ์ประจำที่พนมเปญ กัมพูชา เคยเป็นนักข่าวประจำที่ Voice of Democracy (VOD) และรายงานให้ Mekong Eye กับ Mongabay สนใจในประเด็นสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตยและความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม
ชุลลาย เมฆ อาศัยและทำงานระหว่างกรุงพนมเปญและเมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เธอเป็นช่างภาพข่าวอิสระ มีความสนใจอย่างยิ่งในประเด็นด้านสิทธิทางสิ่งแวดล้อมและสัตว์ และการเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับผู้คนต่าง ๆ (human interest)




