“คนอยู่กับป่า” หวั่นอนาคตใต้พ.ร.ฎ.ป่าอนุรักษ์ฉบับใหม่
ไทยประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาใหม่สองฉบับมุ่งแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในเขตอุทยานและแก้ไขการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทว่าเครือข่ายภาคประชาสังคมวิจารณ์หนัก หวั่นละเลยประวัติศาสตร์ชุมชนที่อาศัยอยู่ร่วมกับป่า
- โดย
- เคน จี เวเบอร์
- Published
- 4 min read
เชียงใหม่ – เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ภาคประชาสังคมและชุมชนคนอยู่กับป่าประท้วงคัดค้านพระราชกฤษฎีกาป่าอนุรักษ์ใหม่สองฉบับระหว่างที่นายกแพทองธาร ชินวัตร มาร่วมครม.สัญจร ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายที่กำลังทำให้พวกเขากลายเป็นผู้บุกรุกในบ้านเกิดตนเอง
“มันเหมือนตัดประวัติศาสตร์ชุมชนทิ้ง ไม่ว่าชุมชนคุณจะก่อตั้งมายาวนานขนาดไหน ทําให้สถานะเหลือแค่โครงการที่อยู่อาศัยทํากินชั่วคราวระยะเวลาไม่เกิน 20 ปี” พชร คำชำนาญ นักปกป้องสิทธิที่ดินและชนพื้นเมือง กล่าว
พฤศจิกายนที่ผ่านมา รัฐบาลไทยเห็นชอบ “ร่างพระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติ” และ “ร่างพระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรธรรมชาติภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า” ซึ่งจะอนุญาตให้ประชาชนที่ร่วมโครงการสามารถทำกินในพื้นที่อุทยาน ชั่วคราวไม่เกิน 20 ปี และกำหนดไว้ที่ 20 ไร่ ต่อครอบครัวหรือ 40 ไร่ ต่อครัวเรือนก่อนที่จะต้องโยกย้ายถิ่นฐานออกไป
ภาคประชาสังคมเชื่อว่า คำสั่งดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อหมู่บ้านมากกว่า 4,000 แห่ง ซึ่งอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์อย่างยั่งยืนมาหลายชั่วรุ่น
พชรมองว่าคำสั่งดังกล่าวละเลยประวัติศาสตร์ที่หยั่งรากลึกของชุมชนและอาจจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างชุมชนในป่าและเจ้าหน้าที่อุทยานอีกครั้ง ซึ่งมีผลพวงอันยาวนานต่อการดำรงชีวิตของชุมชนในป่า
สิทธิที่ดินที่เป็นธรรมหรือแก้ไขปัญหาโลกร้อน?
พระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับนี้มีต้นตอมาจากกฎหมายแม่ คือพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขความขัดแย้งที่ดินทำกินระหว่างชุมชนป่ากับหน่วยงานอุทยาน ความขัดแย้งมักเกิดขึ้นเมื่อเขตอุทยานประกาศทับซ้อนชุมชนชาวบ้านที่อยู่มาก่อน หรือเมื่อกำหนดขอบเขตของอุทยานใหม่บนพื้นที่ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่แล้ว
หากยึดปฏิบัติตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่อุทยานสามารถขับไล่คนที่แม้มีประวัติผูกโยงกับพื้นที่หลายรุ่นต่อรุ่น แต่ไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นทางการ
พระราชกฤษฎีกาสองฉบับนี้ยังเชื่อมโยงกับแผนการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนของไทย โดยรัฐบาลมีเป้าหมายทเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ให้ครอบคลุมถึงร้อยละ 55 ของประเทศภายในปี พ.ศ. 2580 โดยพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับจะช่วยบรรลุเป้าหมายดังกล่าว รวมถึงการใช้ประโยชน์จากป่าเข้าสู่ตลาดเครดิตคาร์บอนที่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
อย่างไรก็ตาม ประชาสังคมกังวลถึงผลกระทบ มองว่ากฎหมายฉบับใหม่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มากกว่าสิทธิของชนพื้นเมือง กฎหมายดังกล่าวจะเริ่มบังคับใช้กฎหมายในอุทยานหกแห่ง และอีกพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติใหม่อีก 23 แห่ง ซึ่งการกำหนดพื้นที่อุทยานใหมอาจยิ่งกระทบชุมชน ภาคประชาสังคมจึงกดดันรัฐบาลให้อนุญาตให้มีการตรวจสอบที่โปร่งใสและรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนมากขึ้น
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ตอนที่มีการประกาศใช้ พรบ. อุทยานแห่งชาติและ พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ภาคประชาสังคมวิพากษ์วิจารณ์ว่าชุมชนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนากฎหมายน้อยมาก กฎหมายสองตัวดังกล่าวยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในตอนนี้
ภาคประชาสังคมร้อง ชำระกฎหมายอนุรักษ์ใหม่
เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน รองนายกรัฐมนตรีประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้สัญญากับผู้ประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาลว่าจะแก้ไขกฎหมายแม่และยุติการดำเนินคดีต่อชาวบ้านในป่า เขาให้คำมั่นว่าจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการออกกฎหมายมากขึ้น ซึ่งเขาย้ำอีกครั้งที่เชียงใหม่สิ้นเดือนที่ผ่านมา
ที่ผ่านมา ภาคประชาสังคมได้เรียกร้องให้เปลี่ยนข้อกฎหมายปัจจุบัน ซึ่งประกาศใช้เมื่อปี พ.ศ. 2562 ในสมัยรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลายต่อหลายครั้ง โดยมีการเสนอร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชนเพื่อแก้ไขมาตราที่ขัดแย้งกัน แต่ถูกปัดตกไป
เดิมทีกฎหมายอุทยานกำหนดกรอบเวลา 240 วันสำหรับการสำรวจที่ดินทำกินชุมชนในเขตอุทยาน เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ดินทำกินกับเจ้าหน้าที่ แต่ถึงแม้จะมีการขยายเวลาออกไปถึงสองครั้ง พระราชกฤษฎีกาที่ผ่านเมื่อเดือนที่แล้วก็ยังทำให้ชุมชนกังวล
เมื่อเดือนที่แล้ว ระหว่างการเสวนาออนไลน์ สว่าง เลายี่ป๋า ชาวบ้านคนหนึ่งที่อยู่อาศัยในป่า ตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการสำรจที่ดินในระยะเวลา 240 วัน และชี้ว่าประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างจำกัด
เครือข่ายภาคประชาสังคมคัดค้านพระราชฎีกาทั้งสองฉบับนี้กล่าวว่ากฎหมายดังกล่าวจะทำให้ป่ากลายเป็นเรือนจำ โดยพชรได้เปรียบเทียบสถานการณ์นี้เป็น “เรือนจำที่ไร้ลูกกรงขัง”
พชรอธิบายเพิ่มเติมว่าในอุทยานต่างๆ เช่น อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ชุมชนในป่าส่วนใหญ่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมของเจ้าหน้าที่อุทยานอย่างเคร่งครัด ซึ่งในปี พ.ศ. 2557 นั้น “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงถูกฆาตกรรมในเขตอุทยาน
สู้คำสั่งโยกย้าย
หลายสิบที่ผ่านมา ชุมชนคนอยู่กับป่าต่อสู้อย่างยาวนานกับรัฐบาลเพื่อสิทธิในการอยู่อาศัยบนผืนดินของบรรพบุรุษ ความขัดแย้งในปัจจุบันเป็นผลพวงจากกฎหมายแม่ที่บังคับใช้ช่วงรัฐบาลประยุทธ์ โดยมีจุดประสงค์ลดความตึงเครียดระหว่างชุมชนป่าและเจ้าหน้าที่อุทยาน
อย่างไรก็ตาม ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอุทยานยังคงต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาบุกรุกเขตอนุรักษ์ เช่นกรณีชาวกะเหรี่ยงพื้นเมืองบางกลอย
ในเดือนตุลาคม ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ได้จัดการประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลา 19 วัน โดยเรียกร้องให้จัดตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาทางเครือข่ายมีข้อเรียกร้องทั้งสิ้น 10 ข้อ เช่น การยกเลิกนโยบายทวงคืนผืนป่าและการจัดสรรที่ดินอย่างเป็นธรรม
แม้ว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นแล้ว แต่คณะกรรมการอีกคณะซึ่งมีหน้าที่แก้ไขปัญหาก็ถูกยุบลงหลังจากที่อดีตนายกเศรษฐาถูกปลดออกจากตำแหน่งโดยศาลรัฐธรรมนูญ
“ผมคิดว่าต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการจัดการอุทยาน” พชรกล่าวปิดท้าย “เปิดให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการที่จะดูแลจัดการพื้นที่นั้นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สามารถที่จะออกแบบชีวิตตัวเองในพื้นที่เลือกได้ว่า ลูกหลานเขาอยากจะมีชีวิตแบบไหน”
