ชุต วุฒิ – ชีวิตที่ร่วงหล่นบนผืนป่าเกาะกง

เรื่อง เมฆ ดารา และ ดาเนียล คีตัน-โอลเซน

ภาพถ่ายโดย แมทธิว ยัง (Mathieu Young)

ณ อำเภอมณฑลสีมา จังหวัดเกาะกง สิ่งที่ตั้งอยู่ทิศตะวันออกของถนนลูกรังสีแดงอันเป็นเส้นทางมุ่งสู่ทิศเหนือของเกาะกง คือศาลพระภูมิสีทองหลังหนึ่ง เบื้องหน้ามีขวดน้ำสองขวดตั้งอยู่ ขวดหนึ่งถูกเปิดไว้แล้วเพื่อถวายแด่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม้ปริมาณของเหลวที่อยู่ภายในจะดูไม่ลดลงแต่อย่างใด และภายใต้กอหญ้าสีเขียวสูงบดบังศาลพระภูมิแห่งนี้มีรอยเท้าเหยียบย่ำอยู่ บ่งบอกให้รู้ว่ามีคนเพิ่งมาเยี่ยมเยือน แต่ทว่าบรรดารถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ที่ขับขี่ผ่านสถานที่แห่งนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้หยุดหรือลดความเร็วลง

รถราที่สัญจรผ่านไปต่างมุ่งหน้าทิศเหนือสู่จังหวัดโพธิสัตว์ผ่านผืนป่าที่มีการตัดขยายระยะสลับกับพื้นที่โล่งกว้างขนาดยาวเป็นกิโลเมตรเป็นครั้งคราว หรือมุ่งสู่ทิศใต้ไปยังถนนลาดยางที่เชื่อมต่อกันระหว่างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำสองแห่ง โดยเมื่อวันเสาร์ของเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะนั่งอยู่ใกล้กับทางแยกระหว่างเขื่อนกับป่าที่อยู่เหนือเขื่อน ผู้สื่อข่าวของเราได้ยินกลุ่มคนที่กำลังเดินผ่าน โดยพากันพูดถึงรายได้จากการเก็บไม้กฤษณาจากป่าแห่งดังกล่าวไปขาย

ชุต วุฒิ คือนักเคลื่อนไหวที่ศาลพระภูมิสีทองจืดจางตามกาลเวลาแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อให้ความเคารพ เขาคงจะจดจำพื้นที่แห่งนี้แทบไม่ได้ ผืนป่าแห่งนี้คือสถานที่ที่เขาถูกยิงเสียชีวิต หลังจากที่เขาประกาศทำสงครามต่อต้านอาชญากรรมป่าไม้และการทุจริตเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ลูกชายของเขา ซึ่งตอนนี้อาศัยอยู่อีกฟากหนึ่งของโลก เชื่อว่าการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นที่ยังไม่คลี่คลายนี้และการทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่พิทักษ์ผืนป่าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน

ก่อนที่วุฒิจะถูกยิงเสียชีวิตเมื่อช่วงปี 2555 นั้น เขาได้ลุกขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการอนุรักษ์ป่า โดยสนับสนุนให้มีการอนุรักษ์ป่าไพรลางที่ต่อมาได้กลายเป็นพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และจากคำบอกเล่าของอดีตนักข่าวที่เคยร่วมเดินทางกับเขาก่อนเสียชีวิตนั้น วุฒิคือคนที่วางร่างโครงสร้างขอบเขตของป่าสงวนแห่งชาติป่ากระวาน (Cardamom Protected Forest)

วุฒิเคยทำงานร่วมกับองค์กรนอกภาครัฐด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศหลายแห่งนับตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตการทำงาน แต่หลังจากเผชิญกับความคับแค้นข้องใจที่มีต่อสังคมการทำงานด้านพัฒนา เขาจึงตัดสินใจก่อตั้ง “กลุ่มพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ” ขึ้นมาเอง ซึ่งปัจจุบันกลุ่มนี้ยังดำเนินการอยู่ โดยมี อุก เลง นักเคลื่อนไหวที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งเป็นผู้คอยดูแลจัดการ

หลังตัดสินใจออกมาจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาเอง วุฒิ ซึ่งเคยเป็นทหารมาก่อน ก็เริ่มเรียกร้องต่อต้านประเด็นการทุจริตที่เกิดขึ้นต่อพื้นที่ป่าไม้ ข้อมูลจากรายงานของ โอลีเซีย พลอคี อดีตผู้สื่อข่าวกัมพูชาเดลี ที่เคยสัมภาษณ์วุฒิขณะรณรงค์เรื่องการพิทักษ์ปกป้องป่านั้น ระบุว่า วุฒิเคยเห็นเจ้าหน้าที่ทหารขณะตัดไม้ในพื้นที่ป่าสงวนอยู่ และเขาได้นำภาพถ่ายหลักฐานของการเกิดเหตุให้แก่ผู้สื่อข่าวหลายคน พร้อมกับนำคำให้การของพยานต่อการทุจริตที่เกิดขึ้นที่ตัวเขาได้รวบรวม รวมถึง “สมุดส่วย” ที่คนงานตัดไม้บันทึกไว้มอบให้แก่ผู้สื่อข่าวด้วย

ห้วงวันสุดท้ายก่อนเสียชีวิต วุฒิได้พาผู้สื่อข่าวสองคนของกัมพูชาเดลี ซึ่งตอนนั้นยังเป็นหนังสือพิมพ์ภาคภาษาอังกฤษ เข้าไปยังพื้นที่ภูเขาของป่าสงวนแห่งชาติป่ากระวานที่คาบเกี่ยวอยู่ในพื้นที่จังหวัดเกาะกง ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ใกล้กับเขตแดนจังหวัดโพธิสัตว์เรียกว่า วีลบัย

ทั้งสามคนได้พากันหยุดสำรวจดูพื้นที่ตั้งแคมป์ที่อยู่ไม่ไกลจากพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นจุดที่ประชาชนในพื้นที่กำลังเข้ามาเก็บหาเอาเถาวัลย์สีเหลืองที่เป็นสมุนไพรใช้รักษาโรคกระเพาะและอุดมด้วยสารเบอร์เบอรีนที่เป็นสารกระตุ้นให้ผลคล้ายคลึงกับยาอี

พื้นที่ตั้งแคมป์นี้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่สัมปทานของบริษัทสัญชาติกัมพูชาชื่อ ทิมเบอร์กรีน ซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ เขียว สาร์ สิลีบ ที่เป็นผู้กำกับดูแลบริษัทอื่นๆ ร่วมกับ ฮุน มาลี และ ฮุน มานา ลูกสาวของนายกรัฐมนตรีฮุน เซ็น รวมถึง คิม เฮียง นักธุรกิจใหญ่และภรรยาของ ลี ยง พัต สมาชิกวุฒิสภา พรรคประชาชนกัมพูชา

ข้อมูลการรายงานของพลอคีระบุว่า วุฒิโต้เถียงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารติดอาวุธ และการโต้เถียงก็ทวีความรุนแรงขึ้นจนมีการดับเครื่องรถยนต์ โดยทันทีที่ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจำนวนหลายนัด ผู้สื่อข่าวทั้งสองคนพากันวิ่งเข้าไปในป่า และหลังจากสถานการณ์สงบลง พวกเขากลับออกมาและพบว่า วุฒิ วัย 46 ปีและ อิน รัตนา นายทหารตำรวจคนหนึ่ง วัย 32 ปี ถูกยิงเสียชีวิตทั้งสองคน

ความเคลือบแคลงสงสัยที่ยังอยู่

ห้าชั่วโมงต่อมาหลังได้ทราบข่าวเกี่ยวกับการเสียชีวตของพ่อ เชย อุดมรัศมี ปัจจุบันอายุ 29 ปี กล่าวว่า รัฐบาลได้เร่งรัดจัดตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาเพื่อสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว และภายในช่วงเวลาหนึ่งวัน คณะกรรมการได้จัดทำรายงานจำนวนทั้งหมด 3 ฉบับ เชยกล่าวแก่ VOD ทางโทรศัพท์

รายงานฉบับแรกระบุว่า รัตนายิงพ่อของเขา แล้วกระสุนปืนสะท้อนกลับพุ่งเข้าใส่เขาจนเสียชีวิต รายงานฉบับที่สองเผยแพร่ต่อจากฉบับแรกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ระบุว่า รัตนายิงวุฒิ และรัตนาเสียชีวิตจากการที่ ราน โบรอธ ทหารรับจ้างของบริษัททิมเบอร์กรีน พยายามจะแย่งปืนจากรัตนา และฉบับที่สามระบุว่า รัตนายิงตัวเองหลังจากยิงวุฒิเสียชีวิต

อาวุธที่ใช้คือ ปืนเอเค-47 ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่ข้อแตกต่างที่ระบุในรายงานทั้งสามฉบับยังไม่ได้รับการคลี่คลาย นี่คือคำบอกเล่าจากลูกชายและอดีตคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชนคนหนึ่ง

อุดมรัศมีรู้สึกว่า สิ่งที่รายงานระบุว่ารัตนายิงตัวเองเสียชีวิตนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง ใครจะจับปืนเอเค-47 ยาว ๆ แล้วก็ยิงเข้าหาตัวเองได้คือสิ่งที่เขาสงสัย แต่รายงานฉบับอื่นที่รัฐบาลจัดทำก็ไม่ได้ทำให้เขาเปลี่ยนความรู้สึกเช่นนั้นได้

“มีบางอย่างอยู่เบื้องหลังสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะผมไม่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารชั้นผู้น้อยจะเป็นคนตัดสินใจเรื่องการยิงพ่อของผม นอกเสียจากว่าเขาจะได้รับคำสั่งจากเจ้านายหรือผู้มีอำนาจในรัฐบาล” อุดมรัศมีกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

พลอคี อดีตนักข่าวหนังสือพิมพ์กัมพูชา ให้สัมภาษณ์จากประเทศสหรัฐฯ ว่า เธอรู้เกี่ยวกับความคืบหน้าของการสืบสวนคดีนี้น้อยมาก เธอเดินทางออกจากประเทศกัมพูชาหลังจากเดินทางลงพื้นที่ร่วมกับวุฒิภายในระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์

แต่เมื่อหวนนึกถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนนั้น เธอกล่าวว่าเธอรู้สึกไม่พอใจที่เจ้าหน้าที่และผู้เห็นเหตุการณ์ต่างพากันจ้องดูร่างอันไร้วิญญาณของวุฒิ แล้วจากนั้นจึงค่อยจัดการสอบสวนเหตุการณ์ทีหลัง

“คือเรื่องราว แล้วก็คำอธิบายอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นวันนั้น มันมีการเปลี่ยนจากเจ้าหน้าที่มาก นั่นคือสิ่งที่คุณต้องไปดูเพื่อให้รู้ว่า… กระบวนการสอบสวนครั้งนี้มีข้อผิดพลาดมากแค่ไหน” เธอกล่าว

พลอคีกล่าวว่า เธอรู้จักกับวุฒิแค่ 3 สัปดาห์ก่อนจะร่วมเดินทางลงพื้นที่ด้วยกัน แต่เธอจำได้ว่า เธอสังเกตเห็นว่าวุฒิมีท่าทีเปลี่ยนไปตอนที่กลุ่มของพวกเขากำลังเข้าใกล้จุดที่เกิดเหตุ เธอเล่าว่า “เขารู้ว่าสถานการณ์ข้างหน้านั้นไม่ปลอดภัย” แล้วก็ “เขาสัมผัสได้ถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น”

เธอบรรยายภาพ ณ จุดที่วุฒิถูกยิงเสียชีวิตว่า เธอเห็นโรงงานแปรรูปไม้ มีบ่อน้ำใหญ่ กับเถาวัลย์สีเหลืองที่ถูกตากแห้งและบดเป็นผงตามขั้นตอนต่าง ๆ ของการแปรรูปอยู่

“ช่วงสองสามวันก่อนหน้าของการเดินทางลงพื้นที่เมื่อปี 2555 เราเห็นชาวบ้านขับมอเตอร์ไซค์ขนเถาวัลย์สีเหลืองมาบ้าง แต่ที่นั่นถือเป็นครั้งแรกที่เราเห็นมันใกล้ขนาดนี้” เธอกล่าว

บางคนเชื่อว่าวุฒิถูกลอบสังหาร สำหรับพลอคีแล้วเธอไม่คัดค้านความเชื่อดังกล่าว แต่เธอมองว่าข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างวุฒิกับตำรวจทหารกลุ่มนั้นเหมือนคนที่ทะเลาะวิวาทกันทั่วไป แต่ทว่าเหตุการณ์บานปลายเกินกว่าที่ควร

ทั้งนี้ พลอคีเล่าถึงภาพถ่ายภาพสุดท้ายในกล้องของวุฒิว่าน่าจะเป็นภาพของเถาวัลย์สีเหลืองที่ถูกบดเป็นผง ซึ่งวุฒิเชื่อว่าจะมีการส่งต่อไปยังเวียดนามเพื่อผลิตเป็นยา

นอกจากนี้ อิง กงเจต อดีตผู้แทนสันนิบาตกัมพูชาเพื่อการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชน (LICADHO) จังหวัดเกาะกง ก็เป็นอีกคนที่มีคำถามค้างคาใจต่อคดีนี้ ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการพบหลักฐานเพิ่มเติมใด ๆ ตั้งแต่การสอบสวนคดีของรัฐบาลสิ้นสุดลง เขาสงสัยว่ารัตนาน่าจะได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้ไปเอาเมมโมรีการ์ดหรือการ์ดหน่วยความจำของกล้องถ่ายรูปของวุฒิ เพราะบริษัทคงไม่อยากให้มีการเผยแพร่ภาพออกไป ซึ่งต่อมาเมื่อปี 2555 ผู้สื่อข่าวพนมเปญโพสต์ได้ระบุเช่นกันว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทแห่งนี้ได้ปิดกั้นไม่ให้ถ่ายรูปพื้นที่

กงเจตกล่าวว่า ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่สัมปทานขณะนั้นหวาดกลัวที่จะให้ข้อมูลแก่เขาเกี่ยวกับประสบการณ์กับบริษัททิมเบอร์กรีน รวมถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันที่วุฒิถูกยิงเสียชีวิต

“ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ต่างบอกว่าพวกเขาไม่รู้ไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เพราะพวกเขากลัวน่ะสิ” เขากล่าว “พวกชาวบ้านไม่อยากตอบคำถาม พวกเขาก็เลยบอกว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ที่เกิดเหตุ แล้วก็ไม่ได้เห็นอะไร… ลืมเรื่องนี้ไปแล้ว”

ศาลจังหวัดเกาะกงได้เริ่มสอบสวนกรณีการเสียชีวิตของวุฒิ แต่ทว่าก็ได้ยุติการดำเนินการในอีกสามเดือนต่อมา

โบรอธ พนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัท ถูกฟ้องร้องและตัดสินจำคุกเมื่อเดือนตุลาคมปีเดียวกันด้วยข้อหากระทำโดยไม่ได้เจตนาฆ่านายตำรวจทหารรัตนา เขาถูกตัดสินจำคุก 2 ปี ซึ่งศาลพิพากษาให้รอลงอาญา 18 เดือน ทำให้โบรอธได้รับอิสระภายในไม่กี่วันหลังการจากคำตัดสิน ทั้งนี้ สำหรับกรณีการเสียชีวิตของวุฒิกลับไม่มีการไต่สวนแต่อย่างใด เนื่องจากทางผู้พิพากษาจังหวัดประกาศว่าการเสียชีวิตของวุฒิเป็นการกระทำของนายทหารที่เสียชีวิตไปแล้ว

กงเจต อดีตเจ้าหน้าที่ LICADHO กล่าวว่า เขาเคยเข้าร่วมการพิจารณาคดีของโบรอธ โดยจำได้ว่า ทฤษฎีที่นำมาใช้ระบุว่าโบรอธกระทำการโดยไม่ได้เจตนาฆ่ารัตนามีช่องโหว่อยู่

“ถ้ายิงโดยไม่ได้เจตนา แล้วทำไมมันถึงยิงถูกเป้าถึงสองนัดตรงเป๊ะเลยล่ะ… แล้วโบรอธจะแย่งเอาปืนมาจากเขาได้ยังไง แล้วรัตนาเป็นคนตัวใหญ่มากนะ”

อุดมรัศมีกล่าวว่า เขาไม่เคยขึ้นเป็นพยานในการพิจารณาคดีเหล่านี้ แล้วก็ไม่เคยได้รับเอกสารที่ใช้ในการสอบสวนแต่อย่างใด

“ผมไม่ได้ตามเรื่องเลย เพราะตามไปก็ไร้ประโยชน์ เพราะศาลไม่มีความเป็นอิสระ” เขากล่าว

ทั้งนี้ สิ่งที่เขาพยายามทำแทนการติดตามคดีดังกล่าวคือ การสร้างความตระหนักรู้ในระดับนานาชาติ โดยเขากล่าวว่าเขากำลังพยายามนำคดีการเสียชีวิตของพ่อ ประเด็นเรื่องการสอบสวนแบบปิดและอาชญากรรมด้านป่าไม้ ไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ

ด้านโฆษกกระทรวงยุติธรรม ชิน มาลิน ตั้งข้อสงสัยว่าลูกชายของวุฒินั้นกำลังหาทางแก้แค้นแบบใดอยู่กันแน่

“ความยุติธรรมที่ผู้มีอำนาจตัดสินให้นั้นเป็นไปตามกฎหมาย และผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้ก่ออาชญากรรมก็ถูกลงโทษตามกฎหมายแล้ว” มาลินกล่าวก

“หากพวกเขาเชื่อว่านายทหารนั้นไม่ใช่ผู้กระทำความผิดตัวจริง แต่มีคนอื่นอีกก็ให้หาหลักฐานและให้ความมือแก่เจ้าหน้าที่รัฐ และหากพวกเขาพบว่าคนอื่นเป็นผู้ก่อเหตุ และนายทหารไม่ใช่ผู้กระทำความผิดตัวจริง เจ้าหน้าที่ก็จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

สิ่งที่หลงเหลืออยู่

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ พลอคี อดีตนักข่าวของกัมพูชาเดลี ได้รู้จักกับเขา เธอกล่าวว่าเธอได้เห็นบุคลิกของวุฒิในหลายด้าน ด้านที่ดูเป็นคนอดทนอดกลั้น และบางครั้งก็ได้เห็นด้านที่ดูขัดแข็งตอนที่เขาขุดคุ้ยเกี่ยวกับโรงงานแปรรูปเถาวัลย์สีเหลือง แต่ก็ด้านที่อ่อนโยนเมตตาด้วย

การสัมภาษณ์เพื่อนร่วมงานและเพื่อนฝูงหลายคนเกี่ยวกับวุฒิหลังจากที่เขาเสียชีวิตนั้น ช่วยให้เธอเห็นถึงความแตกต่างในลักษณะที่ชัดเจนลึกขึ้น เธอบอกว่า บรรดาเพื่อนร่วมงานและเพื่อนฝูงของวุฒิต่างอธิบายว่าเขาเป็นคนที่มีอิทธิพลคนหนึ่ง เป็นคนที่มีความสามารถในหลายด้าน เป็นคนที่กระตุ้นให้ผู้คนลุกขึ้นมาแล้วก็เข้าร่วมการต่อสู้ได้ แต่ก็ยังเป็นคนที่มีลักษณะของ “คนที่ให้ความรู้ เป็นนักวิชาการ” ที่คอยให้ข้อมูลความรู้แก่ชาวบ้านเกี่ยวกับกฎหมายกัมพูชาและสิทธิในด้านต่าง ๆ ของประชาชน

“เขาเป็นคนมีระเบียบ มีความแน่วแน่ แล้วก็ละเอียดรอบคอบ อีกทั้งยังเป็นคนที่ดูจริงจัง แต่ทว่าก็มีด้านที่อบอุ่น รักใคร่ แล้วก็สุภาพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เขาเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพและเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม” เธอกล่าว

“สิ่งที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ฉันได้เห็นเกี่ยวกับเขา” เธอกล่าวต่อ “สิ่งที่ฉันได้เห็นได้รู้จักเป็นเรื่องจริงแล้วก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนจากคนอื่น แต่ทว่ามันก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ได้เห็นเกี่ยวกับวุฒิ ฉันเองก็หวังว่าฉันน่าจะมีโอกาสได้ใช้เวลาทำความรู้จักเขามากกว่านี้ เพราะเขาเป็นคนพิเศษมาก”

อุดมรัศมีกล่าวว่า เขาปฏิบัติตามความปรารถนาของวุฒิที่ต้องการให้ฝังร่างของเขาไว้ที่สุสาน ณ บ้านเกิด จังหวัดกันดาล โดยฝังติดกับหลุมฝังของพ่อของวุฒิ ซึ่งวุฒิได้บอกเขาไว้สองเดือนก่อนที่จะเสียชีวิต ขณะที่ทั้งคู่พากันขับรถทั่วจังหวัดเกาะกงเพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับการลักลอบตัดไม้ตอนเที่ยงคืน 

ลูกชายของวุฒิเล่าว่า เขาจะจดจำเรื่องราวการทำงานของพ่อตลอดไป และคนกัมพูชาก็จะจดจำเช่นกัน แม้ว่าตัวเขาเองจะเชื่อว่ารัฐบาลจะพยายามขัดขวางความปรารถนาของวุฒิก็ตาม

“สิ่งที่วุฒิเฝ้าฝันเห็นคือ การที่ประเทศกัมพูชาจะหยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่าและอุตสาหกรรมไม้จะต้องปิดตัวลง แต่ก็เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะรัฐบาลไม่ได้มุ่งมั่นตั้งใจจริง… รัฐบาลไม่อยากให้เกิดขึ้นอย่างนั้น เห็นได้จากการที่เจ้าหน้าที่รัฐก็ทำธุรกิจเกี่ยวกับไม้ทั้งนั้น ดังนั้น ถ้ากำจัดไป ก็จะส่งผลกระทบต่อตัวเอง” เขากล่าว

และเป็นเช่นนั้นจริง อุตสาหกรรมไม้เติบโตขึ้นและมีการพัฒนาพื้นที่จำนวนมากนับตั้งแต่วุฒิเสียชีวิต ส่งผลทำให้พื้นที่ป่าขนาดใหญ่ของเกาะกงร่อยหรอเป็นรอยแหว่งเว้าไม่เหมือนเดิม

สัมปทานป่าไม้

บริษัททิมเบอร์กรีนที่เป็นเป้าหมายของการรณรงค์อนุรักษ์ป่าไม้ครั้งสุดท้ายของวุฒิได้รับสัมปทานป่าไม้จำนวน 2 แห่ง เมื่อปี 2553 โดยมีขนาดรวม 3,500 เฮกตาร์ (ราว 22,750 ไร่) เพื่อเคลียร์พื้นที่ปูทางสำหรับการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ 2 แห่ง ได้แก่ สตุง รัสเสย จรัมและ สตุง ตาตัย ของบริษัทผลิตไฟฟ้าของจีนชื่อ ไชน่าดาตัง แม้ว่าบริษัททิมเบอร์กรีนมีหน้าที่ตระเตรียมพื้นที่ทำอ่างเก็บน้ำที่บริษัทไชน่าต้าถังจะผันน้ำมาเก็บไว้เพื่อผลิตไฟฟ้า แต่บริษัททิมเบอร์กรีนกลับทำหน้าที่เป็นโรงงานแปรรูปไม้ราคาแพงกับเถาวัลย์สีเหลืองเสียมากกว่า จากที่สื่อหลายแห่งได้รายงานมาตลอดตั้งแต่ต้นปี 2553

แม้บริษัททิมเบอร์กรีนจะหายตัวไปพร้อมกับไม้พะยูงจำนวนมากที่เคยมีอยู่ในพื้นที่ป่าของเกาะกงไม่นานหลังจากวุฒิเสียชีวิต แต่จากการประมาณการของนักวิจัยชื่อ มิรา กาโกเนน สิ่งที่บริษัททิมเบอร์กรีนทิ้งไว้เบื้องหลังคือมลพิษที่ปล่อยออกมาทำลายสภาพภูมิอากาศด้วยเช่นกัน เพราะทางบริษัทไม่ได้เคลียร์ต้นไม้ทั้งหมดออกจากพื้นที่ที่ได้กลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่นั่นเอง บริษัททำแค่นำเอาไม้มีมูลค่าออกไป ดังนั้น หลังจากที่บริษัทสร้างเขื่อนปล่อยน้ำเข้ามาในพื้นที่อ่างเก็บน้ำ ก็ทำให้น้ำท่วมต้นไม้ที่เหลืออยู่และมีการปล่อยก๊าซมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศจำนวนมาก

แต่ช่วงหลายเดือนก่อนที่วุฒิจะเสียชีวิต โครงการเขื่อนทั้งสองแห่งได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism) ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลกที่จัดตั้งขึ้นโดยสหประชาชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมโครงการที่ลดการปล่อยมลพิษ นอกจากนี้รัฐบาลกัมพูชาเองก็ยังได้รับทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งอีกด้วย

นอกจากเขื่อนทั้งสองแห่งแล้ว บริษัทแห่งนี้ยังได้สร้างถนนและสายส่งไฟฟ้าเข้าไปในพื้นที่ป่าเกาะกง และตามถนนเส้นดังกล่าว ข้อมูลจาก Global Forest Watch เว็บไซต์ที่ใช้ข้อมูลดาวเทียมติดตามอัตราความสูญเสียของต้นไม้ทั่วโลก แสดงให้เห็นถึงเส้นทางของการตัดไม้ทำลายป่าตามเส้นทางของแม่น้ำสตุง รัสเสย จรัม สายส่งไฟฟ้าของเขื่อน และถนนที่บริษัทสร้าง

ควันหลง

ณ จุดที่ถนนลูกรังสีแดงแยกออกจากถนนของบริษัทไชน่าต้าถังที่อยู่ระหว่างเขื่อนทั้งสองแห่ง สามีภรรยาสูงอายุคู่หนึ่งได้ขับรถปิกอัพเข้ามาจอด แล้วพากันเดินเข้าไปในร้านขายของเคลื่อนที่ที่มีน้ำมัน เครื่องดื่ม และบะหมี่ถ้วยคอยให้แก่ผู้เดินทางสัญจรที่ต่างแวะเวียนเข้ามาหาของรับประทานและหยุดพักจากดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงอย่างไม่อ่อนข้อ

ตอนที่ผู้สื่อข่าวเดินทางมาถึง กลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารจากเกาะกงจำนวน 6 นาย เพิ่งขับมอเตอร์ไซค์ออกเดินทางไปยังชุมชนโอซม จังหวัดโพธิสัตว์ โดยต่างพากันบรรทุกกระสอบข้าวสาร เพื่อไปหาไม้กฤษณาที่มีมูลค่าสูงที่อยู่ในพื้นที่ป่าที่เหลือ ขณะสิ้นสุดการหยุดพักระหว่างทาง ทหารคนหนึ่งกล่าวว่า “ยิ่งไม้ใหญ่แค่ไหนก็ยิ่งขายได้เงินมากเท่านั้น”

หลังจากนั้นไม่ถึงชั่วโมง รถตู้ท่องเที่ยวคันสีเหลืองที่บรรทุกผู้โดยสารที่ออกเดินทางจากพระตะบองเพื่อไปทำงานที่ประเทศไทยได้เข้ามาจอดหยุดพัก ผู้โดยสารที่เดินทางมาแต่ละคนต่างพากันซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมปลาแผ่นทอดกรอบ และเครื่องดื่มต่าง ๆ พลางพูดคุยกัน

ณ ใจกลางศูนย์พักรถขนาดเล็กแห่งนี้ที่เป็นจุดพักเดียวบนเส้นทาง ชายสูงอายุคนหนึ่งเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า เมื่อเดือนเมษายน 2555 เขาเองได้ยินเสียงปืนดังลั่นขึ้นหลายนัด เขาจึงรีบเดินทางเข้าไปในพื้นที่ป่าและพบกับร่างอันไร้วิญญาณของวุฒิ

เขาจำได้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารพานักข่าวสองคนที่เดินทางมาพร้อมกับวุฒิไปที่ตัวจังหวัด และมีการซักถามตัวเขาและคนในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงคนอื่น ๆ ด้วย เพียงแค่เริ่มต้นถาม ชายสูงอายุคนนึ้ก็เล่ารายละเอียดต่าง ๆ ออกมาตรงกับเรื่องราวที่พลอคีกล่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาได้ยินว่าการต่อสู้ที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับเมมโมรี่การ์ด ส่วนพลอคีจำได้ว่าวุฒิพยายามรักษากล้องแคนอนไว้ไม่ให้ใครเอาไปได้

ทั้งนี้ สิ่งที่ทั้งสองคนจำได้นั้นก็ขัดแย้งกันบางจุด ชายสูงอายุคนนี้จำได้ว่าเขาเห็นร่างของวุฒิคว่ำหน้าลง และเขาก็เป็นคนดันร่างให้นั่งตัวตรง ส่วนพลอคีจำไม่ได้ว่ามีการเคลื่อนย้ายร่างของวุฒิหรือไม่

จากนั้นมีคนนั่งเฮลิคอปเตอร์มายังที่เกิดเหตุเพื่อทำการพิสูจน์พยาน เขากล่าวเสริม

“ผมบอกพวกเขาว่าผมไม่รู้เรื่อง ตอนนั้นผมอยู่ที่บ้าน แล้วก็ได้ยินแต่เสียงดังระเบิด ตอนที่มาถึงเขาก็ตายแล้ว ผมเลยปรับเบาะรถเพื่อขยับร่างของเขา” เขาเล่าโดยกล่าวว่าตัวเขาได้จัดท่าให้ร่างของวุฒิตั้งตรง เพราะสงสาร

ชายคนนี้จำชื่อบริษัทที่เข้ามาดำเนินงานในพื้นที่ที่เขาอาศัยอยู่ไม่ได้ แต่เขาจำได้ว่าเจ้าของบริษัทนั้นเป็น “ผู้มีอิทธิพล” แต่เขาจำได้ว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทที่ถูกจับกุมเป็น “คนใจดีมีเมตตาและสุภาพอ่อนโยน” ที่เคยซื้อไม้พะยูงจากชาวบ้าน นอกจากนี้ เขายังจำได้ว่าบริษัทและพนักงานรักษาความปลอดภัยได้พากันออกจากพื้นที่ไปไม่นานนักหลังจากที่วุฒิเสียชีวิต โดยกระบวนการก่อสร้างเขื่อนสตุง รัสเสย จรัม เสร็จสิ้นเมื่อปี 2555

หลังจากที่บริษัทถอนตัวจากที่เกิดเหตุ ชายคนนี้กล่าวว่าได้มีผู้คนจำนวนหลายสิบครอบครัวพากันย้ายเข้ามายังพื้นที่โดยรอบที่เกิดเหตุฆาตกรรม ส่วนหนึ่งย้ายเข้ามาเพื่อมาดูสถานที่เกิดเหตุและอีกส่วนหนึ่งเข้ามาเพื่อใช้ประโยชน์จากที่ดิน จนกระทั่งองค์กรไวลด์เอด (Wild Aid) ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในนาม Wildlife Alliance ไล่รื้อชาวบ้านออกจากพื้นที่ โดยขู่ว่าจะเผาบ้านเรือนหากไม่ย้ายออก องค์กร Wildlife Alliance ถูกจับหลายครั้งในข้อหาเผาบ้านเรือนและขับไล่ชุมชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ป่า โดยไม่นานมานี้มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ขององค์กรได้เผารถไถของชาวบ้านในจังหวัดโพธิสัตว์เมื่อปี 2563

แม้ว่าบรรดาคนงานก่อสร้างจะกำลังทำถนนและขุดดินตามถนนของบริษัทไชน่าต้าถังที่อยู่ใกล้กับตัวเมืองของจังหวัดเกาะกง แต่ถนนลูกรังสีแดงที่เชื่อมต่อไปยังจังหวัดโพธิสัตว์นั้นกลับแทบไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย แม้พื้นที่จะโล่งเตียนกว้างขวาง แต่ก็ไม่มีสิ่งก่อสร้างใดนอกจากต้นหญ้า สิ่งก่อสร้างเดียวที่หลงเหลืออยู่คือศาลพระภูมิเก่า ๆ

สำหรับอุดมรัศมี ผู้เป็นลูกชายของวุฒินั้น เขารู้สึกว่าทรัพยากรที่อยู่ในพื้นที่ป่าแห่งนี้มีค่ามหาศาล จนนำไปสู่ข่ายอาชญากรรมตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตลาดที่ผู้คนเข้ามาหาไม้พะยูงและเถาวัลย์สีเหลืองปัจจุบันก็ได้พัฒนากลายเป็นแหล่งไฟฟ้าและไม้กฤษณา

“มีทรัพยากรธรรมชาติเยอะมากในพื้นที่ป่าแห่งนี้ โดยเฉพาะไม้มูลค่าสูงที่อยู่บนพื้นที่สัมปทานของบริษัท ดังนั้น บริษัทจึงพยายามซ่อนเร้นปิดบังอาชญากรรมที่ตัวเองก่อขึ้น” เขากล่าว

ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อเขียว สาร์ สิลีบ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัททิมเบอร์กรีนตามหมายเลขที่ระบุไว้ขององค์กรที่เกี่ยวข้อง แต่ติดต่อไม่ได้

อุดมรัศมียังคงมุ่งมั่นที่จะค้นหาความยุติธรรมให้เกิดขึ้น และเขาก็มุ่งมั่นที่จะสืบสานอุดมการณ์ของผู้เป็นพ่อร่วมกับนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมคนอื่น ๆ อุดมรัศมีเชื่อว่ายังไม่มีใครที่ลุกขึ้นมาปกป้องป่าไม้ได้เหมือนที่พ่อของเขาเคยทำมาก่อน แต่คนอื่น ๆ หลายคนล้วนได้รับแรงบันดาลใจที่จะลงมือพิทักษ์ป่าไม้ตามพ่อของเขา

“แม้ว่ารัฐบาลจะไม่เห็นคุณค่า แต่คนกัมพูชาต่างเห็นคุณค่าต่อสิ่งที่พ่อต่อสู้มาตลอด… ความมุ่งมั่นทุ่มเทต่อการพิทักษ์ป่าไม้ของพ่อได้ทำให้ชาวกัมพูชาหวงแหนป่าไม้และกล้าที่จะยืนหยัดปกป้องผืนป่าอย่างที่พ่อเคยทำ”

VOD เป็นผู้จัดทำและเผยแพร่บทความครั้งแรก โดยอนุญาตให้ HaRDstories นำบทความมาเผยแพร่อีกครั้ง

เมฆ ดารา และ ดาเนียล คีตัน-โอลเซน เป็นนักข่าวประจำอยู่ที่กรุงพนมเปญ รายงานข่าวให้ VOD

More Features

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.