สามชุมชนในชัยภูมิ หนึ่งการต่อสู้เพื่อสิทธิบนที่ดินป่าสงวน

แสงจันทร์ ถาวรชัยภูมิ ยืนอยู่บนบริเวณป่าที่เคยเป็นบ้านของเธอในพื้นที่ชุมชนท่าเว่อ จังหวัดชัยภูมิ ภาพ : ลูค ดุกเกิลบี/HaRDstories

พื้นที่ป่าอนุรักษ์หลายแห่งในไทยมิได้เป็นเพียงบ้านของสัตว์ป่าและธรรมชาติ แต่เป็นบ้านของหลายชุมชนที่อยู่มาก่อนกฎหมายป่าไม้จะบังคับใช้ด้วย ล่าสุด ชุมชนแห่งหนึ่งผลักดันโมเดลที่พิสูจน์ว่าคนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้ กลายเป็นประกายความหวังให้แก่หลายชุมชนที่ยังดิ้นรนต่อสู้กับรัฐไทยเพื่อยืนยันถึงสิทธิทำกิน

 

หากมองลึกผ่านเงาไม้เข้าไปในป่า เราจะเห็นอีกชั้นหนึ่งของความจริง ป่าเต็มไปด้วยการต่อรอง อำนาจ การเมือง และความพยายามสร้างความชอบธรรมของรัฐภายใต้คำว่า “ทรัพยากรของชาติ” โดยแทบไม่เคยมองเห็นบ้านและชีวิตของผู้คนที่อยู่มาก่อนกฎหมายจะเข้ามาถึง

 ป่าคือสมรภูมิที่เปลี่ยนฉากไปตามยุคสมัย ตั้งแต่ “สงครามกับคอมมิวนิสต์” มาเป็น “สงครามกับชาวบ้าน” ผ่านนโยบายป่าไม้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การประกาศเขตป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ ปลูกพืชเศรษฐกิจ มาจนถึงปฏิบัติการ “ทวงคืนผืนป่า”

 เพื่อแสดงให้เห็นตัวอย่างปัญหาการต่อสู้ที่ยืดเยื้อ ทีมข่าว HaRDstories ได้เดินทางไปยังสามชุมชนในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ ในชุมชนท่าเว่อ เราพูดคุยกับผู้หญิงที่ลุกขึ้นสู้เพื่อนำทุกชีวิตกลับบ้าน ในโคกยาว ชื่อของสามัญชนนักต่อสู้ “เด่น คำแหล้” กลายเป็นความทรงจำบาดแผล ในบ่อแก้ว ต้องเผชิญผืนดินที่ยูคาลิปตัสทำลาย แต่ยังยืนหยัดจัดการที่ดินแบบโฉนดชุมชน

นี่คือเสียงจากสามชุมชนในจังหวัดชัยภูมิที่บอกเราว่า ป่าไม่ใช่ฉากหลังของประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นสนามต่อสู้เพื่อสิทธิและการดำรงอยู่ของผู้คนธรรมดา

 

ท่าเว่อและประวัติศาสตร์ของการขับไล่ 

ท่าเว่อเป็นชุมชนเล็กๆ ในอำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ปัจจุบันหมู่บ้านท่าเว่อมีครัวเรือน 150 หลังที่ยังหลงเหลืออยู่ จำนวนหลังคาเรือนที่เป็นเหมือนผลลัพธ์จากสามทศวรรษแห่งการลงแรง ประวัติศาสตร์และความทรงจำของหลายครอบครัวตั้งรกรากที่นี่ แม้ที่ผ่านมาภาครัฐผลักดันผู้คนออกจากชุมชนนี้ตลอดเวลาก็ตาม

เรื่องราวของท่าเว่อเริ่มต้นขึ้นเมื่อกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเข้ามาจับจองที่ทำกินในป่าราวปี 2505 ตามมาด้วยผู้คนกลุ่มใหม่ที่ทยอยกันตามมา ซึ่งในปีเดียวกันนั้นเป็นปีที่มีการสัมปทานไม้ แต่ชาวบ้านส่วนมากทำไร่นา บุกเบิกขยายชุมชนเรื่อยมา จนกระทั่งมีสถานะเป็นหมู่บ้านอย่างเป็นทางการในปี 2531 

แต่ขณะเดียวกัน รัฐได้ตีเส้นบนแผนที่ กำหนดให้ผืนดินนี้เป็น “ป่าสงวนแห่งชาติภูแลนคา” ด้านทิศเหนือ ครอบคลุม 279,000 ไร่ เจ้าหน้าที่เริ่มขับไล่ผู้คนออกจากไร่นาและบ้านเรือนแห่งนี้ถึงสี่รอบใหญ่ๆ นับตั้งแต่ปี 2532 จนถึงปัจจุบัน ความพยายามระลอกล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2557 ไม่นานหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติภายใต้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” 

ในเวลานั้น จิราภรณ์ ระวังเป้า ยังเป็นเด็กหญิงวัย 15 ปี เธอจำเหตุการณ์วันนั้นได้ดีราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ระหว่างเดินกลับจากโรงเรียน เธอเห็นรถเจ้าหน้าที่ทยอยออกมาจากปากทางเข้าบ้าน ตัดโค่นยางพารา มันสำปะหลัง และห้ามชาวบ้านกลับเข้าไปในพื้นที่ เด็กหญิงทราบทันทีว่าบ้านหลังนั้นจะไม่ใช่บ้านของเธออีกต่อไป

ชาวบ้านประมาณเก้าครอบครัวที่ถูกขับไล่ในวันนั้นต้องกระจัดกระจายออกไป ปัจจุบันจิราภรณ์มีอายุ 26 ปี เธอต้องอาศัยในหมู่บ้านที่ห่างออกไปจากบ้านเดิมประมาณห้ากิโลเมตร กลางดึกของบางคืน เกษตรกรสาวผู้นี้ยังฝันถึงบ้านหลังเก่าที่หุบเขาหินทะมาด ระยะทางเพียงห้ากิโลเมตร แต่ไกลเกินกว่าจะกลับไปถึง

“ฉันฝันซ้ำๆ ว่าได้กลับไปอยู่บ้าน” เธอเล่า “ในฝัน ฉันมักสำรวจต้นไม้ที่เราปลูก หวังว่ามันจะยังอยู่” 

เพียงไม่กี่วันก่อนที่หน่วยงานรัฐผลักไล่พวกเธอออกจากพื้นที่ เจ้าหน้าที่เพิ่งเรียกประชุม ขอให้ครอบครัวของเธอและเครือญาติอีกแปดครัวเรือนรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินที่พวกเขาบุกเบิก ทุกครอบครัวได้ “เซ็นชื่อเข้าร่วมประชุม” ตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ แต่พวกเขาเพิ่งมาทราบทีหลังว่าสิ่งนั้นคือ “เอกสารยินยอมออกนอกพื้นที่”

ชีวิตของเกสรดอกไม้

หลังจากเหตุการณ์นั้น สมาชิกในครอบครัวของจิราภรณ์กลายเป็นประหนึ่งเกสรดอกไม้ ลอยล่องไปตามสายลมของการพลัดถิ่น พี่ชายของเธอเดินทางไกลไปทำงานภาคเกษตรที่ประเทศอิสราเอล แม่ของเธอต้องลักลอบไปทำงานในประเทศเกาหลีใต้อย่างผิดกฎหมาย ก่อนจะกลับมาทำงานภาคธุรกิจบันเทิงในจังหวัดภูเก็ตเพื่อส่งเงินกลับไปให้ครอบครัวทั้งที่หมู่บ้านท่าเว่อและที่กระเซ็นกระส่ายไปยังที่อื่น 

จิราภรณ์เป็นพนักงานทำความสะอาดในสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ทำได้เพียงสองสัปดาห์ เธอตัดสินใจกลับชัยภูมิ เพราะไม่คุ้นเคยกับชีวิตในเมือง

“มองไปทางไหนก็เห็นแต่แสงไฟ ได้ยินแต่เสียงเครื่องบินดังตลอดคืน” จิราภรณ์เล่า 

การกลับบ้านครั้งนั้น นำทางให้จิราภรณ์ได้พบกับชายที่ต่อมากลายเป็นสามีของเธอ เธอเล่าว่าไม่ได้แต่งงานเพราะความรัก แต่เพราะต้องการที่พึ่งพิง สามีของเธอเป็นเหมือนขอนไม้ลอยมาในกระแสน้ำเชี่ยว สิ่งให้ยึดเหนี่ยวเพื่อความอยู่รอด ก่อนที่ความผูกพันค่อย ๆ งอกงามขึ้นตามเวลา

“ฉันต้องพึ่งเขา ไม่อย่างนั้นชีวิตก็ไปต่อไม่ได้ ตอนนั้นฉันไม่มีที่ดิน แต่เขามีสวนยางพารา จึงเป็นทางเลือกเดียวที่มองเห็น ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่บุกมาตัดสวนยางของครอบครัวเมื่อหลายปีก่อน เราก็อาจไม่ได้เจอกัน ตอนนี้เรามีลูกสาวอายุสี่ขวบค่ะ” จิราภรณ์เล่าถึงชีวิตรสขม แต่ปลายประโยคเผยรสหวานของความรัก

หญิงชาวท่าเว่ออีกคนหนึ่ง แสงจันทร์ ถาวรชัยภูมิ วัย 41 ปี เล่าว่าชีวิตของเธอผ่านการย้ายบ้านมาแล้วสี่ครั้ง ตามจังหวะการไล่รื้อของเจ้าหน้าที่รัฐ ครอบครัวถูกผลักจากภูเขาลูกหนึ่งไปภูเขาอีกลูก

“การย้ายบ้านเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด” เธอย้อนเล่า “ตอนที่ยังเป็นเด็กการย้ายและสร้างบ้านใหม่เป็นเรื่องสนุก แต่พอโตขึ้นเราจะพบกับคำถามว่าทำไม และฉันกลายเป็นคนกลัวทหาร”

การยืนยันของพ่อที่จะอยู่กับผืนดินเดิม นำไปสู่ความแตกร้าว แม่พาเธอลงมาอยู่ในชุมชน แต่งงานใหม่ ส่วนพ่ออยู่กับป่าและตายไปกับป่า

“ทุกวันนี้พ่อก็ยังอยู่ตรงนั้น” เธอชี้ไปยังผืนดินเล็กๆ ในป่า ชาวบ้านเรียกตรงนั้นว่า หลุบพ่อใหญ่ผำ “แกรักสันโดษ ไม่เคยจากไปไหน”

ตั้งแต่เด็ก เธอเรียนไปด้วยทำงานรับจ้างไปด้วย ตัดอ้อย ขุดมัน หักข้าวโพด ก่อนเข้าคณะหมอลำ ชีวิตหางเครื่องพาเธอตระเวนไปเหมือนนกขมิ้น ค่ำไหนนอนนั่น พออายุได้ 18 แสงจันทร์เข้ากรุงเทพ เป็นสาวโรงงานเย็บผ้า แคดดี้สนามกอล์ฟ จากสาวบ้านป่า ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่เกือบ 20 ปี กระทั่งโรคโควิดระบาดในปี 2564 แสงจันทร์จึงกลับมาหมู่บ้านท่าเว่ออีกครั้ง เธอทำไร่บนที่ดินของแม่ แต่ก็ยังไม่พ้นวงจรการผลักไส

บ่ายวันหนึ่ง เจ้าหน้าที่ถือคอมพิวเตอร์และเครื่องระบุพิกัดเดินทางมาพบแสงจันทร์ขณะทำไร่ ก่อนจะชี้แจงว่าที่ดินของเธออยู่ในอุทยานแห่งชาติภูแลนคา และเป็นพื้นที่ของโครงการแปลงปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ ไม่นานก็มีป้ายตรวจยึดมาตอกไว้ สั่งให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ ผู้คนกว่า 150 ครอบครัวที่เหลือในท่าเว่อได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับเธอ

“สิ่งที่พวกเราเจอ ไม่มีความยุติธรรมเลยสักนิด” แสงจันทร์กล่าว

คนบุกรุกป่า หรือป่าบุกรุกคน? 

ในปัจจุบัน ชุมชนท่าเว่อกำลังเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกคณะทำงานแก้ไขปัญหาระดับจังหวัดชัยภูมิ พวกเขาเคลื่อนไหวร่วมกันกับ “เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน” หรือ คปอ. กลุ่มภาคประชาชนที่คอยช่วยเหลือบรรดาชุมชนอีกจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกัน 

อรนุช ผลภิญโญ ตัวแทนคปอ. กล่าวว่าชีวิตที่เร่ร่อนของจิราภรณ์ แสงจันทร์และชาวท่าเว่อคนอื่นๆ เป็นตัวอย่างรูปธรรมของผลกระทบจากนโยบายผลักคนออกจากป่า  ทำให้ผู้คนต้องพลัดถิ่นจากบ้านเกิด สมาชิกในครอบครัวต่างกระจัดกระจาย เรื่องราวเช่นนี้เป็นชะตากรรมที่ชาวอีสานหลายคนต่างเผชิญมาหลายชั่วอายุคน 

“แรงงานภาคเกษตรต้องไปใช้แรงงานที่เมืองอื่น มีไม่น้อยที่ต้องไปต่างประเทศด้วยกระบวนการไม่ถูกต้อง บางรายเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ พวกเขาไม่มีที่ดินทำกิน เพราะถูกขับไล่” อรนุชอธิบาย

เมื่อนโยบายและอำนาจจากภาครัฐเริ่มกดทับชุมชน สาวชาวไร่ที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องลุกขึ้นสู้ ก็กลายเป็นแนวหน้าไปโดยไม่ตั้งใจ ในช่วงที่คณะกรรมการ คปอ.ประสานงานกับหลายหน่วยงานเพื่อวางกลไกแก้ปัญหาในระดับจังหวัด จิราภรณ์คือหนึ่งในตัวแทนชาวบ้านที่นั่งโต๊ะคุยกับเจ้าหน้าที่อยู่เสมอ เธอแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างไม่ลดละ พยายามส่งเสียงของชุมชนให้ดังพอจะถูกได้ยิน

“ไม่ใช่พวกเราไม่รักป่า แต่อย่าเอาคำว่าป่ามากดขี่ข่มเหงประชาชน” จิราภรณ์กล่าวทั้งน้ำตาระหว่างการประชุมของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงในปลายเดือนกันยายนปีที่แล้ว

ข้อต่อสู้หลักที่คปอ.ยกขึ้นมาเจรจากับภาครัฐ คือคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติเมื่อปี 2557 ที่มีข้อยกเว้นไม่ให้ปฏิบัติการทวงคืนผืนป่ากระทบต่อผู้ยากไร้ ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ก่อนออกคำสั่ง โดยอ้างอิงหลักเกณฑ์การตรวจสอบพิสูจน์สิทธิ์ โดยใช้แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศสี 2 ช่วงเวลา ในการจำแนกกลุ่มผู้ถือครองที่ดิน โดยหากปรากฏร่องรอยการใช้ประโยชน์ที่ดินตามแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศสี ปี พ.ศ. 2545-2557 ให้ผ่อนผันทำประโยชน์ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 มิถุนายน 2541 

“จากที่เราตรวจสอบ ไม่ได้มีร่องรอยบอกว่าชาวบ้านทำกินหลังปี 2557 เลย” อรนุช ตัวแทนคปอ. กล่าวให้สัมภาษณ์ “นั่นหมายความว่าพวกเขาไม่ได้เป็นผู้บุกรุกป่า แต่ป่าต่างหากเข้ามาบุกรุก”

หลังการประชุมล่าสุด คณะทำงานร่วมได้มีข้อตกลงเห็นชอบให้คืนที่ดินทำกินจำนวนหนึ่งให้แก่ชาวบ้าน แต่รายละเอียดสาระสำคัญยังไม่มีข้อใดชัดเจน โดยเฉพาะคำถามที่ว่า ชาวท่าเว่ออย่างจิราภรณ์และแสงจันทร์จะได้ที่ดินคืนเมื่อใด  

ทีมข่าว HaRDstories ได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชัยภูมิเกี่ยวกับความคืบหน้าประเด็นนี้ แต่หน่วยงานดังกล่าวได้แนะนำให้สอบถามไปยังศูนย์ป่าไม้ชัยภูมิแทน ด้านศูนย์ป่าชัยภูมิระบุว่าจะติดต่อกลับมายังทีมข่าว แต่ในขณะที่บทความนี้เผยแพร่ ยังไม่มีการตอบรับใดๆ 

อย่างไรก็ตาม จิราภรณ์ระบุว่าสัญญาณตอบรับที่ดีจากคณะทำงาน ช่วยเติมกำลังใจให้เธอและครอบครัวมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง 

ประวัติศาสตร์การถูกไล่ที่ของชาวบ้านท่าเว่อ

  • ปี 2532 ชาวบ้านราว 30 ครัวเรือนถูกขับไล่ออกจากคุ้มภูคี บางส่วนต้องกลับภูมิลำเนาเดิม ที่เหลือย้ายมาอยู่แถวภูค้อ

  • ปี 2535 ราว 100 ครัวเรือนถูกไล่จากภูค้อ ภายใต้โครงการ คจก. บางส่วนกลับบ้านเกิด เหลือเพียง 10 ครัวเรือนที่ไปอาศัยญาติที่ท่าเว่อ

  • ปี 2538–2539 ชาวบ้านถูกผลักออกจากคุ้มน้ำจ๊อก ก่อนรัฐเข้ามาปลูกป่า 700 ไร่ และขยายพื้นที่ปลูกต่อในคุ้มวังยาว

  • ปี 2557 เจ้าหน้าที่บังคับให้ชาวบ้านเซ็นเอกสารยินยอมออกจากลาดเลเต หินทะมาด และสามง่าม พร้อมตัดฟันพืชผลตามนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า”

  • ปี 2563–2564 แม้ชาวบ้านบางส่วนทำกินต่อเนื่อง แต่กลับถูกสำรวจและติดป้ายยึดที่ดิน มีชาวบ้านกว่า 150 ครัวเรือนได้รับผลกระทบ และยังคงกังวลเรื่องสิทธิในที่ดิน ซึ่งเจ้าหน้าที่อ้างว่าเป็นพื้นที่โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ

“ไม่รู้ว่าระยะเวลาในการพิสูจน์สิทธิ์และส่งมอบที่ดินจะใช้เวลานานเท่าไร บางทีก็รู้สึกว่ายิ่งใกล้เหมือนยิ่งไกล” เธอกล่าว “ญาติพี่น้องของฉันต่างกระจัดกระจายไปที่ต่างๆ แต่พวกเขายังมีหวังค่ะ เพราะฉันยังต่อสู้อยู่”

ในมุมมองของ อิทธิพล ไทยกมล ผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินและชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ต้นตอของความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับหน่วยงานรัฐที่เกิดขึ้นในผืนป่าหลายแห่งในปัจจุบัน ไม่ได้เริ่มจากการเผชิญหน้า หากเริ่มจากความพยายามจะจัดระเบียบอดีตของรัฐ ความพยายามที่จะพิสูจน์ให้ได้เป็นลายลักษณ์อักษรว่า ใครครอบครองพื้นที่ตรงไหนในป่าบ้าง แต่กระบวนการที่ตั้งใจจะคลี่คลายปัญหา กลับกลายเป็นการสร้างปัญหาขึ้นมาเสียเอง

“นัยหนึ่งมันเป็นการให้สิทธิ แต่อีกนัยยะหนึ่งมันก็เป็นการรอนสิทธิไปพร้อมกัน” อิทธิพลกล่าว 

เขายกตัวอย่าง ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ซึ่งกำหนดว่า หากราษฎรครอบครองที่ดินมาก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 ให้มาแจ้งการครอบครองภายใน 180 วัน รัฐจะออกหนังสือรับรองการถือครองที่ดินให้ และหนังสือฉบับนั้นสามารถนำไปออกโฉนดได้ในอนาคต แต่หากไม่มาแจ้งภายในกำหนด ถือว่าสละสิทธิไปโดยปริยาย

“เเต่เมื่อลองนึกย้อนกลับไปปี 2497 ผมว่ารังสิตยังเป็นป่าอยู่เลยนะ แล้วผู้คนที่อาศัยในป่าในดง ข่าวสารนี้เดินทางไปถึงพวกเขาไหม บางทีไม่รู้ด้วยซ้ำ ก็ขาดสิทธิไป มันก็เป็นการรอนสิทธิประชาชน” อิทธิพลอธิบาย 

ความทรงจำของโคกยาว 

ห่างจากบ้านท่าเว่อไปทางทิศเหนือราวสองชั่วโมง ชุมชนโคกยาวซ่อนตัวอยู่หลังแนวป่ายูคาลิปตัส แนวไม้สูงชะลูดเรียงรายเหมือนกองทหารที่ยืนแถวตรง สำหรับชาวบ้านโคกยาวแล้ว สีเขียวเข้มของไม้ยูคาลิปตัสไม่ได้ให้ร่มเงา แต่กลับทำให้พวกเขารู้สึกถูกกักขัง เพราะชาวบ้านที่หลงเหลืออยู่กว่า 16 ครัวเรือนในชุมชนนี้ไม่เคยลืมว่าต้นไม้เหล่านั้นปลูกขึ้นมาด้วยเหตุผลใด 

ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาวโคกยาวเริ่มต้นขึ้นเมื่อภาครัฐประกาศให้ชุมชนตกอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนามเมื่อปี 2516 ทั้งที่ชาวบ้านเข้ามาอยู่อาศัยตั้งแต่ปี 2511 ต่อมาในปี 2528 ทางการเดินหน้าโครงการ “หมู่บ้านรักษ์ป่า ประชารักษ์สัตว์” มีจุดประสงค์หลักเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ส่งมอบอาวุธให้แก่เจ้าหน้าที่และยุติการล่าสัตว์ แต่ในไม่ช้าก็กลับกลายเป็นกระบวนการผลักดันให้ชาวบ้านออกนอกพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่ามีที่ดินแห่งใหม่รองรับ

ชาวบ้านโคกยาวเล่าความทรงจำว่า หากใครไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ย้ายออก มักจะถูกคุกคามด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยิงปืนขู่ เผาเถียงนาที่พัก ทำลายพืชผล แต่เมื่อหลายคนจำใจยอมออกจากโคกยาว กลับพบว่าที่ดินที่เจ้าหน้าที่จัดสรรให้ ไม่สามารถใช้ประโยชน์หรือทำกินได้จริง เพราะเป็นพื้นที่ที่มีคนอื่นครอบครองไว้แล้ว 

ครั้นจะย้ายกลับไปโคกยาวก็ไม่ได้ เพราะกรมป่าไม้ได้ให้สัมปทานที่ดินกับองค์กรอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) สำหรับปลูกต้นยูคาลิปตัสเป็นพืชเศรษฐกิจ เจ้าหน้าที่ได้เดินหน้าปลูกยูคาลิปตัสทับพื้นที่เดิมของชาวบ้าน และมีการตรวจตราห้ามเข้าอย่างเข้มงวด 

บรรดาครัวเรือนหยิบมือหนึ่งที่ยืนยันไม่ยอมออกจากพื้นที่ ได้รวมตัวกันภายใต้การนำของ เด่น คำแหล้ เกษตรกรบ้านโคกยาวที่มีบทบาทเป็นแกนนำหลักในการต่อสู้กับภาครัฐด้วยวิธีต่างๆ ทั้งยื่นร้องเรียน ยื่นหนังสือชี้แจง เจรจาชะลอการไล่รื้อ และสร้างแนวร่วมกับชุมชนอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายเดียวกัน จนกระทั่งเด่นหายสาบสูญไปในป่าใกล้หมู่บ้านโคกยาวเมื่อต้นปี 2559 และไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย 

“เราต่อสู้มาตั้งแต่ต้นยูคาฯ ยังเป็นต้นเล็กๆ จนวันนี้ต้นยูคามันใหญ่ถึงขนาดนี้แล้ว เราก็ยังสู้อยู่” หัส กุนหงส์ แม่บ้านวัย 50 พูดพลางปรุงรสส้มตำในครก “คนที่สู้มาก่อนเรา ตายไปก็หลายแล้ว”

อิทธิพลจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชระบุว่าภาครัฐได้พยายามแก้ไขความขัดแย้งเช่นนี้บ้างแล้ว แต่หลายนโยบายที่ออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดิน กลับยิ่งซ้ำเติมความขัดแย้ง เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ อย่างเช่น นโยบายจัดโซนนิ่ง เคลื่อนย้ายผู้คน จัดสรรพื้นที่ แทนที่จะใช้วิธีรับรองสิทธิรูปแบบอื่นที่ไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยการไล่คนออกจากที่ดิน

“ผมมองว่าการแก้ปัญหาโดยการเคลื่อนย้ายคนออกจากป่า ไม่ใช่แนวทางในการแก้ไขความขัดแย้ง” อิทธิพลกล่าว 

เขามองว่าบทเรียนสำคัญจากมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 จนถึงมาตรา 64 ในกฎหมายอุทยานฯ ไม่ได้อยู่ที่การกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือการยอมรับว่าความคลุมเครือของ “ขอบเขต” ต่างหากที่เปิดทางให้ปัญหาบานปลาย 

อิทธิพลย้ำว่า ความพยายามของรัฐในช่วงหลังจึงไม่ใช่การย้ายคนออกจากป่า แต่คือการตรึงขอบเขตให้ชัด ตรึงคนให้อยู่กับที่ดินของตน และปิดประตูไม่ให้นายทุนแทรกซึม เมื่อขอบเขตถูกทำให้มองเห็นได้ สิทธิในที่ดินจึงอาจสืบทอดต่อไปได้โดยไม่ต้องขยายพื้นที่ออกไปอีก เป็นความพยายามประคับประคองปัจจุบัน ภายใต้เงาของอดีตที่ยังไม่เคยถูกจัดการอย่างแท้จริง

อนุสาวรีย์ของผู้ยืนหยัด

ในวันนี้ แม้ตัวเด่นจะไม่อยู่กับโคกยาวแล้ว แต่จิตวิญญาณการต่อสู้ของเขายังปรากฏตัวผ่านรูปปูนปั้นขนาดเท่าตัวจริงที่ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน มีเสาสีแดงสามต้นตั้งล้อมรอบ ชาวบ้านบอกว่าเสาทั้งสามแทนความหมายของ “เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ”

รูปปั้นนายเด่นยืนเคียงคู่นางสุภาพ คำแหล้ ภรรยาคู่ทุกข์คู่สุขที่เคยร่วมเคลื่อนไหวด้วยกัน จนกระทั่งเธอเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในปี 2564 สาคร แก้วทาสี ประติมากรผู้ปั้นรูปเด่นและสุภาพ เลือกท่วงท่าของเด่นในจังหวะที่เขายืนกำด้ามมีด ส่วนสุภาพถือเสียม แสดงถึงภูมิหลังของทั้งสองชาวไร่ 

“ผมเคยปั้น ร.5 กับพระเจ้าตาก แต่ครั้งนี้เป็นงานปั้นสามัญชน นักต่อสู้ ถ้าไม่ถืออาวุธ ไม่เงื้อขึ้น มันก็ไม่สื่อถึงนักสู้ ผมเลยให้พ่อเด่นเงื้อมีดขึ้น ส่วนแม่สุภาพถือเสียม เพราะทั้งสองเป็นชาวไร่” สาครอธิบาย

ประติมากรรมดังกล่าวยังได้อ้างอิงเหตุการณ์เช้าวันหนึ่งที่เจ้าหน้าที่สนธิกำลังกว่า 200 นายบุกเข้าปิดล้อมชาวบ้านโคกยาวเพื่อดำเนินคดีข้อหาบุกรุก เด่นยังไม่สวมเสื้อ เพราะเป็นเช้าตรู่ เขายืนหยัดไม่คิดหนีไปไหน เพราะไม่มีที่ให้ไป  

รูปปั้น “พ่อเด่น-แม่สุภาพ” ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา แต่ในวันที่ทีมข่าว HaRDstories เดินทางลงพื้นที่บ้านโคกยาวเมื่อเดือนพฤษภาคม ยังมีเพียงลานโล่งว่างกลางเสาสามต้น รูปปั้นยังอยู่ที่บ้านช่างปั้นในจังหวัดขอนแก่น รอคอยวันที่จะมาติดตั้งบนฐานในโคกยาว 

ถัดจากลานปูน มีเต๊นส์ผ้าใบติดตั้งบอร์ดแสดงเรื่องราวการต่อสู้ของชาวโคกยาว เงียบเหงาราวกับพิพิธภัณฑ์ยังสร้างไม่เสร็จ แต่เต็มไปด้วยความทรงจำของผู้คน

“คนรุ่นพ่อของผมต่อสู้เรื่องประกาศเขตป่าอนุรักษ์ คนรุ่นพ่อเด่น คือรุ่นที่ต่อต้านนโยบายขับไล่คนจากที่ทำกิน ส่วนผมคือรุ่นที่สาม” บุญมี วิยาโรจน์ ชาวบ้านโคกยาว เล่าประวัติศาสตร์ของชุมชนฉบับย่อราวกับภัณฑารักษ์

 

บาดแผลร่วมของชุมชน

ก่อนที่เขาจะหายตัวไป เด่นได้เคลื่อนไหวในประเด็นสิทธิทำกินและการย้ายกลับสู่ผืนดินเดิมของชาวโคกยาวที่กระจัดกระจายกันไป อีกข้อเรียกร้องหลักที่เขายืนยันเป็นประจำคือ “โฉนดชุมชน” สำหรับบ้านโคกยาว ซึ่งเอกสารดังกล่าวมักมีรูปแบบที่ช่วยให้ชาวบ้านมีที่ทำกิน บริหารจัดการร่วมกัน และป้องกันไม่ให้ที่ดินตกไปอยู่ในมือของกลุ่มนายทุน

แต่แทนที่ภาครัฐจะฟังเสียงของเด่น เขาและชาวบ้านโคกยาวคนอื่นๆ กลับถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจ ละฝ่ายปกครองสนธิกำลังกันบุกเข้าควบคุมตัวในปี 2554 และแจ้งข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม คดีดำเนินถึงศาลฎีกา จำเลยบางส่วนถูกศาลตัดสินให้ผิดตามฟ้อง รวมถึงสุภาพ ภรรยาของเด่น ที่ถูกจำคุกหกเดือนไม่รอลงอาญา 

ส่วนจำเลยที่เหลือถึงแม้จะยกฟ้องในภายหลัง แต่ก็ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้าจากคดีที่ยืดเยื้อ กลายเป็นบาดแผลร่วมของทั้งชุมชน ดังเช่นบุญมี ที่ระบุว่าภรรยาเขาตรอมใจตายหลังแบกคดีความยาวนาน 

“เราไม่ได้อะไรเลย มีแต่เสียกับเสีย เสียเวลาและเงิน แล้วก็เสียคนที่รักไป” บุญมีกล่าว “ทุกบ้านเป็นเหมือนกันหมด หากินไม่พอก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน [เพื่อมาต่อสู้คดี] พอกู้หนี้มาก็มีดอกเบี้ย วนเวียนแบบนี้ไม่จบสิ้น”

ระหว่างที่คดียังค้างอยู่ในชั้นฎีกา เด่นกลับหายไปจากหมู่บ้านอย่างลึกลับในเช้าวันที่ 16 เมษายน 2559 ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและคำถามที่ไม่เคยมีคำตอบ สำหรับชาวบ้านโคกยาว หลายคนเชื่อว่าเขาอาจตกเป็นเหยื่อของการบังคับสูญหาย แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดชี้ไปถึงผู้กระทำ ตอนที่เขาหายตัวไป เด่นอายุได้ 65 ปี วัยที่ควรได้พักจากการต่อสู้มากกว่าจะเริ่มต้นเผชิญสิ่งใหม่

ความเจ็บปวดยิ่งทวีขึ้น เมื่อภาครัฐกลับมองเด่นในฐานะผู้หลบหนีคดี หลังศาลฎีกามีคำสั่งในเดือนพฤษภาคม 2560 ว่าไม่อาจรับฟังได้ว่าเขาถึงแก่ความตาย การไม่มาฟังคำพิพากษาจึงถือเป็นการหลบหนี ทำให้ศาลจังหวัดภูเขียวออกหมายจับ และลงโทษปรับนายประกัน เสียงของคนที่หายไป กลับถูกตีความว่าเป็นความผิดของเขาเอง

หลังออกจากเรือนจำ สุภาพพยายามเดินหน้าเรียกร้องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับคดีการหายตัวไปของสามี เธอฝ่าความหวังที่ริบหรี่เพื่อหาความจริง แต่ในที่สุดคดีก็ยุติลงโดยไร้ข้อสรุป ไม่นานนัก สุภาพก็ล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง และจากไปในวัย 67 ปี เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2564 ปิดฉากคู่สามีภรรยาที่เคยยืนหยัดเคียงชาวบ้านโคกยาวมาตลอดหลายทศวรรษ

แม้ร่างของเด่นยังคงสูญหาย แต่ประวัติการต่อสู้ของเขายังดำรงอยู่บนผืนดินโคกยาว เขายังยืนหยัดอยู่ในรากไม้ ในลำต้นยูคาลิปตัส ในเรื่องเล่าของชาวบ้านทุกคน ข้อเสนอเรื่องโฉนดชุมชนของเด่นยังคงเป็นประเด็นที่ชาวโคกยาวใฝ่ฝันและเรียกร้องจากรัฐ

“เรากำลังสู้เพื่อสิทธิในการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน” บุญมีกล่าว 

ราคาของการทวงคืนผืนป่า 

คงไม่มีใครสามารถคำนวนหรือทราบได้แน่ชัดว่าการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้อย่างเข้มงวดของภาครัฐในห้วงเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา ได้สร้างผลกระทบแก่บุคคลกี่ครอบครัว กี่ชุมชน กี่ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของทรัพย์สิน การสูญเสียบ้านหรือที่ดินทำกิน การสูญเสียโอกาส และบาดแผลทางจิตใจ

งานวิจัยของ กิติมา ขุนทอง อาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เรื่อง “การแย่งยึดที่ดินจากนโยบายป่าไม้ในยุค คสช. กับการผลิตซ้ำความจนเรื้อรัง” ได้พยายามสรุปตัวอย่างเศษเสี้ยวหนึ่งของวงจรดังกล่าว กิติมาระบุว่าความเสียหายจากนโยบายทวงคืนผืนป่ามีหลายประการ ตั้งแต่การเสียสิทธิในที่ดิน สูญเสียรายได้ต่อรอบการผลิตราว 7,000 ถึง 250,000 บาท ไปจนถึงการแตกสลายของครอบครัว

ตัวเลขของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ปัจจุบันมีชุมชนที่อยู่ในเขตป่าทั้งหมดราว 23,618 ชุมชน มีที่ดินที่ทับซ้อนกับเขตป่า 16.7 ล้านไร่ ระหว่างปี 2557-2562 มีการดำเนินคดีไปทั้งหมดประมาณ 29,000 คดี ยึดที่ดินไปประมาณ 800,000 ไร่ เป็นคดีที่บุกรุกใหม่ประมาณ 80,000 ไร่ หรือคิดเป็น 10% ของพื้นที่ที่ถูกดำเนินคดีเท่านั้น

ขณะเดียวกัน กลุ่มภาคประชาชนได้เคยแถลงว่า หลังเหตุการณ์รัฐประหารปี 2557 มีคดีที่เกิดจากนโยบายทวงคืนผืนป่ากว่า 48,000 คดี ผู้ถูกดำเนินคดีมักเป็นกลุ่มฐานะยากจน กลุ่มชาติพันธุ์และคนชายขอบ ขณะที่การประกาศเขตป่าไม้และที่ดินในหลายพื้นที่ ได้เอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มนายทุนหรือผู้มีอิทธิพล แต่คนยากไร้จำนวนมากกลับไม่มีที่ดินที่ทำกิน กลายเป็นซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม 

ผลกระทบจากการดำเนินกฎหมายเช่นนี้ เป็นที่มาของการผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ราษฎรซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานตามนโยบายด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ. … ของพรรคประชาชน ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรมีมติเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ใช้เป็นร่างหลักสำหรับพิจารณาขั้นต่อไป

กลุ่มเป้าหมายตามร่างนิรโทษกรรมฉบับนี้ คือ ผู้ถูกดำเนินคดีในฐานความผิดเกี่ยวกับกฎหมายป่าไม้ ทั้งที่พวกเขาสมควรได้รับการผ่อนผันตามกฎหมายแต่แรก เช่น ได้ครอบครองและทำกินก่อนถูกประกาศเป็นพื้นที่ป่า หรือได้รับอนุโลมตามมติคณะรัฐมนตรี หรือเป็นผู้ยากไร้ ไร้ที่ดินทำกิน เป็นต้น กรณีผู้กระทำผิดที่เป็นนายทุน ผู้มีอิทธิพล หรือคนต่างถิ่นที่เข้ามาใหม่ จะไม่ได้รับนิรโทษกรรมแต่อย่างใด

ความคืบหน้าล่าสุด สภาผู้แทนราษฎรได้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้ เพื่อพิจารณาเนื้อหาร่างกฎหมายโดยละเอียดและแก้ไขให้เหมาะสมก่อนพิจารณาวาระถัดไป อย่างไรก็ตาม การประกาศยุบสภาในเดือนธันวาคม 2568 ทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าวมีสถานะคลุมเครือตามไปด้วย เพราะไม่แน่ชัดว่าสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่จะนำเอาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมนี้ขึ้นมาพิจารณาหรือไม่ 

ในฐานะที่มีส่วนร่วมในคณะกรรมาธิการพิจารณากฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรมคดีป่าไม้ อิทธิพล ไทยกมล มองว่ากฎหมายลักษณะนี้จำเป็นต้องมีความชัดเจนอย่างยิ่งว่า ใครคือบุคคลที่จะได้รับการนิรโทษ เพื่อให้การเยียวยานำไปสู่การสมานฉันท์อย่างแท้จริง แต่เขาก็ย้ำว่า กฎหมายควรเป็นเพียง “มาตรการขั้นสุดท้าย” เพราะในความเป็นจริง ภาครัฐยังมีเครื่องมืออีกจำนวนมาก ที่สามารถใช้คลี่คลายความขัดแย้งระหว่างคนกับป่าได้

“ผมยืนยันว่า ณ วันนี้ ทุกหน่วยงานมีกระบวนการการแก้ไขปัญหาเรื่องคนอยู่กับป่า แต่กระบวนการนี้อาจขาดประสิทธิภาพ ถ้ารัฐบาลมองว่ากระบวนการที่มีอยู่แล้ว มันไม่ตอบสนองประชาชน รัฐบาลก็อัดลงไป เน้นลงไป เร่งรัดเติมเชื้อให้มันวิ่งต่อไปได้”

อิทธิพลชี้ว่า อุปสรรคไม่ได้อยู่ที่การขาดกฎหมายหรือขาดเครื่องมือแต่อยู่ที่ ระยะเวลาอันยาวนานในการพิสูจน์และคืนสิทธิในที่ดินให้ประชาชน ซึ่งเป็นภาระที่หน่วยงานรัฐต้องกลับไปทบทวนอย่างจริงจัง ว่าจะทำอย่างไรให้กระบวนการเหล่านี้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“มันไม่ใช่เรื่องของการไม่มีเครื่องมือนะ แต่มันขาดประสิทธิภาพหรือเปล่า เราสามารถทำให้เครื่องมือที่มีเกิดประสิทธิภาพขึ้นได้หรือเปล่า ถ้าทำได้ กระบวนการนิรโทษกรรมก็ไม่จำเป็นต้องมี ถ้ากระบวนการพิสูจน์สิทธิถูกต้อง ประชาชนก็ต้องได้รับการคุ้มครอง ถ้าเขาอยู่ก่อนการประกาศป่าไม้ครั้งแรกในส่วนของกรมอุทยาน คุณได้รับสิทธิแน่นอน”

สำหรับชาวโคกยาว 16 ครัวเรือนที่ยังหลงเหลือ คดีของพวกเขาสิ้นสุดลงแล้ว พวกเขายังคงทำกินบนผืนดินที่เคยเป็นข้อพิพาท แต่ความท้าทายถัดไปคือจะแก้ไขข้อพิพาทนี้และหาข้อสรุปถาวรให้แก่ทุกฝ่ายได้อย่างไร  

ปราโมทย์ ผลภิญโญ ตัวแทนคปอ.ที่ติดตามกรณีของชาวโคกยาว ระบุว่า พื้นที่โคกยาว 330 ไร่ แบ่งเป็น 19 ไร่ในความดูแลของกรมอุทยานฯ และอีก 311 ไร่ของกรมป่าไม้ เขาเสนอว่า กรมอุทยานฯ ต้องส่งมอบพื้นที่ทั้งหมดให้กรมป่าไม้ ก่อนที่กรมป่าไม้จะส่งต่อให้ชาวบ้านผ่านกลไกโฉนดชุมชน จะได้ยุติข้อพิพาทลงเสียที 

“ชาวโคกยาวต้องการบริหารจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน เหมือนที่ครั้งหนึ่งพ่อเด่นเคยเรียกร้อง” ปราโมทย์กล่าว แต่ในปัจจุบัน ยังไม่มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมจากภาครัฐแต่อย่างใด ชาวโคกยาวได้แต่เฝ้ารอทางออกต่อไป 

 

บ้านที่เปลี่ยนไป

บ่อแก้วเคยผ่านอดีตไม่ต่างจากท่าเว่อและโคกยาว แต่สถานการณ์ปัจจุบันของบ่อแก้ว เป็นอนาคตที่อีกสองชุมชนเฝ้าฝันอยากจะไปถึง 

ชุมชนบ่อแก้วดูเหมือนหมู่บ้านเล็กๆ เกิดใหม่ริมถนนหมายเลข 12 อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ บ้านเรือนเรียงรายถูกสร้างใหม่บนที่ดินที่ได้รับจัดสรร ชีวิตผู้คน บ้านเรือน และต้นไม้ของที่นี่ดูเหมือนต้นกล้าที่กำลังเริ่มต้น แต่แท้จริงแล้วที่นี่คือสนามต่อสู้ยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ

ในปี 2516 รัฐประกาศให้พื้นที่ที่พวกเขาอาศัยเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติซำผักหนาม ห้าปีให้หลัง องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) เข้ามาปลูกยูคาลิปตัสเต็มผืนป่า 20,000 ไร่ ทำให้ชาวบ้านต้องอพยพออกจากพื้นที่ที่เคยอยู่มาแต่เดิม เช่นเดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านโคกยาว แต่บางส่วนก็แอบหวนกลับมา หาที่ดินเพาะปลูกเลี้ยงชีพ เกิดเป็นข้อพิพาทฟ้องร้องจำนวนมากในเวลาต่อมา 

วิชชุนัย ศิลาศรี หรือ “ตุ๊กตา” เติบโตขึ้นมาภายใต้เงาการต่อสู้ของคนรุ่นพ่อแม่ ที่ทอดยาวอยู่เหนือชีวิตครอบครัวและผืนดินบ้านเกิด แม้ในวัยเด็กเธอยังไม่รู้ความหมายของคำว่า สิทธิในที่ดิน และไม่นานนักเธอต้องจากบ้านเกิด อพยพเข้าเมืองใหญ่ หวังหารายได้เหมือนคนรุ่นพ่อแม่ที่เคยฝากชีวิตไว้กับเมืองหลวงเพื่อส่งเงินกลับบ้าน

“ฉันก็เป็นเหมือนชนชั้นกลางที่ไม่ค่อยได้ยุ่งเกี่ยวกับชุมชน” ตุ๊กตาเล่าย้อนถึงตัวตนในอดีต “ทำงานในกรุงเทพฯ ส่งเงินกลับมาให้ลูกที่บ้านนอก”

ปี 2552 เมื่อเธออายุได้ 34 ปี ชีวิตพาเธอกลับมาบ้านเกิดอีกครั้ง แต่สิ่งที่กลับมาพบ ไม่ใช่เพียงทุ่งนาและไร่สวนที่คุ้นตา หากเป็นบรรยากาศอึมครึมของการต่อสู้ ขณะนั้นเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน หรือ คปอ. กำลังรวมกำลังจากหลายชุมชนที่ถูกกดทับด้วยปัญหาที่ดิน การต่อสู้ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นภาระร่วมของทั้งภูมิภาค

ช่วงแรกเธอเพียงฟังเรื่องราวผ่านหูเหมือนข่าวสารไกลตัว แต่เมื่อก้าวเข้าไปนั่งในวงประชุมของเครือข่าย รายละเอียดค่อย ๆ ซึมลึกเข้ามาเหมือนน้ำซับ ในที่สุด เธอตัดสินใจรับอาสาเป็นผู้ประสานงานของชุมชน ส่วนหนึ่งก็เพราะประสบการณ์ที่เคยใช้ชีวิตในโลกกว้างนอกหมู่บ้าน 

“แม่ของฉัน ป้า พี่ชายและพี่สะใภ้ ล้วนถูกดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกที่ดิน ฉันไม่เคยอินกับการต่อสู้นี้เลย แต่แม่พูดเสมอว่าที่ดินผืนนี้คือมรดก มันมีความหมายกับครอบครัว ฉันจึงต้องรับช่วงต่อ” ตุ๊กตาเล่าชีวิตช่วงนั้น “เราเริ่มเรียนรู้กระบวนการต่อสู้ พี่น้องส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ เป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ถนัดเรื่องการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานภายนอก ฉันจึงเป็นตัวแทนของพวกเขา”

เธอสรุปสั้นๆว่า “พวกเราไม่รู้อะไรเลย แต่ต้องสู้กับรัฐ”

บ่อแก้วโมเดล 

ด้วยการสนับสนุนของ คปอ. ชาวบ้านจัดการประท้วงอย่างสงบ และเข้ายึดพื้นที่ภายในสวนป่ายูคาลิปตัสเป็นเชิงสัญลักษณ์เพื่อยืนยันถึงประวัติของชุมชนที่อยู่มาก่อนโครงการของภาครัฐ พวกเขาปักหลักปลูกเพิงพักอาศัยกว่า 50 หลัง ทั้งนำพืชยืนต้นและพืชล้มลุกมาปลูกระหว่างต้นยูคาลิปตัส พวกเขาจัดตั้งเป็นชุมชน ชื่อชุมชนบ้านบ่อแก้ว 

“พวกเรามีแค่หม้อ กระทะ เครื่องครัว เตียงนอน ผ้าใบกันแดด” ตุ๊กตาเล่าถึงปฎิบัติการยึดพื้นที่ในคราวนั้น

ปฏิบัติการของชาวบ้าน นำไปสู่การดำเนินคดี มีผู้ถูกตั้งข้อหาบุกรุกกว่า 30 คน พวกเขาสู้คดีจนถึงศาลฎีกา ถึงแม้จะพ่ายแพ้คดีในที่สุด และศาลมีคำสั่งในเดือนมกราคม 2562 ให้ชาวบ้านบ่อแก้วย้ายออกจากพื้นที่ แต่พวกเขายืนยันไม่ยอมถอย จนกระทั่งเดือนธันวาคมปีเดียวกัน รัฐบาลได้เปิดการเจรจากับชาวบ้านเพื่อหาข้อยุติร่วมกัน

เมื่อถึงต้นปี 2563 คณะทำงานยุทธศาสตร์กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตกลงออกแผนคืนพื้นที่ให้กับประชาชนในชุมชนบ่อแก้วจำนวน 830 ไร่ โดยจะเริ่มนำร่องมอบโฉนดให้ก่อนจำนวน 366 ไร่ และดำเนินการส่งมอบจริงในปีถัดมา 

เมื่อได้ที่ดินคืน ชาวบ้านบ่อแก้วเริ่มวางแผนบริหารจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน เสียงประชุมและการถกเถียงสะท้อนความตั้งใจให้ทุกครอบครัวมีที่ดินเท่าเทียม บ้านแต่ละหลังได้ที่ดิน 2 ไร่สำหรับปลูกบ้านและทำเกษตรผสมผสาน ส่วนที่เหลือเป็นแปลงรวม มีบ่อน้ำ ป่าชุมชน และพื้นที่ทดลองเพื่อทุกคน

การจัดสรรไม่ได้ง่ายดาย พื้นที่แต่ละแปลงต่างกัน บางแปลงอยู่ในทำเลดี การตัดสินใจจึงเต็มไปด้วยความอ่อนไหว แต่แทนการจับฉลาก ชาวบ้านเลือกใช้การพูดคุยและฉันทามติ สมาชิกที่ร่วมกิจกรรมกับชุมชนมากจะได้สิทธิเลือกก่อน และยังพิจารณาเครือญาติ เพื่อให้ครอบครัวใกล้ชิดไม่ถูกแยก

หมู่บ้านบ่อแก้วในวันนี้ ถึงแม้จะเล็ก แต่ชาวบ้านพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนมาเยือน มีลานกางเต็นท์และจุดชมวิว มีตลาดชุมชน และสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการท่องเที่ยวในยุคศตวรรษที่ 21 นั่นคือ คาเฟ่ร้านกาแฟ 

เมื่อก้าวเข้าไปในคาเฟ่แห่งนี้ จะพบภาพถ่ายของแม่สุภาพ คำแหล้ ขยายใหญ่เข้ากรอบอย่างประณีต แขวนไว้บนผนังของร้าน เป็นเหมือนการเชื่อมร้อยเรื่องราวการต่อสู้ของชุมชนหนึ่งสู่ชุมชนหนึ่ง พวกเขาต่างก็ได้รับผลกระทบจากนโยบายผลักคนออกจากป่า 

“บ่อแก้วไม่ใช่เพียงหมู่บ้าน แต่คือผลลัพธ์ของเครือข่ายที่สู้ร่วมกันมา” ตุ๊กตาบอก พลางมองไปที่ภาพถ่ายสตรีผู้ล่วงลับแห่งชุมชนโคกยาว “แม่สุภาพกับพ่อเด่นคือจิตวิญญาณของการต่อสู้ พวกเราสานต่อและเชิดชูพลังนั้น”

แม้รัฐจะคืนที่ดินบางส่วน แต่ยังไม่ครบ 830 ไร่ตามที่ตกลงไว้ ขณะที่ชาวบ้านยังรอที่ดินที่เหลือ พวกเขายังยืนหยัดเฝ้าดูแลพื้นที่ที่ได้มา พลิกแปลงเสียหายจากยูคาลิปตัสให้กลับมามีชีวิต ปลูกข้าวไร่ ผัก สมุนไพร และไม้ผลตามฤดูกาล 

เบื้องหลังการจัดการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้ที่ดินถูกแบ่งสรรอย่างเป็นธรรม หากยังสะท้อนถึงวิธีคิดของบ่อแก้วโมเดล ที่เชื่อว่าการพูดคุยและการตัดสินใจร่วมกันคือหนทางเดียวที่จะรักษาความเป็นชุมชนให้อยู่รอด

การต่อสู้เพิ่งเริ่มต้น

จากผืนดินที่ได้คืนมา บ่อแก้วไม่ได้หยุดเพียงปลูกพืชเลี้ยงครอบครัว พวกเขาวาดฝันถึงการสร้างเศรษฐกิจของชุมชน หมู่บ้านเล็กแห่งนี้ตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 12 ถนนสายนี้พาผู้คนจากอีสานไปสู่ภาคเหนือ ผ่านชุมแพ ภูผาม่าน เทือกเขาเพชรบูรณ์ น้ำหนาว หล่มสัก เขาค้อ จนถึงพิษณุโลก

สำหรับตุ๊กตา บ่อแก้วจึงไม่ใช่แค่หมู่บ้านที่ได้ที่ดินคืนมา แต่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่สะท้อนจิตวิญญาณการต่อสู้ของคนธรรมดา การท่องเที่ยวชุมชนบ่อแก้วไม่ใช่แค่สำรวจธรรมชาติ แต่เป็นการมองให้เห็นความกล้าหาญและการยืนหยัดเพื่อบ้านและที่ดิน และมองป่าให้เห็นชีวิตของผู้คน 

“เราฝันไว้เสมอว่าถ้าได้ที่ดินคืนมา เราจะเริ่มต้นใหม่ วันนี้ฝันนั้นเป็นจริงแล้ว แต่เราต้องพิสูจน์ด้วยการสร้างเศรษฐกิจภายใต้การจัดการที่ดินโดยชุมชน” ตุ๊กตาบอก 

ในฐานะผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินและชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ กรมอุทยานแห่งชาติ อิทธิพลกล่าวว่าภาครัฐไม่มีปัญหากับแนวคิดโฉนดชุมชน เพราะมีความสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่สนับสนุนการบริหารที่ดินร่วมกันของชุมชนอยู่แล้ว

“ชุมชนอยากเห็นตัวเอง อยากเห็นลูกหลาน อยากเห็นอนาคตชุมชนเป็นยังไง ก็ระบุเข้ามาในแผน ก็ส่งมาให้อธิบดีเห็นชอบ” อิทธิพลกล่าว “นี่คือการยืนยันสิทธิชุมชนแล้วว่า ชุมชนมีสิทธิในการออกแบบวิถีชีวิตตัวเอง ในการบริหารพื้นที่ ไม่แปลกหรอกครับที่หนึ่งพื้นที่อนุรักษ์จะถูกประกาศเป็นโฉนดชุมชน ”

ที่โคกยาว ชาวบ้านต่างเฝ้าให้กำลังใจชาวบ่อแก้วและหวังว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาในแบบเดียวกัน จะสามารถนำมาใช้กับชุมชนของตนเองได้ด้วย พวกเขาต้องการให้โคกยาวกลายเป็นพื้นที่ต้นแบบ ไม่ใช่เพียงเพื่อทำกิน แต่เพื่อเป็นอนุสาวรีย์ของการต่อสู้เรียกร้อง เฉกเช่นเดียวกับรูปปั้นพ่อเด่น-แม่สุภาพที่พวกเขานำมาประดิษฐานกลางหมู่บ้าน 

“ปัจจุบันเรามีบ่อแก้วโมเดลเป็นแนวทางที่ดี” ปราโมทย์กล่าว “พ่อเด่นเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ ไม่ใช่แค่ที่โคกยาว แต่ของพี่น้องทั้งเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ ชาวบ้านโคกยาวต้องการที่ดิน 330 ไร่กลับคืนมา พื้นที่ตรงนี้จึงควรถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ของประชาชน”

ตอนที่ตุ๊กตาตัดสินใจกลับบ้านบ่อแก้ว และสานต่อการต่อสู้จากแม่ เธอมีอายุ 34 ปี ลูกของเธอเพียง 3 ขวบ แต่วันนี้เด็กคนนั้นอายุ 19 ปีแล้ว ชุมชนบ่อแก้วเองก็ได้เติบโตขึ้น ท่ามกลางภัยคุกคามที่อาจมาได้ทุกเมื่อ ดังเช่นเมื่อไม่นานมานี้ ภาคเอกชนได้ยื่นคำขอประทานบัตรเหมืองหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้างในบริเวณใกล้เคียง ทำให้ชาวบ่อแก้วเกิดความกังวลอย่างมาก 

“พื้นที่ตรงนั้นอยู่ห่างจากชุมชนของเราเพียง 200 เมตร” ตุ๊กตากล่าว เธอคาดเดาไว้แล้วว่า ชุมชนจะต้องรวมตัวเคลื่อนไหวอีกครั้งเพื่อคัดค้านโครงการนี้ “การต่อสู้ยังไม่จบค่ะ และบางครั้ง มันอาจเพิ่งเริ่มต้น”

วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์ นักเขียนอิสระผู้รายงานปรากฏการณ์ทางสังคมผ่านเรื่องราวส่วนบุคคล เขาสนใจเรื่องราวของคนทุกชนชั้น โดยเฉพาะผลกระทบที่ส่งทอดมาจากประวัติศาสตร์และความขัดแย้งทางสังคม ผลงานทั้งนวนิยายและสารคดีได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือ นิตยสาร และเว็บไซต์ข่าวต่างๆ

ลูค ดักเกิลบี เป็นช่างภาพชาวอังกฤษประจำกรุงเทพฯ คอยติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากมลพิษและการพัฒนาต่อชุมชนท้องถิ่นสม่ำเสมอ

More Features

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.