มาตรการรับรองสิทธิเหนือที่ดินของกัมพูชาล้มเหลวในการปกป้องชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างไร

รัฐบาลกัมพูชาให้ ‘สัมปทานที่ดินเพื่อเศรษฐกิจ’ แก่เอกชน ทับพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมือง แม้รัฐจะมีหลักประกันคุ้มครองสิทธิ ก็ไม่อาจเกิดขึ้นจริง ฮาร์ดสตอรี่ชวนทำความเข้าใจ ระบบที่ดินของกัมพูชาและปัญหาเบื้องหลัง

เกษตรกรชาวจรายจากหมู่บ้านตัง จิต จังหวัดรัตนคีรี ยืนอยู่ในพื้นที่ไร่เก่าของตน ซึ่งปัจจุบันตกเป็นสัมปทานของบริษัท ภาพ : เซาโบรา นรินทร์/HaRDstories

เย็นวันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2567 ขณะที่เขากำลังตั้งแคมป์นอนในนาข้าวของเขาเอง เซว ซายอน สังเกตว่า มีเสาทาสีแดงถูกปักเรียงรายไว้เพื่อระบุเขตพื้นที่ พาดผ่านภูมิทัศน์เขาสูงชันของจังหวัดรัตนคีรีในกัมพูชา

ด้วยเหตุนี้เอง ซายอนกับชนเผ่าพื้นเมืองชาวจรายคนอื่นๆ จึงต้องผลัดเวรกันมาเฝ้าผืนไร่ของตน พวกเขามีข้อพิพาทเรื่องที่ดินซ้อนทับกับบริษัทที่ชื่อ 7 มัครา ภารี จำกัด (7 Makara Phary Co. Ltd) สวนยางผืนใหญ่ราว 42,500 ไร่ของมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งในกัมพูชา

ชนเผ่าพื้นเมืองชาวจรายในจังหวัดรัตนคีรีพบว่า พวกเขาต้องยืนยันความเป็นเจ้าของที่ดินเพื่อต่อต้านโครงการสัมปทานที่ดินเพื่อเศรษฐกิจ (Economic Land Concession หรือ ELC) สัมปทานปล่อยเช่าที่ดินผืนใหญ่ระยะยาว ซึ่งเปิดประมูลให้บริษัททั้งในและนอกประเทศเข้ามาพัฒนาพื้นที่และสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลกัมพูชา ชุมชนเกษตรในพื้นที่ชนบททั่วทั้งประเทศต่างก็ต้องรับมือกับการต่อสู้นี้ แต่กลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมืองล้วนได้รับผลกระทบเป็นพิเศษ เนื่องจากพวกเขาต้องอาศัยผืนป่าเพื่อการดำรงชีพแทบทั้งหมด นำไปสู่เสียงเรียกร้องให้โครงการสัมปทานที่ดินเพื่อเศรษฐกิจนี้มีความโปร่งใสมากขึ้น

เนื่องจากยังไม่มีการขีดเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างที่ดินสัมปทานของบริษัทกับที่ดินของชุมชน “ก็เลยเกิดความขัดแย้งกันว่าชาวบ้านจะสามารถทำไร่ที่ไหนได้บ้าง ในขณะที่บริษัทพยายามเข้ามายึดที่ของพวกเรา” ซายอนบอกกับทาง HaRDstories

 

โครงการ ELC ของกัมพูชาคืออะไร 

โครงการ ELC หรือ ‘โครงการสัมปทานที่ดินเพื่อเศรษฐกิจของกัมพูชา’ ปล่อยเช่าที่ดินเป็นระยะเวลายาวนานได้ถึง 99 ปี โดยจะมอบที่ดินที่เป็นทรัพย์สินของรัฐให้กับบริษัทเอกชนสำหรับทำการเกษตรเชิงพาณิชย์ขนานใหญ่หรืออุตสาหกรรมการเกษตร ส่วนที่ดินที่จัดสรรให้นี้จะมีขนาดไม่เกิน 62,500 ไร่

ตามระเบียบแล้ว บริษัทที่เข้าร่วมประมูลในโครงการสัมปทานจะต้องเตรียมการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อทำความเข้าใจว่าโครงการของพวกเขาอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและชุมชนต่างๆ อย่างไรบ้าง ตามกฎหมายแล้ว หากได้รับสัมปทาน บริษัทเหล่านี้ก็ต้องหาทางออกให้กับชาวบ้านที่อยู่อาศัยและหาเลี้ยงชีพบนที่ดินผืนนั้นด้วย

แรกเริ่มเดิมทีนั้น รัฐบาลกัมพูชาจัดทำโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการจัดการที่ดินของรัฐและสร้างรายได้ผ่านการเก็บภาษีในช่วงแรกๆ หลังจากการสถาปนารัฐบาลช่วงปี 2530-2540 เมื่อครั้งที่รัฐยังขาดแคลนทรัพยากรที่จะนำมาลงทุนเพื่อจัดสรรที่ดิน

เหตุใดโครงการ ELC จึงเป็นปัญหา

ทางฝ่ายชุมชน นักอนุรักษ์และประชาสังคมต่างก็วิจารณ์โครงสร้างดังกล่าวมาหลายทศวรรษแล้ว โดยให้เหตุผลว่าบริษัทเอกชนมักจะใช้สัมปทานนี้เป็นใบอนุญาตในการทำลายระบบนิเวศ บั่นทอนคุณภาพดิน และขับไล่ชาวบ้านออกจากที่ดินของพวกเขา นอกจากนี้ ฝ่ายประชาสังคมยังชี้ให้เห็นมาตลอดว่าผู้ได้สัมปทานที่ดินละเมิดข้อตกลงอย่างไรบ้าง เช่น เข้าครอบครองที่ดินเกินกว่าที่ระบุไว้ว่าต้องไม่เกิน 62,500 ไร่ และปฏิเสธที่จะเปิดเผยผลการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม หรือหาทางออกให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ

เพื่อรับมือกับเสียงวิจารณ์เรื่องความขัดแย้งเหนือที่ดินและการทำลายสิ่งแวดล้อม ฮุน เซน ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ได้ประกาศยุติการออกสัมปทานใหม่ชั่วคราวในเดือนพฤษภาคมปี 2555 จากนั้น เมื่อปี 2567 กระทรวงการเกษตรของกัมพูชาประกาศว่าพวกเขาได้ทำการเพิกถอนสัมปทานจากผู้รับเหมาสัมปทาน 69 ราย นับเป็นที่ดินสัมปทานทั้งหมด 3,672,375 ไร่ เนื่องจากที่ดินสัมปทานเหล่านี้ไม่ได้มีการนำไปพัฒนาต่อ อย่างไรก็ดี เมื่อเดือนมีนาคมปี 2565 มีการมอบที่ดินสัมปทานครั้งใหม่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสิบปี แม้ว่าโครงการ ELC จะยุติไปแล้วก็ตาม

ตามข้อมูลจากกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิ Licadho หากนับรวมสัมปทาน 344 โครงการที่ได้รับการอนุมัติตั้งแต่ช่วง 2530 แล้ว ปัจจุบัน กลุ่มผู้รับเหมาสัมปทานจะมีอำนาจเหนือที่ดินของกัมพูชาราว 14 ล้านไร่ คิดเป็นประมาณ 12% ของทั้งประเทศ บริษัทของนายทุนสัญชาติจีนกินส่วนแบ่งมากที่สุด นับเป็นที่ดินราว 2.5 ล้านไร่ ตามมาด้วยบริษัทจากเวียดนามผู้ครองที่ดินราว 2.25 ล้านไร่

 

ทำไมมีชนเผ่าพื้นเมืองเพียงหยิบมือเท่านั้นที่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดิน

อย่างที่ซายอนชี้ให้เห็นในชุมชนจรายของเขา กลุ่มชาติพันธุ์ในกัมพูชามักจะมีวิถีชีวิตแบบเคลื่อนย้ายถิ่นฐานแบบกึ่งหรืออย่างเต็มตัว และทำการเกษตรแบบไร่หมุนเวียน ผลัดเปลี่ยนพืชผลไปตามฤดูกาลเพื่อให้ผืนดินได้ฟื้นฟูตัวเอง พวกเขาใช้ที่ดินร่วมกัน จัดสรรอาณาเขตกันเองผ่านหมุดต่างๆ ตั้งแต่ต้นไม้ เนินเขา ไปจนถึงสถานที่สำคัญทางจิตวิญญาณ นี่คือสาเหตุหนึ่งของความท้าทายในการปรับตัวเข้ากับระบบที่รัฐใช้ในการจัดสรรที่ดินในฐานะทรัพย์สินส่วนบุคคลตามแต่สถานะเจ้าของที่ดินแบบ “ทางการ” (hard title) หรือสถานะเจ้าของที่ดินแบบ “กึ่งทางการ” (soft title) ซึ่งผ่านการรับรองโดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

Related Stories

กฎหมายกัมพูชาเปิดช่องให้ชนเผ่าพื้นเมืองสามารถยืนยันความเป็นเจ้าของที่ดินตามขนบของพวกเขาได้ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “โฉนดชุมชน” (communal land title) แต่ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ต้องใช้เวลาหลายต่อหลายปีเพียงเพื่อที่จะดำเนินกระบวนการดังกล่าว ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 2554 ถึงเดือนกรกฏาคมปี 2567 มีกลุ่มชาติพันธุ์เพียง 43 กลุ่มจากทั้งหมด 450 กลุ่มที่ยื่นเรื่องไปเท่านั้นที่ได้รับสถานะเจ้าของที่ดินนี้ ทางฝ่ายผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า กระบวนการดังกล่าวไม่ได้แค่ซับซ้อนและยุ่งยากเกินไปในทางราชการเท่านั้น แต่ผลประโยชน์เหนือที่ดินและการอ้างสิทธิเหนือที่ดินที่ทับซ้อนกันยังกีดกันไม่ให้ชนชาวพื้นเมืองเหล่านี้ยืนยันความเป็นเจ้าของอาณาเขตของพวกเขาเองได้ด้วย แม้ว่าพวกเขาจะอ้างสิทธิมาก่อนเป็นเวลานานแล้วก็ตาม

หลังจากที่ระบอบเขมรแดงสิ้นสุดลงเมื่อปี 2541 และถนนสาธารณะสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นแล้ว ชาวเขมรจำนวนมากก็พากันอพยพไปยังจังหวัดทางตะวันออก ถางป่าเพื่อทำไร่ในบริเวณที่กลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองอาศัยอยู่ การอพยพครั้งใหญ่นี้บ่อนทำลายเขตคุ้มครองสัตว์ป่าซนวล ซึ่งกินพื้นที่ 468,750 ไร่ ทำให้ผืนป่าสูญหายไปเกือบทั้งหมดเนื่องมาจากการอพยพ การมอบสัมปทาน และการรุกล้ำพื้นที่

หลังจากช่วงเวลาแห่งการอพยพนี้ รัฐบาลกัมพูชาก็ได้ริเริ่มแผนที่จะมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ผ่านการส่งนักเรียนนักศึกษาให้เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อบันทึกการใช้สอยที่ดินและกระตุ้นให้ชาวบ้านยื่นขอกรรมสิทธิ์ที่ดินแบบทางการ

เช่นเดียวกัน ทางฝ่ายองค์กรอิสระและชุมชนเองก็ได้จัดทำแผนที่อาณาเขตที่กลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมืองอยู่อาศัยกันมาตลอดเป็นพื้นที่หลายหมื่นไร่เช่นกัน แต่แล้วเมื่อพวกเขาได้รับสถานะเจ้าของที่ดิน ที่ดินดังกล่าวก็มักจะถูกตัดทอนลงจนเหลือแค่เพียงนาข้าวและไร่ฟาร์มกระจัดกระจายเท่านั้น

ปัจจัยเบื้องหลังข้อพิพาทเหนือที่ดิน

ข้อพิพาทเหนือที่ดินทั่วทั้งประเทศมักจะมีต้นตอมาจากความคลุมเครือของเงื่อนไขสัมปทานเอง เช่น ใครเป็นเจ้าของที่ดิน และภายใต้โครงการกรรมสิทธิ์ที่ดินแบบใด การเกษตรคือหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของครอบครับชาวเขมรในพื้นที่ชนบท แต่ครัวเรือนมากกว่าครึ่งในชนบทกลับเป็นเจ้าของที่ดินน้อยกว่า 6 ไร่ และเกือบหนึ่งในสามครัวเรือนไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ฝ่ายผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า เจ้าของที่ดินรายย่อยเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงที่สุดที่จะเสียที่ดินให้กับโครงการสัมปทาน เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถยื่นขอกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ หรือไม่สามารถสู้กับบริษัทที่ทรงอิทธิพลและมีเงินทุนหนุนหลังได้

จากรายงานของกลุ่มสิทธิมนุษยชนท้องถิ่น ADHOC ตั้งแต่ปี 2543 จนถึงตอนนี้ มีชาวเขมรได้รับผลกระทบจากข้อพิพาทเหนือที่ดินและถูกไล่ที่ราว 777,000 คน หากพิจารณาเฉพาะประเด็นข้อพิพาทเหนือที่ดินแล้ว กลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองในกัมพูชาจัดว่าเป็นกลุ่มเปราะเป็นบางพิเศษ

ที่ดินผืนใหญ่ที่รัฐบาลมอบให้กับผู้รับเหมาสัมปทานมักจะซ้อนทับกับเขตพื้นที่ของชนเผ่าพื้นเมือง เนื่องจากบริเวณเหล่านี้มักจะถูกจัดประเภทเป็น “ที่ดินส่วนเฉพาะของรัฐ” (state private land) โดยส่วนใหญ่จะเป็นที่ดินผืนป่าและตั้งอยู่ตรงขอบนอกของ “ที่ดินสาธารณะของรัฐ” (state public land) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับการคุ้มครอง สถานการณ์เช่นนี้ยิ่งเห็นได้ชัดในจังหวัดที่ประชากรชนเผ่าพื้นเมืองไปกระจุกกันอยู่ เช่น รัตนคีรี มณฑลคีรี กระแจะ สตึงแตรง กำปงธมและพระวิหาร

ออม สัม อาด หัวหน้าปฏิบัติการของกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง Licadho กล่าวว่า ความล่าช้าในการจดทะเบียนสถานะเจ้าของที่ดินร่วมให้กับชนเผ่าพื้นเมือง ประกอบกับการปฏิเสธที่จะขอความยินยอมพร้อมให้ข้อมูลจากชุมชนก่อนการส่งมอบสัมปทาน ได้เปิดช่องให้โครงการสัมปทานที่ดินเพื่อเศรษฐกิจ “รุกล้ำเขตพื้นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าพื้นเมือง”

จากประสบการณ์ของเขาที่ได้ให้ความช่วยเหลือในข้อพิพาทสิทธิเหนือที่ดิน สัม อาดตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทต่างๆ ไม่ได้สนใจที่จะขอความยินยอมจากผู้อยู่อาศัยในท้องที่แต่อย่างใดระหว่างที่เข้าประมูลสัมปทาน “การที่ชุมชนเองไม่ได้มีส่วนร่วมในการมอบสัมปทานที่ดินแต่ละครั้งเช่นนี้ บั่นทอนสิทธิเหนือที่ดินและการทำมาหากินของพวกเขาอย่างร้ายแรง” เขาเสริม

ชาวบ้านตกที่นั่งลำบากอย่างยิ่งจากการที่ต้องเสียที่ดินให้กับบริษัทเหล่านี้ เนื่องจากพวกเขาต้องพึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติ ชนเผ่าพื้นเมืองนำที่ดินส่วนใหญ่มาใช้ในการปลูกพืชหมุนเวียนและเลี้ยงวัวควาย แต่บริษัทที่ได้รับสัมปทานต่างก็ถางพื้นที่ป่าทั่วกัมพูชาเป็นประจำ จากนั้นจึงกีดกันไม่ให้พลเมืองเข้าถึงพื้นที่ป่าได้ แต่ชนเผ่าพื้นเมืองต้องอาศัยพื้นที่เหล่านี้ในการเก็บผลผลิตจากป่าไม้ที่ไม่ใช่ฟืน เช่น ยางและน้ำผึ้ง นอกจากนี้ ป่าไม้ยังเป็นสถานที่สำคัญในสำหรับความเชื่อทางจิตวิญญาณและการทำพิธีศพด้วย เช่นนี้เอง จึงกล่าวได้ว่าผู้รับเหมาสัมปทานเหล่านี้รุกล้ำและคุกคามวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมือง

ชาวบ้านตกที่นั่งลำบากอย่างยิ่งจากการที่ต้องเสียที่ดินให้กับบริษัทเหล่านี้ เนื่องจากพวกเขาต้องพึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติ ชนเผ่าพื้นเมืองนำที่ดินส่วนใหญ่มาใช้ในการปลูกพืชหมุนเวียนและเลี้ยงวัวควาย แต่บริษัทที่ได้รับสัมปทานต่างก็ถางพื้นที่ป่าทั่วกัมพูชาเป็นประจำ จากนั้นจึงกีดกันไม่ให้พลเมืองเข้าถึงพื้นที่ป่าได้ แต่ชนเผ่าพื้นเมืองต้องอาศัยพื้นที่เหล่านี้ในการเก็บผลผลิตจากป่าไม้ที่ไม่ใช่ฟืน เช่น ยางและน้ำผึ้ง นอกจากนี้ ป่าไม้ยังเป็นสถานที่สำคัญในสำหรับความเชื่อทางจิตวิญญาณและการทำพิธีศพด้วย เช่นนี้เอง จึงกล่าวได้ว่าผู้รับเหมาสัมปทานเหล่านี้รุกล้ำและคุกคามวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมือง

 

เราปฏิรูประบบนี้ได้ไหม

ขณะที่พวกเขาริเริ่มโครงการสัมปทานที่ดินเพื่อเศรษฐกิจ รัฐบาลกัมพูชาได้จัดวางนโยบายชุดหนึ่งเพื่อธรรมาภิบาลเอาไว้ ฝ่ายผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า รัฐสามารถดำเนินการตามนโยบายเหล่านี้ให้เข้มงวดกว่าเดิมได้ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดข้อพิพาทแบบที่ชุมชนชาวจรายในรัตนคีรีกำลังเผชิญอยู่เกิดขึ้นอีก

ฌอง-คริสตอฟ ดิปาร์ต นักวิจัยการเกษตร ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในบทความเมื่อปี 2559 ว่า ระบบโครงการสัมปทานนี้ปราศจากกลไกรองรับการเรียกร้องสำหรับผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งควรจะเปิดช่องทางให้ชุมชนของชนเผ่าพื้นเมืองสามารถรายงานปัญหาต่างๆ ได้ เช่น หากบริษัทไม่ทำตามหลักแจ้งข้อมูลแก่ชุมชนล่วงหน้า (FPIC) เป็นต้น

นอกจากนี้ สัมปทานยังสามารถถูกยกเลิกได้ หากผู้รับเหมาละเมิดเงื่อนไขในข้อตกลงหรือขาดช่วงปฏิบัติการเกินกว่า 12 เดือนโดยไม่แจ้งเหตุผลอันควร ก่อนหน้านี้ ชุมชนชาติพันธุ์กูยแห่งหนึ่งในจังหวัดพระวิหารได้พยายามยื่นเรื่องขอสิทธิเหนือที่ดินคืนมาจากกลุ่มผู้รับเหมาสัมปทานจากจีน หลังจากที่ผู้รับเหมากลุ่มดังกล่าวเลิกผลิตอ้อยไปได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ตอบกลับพวกเขาแต่อย่างใด

เมื่อปี 2565 ในรัตนคีรี รัฐบาลกัมพูชาแบ่งสัมปทานที่ดินเพื่อสังคมออกมาจากสัมปทานที่ดินของบริษัท 7 มัครา ภารี โดยอ้างว่า แบ่งออกมาเพื่อชุมชนชาวจรายที่กำลังมีข้อพิพาทกับโครงการสัมปทานดังกล่าว เมื่อเทียบกับสัมปทานที่ดินเพื่อเศรษฐกิจแล้ว สัมปทานที่ดินเพื่อสังคม (social land concessions) ออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์ทางสังคม โดยมุ่งให้ความช่วยเหลือครอบครัวยากจนที่ปราศจากที่ดินสำหรับอยู่อาศัยหรือทำการเกษตรเพื่อยังชีพ แต่ชาวจรายที่ทำการประท้วงกันอยู่ในเวลานั้นและได้พูดคุยกับทาง HaRDStories เมื่อเดือนพฤษภาคม กลับกล่าวว่าพวกเขาไม่เคยได้รับแจ้งเรื่องการแบ่งที่ดินในส่วนนี้เลย ซึ่งชวนให้ตั้งคำถามยิ่งขึ้นไปอีกว่าสัมปทานเหล่านี้มีเกณฑ์ในการตัดสินใจอะไรบ้างและใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์

สัม อาด จากกลุ่มเคลื่อนไหว Licadho เน้นย้ำว่า ทางรัฐบาลควรจะเร่งกระบวนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินร่วมให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมือง ริเริ่มนโยบายเพื่อคุ้มครองและผลักดันสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง และจำกัดโครงการสัมปทาน ELC ในพื้นที่เหล่านั้น ส่วนคำถามที่ว่าทางฝั่งผู้รับเหมาสัมปทานควรทำอย่างไรบ้างนั้น สัม อาด กล่าวว่านโยบายหลักประกันธรรมาธิบาลมีอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว พวกเขาแค่ต้องปฏิบัติตามนโยบายเท่านั้นเอง

“บริษัทที่ได้รับสัมปทานเพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจเหล่านี้ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญา ส่วนผลกระทบใดๆ ที่เกิดขึ้นกับที่ดินของชนเผ่าพื้นเมืองก็ต้องได้รับการจัดการอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม” เขากล่าว

เอิ๊ง เซีย นักข่าวฟรีแลนซ์ติดตามประเด็นสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อมและสังคม เขียนประจำให้กับ CamboJA News หนึ่งในสื่ออิสระที่เหลืออยู่ไม่กี่แห่งในกัมพูชา

เซาโบรา นรินทร์ ช่างภาพและคนทำหนังกัมพูชาประจำอยู่พนมเปญ เขาเป็นผู้ได้รับทุนสถาบันภาพยนตร์ Sundance Institute และมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เขมรมากกว่าสิบปี สร้างสรรค์ภาพให้เว็บ fairpicture.org และผ่านเวิร์คชอป Angkor Photo

More Features

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.