วิวนครวัด เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ภาพ : ก้อง รักษ์เมย/HaRDstories
จากแหล่งมรดกโลกที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่งสู่เมืองใหม่ที่สร้างขึ้นจากศูนย์ ครอบครัวกัมพูชาหลายพันถูกสั่งย้ายให้ไปอยู่เมืองใหม่ หลายปีผ่านไป พวกเขายังคงเฝ้ารอให้เมืองแห่งนี้เป็นได้อย่างที่ทางการเคยสัญญาไว้
เลิ้ม เยียน ตื่นตีห้าทุกวันเพื่อทำมื้อเช้า สวมชุดเครื่องแบบ และเตรียมตัวส่งลูกสาววัย 13 ปีไปโรงเรียน จากนั้นทั้งสองคนจะขับรถไกล 30 กิโลเมตรเข้าเมืองเสียมราฐ ที่ซึ่งเยียนต้องทำงานวันละ 8 ชั่วโมง เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่นครวัด ซึ่งเป็นมหาเทวโบราณสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ตีตั๋วเข้ามาชมเกือบหนึ่งล้านคนในปี 2568
เมื่อก่อน ที่ทำงานของเธอและโรงเรียนของลูกอยู่ใกล้ปราสาทแค่เอื้อม เยียนใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตในหมู่บ้านโรฮาล ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์เมืองพระนคร ทว่าเธอกลับถูกสั่งให้ย้ายออกไป เช่นเดียวกับอีกหลายหมื่นครอบครัวที่อาศัยใต้ร่มเงาปราสาทหลายชั่วอายุคน ทุกวันนี้เธอจึงต้องเดินทางไกลเพื่อกลับมาดูแลเทวโบราณสถานที่ตัวเองไม่มีปัญญาจะอาศัยอยู่เคียงข้างได้อีกต่อไป
“ถ้าไม่ไปทำงานที่นครวัด ฉันก็ไม่รู้จะทำมาหากินอะไรที่นี่” เธอกล่าวถึงเมืองใหม่ที่เธอย้ายไปอยู่ ซึ่งหางานยากเต็มที
หลังการประท้วงและยื่นหนังสือเรียกร้องความชัดเจน บรรดาครอบครัวที่ถูกสั่งย้ายจากอุทยานประวัติศาสตร์เมืองพระนครจำต้องยอมรับข้อเสนออพยพโยกย้ายไปยังรุนตาเอกในช่วงปี 2565 และ 2566 หมู่บ้านเกษตรกรรมแห่งนี้ถูกเปลี่ยนสถานะตามกฎหมายให้เป็นเมือง ตั้งอยู่ห่างจากแหล่งมรดกโลกยูเนสโกราว 30 กิโลเมตร โดยตั้งเป้าให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวแห่งใหม่ ทว่าหลายปีผ่านไป ชาวบ้านกลับต้องดิ้นรนกับหนี้สินและภาวะเศรษฐกิจซบเซาในเขตจัดสรรที่ยังห่างไกลจากคำมั่นสัญญาที่เคยได้รับ
มาตรการย้ายชาวบ้านออกจากพื้นที่นครวัด มีชนวนเหตุมาจากข้อกังวลจากอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกของยูเนสโกในช่วงปี 2550ว่าด้วยภัยคุกคามต่อมหาเทวสถานโบราณ จากการขยายตัวของชุมชนเมืองที่ไร้ทิศทาง
การไล่ที่เกิดขึ้นเป็นระลอกตลอด 2553-2562 จนกระทั่งปี 2565 องค์การอัปสรา หน่วยงานที่ดูแลพื้นที่นครวัดได้สั่งให้ชาวบ้านรื้อถอนร้านค้าและร้านอาหารในเขตอุทยานฯ โดยมีสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นหนุนหลัง ภายในต้นปี 2566 มีรายงานว่ามีครอบครัวถูกย้ายออกไปแล้วกว่าหนึ่งหมื่นครัวเรือน ขณะที่รายงานที่รั่วไหลออกมา เผยว่า ไอซีซี อังกอร์ องค์กรประสานประสานงานระหว่างประเทศ ก็ร่วมสนับสนุนมาตรการนี้เช่นกัน
รัฐบาลกัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าการสั่งย้ายชาวบ้านขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ โดยในรายงานที่ยื่นต่อยูเนสโกเมื่อปี 2567 ทางการโต้แย้งว่าผู้อพยพเหล่านี้คือผู้บุกรุกที่ทำผิดกฎหมาย ไม่ใช่ผู้อยู่อาศัยในหมู่บ้านดั้งเดิมกว่า 100 แห่งที่ได้รับการรับรองตอนขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี 2535 ด้านยูเนสโกแถลงจุดยืนว่าองค์กรไม่เคยร้องขอหรือสนับสนุนการบังคับไล่ที่ใดๆ ทั้งสิ้น
เมืองที่เงียบเหงา
ตอนที่ชาวบ้านถูกสั่งย้ายไปรุนตาเอกและได้รับแจกโฉนดที่ดินผืนใหม่ เจ้าหน้าที่รัฐให้คำมั่นว่าชุมชนบ้านจัดสรรแห่งนี้จะเติบโตเป็นเมืองบริวารที่พรั่งพร้อม ทั้งมีถนนหนทาง น้ำประปา ไฟฟ้า โรงเรียน โรงพยาบาล และโครงสร้างพื้นฐานที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวท้องถิ่นและต่างชาติมายังแลนด์มาร์กแห่งใหม่ ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเสียมราฐแค่ 30 กิโลเมตร
คำมั่นสัญญาเหล่านั้นเริ่มปรากฏให้เห็นบ้างแล้ว ถนนหนทางปูเรียบร้อย มีไฟฟ้า ประปา โรงเรียน และโรงพยาบาลพร้อมสรรพ สระน้ำขุดมือสะท้อนแสงแดดอยู่ตามชายขอบเขตจัดสรร ส่วนลานกลางเมืองมีทั้งป้ายรถประจำทางและอาคารตลาดกลางแจ้ง
ทว่าตลาดกลับเงียบเหงาว่างเปล่า มีจักรยานยนต์เพียงไม่กี่คันแล่นผ่านในบ่ายวันหนึ่งของเดือนมกราคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ควรเป็นหน้าท่องเที่ยวไฮซีซั่นสำหรับต่างชาติในเสียมราฐ
เดือน เดือน วัย 56 ปี เปิดร้านซ่อมจักรยานยนต์ที่นี่เมื่อปี 2565 ตั้งแต่สมัยที่รถยังวิ่งตลุยฝุ่นแดงบนถนนลูกรัง ในช่วงแรกๆ ที่ผู้คนเริ่มย้ายเข้ามาตั้งรกราก เขายังมีรายได้เข้ามาไม่ขาดสาย แต่ตอนนี้เขาประเมินว่าชาวบ้านส่วนใหญ่พากันย้ายออกไปหมดแล้ว บ้างก็ขายสิทธิ์ในที่ดิน บ้างก็ทิ้งบ้านไปอยู่ที่อื่น
“ตั้งแต่ปี 2566 ที่นี่ก็ไม่ค่อยมีคนอยู่แล้ว” เขากล่าว
เดือนเผยว่าเขายอมรับเงินชดเชยที่ภาครัฐเสนอ โดยได้รับที่ดินขนาด 20 คูณ 30 เมตร พร้อม โฉนดที่ดิน ‘ถาวร’ ที่ได้รับการรับรองระดับชาติ เงินสดอีกราว 1 ล้านรีล (ประมาณ 8,000 บาท ) และแผ่นสังกะสีมุงหลังคาบ้าน ทว่าครอบครัวของเขายังต้องควักกระเป๋าตัวเองเพื่อย้ายร้านและสร้างชีวิตใหม่ที่รุนตาเอก
“เราสูญเสียข้าวของไปเยอะมากตั้งแต่ที่ย้ายมาอยู่ ทั้งหม้อ จานชาม ของใช้ในบ้านพังเสียหายตอนขนย้าย แถมตัวบ้านก็ยังชำรุดอีก พวกเราไม่พอใจเลยสักนิด” เขากล่าว
•
•
เขาประทังชีวิตอยู่ได้ส่วนหนึ่งเพราะยังคงทำนาอยู่ใกล้เขตนครวัด โดยอาศัยข้าวที่ปลูกได้มาช่วยจุนเจือรายได้อันริบหรี่จากเพิงซ่อมรถ
สม สิทธา วัย 75 ปี และเตา เสรยโขจ ผู้เป็นลูกสาว ก็อพยพมาที่นี่ในปี 2566 เช่นกัน โดยย้ายมาจากหมู่บ้านมณฑล 3 ซึ่งอยู่ใต้ร่มเงาของนครวัด พวกเขารู้สึกว่าไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะค่าเช่าในเสียมราฐแพงเกินไป เสรยโขจจึงเปิดร้านกาแฟเล็กๆ หน้าบ้านในรุนตาเอก โดยหวังว่าทิวทัศน์สระน้ำขุดมือจะช่วยดึงดูดลูกค้าเข้ามาบ้าง
“ฉันยังต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดที่นี่ต่อไป” เธอกล่าว “ถ้าพวกเขาพัฒนาพื้นที่นี้ ชีวิตเราคงจะดีขึ้น”
สมัยอยู่หมู่บ้านมณฑล 3 ร้านของเธอมีนักท่องเที่ยวและชาวเมืองแวะเวียนมามากพอให้ครอบครัวลืมตาอ้าปากได้ แต่พอมาอยู่ที่นี่ กลับแทบไม่มีใครย่างกรายมาเลย
“อยู่ที่เก่าเราขายดีกว่านี้เยอะ มีทั้งนักเรียนและทั้งท่องเที่ยวแวะเวียนมาตลอด” เสรยโขจ กล่าว
ชวน อิม หัวหน้าตำบลรุนตาเอก ระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้ประเมินผลกระทบทางสังคมก่อนการโยกย้ายเพื่อคาดการณ์ความต้องการของชาวบ้าน พร้อมชี้ให้เห็นความคืบหน้าการพัฒนาพื้นที่ล่าสุด ทั้งการสร้างห้องสมุดสองแห่ง การตั้งเรือนเพาะชำกล้าไม้ ตลอดจนความพยายามอย่างต่อเนื่องในการดึงดูดนักลงทุนและธุรกิจรายใหม่ให้เข้าสู่เมือง
อิม ระบุว่า มีชาวบ้านย้ายออกจากรุนตาเอกไปแล้วถึง 2,308 ครอบครัว ทว่าส่วนที่เหลือยังคงปักหลักอยู่ หรือเลือกเดินทางไปกลับเมืองเสียมราฐเพื่อทำนา ทำงานท่องเที่ยวและค้าขาย ยิ่งกว่านั้นเธอยังยืนยันว่าการย้ายถิ่นฐานครั้งนี้ช่วยให้ชาวบ้านมีความปลอดภัยและสบายใจกว่าตอนอยู่ในเขตนครวัด
“ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน” เธอกล่าว
สร้างชีวิตใหม่ด้วยหนี้สิน
สำหรับหลายคนที่ย้ายมาตั้งรกรากในรุนตาเอก การเริ่มต้นใหม่หมายถึงการต้องแบกรับหนี้สิน ไม่ว่าจะกู้สร้างบ้าน เปิดร้าน หรือกระทั่งซื้อข้าวของเครื่องใช้เพื่อเริ่มชีวิตใหม่จากศูนย์
แม้ร้านค้าจะตั้งอยู่ในทำเลดีริมสระน้ำ แต่เสรยโขจบอกว่าแทบไม่มีใครมาซื้อกาแฟเลย “บางคนไม่มีเงินซื้อ [กาแฟ] ด้วยซ้ำ ลำพังแค่ค่าอาหารก็แทบไม่ไหวแล้ว” เธอกล่าว
ครอบครัวของเธอกู้เงินมาสร้างบ้านและร้านค้า โดยสิธทาผู้เป็นแม่นำบัตรคนจน (IDPoor) ของเธอมาใช้เป็นหลักประกัน บัตรสวัสดิการนี้รัฐบาลกัมพูชาแจกให้ชาวบ้านรุนตาเอกในช่วงที่การไล่ที่ทวีความรุนแรงถึงขีดสุด ตัวบัตรมีอายุ 10 ปีและช่วยให้ผู้ถือบัตรเข้าถึงบริการสาธารณะสุขฟรีและได้รับเงินอุดหนุนรายเดือนด้วย
เงินอุดหนุนนี้เป็นเงินเพียงจำนวนน้อยนิด ยกตัวอย่าง เช่น เดือนได้รับเงิน 200,000 รีล (ราว 1,700 บาท) ต่อเดือนเพื่อเลี้ยงดูตัวเอง ภรรยาและหลานอีกคน
สิธทา แม่ของเสรยโขจไม่ใช่คนเดียวที่ที่ใช้บัตรนี้กู้เงิน เสรยโขจเล่าว่า มีอีกหลายครอบครัวในรุน ตาเอกที่ต้องทำเช่นนี้เหมือนกัน
“ฉันไม่กล้ากินอะไรดีๆ เลย” เธอกล่าว “เพราะต้องเก็บเงินใช้หนี้ธนาคาร”
แต่บัตรสวัสดิการนี้ก็ไม่ได้ให้สิทธิ์ตามที่สัญญาไว้เสมอไป เล็ม วันนา วัย 30 ปี ซึ่งทำงานที่ร้านซ่อมรถของเดือน เล่าว่า ชาวบ้านบางคนได้รับเงินอุดหนุนรายเดือนน้อยกว่าที่ตกลงกันไว้ตอนแรก ส่วนตัวเขาเองถูกตัดสิทธิ์ออกจากโครงการทั้งหมดหลังผ่านปีแรกไปได้ไม่นาน ทำให้ขาดรายได้จุนเจือไปหลายเดือน กว่ารัฐจะคืนสิทธิ์และกลับมาจ่ายเงินให้ตามปกติ
ในปี 2567 ชาวบ้านกว่า 400 คนในพื้นที่รุนตาเอกรวมตัวประท้วง หลังรัฐจ่ายเงินอุดหนุนผ่านบัตรสวัสดิการ IDPoor ไม่ครบจำนวน
บางคนกลัวเรื่องส่งค่างวดชำระหนี้ เพราะต้องพึ่งพาเงินจากบัตรคนจนเพื่อจ่ายดอกเบี้ยรายเดือน วันนากล่าวกับ HaRDstories “ถ้าบัตรถูกตัดสิทธิ์เมื่อไหร่ ปัญหาตามมาแน่นอน”
วัน โสภัท ผู้ประสานงานโครงการธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งศูนย์สิทธิมนุษยชนกัมพูชา (Cambodian Center for Human Rights : CCHR) ซึ่งเฝ้าติดตามการไล่ในรุนตาเอก ระบุว่า การโยกย้ายถิ่นฐานครั้งนี้ส่งผลให้หลายครอบครัวต้องตกอยู่ในความยากจน
“หลายคนต้องเป็นหนี้ และถูกบีบให้อพยพไปหางานทำที่อื่นเพื่อประคองชีวิต หากรายได้และความเป็นอยู่ไม่เหมือนเก่า” โสภัทกล่าว
โสภาระบุว่า ตามมาตรฐานสากล ชุมชนที่ถูกโยกย้ายต้องมีความเป็นอยู่ที่ไม่ด้อยกว่าตอนอาศัยอยู่ถิ่นฐานเดิม และเมื่อไม่เป็นไปตามมาตรฐานนั้น ผลกระทบที่ตามมาจึงลุกลามไปทุกมิติในชีวิตครอบครัวของพวกเขา
“สิทธิมนุษยชนในทุกด้านของผู้ถูกโยกย้ายถิ่นฐานล้วนได้รับผลกระทบ ทั้งสภาพความเป็นอยู่ การทำมาหากิน การเข้าถึงการศึกษาของเด็กๆ ไปจนถึงสิทธิที่จะได้รับการดูแลช่วยเหลือจากรัฐด้วย” โสภัทกล่าว
หยั่งรากลึกในพื้นที่นครวัด
เดือนกล่าวว่า สิ่งที่ทำใจยากที่สุดในการจากมาไม่ใช่การสูญเสียรายได้ แต่คือการสูญเสียที่ดินและ ความทรงจำที่ผูกพันกับมัน
แต่สำหรับเดือนและชาวบ้านคนอื่น อุทยานประวัติศาสตร์เมืองพระนครเป็นมากกว่าสถานที่ที่พวกเขาเรียกว่าบ้าน แผ่นดินแห่งนี้คือหนึ่งในสัญลักษณ์ประจำชาติที่ชาวกัมพูชาเทิดทูนที่สุด และสำหรับผู้คนในจังหวัดเสียมราฐแล้ว มันคือภูมิทัศน์ชีวิตที่ถักทอเข้ากับประวัติศาสตร์ครอบครัวรุ่นแล้วรุ่นเล่า
“ผมผูกพันกับนครวัดมาตั้งแต่เกิด [ที่ดินของเรา] ตกทอดมาจากรุ่นปู่ย่าตายาย” เขากล่าว “ผมคิดถึงบ้านหลังเก่า และคิดถึงผืนดินที่เคยเต็มไปด้วยพืชผลและทิวต้นมะพร้าว ภรรยาผมร้องไห้เมื่อเห็นบ้านเก่า ที่ที่เราเคยอยู่ ที่ที่เราเกิด”
แตกต่างจากเดือน โซ โพวธิดา วัย 29 ปี และ นุน โสวิทู สามีของเธอ เลือกที่จะอาศัยอยู่ที่ดินผืนเดิมในพื้นที่นครวัดที่เธอเติบโต ซึ่งเป็นมรดกตกทอดที่ได้จากแม่ของเธอ
สองสามีภรรยาอาศัยอยู่ในกระท่อมหลังเล็กใต้ร่มไม้ใหญ่ รายล้อมด้วยงานประติมากรรมและหัตกรรมที่โสวิทูทำเองกับมือ หลังจากที่โพวธิดาลาออกจากงานที่โรงเรียนแถวบ้าน งานฝีมือนี้ก็กลายเป็นรายได้หลักของพวกตน แม้จะอยู่กันอย่างสมถะ แต่เธอคำนวนว่าการย้ายไปรุนตาเอกนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายแพงกว่าการอยู่ที่นี่ ทั้งหนี้สินกู้สร้างบ้าน ทำธุรกิจ ซึ่งเป็นหนี้ที่จะถูกส่งต่อไปถึงลูกหลานที่ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นอะไรด้วยเลย
“มันไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวที่จะต้องลงเอยยากจน แต่ลูกๆ ก็ต้องจนไปด้วย และถ้าพวกเขาพยายามจะลืมตาอ้าปาก มันก็คงเหมือนต้นไม้ ที่พยายามเติบโตโดยไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง” เธอกล่าว
การยืนหยัดอยู่ที่เดิมคือการเดิมพัน เย็นวันหนึ่งโพวธิดายืนดูต้นตาลถูกไฟไหม้อยู่ใกล้กระท่อมของพวกเธอ เธอรู้ดีว่าหากเปลวไฟลุกลามจะไม่มีใครชดเชยให้เธอ เพราะเธอฝ่าฝืนคำสั่งไล่ที่ ยิ่งตอนนี้เธอไม่มีสถานะทางกฎหมาย และตาข่ายรองรับความปลอดภัยใดๆ เลย
เธอยังกลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐย้อนกลับมาอีกครั้ง รายงาน ปี 2566 ของศูนย์สิทธิมนุษยชนกัมพูชา ได้บันทึกกรณีข่มขู่ การใช้ความรุนแรงและการคุกคามระหว่างการไล่ที่ทั่วประเทศ โพวธิดาเชื่อว่า การที่เธอขัดคำสั่งในตอนแรก จะทำให้เจ้าหน้าที่ไร้ความปราณีกว่าเดิมในวันที่พวกเขากลับมาไล่ที่อีกครั้ง
“พวกเรากลัวว่าพวกเขาจะบุกมาพังบ้านและทำลายข้าวของ และถ้าเราไม่อยู่บ้าน อาจจะเผาบ้านทิ้งไปเลยก็ได้ เราถึงขั้นกังวลว่า เขาจะแอบปล่อยสัตว์ป่าหรือพวกงูพิษเข้ามาในบ้านตอนที่เราไม่อยู่” เธอเผย “พวกเขาพยายามทำให้เรากลัวเพราะเรายังอยู่ที่นี่ และจะมาพังบ้านเราให้ย่อยยับ”
เธอและโสวิทูกล่าวว่า พวกเขาอาจยอมย้ายออกหากได้รับเงินชดเชยที่เป็นธรรมและได้ที่ดินผืนใหม่ใกล้ตัวเมืองเสียมราฐ ซึ่งเป็นแหล่งทำกินและที่อยู่ของครอบครัว ทว่าเมื่อข้อเสนอของรัฐยังคงเดิม คำตอบของเธอก็ไม่มีวันเปลี่ยนเช่นกัน
แต่โพวธิดากล่าวว่า เธอรู้สึกสบายใจกับการตัดสินใจครั้งนี้ เพราะมีสายใยที่ผูกพันเธอไว้กับแผ่นดินเกิด
“ขึ้นชื่อว่าความทรงจำ มันลบเลือนไม่ได้ง่ายๆ” เธอกล่าว “ฉันรักทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่เท่าชีวิต และสำหรับเรา [ที่นี่] ไม่ใช่แค่ปราสาทหินหรือที่ดินเปล่า”
อนาคต ณ รุน ตาเอก
โสพัท เจ้าหน้าที่ CCHR ชี้ว่า การไล่ที่นี้ไม่อาจย้อนคืนได้ แต่รัฐบาลยังคงเยียวยาชาวบ้านได้ ด้วยการกระต้นเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านธุรกิจใหม่ๆ และสนับสนุนการสร้างอาชีพแก่พวกเขาอย่างจริงจัง ทว่าเขากล่าวว่า ที่ผ่านมา รัฐยังไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้ในระดับที่มากพอเลย
“ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาควรจะดีขึ้นจนเท่ากับหรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกับสภาพเดิมก่อนถูกไล่ที่ และหากเป็นไปได้ก็ควรจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ”
วันนา ช่างซ่อมรถ ยังไม่หมดหวังกับรุนตาเอก เขายังจำโครงการปี 2562 ที่วางแผนปรับพื้นที่ภูเขาลูกใกล้ๆ เพื่อสร้างถนนและโรงงาน ซึ่งจะช่วยสร้างงานให้แรงงานรุ่นใหม่แบบเขา ทว่าสุดท้ายกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เมื่อก่อน เคยมีแผนจะสร้างโรงงานและทำให้พื้นที่แถวนี้เป็นเส้นทางผ่านด้วย” เขากล่าว
เยียน แม่เลี้ยงเดี่ยว ปรารถนาจะทำงานใกล้บ้านและมีเวลาให้ลูกสาวมากขึ้น แต่เธอกลับต้องขับรถ 30 กิโลเมตรไปนครวัดทุกวัน เพราะที่รุนตาเอก ยังไม่มีงานอะไรให้เธอทำเลย และก็เหมือนกับเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ เธอกู้เงินมาสร้างบ้าน ซึ่งหนี้สินก้อนนี้คืออีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอไม่มีเวลาที่จะรอได้
เธอหวังเพียงว่า ลูกสาวผู้จะรับมรดกที่ดินผืนนี้ในวันข้างหน้าจะมีชีวิตที่ต่างออกไป
“ฉันอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งสร้างโรงงาน เพื่อคนที่ย้ายไปทำงานในเมืองจะได้กลับมาทำมาหากินที่นี่” เธอกล่าว
ก้อง สเรรัตน์ นักข่าวฟรีแลนซ์และฟิกเซอร์ชาวเขมร มีผลงานเผยแพร่ในสื่อท้องถิ่นและสื่อต่างประเทศหลายแห่ง สเรรัตน์สนใจประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ ความพิการ การมีส่วนร่วมของผู้คนหลากหลาย (GEDSI) การคุ้มครองเด็ก สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและการจัดการความขัดแย้งและสันติภาพ
ก้อง รักษ์เมย ช่างภาพและผู้ผลิตหนังกัมพูชา ประจำอยู่ที่พนมเปญ เรียนจบจากหลักสูตรนานาชาติศึกษา (International Studies) มหาวิทยาลัย Pannasastra ติดตามประเด็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความเท่าเทียมทางเพศ
Get our latest stories direct to your inbox.