ชาวจรายแห่งกัมพูชานอนเฝ้าไร่เพื่อปกป้องผืนดิน

เซว ซายอน อายุ 35 ปี นั่งอยู่ข้างนอกกระท่อมกลางไร่ของเขาในจังหวัดรัตนคีรี ระหว่างเฝ้าสังเกตการณ์ที่ดินราว 18 ไร่ซึ่งตกทอดมาจากบรรพบุรุษชาวจรายของเขา ภาพ : เซาโบรา นรินทร์/HaRDstories

ชาวนาชาติพันธุ์ในกัมพูชานอนเฝ้ากลางไร่ ไม่ให้ใครไล่รื้อบ้าน หลังบริษัทผลิตยางของลูกสาวอดีตนายพลเข้าฮุบที่ดินบรรพบุรุษ

 

ในเช้าอันร้อนอบอ้าววันหนึ่งของเดือนพฤษภาคม เหงื่อไหลอาบลงบนใบหน้าของเซว ลิม ขณะที่เขาเดินกลับมาจากการตัดลำต้นมันสำปะหลังบนไร่ขนาดราว 25 ไร่ของเขา เช่นเดียวกับสมาชิกชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองชาวจรายคนอื่นๆ ในจังหวัดรัตนคีรีของกัมพูชา ชายอายุ 70 ปีผู้นี้ไม่ได้อาศัยที่ดินผืนนี้แค่เพียงเพื่อหารายได้และอาหารยังชีพเท่านั้น แต่ผืนดินแห่งนี้ยังมีความหมายในเชิงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ ซึ่งตกทอดกันมาหลายชั่วอายุคนอีกด้วย

ทุกๆ คืนตลอดห้าปีที่ผ่านมานี้ เขาต้องหามฟูกที่นอน หมอน และผ้าห่มไปยังกระท่อมไม้กลางแจ้ง ซึ่งหันหน้าเข้าหา “จัมการ์” หรือผืนไร่ของเขา เพื่อเฝ้าสังเกตการณ์ไม่ให้คนงานจากบริษัทผลิตยางหรือนายทหารลอบเข้ามาเผาพืชผลของเขาได้

สำหรับชาวจราย ผืนดินมีคุณค่ามหาศาลมากกว่าแค่มูลค่าทางเศรษฐกิจ ความเชื่อเชิงวิญญาณนิยมของพวกเขาให้ความสำคัญกับภูติผีวิญญาณที่สถิตย์อยู่ในผืนป่าและผืนไร่ นั่นหมายความว่า การสูญเสียดินแดนของบรรพบุรุษไปย่อมนับเป็นหายนะทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่แค่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจเท่านั้น

“ผมเป็นห่วงอนาคตของชุมชนแห่งนี้มากเลย ผมนอนไม่หลับเลยด้วยซ้ำ” เขากล่าวขณะนั่งย่องอยู่ใต้กระท่อมไม้เล็กๆ กลางไร่ของเขา “พวกเราไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

ลิมเล่าว่าผืนไร่ของครอบครัวเขาที่ใช้เพาะปลูกกันมาหลายชั่วอายุคนแล้วนั้น ถูกเผาทำลายโดยบริษัทผลิตยางแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของบุตรสาวของอดีตนายพลระดับสูงแห่งกองทัพกัมพูชา ตามคำบอกเล่าของเขา บริษัทแห่งนี้ได้ส่งคนงานมาโค่นทำลายต้นมะม่วงหิมพานต์ในไร่ของเขา ซึ่งปลูกจนโตมาได้หลายปีแล้ว ส่วนต้นที่เพิ่งปลูกใหม่นั้นถูกเผาทำลายจนหมดสิ้น

หลังจากที่ได้ใช้ตัวเลือกอื่นๆ ทั้งหมดไปแล้วในการต่อสู้ที่กินเวลามาหลายทศวรรษนี้ ลิมและชนเผ่าพื้นเมืองชาวจรายคนอื่นๆ ในอำเภออันดวงเมียะห์จึงต้องหันมาตั้งแคมป์กลางไร่ของพวกเขาเองเพื่อไม่ให้คนงานจากบริษัทผลิตยางรุกล้ำเข้ามาได้ นี่เป็นการดิ้นรนครั้งสุดท้ายเพื่อต่อสู้กับสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็นความพยายามที่จะขโมยผืนดินบรรพบุรุษของพวกเขา

ความขัดแย้งที่เริ่มต้นจากสัมปทาน

ต้นตอของความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2549 เมื่อรัฐบาลกัมพูชาได้มอบสัมปทานที่ดินเพื่อเศรษฐกิจ ในขอบเขตระยะเวลา 70 ปี ซึ่งครอบคลุมพื้นที่จำนวน 54,088 ไร่  ให้กับบริษัท เฮง เดเวลอปเมนต์ จำกัด (Heng Development Co. Ltd) หลังจากนั้น มีรายงานสื่อจำนวนมากบ่งบอกว่าบริษัทแห่งนี้บีบบังคับให้ชาวจรายและชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มอื่นๆ ยอมออกจากที่ดินของพวกเขา

ในปี 2554 สัมปทานนี้ได้รับการโยกย้ายไปให้บริษัท 7 มัครา ภารี จำกัด (7 Makara Phary Co. Ltd) เป็นผู้รับช่วงต่อในขอบเขตสัญญาที่สั้นลงเป็นระยะเวลา 50 ปี รัฐบาลกัมพูชาไม่ได้ให้คำอธิบายที่ชัดเจนว่าเหตุใดจึงมีการเปลี่ยนแปลงผู้รับเหมาสัมปทานนี้เกิดขึ้น ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะระบุว่า กิม โสภารี เป็นประธานของบริษัทแห่งนี้ โสภารีคือบุตรสาวของ กุน กิม นายพลเกษียณอายุชั้นยศสี่ดาวและอดีตเสนาธิการทหารบกประจำกองทัพบกพระราชอาณาจักรกัมพูชา ทั้งสองถูกคว่ำบาตรไปแล้วโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อปี 2562 ด้วยเหตุผลจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายประการ

ต้นยางพาราที่ปลูกโดยบริษัท 7 มัครา ภารี ซึ่งกินพื้นที่แผ่ออกไปแทบจะสุดขอบฟ้า มีความสูงถึงสองเมตร แต่ก็ยังไม่พร้อมสำหรับการเก็บเกี่ยวในเดือนพฤษภาคมปีนี้ โกดังที่สร้างขึ้นโดยคนงานของบริษัทถูกนำมาใช้เป็นป้อมรักษาการณ์ เน้นย้ำให้เห็นถึงความพยายามของบริษัทแห่งนี้ที่จะรับประกันผลกำไรจากไร่ยางผืนใหญ่

ดังที่เห็นได้จากในรายงานเมื่อปี 2565 ของสื่อ VOD ในช่วงไม่กี่ปีมานี้คนงานของบริษัทดังกล่าวได้ก่อความวุ่นวายครั้งใหม่บนที่ดินของครอบครัวชาวจราย พวกเขาตัดโค่นพืชผลในไร่ของเกษตรกรรายย่อย ไถดินและปลูกต้นยางขึ้นมาแทนที่ เปลี่ยนผืนไร่เหล่านี้ให้เป็นที่ดินเพื่อการผลิตเชิงพาณิชย์ขนานใหญ่

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

“ผมเองก็คงไม่ยอมรับค่าตอบแทนเท่านั้นหรอก”

บริษัทดังกล่าวได้เสนอค่าตอบแทนให้กับครอบครัวชาวจรายเป็นมูลค่าระหว่าง 500,000 ถึง 1,000,000 เรียลกัมพูชา (ประมาณ 4,000 ถึง 8,000 บาท) เพื่อซื้อที่ดิน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นมูลค่าที่ต่ำกว่าราคาตลาดอย่างยิ่ง ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นายหน้าค้าที่ดินรายหนึ่งได้เสนอขายที่ดินขนาดเกือบ 12.5 ไร่ในเขตพื้นที่เดียวกันบนเฟสบุ๊กในราคาประมาณ 650,000 บาท

ชาวบ้านจำนวนมากได้เล่าให้ทีมงาน HaRDStories ฟังว่า พวกเขารู้สึกถูกกดดันให้ขายในเรตราคาข้างต้นภายใต้การข่มขู่และคุกคามโดยคนงานจากบริษัทที่พกอาวุธมาด้วย หลายครอบครัวเล่าว่าพวกเขาไม่ได้มีทางเลือกจริงๆ ตั้งแต่แรก

เซว ดีน เกษตรกรและพ่อลูกสองในหมู่บ้านตัง จิต จำต้องยอมรับข้อเสนอของบริษัทเมื่อเดือนมีนาคมปี 2567 เขาได้รับเงินจำนวน 1.6 ล้านเรียล (ประมาณ 13,000 บาท) สำหรับที่ดินขนาด 12.5 ไร่ ที่ซึ่งเขาใช้ปลูกมะม่วงหิมพานต์ โดยตอนนั้นเขาเชื่อว่าจะยังเก็บที่ดิน 5 ไร่ไว้สำหรับเพาะปลูกพืชผลเพื่อบริโภคในครอบครัวได้

“บริษัทเข้ามาไล่กลบที่ดินทั้งหมดโดยไม่ขอความยินยอมผมเลย มันหายไปทีเดียวหมดเลย แล้วพวกเขาก็บอกว่าผมทำไร่บนที่ดินของผมต่อไปไม่ได้แล้ว” ดีนกล่าว เขาเล่าว่าถึงจุดหนึ่งเขาเคยเห็นคนงานของบริษัทเตรียมอาวุธปืนกันอยู่บนรถกระบะสีขาว

ในวันนี้ที่เขาไม่เหลือที่ดินของตัวเอง ดีนต้องทำงานเป็นแรงงานรับจ้าง คอยตัดหญ้าและเก็บเกี่ยวเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ในสวนคนอื่นๆ โดยได้รับค่าจ้างราว 250 บาทต่อวัน พร้อมกับที่ต้องเลี้ยงดูลูกวัยเด็กทั้งสองคนของเขาไปด้วย

บางครอบครัวถูกไล่ที่ ทั้งที่ยังไม่ได้เซ็นสัญญาหรือไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น สถานการณ์เช่นนี้บังคับให้พวกเขาต้องระหกระเหินออกจากดินแดนบรรพบุรุษโดยปราศจากการชดเชยใดๆ เน้นย้ำถึงความเปราะบางของชนเผ่าพื้นเมืองชาวจราย ซึ่งส่วนมากอ่านและเขียนหนังสือไม่ได้ รวมถึงดูจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับสิทธิทางกฎหมายของพวกเขา

หัวหน้างานคนหนึ่ง ผู้มีหน้าที่ตรวจความปลอดภัยและกำกับดูแลคนงานในสวนยาง บอกกับทาง HaRDStories ว่า ส่วนตัวแล้วเขาเห็นว่าสถานการณ์เช่นนี้ “ไม่ยุติธรรม” กับชาวบ้านชุมชนชาวจราย

“ผมเองก็คงไม่ยอมรับค่าตอบแทนเท่านั้นหรอก” โภลีผู้เปิดเผยแค่ชื่อจริงของเขากล่าว “รู้ไหม บริษัทให้เงินตอบแทนแค่ 500,000 เรียลต่อที่ดิน 6.25 ไร่ (4,000 บาท) แล้วผมเองก็ไม่ได้เข้าข้างบริษัทด้วย”

 

เจ้าหน้าที่ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการข่มขู่

ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจำนวนมากกล่าวว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ให้ความร่วมมือในการปกป้องเกษตรกรจากการสูญเสียที่ดินหรือช่วยให้พวกเขาได้รับค่าตอบแทนที่เพียงพอ ส่วนเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

ฮีม แสม ออน รองปลัดประจำ “คอมมูน” หรือคุ้มบ้านคนาง ผู้รับหน้าที่ดูแลกรณีพิพาทเรื่องที่ดินนี้ ปฏิเสธว่ามีการใช้กำลังข่มขู่จากทางฝั่งบริษัทเกิดขึ้น พร้อมกล่าวว่าบริษัทมีสิทธิเหนือที่ดินดังกล่าวจากสัมปทานของรัฐตั้งแต่ต้นแล้ว เขากล่าวว่ากรณีพิพาทกับทางหมู่บ้านตัง จิตนั้น “แทบจะคลี่คลายเสร็จสิ้นแล้ว” แม้ว่าเขาจะไม่ได้กล่าวถึงข้อกล่าวหาในประเด็นค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรมก็ตาม

แสม ออนกล่าวว่า ชาวบ้านบางส่วนมีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน “01BB” อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการระดับประเทศที่ริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2555 เพื่อสำรวจและบันทึกที่ดินของพลเมืองและมอบโฉนดให้ แต่ในปัจจุบันก็ยังคงไม่ชัดเจนว่าบริษัทดังกล่าวได้อ้างสิทธิครอบครองที่ดินของพวกเขาแล้วหรือยัง

“ตอนนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าที่ดินที่เป็นข้อพิพาทกันอยู่นั้นเป็นของบริษัทหรือของปัจเจกบุคคลอื่นๆ กันแน่” แสม ออนอธิบาย พร้อมกับขอความร่วมมือให้ชาวบ้านแต่ละคนยื่นคำร้องกับทางเจ้าหน้าที่พร้อมกับหลักฐาน “นี่เป็นเรื่องแก้ยาก”

ในเดือนตุลาคมปี 2565 รัฐบาลกัมพูชาได้มอบที่ดินเกือบ 3,750 ไร่ให้กับครอบครัวชาวจรายในคอมมูนคนางจำนวน 65 ครอบครัว โดยที่ 2,506 ไร่ จากทั้งหมดนี้ได้ตัดแบ่งมาจากสัมปทานที่ดินของบริษัท 7 มัครา ภารี อย่างไรก็ดี ชาวบ้านชุมชนชาวจรายที่ได้พูดคุยกับทีมข่าว HaRDStories เองก็ยังไม่ทราบว่าที่ดินผืนนี้อยู่ตรงไหนหรือใครที่ได้ผลประโยชน์จากการส่งมอบที่ดินนี้

Stay Informed!

Subscribe to our newsletter to receive our latest stories direct to your inbox.

หลังจากที่ชาวบ้านรวมตัวกันประท้วงและยื่นคำร้องไปในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2567 เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นก็เรียกพวกเขาไปพูดคุยกัน ณ ที่ว่าการอำเภอ ชาวบ้านเล่าว่า พวกเขาได้รับข้อเสนอค่าตอบแทนจำนวนเดียวกันกับเมื่อก่อนหน้านี้ และไม่มีทางออกอื่นใดๆ

บริษัท 7 มัครา ภารี ไม่ได้ตอบคำร้องขอความเห็นที่ทีมงานของเราส่งไปทางอีเมล ส่วนเบอร์โทรศัพท์ของทางบริษัทที่บันทึกไว้ในทะเบียนพาณิชย์ก็ไม่สามารถติดต่อได้

 

เฝ้าระวังทั้งวันทั้งคืน

เซว ซายอน ชายอายุ 35 ปี ยังคงเข้าไปในผืนไร่ที่ดิน 18 ไร่ของเขาในหมู่บ้านเค็ตได้ แต่เขาสังเกตเห็นเสาทาสีแดงที่คนงานของบริษัทปักเอาไว้ ซึ่งประกาศว่าที่ดินผืนนี้เป็นของบริษัท เขาปฏิเสธไม่รับค่าตอบแทน พร้อมกับกล่าวว่าเขาเก็บที่ดินผืนนี้ไว้ให้ชาวจรายรุ่นถัดไปได้สร้างบ้านของพวกเขา

“ผมรับเงินไม่ได้หรอก เพราะนี่เป็นที่ดินตามธรรมเนียมที่พวกเราเก็บรักษาไว้ให้คนรุ่นถัดไป” เขากล่าวพลางพับผ้าห่ม นี่ก็เป็นอีกคืนหนึ่งในเดือนพฤษภาคมที่เขาต้องนอนกลาง “จัมการ์” หรือผืนไร่ของตน

ซายอนนอนที่นั่นแทบจะทุกคืน “ผมต้องมานอนที่นี่เพื่อเฝ้าดูจัมการ์ของผม เพราะผมไม่รู้ว่าพวกคนงานของบริษัทจะบุกเข้ามาอีกเมื่อไหร่”

ฉากเหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้เกิดขึ้นในหลายหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากสัมปทานที่ดิน เมื่อชาวบ้านหลายครอบครัวต้องผลัดเวรกันมาปกป้องผืนดินบรรพบุรุษของพวกเขา

ซอล ลี อายุ 45 ปี รับหน้าที่เฝ้าเวรช่วงกลางวัน เขาเตรียมอาหารมื้อเที่ยงและมานั่งรอที่จัมการ์ของเขา คอยดูว่าพวกคนงานจะบุกเข้ามากลบที่ดิน 12 ไร่ครึ่งของเขาอีกหรือไม่ เขากล่าวว่าเขาไม่อาจยอมเสียต้นผลไม้ในไร่ไปได้ เพราะนั่นคือรายได้ทั้งหมดของครอบครัวเขา แม้ว่าเขาจะยอมรับ “สถานะเจ้าของที่ดินแบบกึ่งทางการ” (soft title) เพื่อปกป้องที่ดินผืนนี้ไปก่อนก็ตาม

“พวกเขาอ้างว่าที่ดินนี้เป็นของบริษัท ผมแย้งไปว่าชาวบ้านใช้และถมที่ดินนี้เพื่อเพาะปลูกกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว มันจะตกเป็นของบริษัทได้ยังไงกัน” ลีกล่าว

“ทุกครั้งที่ผมถูกเชิญตัวไปหาทางออกเรื่องนี้ที่สำนักงานคอมมูนหรือที่ว่าการอำเภอ ผมก็ถูกกดดันให้ยอมรับค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดทุกครั้ง ผมก็บอกไปว่า ‘ไม่ ผมแค่ต้องการที่ดินของผม’”

 

เมื่อสัมปทานกลบเสียงของชุมชน

ข้อพิพาทเรื่องค่าตอบแทนเน้นย้ำให้เห็นถึงปัญหาที่ฝังรากลึกยิ่งกว่านั้นในระบบการจัดการกรรมสิทธิ์ที่ดินในกัมพูชา พัฒนาการอย่างเร่งด่วนของประเทศแห่งนี้ในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมานั้น เผยให้เห็นการแข่งขันกันอย่างเร่งรีบที่จะเข้าครอบครอง พัฒนา และขายที่ดินซึ่งมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่สถานะความเป็นเจ้าของที่ดินทั้งหมดถูกรื้อทิ้งใหม่ในช่วงระบอบอันโหดเหี้ยมของเขมรแดงและสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในภายหลัง

หลังจากการประกาศใช้กฎหมายที่ดินใหม่ในปี 2544 รัฐบาลกัมพูชาก็ริเริ่มความพยายามในการออกสำรวจที่ดินและจัดระเบียบทรัพย์สินที่ดินผ่านสถานะเจ้าของที่ดินแบบ “กึ่งทางการ” (soft titles) ซึ่งจดทะเบียนในระดับท้องถิ่น ในรูปแบบใบรับรองต่างๆ และสถานะเจ้าของที่ดินแบบ “ทางการ” (hard titles) ซึ่งจดทะเบียนในระดับประเทศ นอกจากนี้รัฐบาลยังได้ริเริ่มโครงการสถานะโฉนดที่ดินชุมชนสำหรับชนเผ่าพื้นเมือง (Indigenous Communal Land Titling program) เพื่อมอบที่ดินแบบเป็นเจ้าของร่วมกันให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมืองที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการแล้ว แทนที่จะมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินแบบปัจเจกบุคคล

แม้ว่าในมุมมองของภูมิภาคนี้ โครงการดังกล่าวจะดูมีลักษณะก้าวหน้า แต่กระบวนการมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินก็เป็นไปอย่างล่าช้า มีค่าใช้จ่ายสูงและซับซ้อนอย่างยิ่ง ในจำนวนชนเผ่าพื้นเมืองทั้งหมดกว่า 450 ชุมชนในกัมพูชา มีเพียง 43 ชุมชนเท่านั้นที่ได้รับโฉนดที่ดินแบบเป็นเจ้าของร่วมกันในระหว่างปี 2554 ถึงเดือนกรกฎาคมปี 2567

การต่อสู้เพื่อสิทธิเหนือที่ดินยิ่งซับซ้อนเข้าไปอีกเนื่องมาจากนโยบายสัมปทานที่ดินเพื่อเศรษฐกิจ (Economic Land Concessions หรือ ELC) โครงการของทางภาครัฐซึ่งส่งมอบที่ดินให้กับบริษัทขนาดใหญ่เป็นระยะเวลานานและในอัตราภาษีที่ต่ำ ตั้งแต่ปี 2538 มีการอนุมัติสัมปทานที่ดินเพื่อเศรษฐกิจกว่า 250 โครงการ ซึ่งครอบคลุมที่ดินเกินกว่า 6,250,000 ไร่  แม้ว่าทางรัฐบาลกัมพูชาจะประกาศยุติการให้สัมปทานในโครงการ ELC ไปแล้วตั้งแต่เมื่อปี 2555 ในปัจจุบันก็ยังคงมีการอนุมัติสัมปทานโครงการใหม่อยู่

ในทางกฎหมายแล้ว สัมปทานเหล่านี้อนุญาตให้มีการเข้ายึดที่ดินของชาวบ้านในท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะที่ดินของกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองในกัมพูชา ซึ่งต่างก็ทำเกษตรกรรมแบบปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อรักษาคุณภาพดิน อีกทั้งยังใช้ที่ดินเพื่อจุดประสงค์ในเชิงธรรมเนียมปฏิบัติและจิตวิญญาณอีกด้วย

“แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหนกัน”

ระมัม จอร์ก ผู้นำหมู่บ้านเค็ตอายุ 63 ปี กล่าวว่า ชุมชนของเขาเคยขอความช่วยเหลือจากเอ็นจีโอองค์กรหนึ่งเป็นเวลาเกือบห้าปีเพื่อจดทะเบียนที่ดินบรรพุบุรุษและป่าไม้ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา แต่หลังจากที่ต้องเผชิญกับกระบวนการราชการที่ยากลำบากไม่จบสิ้น องค์กรเอ็นจีโอนั้นก็เลิกให้ความช่วยเหลือไป

“นี่ทำให้กระบวนการจดทะเบียนโฉนดชุมชนเราหยุดชะงักไป” จอร์กกล่าว พวกเขาไม่ได้รับการจดทะเบียนจากความช่วยเหลือขององค์กรเอ็นจีโอ และด้วยเหตุนี้จึงล้มเลิกความพยายามที่จะเรียกร้องโฉนดชุมชนไปโดยสิ้นเชิง

ชาวบ้านส่วนใหญ่ได้รับสถานะเจ้าของที่ดินแบบกึ่งทางการจากรัฐบาล แต่สถานะแบบนี้ไม่ได้ช่วยปกป้องชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนหมู่บ้านและมรดกทางวัฒนธรรม จอร์กกล่าว

“ตอนนี้ประมาณ 50 ครอบครัวในหมู่บ้านของผมกำลังเสี่ยงจะต้องเสียที่ดินของพวกเขาไป เนื่องจากบริษัทเข้ามาอ้างที่ดินของพวกเขาใหม่ แม้แต่คนจากนอกหมู่บ้านก็ยังพยายามเข้ามาอ้างที่ดินของชุมชนบางส่วนด้วย” เขากล่าว “ชุมชนของเรากำลังตกที่นั่งลำบาก”

ออม สัม อาด หัวหน้าปฏิบัติการของลิคาโด (Licadho) กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง กล่าวว่า กลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองที่พยายามขอสถานะโฉนดชุมชนต่างก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคทางราชการและข้อขัดแย้งกับนโยบายการใช้สอยที่ดินอื่นๆ ของทางภาครัฐ

“ความเป็นอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมืองต้องอาศัยผืนดินของพวกเขา เช่น หมุนเวียนที่ดินเพื่อการเพาะปลูก อีกทั้งพวกเขายังมีผืนดินที่มีความสำคัญทางจิตวิญญาณและใช้เป็นสุสาน” เขากล่าว “แต่พวกเขาก็ต้องเดือดร้อนเมื่อสัมปทานที่ดินเพื่อเศรษฐกิจได้รับการอนุมัติ โดยไม่มีการศึกษาเลยว่าที่ดินเหล่านี้ทับซ้อนกับผืนดินของพวกเขาหรือไม่ สุดท้ายพวกเขาก็ต้องสูญเสียผืนดินไปและถูกละเมิดสิทธิ”

สัม อาด กล่าวว่า การเร่งกระบวนการมอบโฉนดชุมชนเป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยในการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง รักษาไว้ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรม และผลักดันพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืน

สำหรับชนเผ่าพื้นเมืองในอำเภออันดวงเมียะห์ ผืนดินไม่ได้มีความสำคัญแค่กับเรื่องปากท้องความเป็นอยู่ แต่ยังสำคัญกับอัตลักษณ์และมรดกที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษของพวกเขาอีกด้วย ซายอนจากหมู่บ้านเค็ตกล่าวว่า เขาจะยังคงเฝ้าระวังตอนกลางคืนต่อไป เพราะหมู่บ้านชาวจรายย่อมไร้อนาคต หากปราศจากผืนดินที่พวกเขาผูกพันอยู่ด้วย

“ผืนดินของชุมชนเราสำคัญกับคนรุ่นต่อๆ ไปของเรามาก หากพวกเขาจำเป็นต้องใช้ ก็เอาที่ดินส่วนหนึ่งมาสร้างบ้านและทำจัมการ์ของตัวเองได้ เราไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเลยกับที่ดินผืนนี้ นอกจากทำไร่ ปลูกมันสำปะหลังกับมะม่วงหิมพานต์เพื่อยังชีพ” เขากล่าว

“หากที่ดินของเราถูกไล่กลบไปหมด พวกเราจะเอาที่ดินจากไหนมาทำไร่ล่ะ ชาวบ้านในหมู่บ้านเค็ตจะไปอยู่ที่ไหนกันได้”

เอิ๊ง เซีย นักข่าวฟรีแลนซ์ติดตามประเด็นสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อมและสังคม เขียนประจำให้กับ CamboJA News หนึ่งในสื่ออิสระที่เหลืออยู่ไม่กี่แห่งในกัมพูชา

เซาโบรา นรินทร์ ช่างภาพและคนทำหนังกัมพูชาประจำอยู่พนมเปญ เขาเป็นผู้ได้รับทุนสถาบันภาพยนตร์ Sundance Institute และมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เขมรมากกว่าสิบปี สร้างสรรค์ภาพให้เว็บ fairpicture.org และผ่านเวิร์คชอป Angkor Photo

More Features

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.