29 ปีแห่งการพลัดถิ่น : กะเหรี่ยงบางกลอยใต้เงามรดกโลก
ไทยเตรียมจัดตั้งคณะกรรมการชุดที่สี่เพื่อยุติกรณีพิพาทที่ยืดเยื้อยาวนาน กับชุมชนชาวชาวกะเหรี่ยงบางกลอย ที่ถูกบังคับให้ออกจากผืนป่าบรรพบุรุษในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ภายใต้กฎหมายใหม่ “พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์” โดยกฎหมายฉบับนี้ระบุสิทธิครอบคลุมสิทธิในการจัดการที่ดินและทรัพยากร
- โดย คเณศณัฏฐ์ สิมลาโคตร
- Published
- 4 min read
เพชรบุรี – เมื่อพงศักดิ์ ต้นน้ำเพชร นึกถึงบ้าน เขาเห็นภาพหุบเขาเขียวชอุ่มของบางกลอยบนที่เต็มไปด้วยนาข้าว ไร่ข้าวโพด แปลงผัก และบ้านเรือนที่กระจายตัวอยู่ตามแนวภูเขา ชนิดที่ใช้เวลาเดินเท้าราวครึ่งชั่วโมงก็ถึงกัน ทว่านับตั้งแต่เจ้าหน้าที่อุทยานผลักดันครอบครัวของเขาให้ต้องอพยพออกจากพื้นที่เมื่อปี 2554 นับจากวันนั้น เขาและครอบครัวยังไม่ได้รับอนุญาตให้กลับไปบางกลอยบนอีกเลย
ในที่ที่พงศักดิ์มองว่าเป็นบ้าน รัฐบาลกลับมองว่านี่คือผืนป่าอนุรักษ์อันเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน แหล่งมรดกโลกของยูเนสโกที่ห้ามการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์
มุมมองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอยกับเจ้าหน้าที่อุทยานนี้ ก่อให้เกิดความขัดแย้งยาวนานกว่า 30 ปี แม้มีคณะกรรมการของรัฐสามชุดพยายามไกล่เกลี่ย แต่ก็ไม่เป็นผล ปัจจุบันรัฐบาลกำลังเตรียมจัดตั้งคณะกรรมการชุดที่สี่ภายใต้กฎหมายใหม่ และนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่มีกฎหมายรับรองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ในการจัดการที่ดินและทรัพยากร
คำถามสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายครั้งนี้เพียงพอที่จะยุติภาวะชะงักงันของครอบครัวกะเหรี่ยง 37 ครอบครัวที่ต้องการกลับไปบางกลอยบน และอีกหลายสิบครอบครัวที่กำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดในพื้นที่จัดสรรที่บางกลอยล่างของรัฐหรือไม่
ความทรงจำและรากเหง้าชีวิตที่ “ใจแผ่นดิน”
พงษ์ศักดิ์ วัย 39 ปี เกิดที่บางกลอยบน เมื่อชาวบ้านส่วนใหญ่ถูกสั่งให้อพยพลงไปยังพื้นที่ที่รัฐกำหนดให้เป็น “บางกลอยล่าง” ในปี 2539 พ่อแม่ของเขาปฏิเสธ
“ตอนนั้นพ่อแม่ผมไม่ยอมลงมา” เขาย้อนความทรงจำ “พวกท่านพยายามหนีเข้าไปในป่า เพื่อรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมของเราไว้ ในโซนที่เราอยู่เรียกว่าบางกลอยบน มีบ้านอยู่ประมาณ 5-6 หลัง ไม่ได้อยู่ติดกัน แต่เดินถึงกันได้ภายใน 20-30 นาที”
วัยเด็กของพงษ์ศักดิ์เติบโตมากับการใช้ชีวิตระหว่างสองโลก ช่วงเปิดเทอม เขาต้องไปอาศัยอยู่กับป้าใกล้โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเพื่อเรียนหนังสือ พอปิดเทอม เขาจะกลับขึ้นไปช่วยพ่อแม่ทำไร่ ปลูกข้าว ข้าวโพด และพืชผักต่างๆ ที่บางกลอยบน “เราช่วยกันเก็บพริก เก็บผัก เอาลงมาฝากพ่อแม่ของเพื่อนๆ ที่อยู่ข้างล่าง” เขาเล่า
ชีวิตเช่นนั้นสิ้นสุดลงในปี 2554 ระหว่าง “ปฏิบัติการตะนาวศรี” เจ้าหน้าที่อุทยานได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเผาบ้านที่ถูกระบุว่าเป็นการตั้งถิ่นฐานโดยผิดกฎหมาย ชาวบ้านระบุว่ามากกว่า 20 ครอบครัวสูญเสียบ้าน ขณะที่เจ้าหน้าที่อุทยานยืนยันว่าพวกเขาเพียงบังคับใช้กฎหมายอุทยานแห่งชาติต่อการก่อสร้างที่ไม่ได้รับอนุญาต
“ครอบครัวผมต้องอพยพลงมาถาวรราวปี 2554 จากเหตุการณ์ผลักดันที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ” พงศักดิ์กล่าว
ต่อมาศาลมีคำพิพากษาว่าเจ้าหน้าที่ละเมิดขั้นตอนทางกฎหมายระหว่างการอพยพ และสั่งให้ชดเชยครอบครัวละ 50,000 บาท โดยหกครอบครัวที่ดำเนินคดีได้รับเงินชดเชยดังกล่าว
ขณะที่อัครินทร์ ต้นน้ำเพชร วัย 21 ปี เติบโตมากับชีวิตในพื้นที่บางกลอยล่างเท่านั้น เขาไม่เคยสัมผัสชีวิตที่ปลูกข้าว ปลูกผักกินเอง สร้างบ้านจากวัสดุในป่า และพึ่งพาตนเองได้ในระดับหนึ่งบนภูเขา
“อยู่บางกลอยล่างเราต้องซื้อกินทุกอย่าง แม้แต่จะสร้างบ้านก็ต้องซื้อสังกะสี ซื้อวัสดุอุปกรณ์ทุกอย่าง”
ปัจจุบันเขาทำงานรับจ้างในพื้นที่อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี มีรายได้วันละ 400 บาท เขายังคงไม่มีบ้านเป็นของตนเองและอาศัยอยู่กับพี่ชาย
ขณะที่ชาวบ้านบางกลอยคนอื่นๆ เล่าว่า ที่ดินที่รัฐจัดสรรให้ทำกินมีขนาดเล็กเกินไปและเสื่อมโทรม ไม่เหมาะกับการทำไร่หมุนเวียนตามวิถีดั้งเดิม และได้กลายเป็นปัญหาหลักในกรณีพิพาท มีรายงานว่า 37 ครอบครัวต้องการกลับไปยังบางกลอยบน ขณะที่อีกหลายครอบครัวเลือกอยู่ต่อด้านล่าง
ทำไมทางออกจึงชะงักงัน
ปัจจุบันพงศักดิ์ทำหน้าที่เป็นตัวแทนชาวบ้านในคณะกรรมการแก้ไขปัญหา เขาเล่าว่าคณะกรรมการชุดก่อนๆ เคยเสนอแนวทางที่เป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการนำร่องทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่บางกลอยบน หรือการจัดสรรที่ดินด้านล่างให้เหมาะสมยิ่งขึ้น แต่ข้อเสนอเหล่านั้นไม่เคยถูกนำไปปฏิบัติจริง
พงศักดิ์มองว่าปัญหาอยู่ที่หน่วยงานปฏิบัติอย่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และกรมอุทยานฯ ไม่ยอมรับและไม่ปฏิบัติตามมติ โดยพยายามผลักดันให้ชาวบ้านใช้ที่ดินทำกินที่ไม่เหมาะสมและไม่สามารถทำอะไรได้มากนักแทน
เจ้าหน้าที่กระทรวงเองก็ไม่เคยอธิบายต่อสาธารณะอย่างชัดเจนว่า ทำไมข้อเสนอของคณะกรรมการจึงไม่ถูกนำไปดำเนินการ เนื่องจากกรอบกฎหมายระบุไว้อย่างชัดเจนว่า กฎหมายอุทยานแห่งชาติห้ามการตั้งถิ่นฐานถาวรในเขตพื้นที่คุ้มครอง และสถานะมรดกโลกของแก่งกระจานภายใต้ยูเนสโกก็กำหนดให้มีมาตรการอนุรักษ์อย่างเข้มงวด
ดร.อภินันท์ ธรรมเสนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรและพื้นฟูวัฒนธรรม ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และเลขานุการคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขปัญหาชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย ในฐานะนักวิชาการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิ และการลดอคติความเข้าใจผิดต่อกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยกล่าวว่า เขาเห็นรูปแบบปัญหานี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าภายใต้หลายรัฐบาล
“รัฐยังมองชาติพันธุ์ในมิติเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญเรื่องความยุติธรรมและความมั่นคงของรัฐเป็นอันดับแรก” เขากล่าว
อภินันท์ยังชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคสองส่วนที่ทำให้การแก้ไขปัญหาชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอยไม่คืบหน้าว่า ส่วนแรกคือรัฐได้สร้างกระแสอนุรักษ์ต่อสังคม หากทัศนคติของสังคมยังไม่ยอมรับกับแนวคิด “คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้” การแก้ปัญหาจะเป็นเพียงการซื้อเวลาไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่สังคมไทยยังไม่มีฉันทามติต่อเรื่องนี้อย่างแท้จริง อุปสรรคข้อต่อมาคือความเห็นที่ไม่ตรงกันในชุมชน ที่ได้กลายมาเป็นช่องว่างให้รัฐใช้เป็นเหตุผลอ้างว่าการโยกย้ายถิ่นฐานประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่ คนที่อยากกลับไปบางกลอยบนเป็นแค่คนส่วนน้อยเท่านั้น
“สังคมควรยอมรับว่าต่อให้เป็นคนส่วนน้อย เราก็ควรเคารพสิทธิของคนกลุ่มน้อยที่เขาอยากจะกลับไป” อภินันท์กล่าวทิ้งท้าย “ในมิติเชิงสิทธิทางวัฒนธรรมเขามีสิทธิที่จะกลับไป แต่ในสังคมไทยสิทธิทางวัฒนธรรมกลับถูกด้อยค่ากว่าสิทธิตามกฎหมาย”
บางกลอยภายใต้กรอบกฎหมายใหม่
พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา กฎหมายฉบับนี้ระบุสิทธิครอบคลุมสิทธิในการจัดการที่ดินและทรัพยากร ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่ไม่เคยถูกรับรองในระดับพระราชบัญญัติฉบับใดมาก่อน
พชร คำชำนาญ หนึ่งในนักเคลื่อนไหวภายใต้ภาคี #Saveบางกลอย มองเห็นโอกาสจากกฎหมายฉบับนี้ว่า “เราจะมีคณะกรรมการระดับชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เป็นช่องทางร้องเรียนและแก้ปัญหาโดยตรงควบคู่ไปกับสภาคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์” พชรย้ำว่า “สภาแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์จะได้เข้าไปนั่งอยู่ในนั้น และร่วมพิจารณาแก้ไขปัญหาของตนเอง”
อย่างไรก็ตาม พชรยอมรับว่ายังคงมีอุปสรรค จากโครงสร้างการจัดการทรัพยากรของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช
“เขาไม่มีทางปล่อยให้ชาวบ้านมีอำนาจกำหนดชีวิตตัวเอง หรือจัดการที่ดินทรัพยากรตัวเองได้เลย ทุกอย่างถูกล็อคไว้ด้วยวิทยาศาสตร์ป่าไม้ วิชาการวนศาสตร์ และกฎหมายที่ถูกรวมศูนย์อยู่ที่กระทรวงเดียว ไม่ว่ายังไงเขาก็หวงอำนาจ” พชรกล่าวทิ้งท้าย
โดยคณะกรรมการชุดใหม่ที่จัดตั้งขึ้นภายใต้รัฐบาลรักษาการนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังคงมีโครงสร้าง 3 ฝ่ายเช่นเดิม คือประกอบด้วยตัวแทนชาวบ้าน เจ้าหน้าที่รัฐและนักวิชาการ
ก้าวต่อไปและอนาคตของชาวบางกลอย
เมื่อชวนคุยถึง “ทางออก” ที่ยั่งยืนที่สุดสำหรับชาวบางกลอย พงษ์ศักดิ์กล่าวอย่างหนักแน่นว่า ทางออกที่ดีที่สุดคือการคืนสิทธิในที่อยู่อาศัยและที่ทำกินดั้งเดิม ให้ชาวบ้าน 37 ครอบครัวที่ต้องการกลับไปใช้ชีวิตที่บางกลอยบน ได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี และไม่ต้องดิ้นรนเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวัน ส่วนคนที่ยังอยู่บางกลอยล่าง ก็ต้องได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินและน้ำอย่างเพียงพอเพื่อการดำรงชีพ
ขณะที่เจ้าหน้าที่อุทยานยืนยันว่า การอนุญาตให้ตั้งถิ่นฐานถาวรในแก่งกระจาน จะบั่นทอนสถานะพื้นที่คุ้มครอง และสร้างบรรทัดฐานที่อาจกระทบต่อพื้นที่อนุรักษ์ทั่วประเทศ โดยให้เหตุผลว่า พันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมของไทย รวมถึงสถานะมรดกโลกทางธรรมชาติของยูเนสโก จำเป็นต้องมีข้อจำกัดอย่างเข้มงวดต่อกิจกรรมของมนุษย์ในผืนป่าคุ้มครอง
หากมีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดที่สี่ขึ้นอย่างเป็นทางการ แน่นอนว่าจะต้องเผชิญกับความตึงเครียดแบบเดียวกันนี้ แต่ข้อดีคือได้ดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายใหม่ ที่อย่างน้อยในหลักการ ได้ยกระดับสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ให้มีสถานะสูงกว่าที่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย
ข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการรายงานข่าวร่วมระหว่างฮาร์ดสตอรี่ x สื่อชนเผ่าพื้นเมือง (IMN) สนับสนุนโดยกองทุนสนับสนุนกิจกรรมท้องถิ่นแคนาดา
