‘ชัยชนะอันเคว้งคว้าง’ แม้ชนะคดีมาห้าปี คนงานทอผ้ายังไม่ได้เงินชดเชย
เมื่อโรงงานของบริษัท โรแยล นิตติ้ง ปิดตัวลงช่วงไวรัสโควิดระบาด เจ้าของชาวญี่ปุ่นก็หายตัวไป ทิ้งให้เหล่าคนงานไม่ได้รับค่าจ้าง ตอนนี้ทางตัวแทนสิทธิแรงงานกำลังกดดันให้บริษัท อ๊อตโต้ กรุ๊ป บริษัทค้าปลีกรายใหญ่จากเยอรมนี ช่วยเก็บค่าแรงที่คนงานเหล่านี้ต้องได้รับตามคำตัดสินของศาล
- Published
- 4 min read
แม่สอด – มะ ซัน เอ อาศัยอยู่กับลูกชายสองคนของเธอในห้องพักขนาดเล็กแทบไม่ถึง 11 ตารางเมตร ลูกชายคนโตของเธอ ปัจจุบันอายุ 20 ปี ต้องรับจ้างทำงานก่อสร้างเพื่อจ่ายค่าเช่าหลังจากที่แม่ของเขาตกงาน
ย้อนกลับไปช่วงเดือนเมษายนปี 2563 เมื่อโรงงานของบริษัท โรแยล นิตติ้ง ปิดตัวลงอย่างกะทันหัน ทิ้งให้มะ ซัน เอ และคนงานทอผ้าให้ราว 230 คนตกงานและไม่ได้รับค่าจ้างที่สมควรได้รับตามกฎหมาย เจ้าของโรงงานชาวญี่ปุ่นหนีออกจากประเทศไปอย่างเงียบเชียบ ขณะที่ไวรัสโควิดระบาดไปทั่วประเทศไทย หยุดกิจการไปโดยไม่แจ้งล่วงหน้าหรือแม้แต่จ่ายค่าชดเชยเลิกจ้าง
ทางฝั่งคนงานรวมตัวกันยื่นเรื่องฟ้องศาลแรงงานไทย ต่อมา ในปี 2564 ศาลตัดสินให้พวกเขาชนะคดี พร้อมกับสั่งให้โรงงานดังกล่าวจ่ายเงิน 32 ล้านบาท (หรือประมาณหนึ่งล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อเป็นค่าจ้างที่ค้างจ่ายและเงินชดเชยเลิกจ้าง
ห้าปีหลังจากนั้น มะ ซัน เอ ยังไม่ได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว
ทางคนงานเล่าว่า พวกเขารับจ้างทอผ้าให้กับบริษัท อ๊อตโต้ กรุ๊ป บริษัทค้าปลีกรายใหญ่จากเยอรมนี มาตลอดจนกระทั่งโรงงานปิดตัวลงเมื่อปี 2563 อ๊อตโต้ กรุ๊ป ปฏิเสธคำกล่าวนี้ในแถลงการณ์บนเว็บไซต์ของบริษัท โดยกล่าวว่าพวกเขายุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับโรงงานดังกล่าวไปตั้งแต่ปี 2560 แล้ว
ตอนนี้ ทางตัวแทนสิทธิแรงงานกำลังกดดันให้บริษัท อ๊อตโต้ กรุ๊ป ใช้อำนาจทางพาณิชย์ที่พวกเขามีเพื่อช่วยเก็บค่าแรงที่คนงานเหล่านี้ต้องได้รับตามคำตัดสินของศาล
ห้าปีถัดมา
มะ ซัน เอ ทำงานให้บริษัทโรแยล นิตติ้งมานานกว่า 20 ปีแล้ว โรงงานดังกล่าว ซึ่งมีชื่อเรียกในท้องที่ว่ายามาเกน เป็นแหล่งผลิตเครื่องนุ่งห่มผ้าถักในอำเภอแม่สอด ซึ่งอยู่ติดกับชายแดน คนงานประเทศเพื่อนบ้านชาวพม่าในเมืองแห่งนี้เปรียบได้กับกระดูกสันหลังของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มในประเทศไทย เธอได้รับค่าแรงเพียง 6,000 บาทต่อเดือน พอจะช่วยประคับประคองให้ครอบครัวเธออยู่ได้เท่านั้น
ห้องพักของเธออยู่ใกล้กับโรงงานที่ปิดตัวไป ซึ่งปัจจุบันเต็มไปด้วยคนงานผู้ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกกิจการดังกล่าว ท้องถนนเรียงรายไปด้วยห้องเช่า ผู้อยู่อาศัยบางคนถึงกับต้องเช่าที่ริมถนนเพื่อสร้างกระท่อมพักพิงชั่วคราว
“สำหรับฉัน นี่มันคือโชคร้ายเต็มๆ เลย” มะ ซัน เอ กล่าวพลางน้ำตาไหลอาบแก้ม “ฉันอายุตั้ง 40 ปีแล้ว ฉันคงหางานที่อื่นไม่ได้แล้วละ ฉันตกงาน หางานใหม่ไม่ได้ พ่อของลูกก็เพิ่งเสียไปไม่นาน ลูกชายคนโตก็เลยต้องลาออกจากโรงเรียนมาทำงาน”
ตั้งแต่ที่เธอตกงาน มะ ซัน เอ ได้แต่ทำงานรับจ้างจิปาถะทุกครั้งที่ทำได้ อาการป่วยจากโรคหัวใจทำให้เธอทำงานหนักไม่ไหว ส่วนผู้จัดการโรงงานทั้งหลายก็ไม่รับเธอเข้าทำงานประจำ เธอต้องหันมาพึ่งลูกชายคนโต ปัจจุบันเขาทำงานรับจ้างก่อสร้าง ทั้งสองคนช่วยกันหาเงินได้ประมาณเดือนละ 3,000 บาทเท่านั้น
สามีของเธอล้มป่วยและเสียชีวิตลงช่วงไวรัสโควิดระบาด ทิ้งให้พวกเธอต้องใช้หนี้ 20,000 บาท “ฉันจ่ายไม่ไหว ฉันถึงกับเคยหนีไปแล้วด้วยซ้ำ” เธอกล่าว “ตอนหลังฉันก็รู้สึกผิดและกลับมา ขอโทษเจ้าหนี้ แล้วก็ทำงานหาเงินต่อไป”
ชัยชนะอันเคว้งคว้าง
ในฐานะคนงานที่อยู่กับบริษัทมายาวนานที่สุดคนหนึ่ง มะ ซัน เอ ควรจะได้รับค่าชดเชยเลิกจ้างจำนวนหลายแสนบาท ซึ่งมากพอที่จะใช้หนี้และเลี้ยงครอบครัวเธอต่อไปได้
แต่เจ้าของโรงงานชาวญี่ปุ่นทั้งสามคน ผู้จดทะเบียนลงชื่อไว้ในตำแหน่งผู้จัดการบริษัท กลับปฏิเสธที่จะจ่ายค่าชดเชยและหนีออกจากประเทศไทยไป เจ้าของคนหนึ่งจ่ายเงิน 2.2 ล้านบาทในส่วนของเขาเอง แต่อีกสองคนไม่จ่ายเลยสักบาทเดียว ทิ้งยอดเงินชดเชยค้างชำระ 29.8 ล้านบาทไว้ทั้งอย่างนั้น
“พวกคนงานชนะคดี แต่พวกนายจ้างไม่อยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้เงินค่าชดเชย” อู โม จอ ผู้นำสมาคมแรงงาน ยอง จี อู (Yaung Chi Oo Workers’ Association: YCOWA) ซึ่งให้ความช่วยเหลือสิทธิแรงงานกับคนงานพม่า กล่าวไว้
สมาคมดังกล่าวร่วมมือกับ “โครงการเสื้อผ้าสะอาด” (Clean Clothes Campaign หรือ CCC) องค์กรสิทธิแรงงานระหว่างประเทศ เพื่อดึงความสนใจมายังเหตุการณ์นี้และเรียกร้องความรับผิดชอบจากบรรดาแบรนด์เสื้อผ้าที่เกี่ยวข้องกับโรงงานดังกล่าว
เหตุการณ์นี้เผยให้เห็นช่องโหว่ของการบังคับใช้ทางกฎหมาย “กฎหมายไทยไม่ได้กำหนดให้บริษัทต่างๆ ต้องกันเงินไว้อย่างต่อเนื่องในบัญชีดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา (escrow account) ในกรณีที่มีการเลิกจ้าง” เบนต์ เกิร์ต จากสมาคมสิทธิคนงาน (Worker Rights Consortium) ซึ่งสอดส่องการละเมิดสิทธิแรงงานในโรงงานเครื่องนุ่มห่มทั่วโลก กล่าว “ผลที่ตามมาก็คือ เวลาที่โรงงานสักแห่งจะปิดตัวลง พวกเขาก็ไม่มีเงินสำหรับจ่ายค่าชดเชยเลิกจ้าง”
คนงานราว 60 คนมีอายุเกิน 40 ปี ทำให้ไม่สามารถหางานใหม่ได้ ผู้จัดการตามโรงงานต่างๆ นิยมจ้างคนงานอายุน้อยมากกว่า อีกทั้งกระแสการปิดตัวลงของโรงงานหลายแห่งช่วงไวรัสโควิดระบาดก็ทำให้ตลาดแรงงานเต็มไปด้วยคนว่างงานอีกด้วย
โค จอ เซ ยา ผู้นำกลุ่มคนงานที่กำลังเรียกร้องความคืบหน้าคดีนี้ ถึงกับต้องปฏิเสธตำแหน่งงานประจำที่ใหม่เพื่อให้ตัวเองมีเวลาไปขึ้นศาล เขาประทังชีวิตด้วยงานรับจ้างอิสระ ขณะที่ภรรยาของเขาทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อช่วยประคับประคองครอบครัว ทั้งสองต้องแยกกันอยู่เพื่อที่เขาจะสู้คดีต่อได้
“ต่อให้สุดท้ายเราจะไม่ได้อะไรเลย เราก็ไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกแล้ว” เขากล่าว “ตอนนี้ชีวิตคนกว่า 60 คนและครอบครัวของพวกเขาก็พังไปหมดแล้ว”
แรงกดดันต่อบริษัท อ๊อตโต้ กรุ๊ป
ในขณะที่ยังคงตามตัวเจ้าของโรงงานไม่ได้ ฝ่ายตัวแทนสิทธิคนงานก็หันไปกดดันบรรดาแบรนด์เสื้อผ้าที่กลุ่มคนงานแจ้งว่าพวกเขาเคยผลิตเสื้อผ้าให้ก่อนที่โรงงานจะปิดตัวลง
ยามาเกน แอ็พแพเร็ล บริษัทแม่ของโรแยล นิตติ้ง เป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับหลากหลายแบรนด์ชื่อดังทั่วโลก ทางคนงานกล่าวว่า ที่ผ่านมาพวกเขาผลิตสินค้าที่มีโลโก้บริษัท อ๊อตโต้ จนถึงตอนที่โรงงานปิดตัวลง และพวกเขาได้เก็บรายการบรรจุสินค้าและป้ายยี่ห้อไว้เป็นหลักฐานอีกด้วย พวกเขากล่าวว่าป้ายยี่ห้อเหล่านี้ประกอบไปด้วยแบรนด์ที่สังกัดอยู่ภายใต้บริษัทอ๊อตโต้ กรุ๊ปอย่าง Sieh An!, Ambria, Rick Cardona by Heine และ Ashley Brooke by Heine
ทางฝั่งอ๊อตโต้ กรุ๊ป หนึ่งในบริษัทธุรกิจออนไลน์เจ้าใหญ่ที่สุดของโลก ปฏิเสธโดยสิ้นเชิงว่าทางบริษัทมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการผลิตสินค้าที่โรงงานของโรแยล นิตติ้งในปี 2563 “ทางอ๊อตโต้ กรุ๊ปไม่สามารถรับผิดชอบค่าเสียหายจากการประกอบการของบุคคลที่สามใดๆ ที่เกิดขึ้นหลายปีหลังจากที่ความสัมพันธ์ทางธุรกิจของเราสิ้นสุดไปแล้วได้” อ๊อตโต้ กรุ๊ป แจ้งในแถลงการณ์เมื่อเดือนตุลาคมปี 2568
ตัวแทนบริษัทกล่าวว่า บันทึกของทางบริษัทเผยให้เห็นว่าสินค้าที่เป็นประเด็นนั้นถูกผลิตขึ้นที่อื่น และปัดตกเอกสารของทางฝั่งคนงานว่าไม่สามารถตรวจสอบได้และอาจเป็น “สต็อกคงเหลือจากออเดอร์การผลิตเมื่อนานมาแล้ว”
อย่างไรก็ดี อ๊อตโต้ กรุ๊ปยอมรับในปี 2564 ว่าบริษัทยามาเกน แอ็พแพเร็ลเป็นเจ้าของบริษัทโรแยล นิตติ้งจริง และยังคงเป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับอ๊อตโต้ กรุ๊ปจนถึงเดือนสิงหาคมปี 2563 สี่เดือนหลังจากที่โรงงานดังกล่าวปิดตัวลง
สมาคมสิทธิคนงาน (WRC) ยืนยันไว้ในรายงานฉบับหนึ่งว่า บรรดาแบรนด์ที่เกี่ยวข้องไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิแรงงานในโรงงานที่ผลิตสินค้าให้พวกเขาในช่วงเวลาหลายเดือนก่อนโรงงานจะปิดตัวลงได้ รายงานดังกล่าวเขียนไว้ว่าแบรนด์เหล่านี้ “ต้องให้การรองรับว่าคนงานจะได้รับเงินค่าชดเชยเลิกจ้าง หากไม่ได้จากทางเจ้าของโรงงาน ก็ต้องได้จากแบรนด์เหล่านี้โดยตรง”
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2568 โครงการเสื้อผ้าสะอาด (CCC) ได้ยื่นคำร้องต่อสำนักงานเศรษฐกิจและการส่งออก (BAFA) ของเยอรมนีในนามของคนงาน 10 คน ภายใต้กฎหมายห่วงโซ่อุปทานของเยอรมนี (Supply Chain Due Diligence Act) คำร้องดังกล่าวเสนอว่าบริษัทอ๊อตโต้ กรุ๊ปควรใช้อำนาจต่อรองที่มีกับบริษัทยามาเกน เพื่อช่วยให้คนงานเหล่านี้ได้รับเงินค่าชดเชยตามคำตัดสินของศาล
ทางฝั่งอ๊อตโต้ กรุ๊ปได้ดำเนินการทางกฎหมายกับทางองค์กรเสื้อผ้าสะอาดไปแล้วในปี 2567 ทางองค์กรเสื้อผ้าสะอาดได้ลงนามในประกาศยุติการกระทำการ (cease-and-desist declaration) ซึ่งมีวรรคที่ระบุบทลงโทษไว้ด้วย แต่ทางองค์กรก็ยังยื่นคำร้องต่อทางสำนักงานเศรษฐกิจและการส่งออกอยู่ดี จนเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้ ทางสำนักงานเยอรมันที่ว่ายังคงไม่ประกาศคำตัดสินใดๆ
ยังต้องรอต่อไป
ทุกวันนี้ โค จอ เซ ยา ยังพยายามติดต่อกับเหล่าคนงานที่แยกย้ายกันไป ติดตามความเป็นอยู่ของผู้ที่ย้ายไปกรุงเทพฯ กลับบ้านที่เมียนมา หรือย้ายไปอยู่ที่อื่น เขายังอาศัยอยู่ใกล้ๆ กับโรงงานที่ปิดตัวลงไป
“ผมจะสู้เรื่องนี้ต่อ เพื่อคนงานทุกคนในประเทศไทย” เขากล่าว “แม้ว่าเราจะชนะคดีแล้ว แต่หากเรื่องพวกนี้ยังเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ยังมีช่องโหว่อะไรเหลืออยู่บ้างล่ะ เราต้องแก้อะไรอีกบ้าง นั่นละคือเหตุผลที่ผมยังต้องสู้ต่อไป”
“ถ้าเทียบกับกำไรตั้งมากมายของบริษัทยักษ์ใหญ่พวกนี้ เงินค่าชดเชยของเรามันเล็กน้อยมาก” โค จอ เซ ยา กล่าว “แต่เงินก้อนเล็กๆ นั่นมันเปลี่ยนชีวิตเราจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เลยนะ”
มะ ซัน เอ นึกถึงคำสอนของพุทธศาสนาว่าด้วยกรรมและผลของกรรม เธอกล่าวว่า ถ้าเธอไม่มีข้าวกิน เธอก็จะไม่กิน ถ้าเธอล้มป่วย เธอก็จะไม่แสวงหาการรักษา
แต่เธอก็ยังไม่ได้ยอมแพ้โดยสิ้นเชิง หากเธอได้เงินค่าชดเชยจริงๆ เธอก็จะใช้หนี้ให้หมดก่อน จากนั้นก็จะส่งลูกชายคนเล็กเรียนหนังสือ
“ฉันจะตายตาหลับก็ต่อเมื่อใช้หนี้หมดนั่นละ” เธอกล่าว
ข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการรายงานข่าวร่วมระหว่าง HaRDstories x Delta News Agency ด้วยการสนับสนุนจากกองทุนแคนาดาเพื่อการขับเคลื่อนในท้องถิ่น

