ทำไมคนงานชาวเขมรถึงยังข้ามชายแดนกลับมาไทย

ชาวเขมรหลายแสนคนหนีกลับบ้านไปเมื่อความขัดแย้งบริเวณชายแดนกับประเทศไทยปะทุขึ้น บทความชิ้นนี้ชวนทำความเข้าใจสถานการณ์วิกฤติในเขมร ซึ่งผลักให้พวกเขาต้องข้ามชายแดนกลับมา

คนงานอพยพชาวกัมพูชาเดินทางกลับบ้านผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองบ้านแหลม จังหวัดพระตะบอง เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ภาพ : รูน รี/HaRDstories

‘โสวันนะ’ กับ ‘วุธ’ สามีของเธอ พยายามหางานทำหลังจากกลับจากประเทศไทยมายังกัมพูชา แต่ตอนนี้ พวกเขากลับมีหนี้สินมากกว่าตอนจากบ้านเกิดไปยังประเทศไทยเสียอีก

เธอขายอาหารรถเข็นในเมืองปอยเปตบริเวณชายแดนอยู่ช่วงหนึ่ง ระหว่างที่สามีอยู่บ้านเพื่อหางานใหม่ ในตอนแรกนั้น วุธได้งานที่ไซต์ก่อสร้างแล้ว แต่นายจ้างไม่ยอมจ่ายเงินเดือนให้เขาเต็มจำนวน เขาจึงลาออก

โสวันนะบอกกับทาง HaRDstories ว่าพวกเขากำลังเป็นหนี้ก้อนใหญ่ขึ้นทุกที

“ฉันต้องยืมเงินจากคนอื่นเพื่อมาใช้หนี้” โสวันนะกล่าว เธอขอใช้นามแฝงเช่นเดียวกับสามีของเธอ

คนงานข้ามชาติชาวเขมรมักเผชิญกับปัญหาเหล่านี้มาตลอดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นถูกเบี้ยวค่าแรง ยึดเอกสารประจำตัว ข่มขู่ว่าจะไล่ออกนอกประเทศหรือจับกุมตัว และไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ คนงานเหล่านี้ส่วนใหญ่จะรับจ้างทำ “งาน 3 ส” คือ งานที่ทั้งสกปรก เสี่ยงอันตรายและสมบุกสมบัน จากคำบอกเล่าของผู้สังเกตการณ์ ในตอนนี้ที่พวกเขาพากันกลับมาบ้านจากประเทศไทยในช่วงเดือนที่ความขัดแย้งบริเวณชายแดนยกระดับขึ้น พวกเขาก็ไม่สามารถหางานพอเลี้ยงตนได้

ผลที่ตามมาก็คือ คนงานชาวเขมรยังต้องข้ามชายแดนไปยังประเทศไทยเพื่อหางานทำเช่นเดิม พร้อมเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกจับกุมตัว ขู่กรรโชก และขูดรีดโดยบรรดานายหน้าและนายจ้าง

อะไรคือแรงจูงใจเบื้องหลังสภาวะดังกล่าว คนงานเขมรยังต้องโยกย้ายถิ่นฐาน เป็นส่วนผสมอันเลวร้ายระหว่างภาวะขาดแคลนงานในประเทศบ้านเกิดกับวิกฤติไมโครไฟแนนซ์ที่ยังคงไม่สิ้นสุด ผลักให้หลายต่อหลายครัวเรือนต้องติดอยู่ในวังวนของการอพยพ ระหว่างที่คนหาเช้ากินค่ำต้องดิ้นรนเอาตัวรอด

 

กับดับไมโครไฟแนนซ์

เมื่อการจ้างงานในบ้านเกิดไม่เพียงพอ ผู้คนก็ต้องอพยพไปต่างประเทศ แต่หนี้สินต่างหากคือปัจจัยที่ทำให้แรงงานเขมรต้องรีบตัดสินใจเช่นนั้น 

เมื่อปี 2563 กัมพูชามีจำนวนเงินกู้ไมโครไฟแนนซ์ (เงินกู้ระดับจุลภาค) โดยเฉลี่ยต่อหัวที่สูงสุดในโลกอยู่ที่ 4,280 ดอลลาร์สหรัฐ (133,000 บาท) จากข้อมูลงานวิจัยในปีนั้น จำนวนดังกล่าวสูงกว่ารายได้ต่อปีของประชาชนกัมพูชา 95% จากทั้งประเทศ 

ปริมาณเงินกู้โดยเฉลี่ยยังคงอยู่ในระดับสูงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทีมวิจัยเดียวกันนี้พบว่า 3.6 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศติดบัญชีเงินกู้ในระบบการเงินจุลภาคราว 2.8 ล้านรายการ โดยที่บางครัวเรือนเป็นหนี้เงินกู้หลายรายการในเวลาเดียวกัน

แต่เดิมนั้น บรรดาองค์กรพัฒนาเศรษฐกิจข้ามชาติได้ออกแบบเงินกู้ระดับจุลภาค (microloans) มาเพื่อเอื้อให้ครัวเรือนรายได้ต่ำมีโอกาสซื้อเครื่องมือและสินค้าที่จะสามารถนำมาต่อยอดการประกอบชีพได้ พร้อมกับใช้เงินคืนระหว่างที่พวกเขามีรายได้มากขึ้น 

แต่เมื่อสถาบันการเงินต่างๆ เข้ามากำกับอุตสาหกรรมดังกล่าว สถาบันเหล่านี้ก็เร่งทำการตลาดเชิงรุกปล่อยเงินกู้ดังกล่าว พร้อมกับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงเกิน 100% และเข้ายึดบ้านกับกรรมสิทธิ์ที่ดินทางการเกษตร (ซึ่งมักจะเป็นที่พึ่งทางเศรษฐกิจเพียงหนึ่งเดียวของแต่ละครอบครัว) ในฐานะหลักทรัพย์ประกันเงินกู้ ซึ่งผู้กู้ยืมเงินแทบไม่มีหวังที่จะใช้คืนได้เลย

คนงานข้ามชาติมักจะให้เหตุผลว่า หนี้สินคือปัจจัยหลักให้เขาต้องอพยพมาหางานทำต่างแดน

ในกรณีของวุธและโสวันนะก็เช่นเดียวกัน ทั้งสองลาออกจากงานประจำในไซต์ก่อสร้างทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ หลังจากที่เพื่อนร่วมงานชาวไทยคนหนึ่งทำร้ายร่างกายวุธเมื่อเดือนกรกฎาคม เมื่อกลับมายังกัมพูชาแล้ว พวกเขาต้องหาเงินใช้หนี้ต่อเดือนงวดละ 200 ดอลลาร์สหรัฐ (6,300 บาท) แต่ทางเลือกในตลาดแรงงานก็มีจำกัด สองสามีภรรยาต้องดิ้นรนเพื่อให้อยู่รอดได้

ค่าแรงขั้นต่ำในกัมพูชาเริ่มต้นที่ 210 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (6,550 บาท) พร้อมกับสวัสดิการต่างๆ แต่ก็พบได้จริงแค่ในงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ รองเท้า และสินค้าสำหรับการเดินทางเท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงงาน ‘ไม่เป็นทางการ’ อย่างการรับจ้างในไซต์ก่อสร้างหรือขายอาหารรถเข็นอย่างที่โสวันนะทำ

คนเขมรกล่าวว่า พวกเขากู้เงินมาเพื่อสร้างบ้าน ทำไร่ ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ รักษาพยาบาล และเป็นค่าเดินทาง จากแบบสำรวจเมื่อปี 2566 ในหมู่คนงานที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน แม้แต่คนงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ทำงานให้บริษัทส่งออกสินค้าก็ยังไม่สามารถใช้หนี้คืนได้หมด นั่นก็เพราะค่าแรงขั้นต่ำและสวัสดิการของบริษัทยังไม่เท่ากับค่าแรงขึ้นต่ำที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิต (living wage) ไม่มีรายได้มากพอจะครอบคลุมสิ่งจำเป็นพื้นฐานอย่างอาหาร ค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่ารักษาพยาบาล

วิกฤติหนี้สินดังกล่าวคือปัจจัยหลักผลักให้คนเขมรอพยพไปทำงานต่างประเทศ จากรายงานฉบับหนึ่งเมื่อปี 2567 คาดว่ามีคนเขมรราว 1.3 ล้านคนทำงานอยู่ต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่จะรวมตัวกันอยู่ในประเทศไทย เกาหลีใต้ มาเลเซียและญี่ปุ่น

ในเวลานั้น กระทรวงแรงงานของกัมพูชากล่าวว่าคนงานข้ามชาติส่งเงินกลับประเทศมาอย่างน้อย 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 9 หมื่นล้านบาท) เทียบเท่ากับ 6% ของ GDP ทั้งหมดของกัมพูชาในปี 2567

เมื่อถึงกลางปี 2568 คนงานข้ามชาติชาวเขมรมากกว่า 900,000 คนก็เดินทางกลับมาจากประเทศไทยแล้ว เนื่องจากหวาดกลัวว่าจะถูกทำร้ายหรือแม้แต่ทารุณกรรมท่ามกลางความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน องค์กรสิทธิแรงงานชาวเขมร CENTRAL จัดทำแบบสอบถามกับเหล่าคนงานที่เดินทางกลับมานี้ พบว่าคนงานกว่า 71% เป็นหนี้ และกว่า 85% จากในกลุ่มนั้นก็กล่าวว่าพวกเขาไม่สามารถหาเงินมาใช้หนี้แต่ละงวดได้ทัน

กลุ่มอุตสาหกรรมการเงินสองกลุ่ม สมาคมธนาคารแห่งกัมพูชา (Association of Banks in Cambodia) และสมาคมการเงินระดับจุลภาคแห่งกัมพูชา (Cambodia Microfinance Association) กล่าวว่า ทางบริษัทจะเปิดโอกาสให้คนงานปรับโครงสร้างเงินกู้ได้ หากพวกเขายื่นเอกสารเข้ามาและทางธนาคารเห็นควรว่า “มีความจำเป็นจริงๆ”

อย่างไรก็ดี โสวันนะกล่าวว่า ต่อให้มีการปรับโครงสร้างเงินกู้จริง ก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น

“[ธนาคาร] ตกลงว่าจะเลื่อนกำหนดชำระหนี้ให้ตอนที่ฉันทำเรื่องขอไป แต่ฉันก็จะต้องจ่ายเงินเป็นสองเท่าในช่วงหลายเดือนที่จะถึงนี้” เธอกล่าว โสวันนะอธิบายว่า ทางเลือกปรับโครงสร้างเงินกู้ที่ธนาคารยื่นให้คือ เว้นกำหนดจ่ายงวดเดือนสิงหาคมที่พวกเขาเพิ่งเดินทางกลับมา แล้วจ่ายเงินเป็นสองเท่าในเดือนที่สอง จากนั้นจึงจ่ายเงินตามปกติในแต่ละงวด 

 

ทำไมแรงงานเขมรกลับบ้านแล้วไม่สามารถหางานทำได้

เอียง สะนัน ตัดสินใจเดินทางไปยังประเทศไทยเมื่อปี 2562 เพื่อช่วยหาเงินใช้หนี้ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ (311,000 บาท) ที่เธอกับ วิน ลอร์ส ผู้เป็นสามี ติดอยู่กับสถาบันการเงินไมโครไฟแนนซ์แห่งหนึ่ง

“เราย้ายไปที่ไทยเพราะที่นี่หาเงินยาก” เธอบอกกับทางสำนักข่าว Channel News Asia ทั้งสองหางานทำที่ไซต์ก่อสร้างในกรุงพนมเปญได้สำเร็จหลังกลับมาจากกรุงเทพฯ เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ดี ใช่ว่าคนงานที่กลับมาทุกคนจะสามารถหางานที่เหมาะสมกับทักษะของพวกเขาได้

คนงานข้ามชาติชาวเขมรส่วนใหญ่มีถิ่นฐานมาจากเขตชนบท ซึ่งยากจนและขาดแคลนโอกาส จริงอยู่ที่พวกเขาอาจมีบ้านให้กลับไปพักพิง แต่พวกเขาไม่สามารถหางานทำที่นั่นได้ หรือแม้แต่ทำไร่ก็ไม่ได้หากไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง

เพื่อรับมือกลับกระแสคนงานอพยพกลับบ้านเช่นนี้ กระทรวงแรงงานของกัมพูชาได้รวบรวมรายการตำแหน่งงานที่เปิดรับคน พร้อมกับเผยแพร่รายการเหล่านี้บนโซเชียลมีเดียอย่างสม่ำเสมอและแบ่งปันข้อมูลกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างไรก็ดี องค์กรสิทธิแรงงาน CENTRAL พบว่ามีตำแหน่งงานว่างน้อยกว่าจำนวนคนงานที่เดินกลับมามาก อีกทั้งตำแหน่งงานที่ว่างก็มักจะไม่สอดคล้องกับความต้องการของเหล่าคนงานเองด้วย

วุธและโสวันนะกลับมายังกัมพูชาทั้งที่ไม่มีที่ดินของตัวเอง นั่นหมายความว่า พวกเขาไม่สามารถทำไร่เพื่อยังชีพหรือขายพืชผลได้ จะทำเกษตรก็ต้องลงทุนเพิ่มเติมก่อนด้วย เมื่อปราศจากที่ดิน ประเทศไทยจึงเป็นเหมือนทางรอดสุดท้าย พวกเขาสามารถหางานทำและส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่และลูกๆ ได้ แต่โอกาสนี้ก็หายไปเมื่อปีที่แล้ว

นอกจากนี้ยังมีเรื่องทักษะที่ไม่ตรงกับงาน ก่อนหน้านี้วุธและโสวันนะทำงานในไซต์ก่อสร้างมากว่าสิบปี การย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอเลยไม่ง่าย เนื่องจากต้องอาศัยทักษะการเย็บที่แม่นยำเป็นพิเศษ ปัญหาก็คือ อุตสาหกรรมนี้คืออุตสาหกรรมหลักที่มีตำแหน่งงานว่างรองรับคนงานผู้เดินทางกลับมายังกัมพูชา

เมื่อปีที่แล้ว องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ภายใต้องค์การสหประชาชาติรายงานว่า แม้ตลาดแรงงานในกัมพูชาจะมีตำแหน่งงานว่างจำนวนมาก แต่คนงานส่วนใหญ่ก็มีประสบการณ์จากในอุตสาหกรรมประเภทไม่เป็นทางการอย่างงานก่อสร้างหรือขายอาหารรถเข็น และพวกเขาจำเป็นต้องได้รับการฝึกทักษะเพิ่มเพื่อให้มีคุณสมบัติพอที่จะทำงานในตำแหน่งงานว่างดังกล่าวได้

ยิ่งไปกว่านั้น คนงานเหล่านี้ยังประสบปัญหาจากภูมิลำเนาที่ไม่สอดคล้องกับงานด้วย ตลาดแรงงานในจังหวัดบริเวณชนบทที่เป็นบ้านเกิดของคนงานเหล่านี้มีงานน้อยอยู่แล้ว คนงานที่เดินทางกลับมามักจะต้องยอมทิ้งเงินเดือนเดือนสุดท้ายในไทยไปอีก เนื่องจากพวกเขาตัดสินใจหนีออกมาอย่างเร่งรีบ และยังต้องจ่ายค่าเดินทางกลับบ้านอีกด้วย จึงยากยิ่งขึ้นไปอีกที่พวกเขาจะเดินทางไปยังจังหวัดอื่นๆ ในกัมพูชาเพื่อหางานทำ

ช่องว่างของความรู้ทางการเงินรายงานของ Human Rights Watch ระบุว่า คนงานข้ามชาติจำนวนมากที่เดินทางกลับมาไม่ทราบเลยว่ามีมาตรการเยียวยาใดบ้างจากทางสถาบันทางการเงินระดับจุลภาคหรือธนาคารต่างๆ

เรื่องราวเกี่ยว

ตามรายงานของยุทธศาสตร์การเข้าถึงบริการทางการเงินแห่งชาติปี 2562 ถึง 2568 (National Financial Inclusion Strategy 2019-2025) ประชากรในกัมพูชามีระดับความรู้ทางการเงินอยู่ที่ 18% นับว่าจัดเป็นอันดับที่ 135 จากทั้งหมด 144 ประเทศทั่วโลก การขาดความรู้ทางการเงินทำให้กลุ่มเปราะบางเสี่ยงต่อการตัดสินใจที่อันตรายและมีผลข้างเคียงร้ายแรง ซึ่งมักจะนำไปสู่การปล่อยกู้แบบหวังผลประโยชน์

รายงานดังกล่าวเสริมอีกว่า การให้ความรู้ทางการเงินที่ไม่เพียงพอทำให้ผู้กู้ยืมเงินจำนวนมากตกเป็นเหยื่อในวังวนการกู้ยืมไม่สิ้นสุด โดยพวกเขาต้องกู้เงินมาเพิ่มเพื่อจ่ายหนี้งวดที่ค้างอยู่

จากการประเมินความยากจนโดยสถาบันพัฒนาทรัพยากรแห่งกัมพูชา (Cambodian Development Resource Institute) ครัวเรือนของคนงานข้ามชาติมากกว่าครึ่งได้รับการจัดประเภทเป็นครัวเรือนยากจนและได้รับการศึกษาระดับต่ำ

วุธและโสวันนะกล่าวว่า พวกเขากู้เงินมาเพื่อสร้างบ้านระหว่างทำงาน แต่ไม่คาดคิดเลยว่าจะต้องเผชิญความเสี่ยงแค่ไหนหากพวกเขาตกงาน

 

มาตรการรัฐไม่เพียงพอ

ในขณะที่คนงานบางส่วนจะหางานใหม่ได้บ้างผ่านรายการเปิดรับงานของกระทรวงแรงงาน คนงานหลายคนก็ยังคงไม่ได้สมัครงาน เนื่องจากระยะทางซึ่งไกลจากจังหวัดที่พวกเขาอาศัยอยู่ และขาดทักษะที่คาดว่าจะจำเป็น

ทางรัฐบาลได้เผยแพร่ตำแหน่งงานว่างในอุตสาหกรรมการผลิตและงานบริการ ผ่านทางกระทรวงแรงงานและการอบรมวิชาชีพ (Ministry of Labour and Vocational Training) แต่งานเหล่านี้ก็มักจะไม่ได้อยู่ในจังหวัดบ้านเกิดของคนงานข้ามชาติเหล่านี้

จากคนงานข้ามชาติทั้งหมดที่ร่วมตอบแบบสอบถามขององค์กรสิทธิแรงงาน CENTRAL มีคนงานเพียง 31% เท่านั้นที่กล่าวว่าพวกเขาได้รับการช่วยเหลือใดๆ ก็ตาม ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากทางรัฐบาลกัมพูชา กัมพูชามีโครงการสวัสดิการทางสังคมพื้นฐานสำหรับครัวเรือนรายได้ต่ำอยู่จริง แต่ก็มีผู้วิจารณ์ว่าระบบดังกล่าวยังไม่เพียงพอ ถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง หรือไม่ก็ได้รับการจัดสรรอย่างไม่เหมาะสม ปัญหาประการสุดท้ายนี้ถูกยกให้เป็นประเด็นโดยประธานวุฒิสภา ฮุน เซน ไปเมื่อปีที่แล้ว

เรื่องราวของวุธและโสวันนะฉายให้เห็นภาพชีวิตของคนงานข้ามชาติอีกหลายแสนคน พวกเขาต้องเดินทางจากบ้านไป หนีกลับมา จมอยู่ใต้หนี้สิน แล้วก็ต้องเตรียมตัวออกเดินทางอีกครั้ง โสวันนะกล่าวว่าสามีของเธอทำงานในไซต์ก่อสร้างใกล้กับบ้านเกิดเป็นเวลาสองเดือน แต่ก็ไม่เคยได้รับค่าจ้างเลย ดังนั้นพวกเขาก็เลยเตรียมตัวจะข้ามชายแดนกันอีกครั้ง

สถาบันวิจัย CDRI ได้เน้นย้ำถึงอนาคตที่อาจเกิดขึ้นสำหรับกัมพูชาหลังกระแสการอพยพกลับบ้านของคนงานข้ามชาติครั้งนี้ ประชากรที่เดินทางกลับมานี้อาจส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศตึงเครียดยิ่งขึ้นไปอีก โดยเฉพาะหากพวกเขาทำให้รัฐต้องรับภาระสวัสดิการทางสังคมมากขึ้น หรือทำให้อัตราการผิดนัดชาระหนี้ในกัมพูชา ซึ่งสูงอยู่แล้วต้องสูงยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีก แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็เรียกได้ว่าเป็นกำลังแรงงานกลุ่มใหม่ที่มีจำนวนมากพอจะยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตได้ หากพวกเขาได้รับมาตรการเยียวยาหนี้สินชั่วคราวและบริการอบรมฝึกฝนทักษะวิชาชีพ

ขุน ฐาโร ผู้จัดการโครงการประจำองค์กรสิทธิแรงงาน CENTRAL กล่าวว่า รัฐบาลควรหันมาทบทวนนโยบายเกี่ยวกับสถาบันการเงินไมโครไฟแนนซ์เสียใหม่ ทางเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือ จัดมาตรการสนับสนุนทางการเงินให้กับสถาบันการเงินจุลภาคที่ยินยอมให้เหล่าคนงานผู้มีหนี้ติดตัวเว้นชำระหนี้ชั่วคราวได้ อาจจะเป็นเวลาสามถึงสี่เดือน หรือจนกว่าพวกเขาจะหางานที่มั่นคงได้

ฐาโรเสริมอีกว่า เพื่อให้มั่นใจว่าคนงานที่เดินทางกลับมาจะมีสถานะทางการเงินที่มั่นคงในระยะยาว รัฐบาลกัมพูชาต้องลงทุนกับการฝึกอบรมคนงานและสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพที่มากขึ้น แม้แต่การมอบประกาศนียบัตรให้กับคนงานที่มีทักษะก็อาจพอช่วยให้พวกเขาหางานทำได้ง่ายขึ้นแล้ว เขากล่าวว่า หากปราศจากมาตรการเหล่านี้ คนงานจำนวนมากคงต้องข้ามชายแดนกลับไปยังประเทศไทยอีกเช่นเคย

พูง วันทา นักข่าวฟรีแลนซ์ชาวกัมพูชาประจำที่พนมเปญ รายงานข่าวเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชน สังคม สิ่งแวดล้อม รวมถึงการค้าไม้ผิดกฎหมายและการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

More Features

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.