ในไทย อุปสรรคในการหางานทำแบบถูกกฎหมายผลักให้ผู้อพยพต้องติดหนี้

สำหรับผู้อพยพชาวเมียนมา การขอใบอนุญาตทำงานในไทยเป็นเรื่องซับซ้อนเกินกว่าที่จะทำเองได้ นายหน้าเข้ามาอุดช่องว่างในส่วนนี้ แต่ก็มาพร้อมกับราคาที่ทิ้งหนี้ก้อนโตก่อนที่พวกเขาจะได้ค่าแรงถูกกฎหมายงวดแรกเสียอีก

ลูค ดุกเกิลบี/HaRDstories
คนงานข้ามชาติชาวเมียนมา ณ ไซต์ก่อสร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต ภาพ :ลูค ดุกเกิลบี/HaRDstories

แม่สอด – ในหมู่บ้านค้างภิบาล นอกตัวเมืองอำเภอแม่สอด ริมชายแดนไทย-เมียนมา ดอ เญน ชาน ใช้ชีวิตในแต่ละวันไปกับการแบกก้อนอิฐ ทรายและกรวดหินในไซต์ก่อสร้างแห่งหนึ่ง

ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่เผาไหม้ เธอมีแรงใจขับเคลื่อนเพียงหนึ่งเดียวจากอีกฟากหนึ่งของชายแดน นั่นคือกล่องพัสดุในแต่ละเดือนที่เธอต้องส่งไปให้สามีของเธอ นักโทษทางการเมืองผู้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำสักแห่งหนึ่งในเมียนมา

เธอมีรายได้วันละ 350 บาท แต่สัญญาจ้างกินเวลาแค่สิบวันเท่านั้น เมื่อระยะเวลานั้นสิ้นสุดลง เธอจะต้องจ่ายเงิน 500 บาทให้กับนายหน้าแรงงาน เงินก้อนที่คนงานข้ามชาติเรียกกันว่า ‘ค่าน้ำชา’ (แป๊ะเจี๊ยะ) เพื่อที่จะได้รับจ้างต่อในงวดถัดไป

“เขาไม่ได้ต้องจ้างเราตลอดเวลา” เธอกล่าว “เขามาเรียกพวกเราแค่ตอนที่มีคนงานไม่พอเท่านั้น”

หลังจากเลิกงาน เธอจะไปรับลูกสองคน ลูกสาววัย 11 ขวบกับลูกชายวัย 8 ขวบ จากศูนย์การเรียนรู้เด็ก จากนั้นจึงแวะไปที่ตลาดในละแวกนั้น ด้วยเงินจำนวน 100 บาท เธอซื้อปลาบดเมียนมาหนึ่งกระปุก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งแพ็ค ผักบุ้งและไก่สับอีกถุงเล็กๆ เมื่อเธอถามลูกๆ ของเธอว่าอยากกินขนมอะไรหรือเปล่า ทั้งสองก็ได้แต่ส่ายหัวอย่างเงียบเชียบ

“พวกเขารู้นะ” เธอกล่าว “พวกเขารู้ว่าพ่อแกต้องพึ่งพัสดุที่เราส่งไป และพวกเขาก็รู้ด้วยว่าฉันยังต้องใช้หนี้ที่ค้างอยู่ตั้งแต่ตอนขอใบอนุญาตทำงาน”

 

จากข้าราชการสู่ผู้ลี้ภัย

ชีวิตในประเทศไทยของ ดอ เญน ชาน แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากชีวิตของเธอก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งยังอยู่ที่เมียนมา เธอเป็นข้าราชการที่ได้รับแต่งตั้งในราชกิจจานุเบกษา ส่วนสามีของเธอเป็นครูโรงเรียนมัธยมต้นผู้ได้รับคำชื่นชมมากที่สุดคนหนึ่งในภูมิภาคพะโค ครอบครัวเธอมีบ้านเป็นของตัวเอง

แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหลังการรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2564 ทั้งสองคนปฏิเสธที่จะทำงานรับใช้รัฐบาลใหม่ พร้อมกับเข้าร่วมขบวนการอารยะขัดขืน (CDM Movement) ในช่วงต้นปี 2566 ผู้เป็นสามีถูกจับกุมตัว เมื่อกองทัพส่งทหารมาจับกุมตัวเธอด้วย เธอก็พาลูกทั้งสองคนข้ามชายแดนหนีมายังแม่สอด ทรัพย์สินของพวกเขาถูกยึดทั้งหมด เธอต้องขายเครื่องประดับที่เหลือติดตัวอยู่และเริ่มทำงานรับจ้างใดๆ ก็ตามที่พอจะหาได้

ตอนนี้เธออายุสี่สิบกว่าปีแล้ว หาเลี้ยงครอบครัวอยู่ในเมืองที่เธอไม่เคยคิดจะมาอยู่เลย

 

“สำหรับคนที่อับจนหนทางน่ะ ไม่มีฟ้าหลังฝนหรอก”

เมื่อทางการไทยเปิดให้ผู้อพยพที่ไร้เอกสารยืนยันตัวตนลงทะเบียนขอใบอนุญาตทำงานได้ในเดือนธันวาคมปี 2567 ดอ เญน ชาน ก็รีบดำเนินการทันที เอกสารดังกล่าวมีชื่อเรียกกันว่า ‘บัตรชมพู’ ซึ่งก็คือบัตรระบุตัวตนและอนุญาตทำงานที่ออกโดยกรมการปกครองของประเทศไทย เธอนำเงินเก็บฉุกเฉินทั้งหมดมาจ่ายให้นายหน้าช่วยทำเรื่องลงทะเบียนแทน

นายหน้าคนดังกล่าวหายตัวไปพร้อมกับเงินก้อนของเธอก่อนหน้าวันนัดประทับลายนิ้วมือ

“เขาพูดกันว่าสำหรับคนที่อับจนหนทางน่ะ ไม่มีฟ้าหลังฝนหรอก” เธอกล่าว “ฉันเป็นคนเลือกเดินเส้นทางนี้เอง เพราะงั้นฉันจะไม่ตัดพ้อหรอก แต่ฉันก็ยังต้องส่งลูกเรียนหนังสือ ส่งพัสดุพวกนั้นไปให้สามี แล้วก็ต้องใช้หนี้ที่ค้างไว้อยู่ดี”

ด้วยความที่ขั้นตอนลงทะเบียนไม่เสร็จสิ้นและเงินเก็บก็หายไปหมดแล้ว เธอจำต้องหันไปหาตัวเลือกที่พวกนายหน้าเรียกกันว่า ‘ทางลัดวีไอพี’ นั่นก็คือช่องทางด่วนที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าสำหรับผู้สมัครที่มีพาสปอร์ตอยู่แล้ว และเอื้อให้พวกเขาสามารถลัดคิวตามช่องทางปกติได้ ลำพังแค่กระบวนการเข้าช่องทางด่วนก็มีราคากว่า 17,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการเพิ่มตราประทับวีซ่าเข้าไปในพาสปอร์ตของเธอก็ทำให้ยอดทั้งหมดอยู่ที่ 21,000 บาท คิดเป็นค่าแรงราวๆ หกสัปดาห์หากรับจ้างเต็มเวลา

เพื่อที่จะจัดการกับค่าใช้จ่ายก้อนนี้ ครอบครัวของเธอต้องย้ายออกจากห้องพัก 2,500 บาทต่อเดือนไปอยู่ห้องพักราคา 800 บาทต่อเดือนแทน ห้องขนาดสองคูณสามเมตร มีมุมเล็กๆ ไว้สำหรับทำอาหาร และพื้นที่ทั้งหมดที่เหลือไว้สำหรับเตียงหนึ่งเตียงกับกล่องใส่เสื้อผ้าสองกล่อง ห้องพักทั้งหมดสี่สิบห้องต้องใช้ห้องน้ำรวมที่มีอยู่สิบเจ็ดห้องด้วยกัน ห้องอาบน้ำประกอบไปด้วยรางปูนซีเมนต์ขนาดใหญ่สองราง คั่นไว้ด้วยผ้าใบกันน้ำพลาสติกหนึ่งผืน ฝั่งหนึ่งสำหรับผู้ชาย อีกฝั่งสำหรับผู้หญิง เจ้าของที่พักไม่อนุญาตให้ทำอาหารด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้า

“ฉันลังเลอยู่นานมากก่อนจะย้ายมาอยู่ที่นี่” เธอกล่าว “ลูกสาวฉันกำลังจะเป็นสาวแล้ว” เธอหยุดพูดไปครู่หนึ่ง “ลูกๆ ฉันน่ะเข้าใจทุกอย่าง และนั่นละคือสิ่งที่ทำให้ฉันเจ็บปวดที่สุด”

ไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวที่เผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้อพยพรายงานว่า แทบไม่มีคนงานอพยพแม้แต่คนเดียวเลยที่ได้ใบอนุญาตทำงานมาในราคาตามกำหนดของทางราชการ อีกทั้งช่องว่างระหว่างราคาที่กฎหมายระบุไว้กับตัวเลขจริงที่คนงานเหล่านี้ต้องจ่ายนั้น ก็แทบเรียกได้ว่ากลายมาเป็นอุตสาหกรรมที่ทำเงินได้อุตสาหกรรมหนึ่งแล้ว

ราคาของเอกสาร

ค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียนบัตรชมพูอย่างเป็นทางการ ซึ่งนายจ้างจะเป็นผู้ดำเนินการแทนแรงงานโดยตรงนั้นอยู่ที่ 3,700 บาท โดยจะครอบคลุมค่าออกใบอนุญาตทำงาน ค่าตรวจสุขภาพตามระเบียบ และประกันสุขภาพเป็นเวลาหนึ่งปีภายใต้แบบแผนสำหรับผู้อพยพของรัฐบาล สำหรับค่าใช้จ่ายในการต่ออายุใบอนุญาตที่มีอยู่แล้วเป็นเวลาสองปีนั้น ค่าใช้จ่ายอย่างเป็นทางการที่รัฐบาลไทยประกาศไว้จะอยู่ที่ 6,000 บาท

เนื่องจากนายจ้างมักจะเลือกจ้างแรงงานที่มีเอกสารดังกล่าวอยู่แล้ว ผู้อพยพที่ไร้เอกสารยืนยันตัวตนจึงมักจะต้องหา ‘นายจ้างรับจ้าง’ เสียก่อน นั่นก็คือผู้รับเหมาแรงงานที่ตกลงรับเงินเพื่อไปลงนามเอกสารในฐานะนายจ้างให้ก่อน แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับระบบการจ้างงานในแม่สอดหลายคนยืนยันว่า ลำพังแค่ค่ารับเหมาในส่วนนี้ก็ดันค่าใช้จ่ายในการยื่นขอบัตรชมพูขึ้นมาเป็นราวๆ 7,500 บาทแล้ว

จากจุดนั้น ค่าใช้จ่ายก็มีแต่จะยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะค่าประกันสุขภาพ ค่าตรวจสุขภาพ และการนัดพบเจ้าหน้าที่ตามศูนย์ราชการหลายแห่งล้วนแต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งสิ้น นอกจากนี้ คนงานที่ไม่มีพาสปอร์ตเมียนมายังต้องทำเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity: CI) เอกสารสำหรับการเดินทางที่ออกโดยเจ้าหน้าที่กงศุลของทางเมียนมาเสียก่อน เพื่อที่จะสามารถยืนยันตัวตนและทำวีซ่าได้ ซึ่งจำเป็นต่อการขอใบอนุญาตทำงาน คนงานที่มีพาสปาร์ตสามารถข้ามขั้นตอนในส่วนนี้ไปได้ แต่ก็อาจจะต้องจ่ายค่าดำเนินการช่องทางพิเศษในสถานการณ์เฉพาะ อย่างที่เห็นในกรณีของ ดอ เญน ชาน

“กระบวนการนี้ทั้งไม่โปร่งใสและมีขั้นตอนราชการยิบย่อยเกินไป” ตัวแทนจากเครือข่ายแรงงานข้ามชาติ (Migrant Worker Rights Network: MWRN) คนหนึ่งกล่าว เขาขอไม่เปิดเผยชื่อ เนื่องจากเขาเดินทางข้ามชายแดนไทย-เมียนมาเป็นประจำ “เพราะกำแพงภาษา คนงานก็เลยต้องพึ่งพวกนายหน้าแทบจะทั้งหมดเลย”

 

ค่าต่ออายุราคาแพง

การต่ออายุเอกสารเองก็เป็นอุปสรรคอีกชุดหนึ่งเช่นกัน

สำหรับคนงานที่จดทะเบียนไว้ในปี 2567 และใบอนุญาตทำงานหมดอายุแล้วในวันที่ 31 มีนาคม 2569 นั้น ทางรัฐบาลไทยได้เปิดช่องทางต่ออายุออนไลน์ไว้ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้กระบวนการง่ายขึ้นและอาศัยคนกลางน้อยลง ทว่าความล้มเหลวทางเทคนิคส่งผลให้เว็บไซต์ดังกล่าวล่มไปหลายสัปดาห์ ทิ้งให้คนงานตกอยู่ในสุญญากาศทางกฎหมายและต้องหันไปพึ่งนายหน้าเช่นเคย นายหน้าเหล่านี้เรียกเงินตั้งแต่ 9,000 – 18,500 บาทสำหรับการต่ออายุเอกสารที่รัฐบาลตั้งราคาไว้ตั้งแต่ 3,000 – 6,000 บาท

“ในปีนี้ ตอนแรกเรายังสับสนกันอยู่เลยว่าเอกสารจะได้ต่ออายุหนึ่งหรือสองปี” อู ไคง์ จี ผู้อำนวยการกลุ่มพันธมิตรช่วยเหลือแรงงานพม่า (Aid Alliance Committee for Myanmar Workers: AAC) กล่าว “แต่แล้วอยู่ๆ ทางการก็ประกาศว่าต้องใช้ ‘จดหมายเรียกตัว’ หรือก็คือเอกสารสนับสนุนจากนายจ้างด้วย ในความเป็นจริง สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก็แค่กำลังสร้างขั้นตอนเพิ่มเติมให้กระทรวงแรงงานเข้ามาควบคุมจัดแจงเท่านั้นเอง แต่สำหรับนายหน้าพวกนี้ ทุกๆ ขั้นตอนเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน ก็นำมาเป็นข้ออ้างในการเรียกเงินค่านายหน้าเพิ่มได้ทั้งนั้นละ”

เขาทำงานกับแรงงานข้ามชาติมานานพอที่จะเห็นว่าแนวทางเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า “กระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การลงทะเบียนใหม่ ต่ออายุเอกสาร ไปจนถึงทำเอกสารรับรองบุคคล มันซับซ้อนเกินไปมาก และความซับซ้อนนั้นย่อมส่งผลกระทบคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเสมอ”

ผู้สื่อข่าวติดต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระทรวงมหาดไทย แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับภายในเวลาตีพิมพ์บทความนี้

ทางมูลนิธิการศึกษาเพื่อการพัฒนา (Foundation for Education and Development: FED) ซึ่งให้การสนับสนุนผู้อพยพชาวเมียนมาในประเทศไทยมาตลอดตั้งแต่ปี 2543 ทั้งในด้านการศึกษา ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย และสวัสดิการสุขภาพยามฉุกเฉิน ได้ออกมาเชิญชวนให้คนงานขึ้นทะเบียนโดยตรงถ้าทำได้

แต่ อู ทู ชิ ผู้อำนวยการบริหารประจำมูลนิธิการศึกษาเพื่อการพัฒนา ตระหนักดีว่าคำแนะนำนั้นมีข้อจำกัดแค่ไหน สำหรับคนงานส่วนใหญ่ที่อพยพมาจากเมียนมาตั้งแต่ปี 2564 หากพวกเขาไร้ทักษะภาษาไทยและไม่คุ้นเคยกับระบบในแต่ละขั้นตอน ไม่ว่าจะการลงทะเบียนกับนายจ้าง การตรวจสุขภาพ การจ่ายเงินออนไลน์ที่ร้าน 7-Eleven การเก็บอัตลักษณ์บุคคลและรับบัตรประจำตัวที่สำนักงานประจำท้องที่ หรือการสมัครรับความช่วยเหลือโดยตรงก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยทั้งสิ้น

 

สร้างเม็ดเงินให้สองระบบในเวลาเดียวกัน

ทางการไทยได้ประมาณการไว้ว่า มีผู้อพยพชาวเมียนมาที่ปราศจากเอกสารยืนยันตัวตนอาศัยและทำงานอยู่ในประเทศไทยหลายแสนคน จากตัวเลขในรายงานของมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (Human Rights and Development Foundation: HRDF) ซึ่งเก็บข้อมูลมาจากการพบปะกับองค์กรของรัฐบาลไทย มีแรงงานข้ามชาติรายใหม่เกือบ 100,000 คนยื่นจดทะเบียนขอบัตรชมพูในแต่ละปี

ในจำนวนผู้ยื่นจดทะเบียนทั้งหมดนั้น กว่า 80% คือชาวเมียนมา และจากในกลุ่มนั้น เชื่อกันว่าเกือบ 30% อาศัยอยู่ในแม่สอด ตัวเลขนี้ครอบคลุมแค่ผู้ยื่นจดทะเบียนรายใหม่เท่านั้น และยังไม่รวมแรงงานกลุ่มใหญ่กว่านั้นอีกที่ต้องการต่ออายุบัตร

ในฐานะแรงงานที่จดทะเบียนอย่างถูกกฎหมาย พวกเขามีส่วนร่วมในระบบประกันสังคมของประเทศไทย จ่ายเงินสมทบซึ่งเข้าไปสนับสนุนสวัสดิการสุขภาพ ผู้พิการและเงินบำนาญ จากรายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO) หากพิจารณาโดยรวมทั้งหมดแล้ว จีดีพีของเศรษฐกิจไทยพึ่งพิงแรงงานข้ามชาติราวๆ กว่า 4-6% ด้วยกัน นอกจากนี้ จากสถานการณ์ข้างต้น พวกเขาจึงรองรับอุตสาหกรรมนายหน้าที่หาประโยชน์จากระบบการลงทะเบียนที่พวกเขาจำเป็นต้องเผชิญไปในเวลาเดียวกัน

“กว่าใบอนุญาตทำงานของคุณจะได้รับการอนุมัติสมบูรณ์ ก็แทบจะถึงเวลาต้องต่ออายุบัตรแล้ว” เจ้าหน้าที่ประจำมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาคนหนึ่งกล่าว “มันเป็นเหมือนวงจร และตั้งแต่การรัฐประหารที่ผ่านมา จำนวนผู้อพยพมาใหม่ที่ปราศจากเอกสารยืนยันตัวตนก็ยิ่งทำให้สถานการณ์นี้ย่ำแย่ลงไปอีก”

ใช้หนี้ก้อนหนึ่งให้หมด

สำหรับ ดอ เญน ชาน เส้นตายวันที่ 31 มีนาคมมาถึงทั้งที่กระบวนการต่ออายุบัตรยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เธอต้องกู้เงินมาจ่ายค่าลงทะเบียนแรกเริ่มพร้อมกับดอกเบี้ยรายเดือน 10% นับเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ทำให้เธอแทบไม่มีทางใช้หนี้คืนได้เลย และทำให้เงินต้นก้อนนั้นยังอยู่เท่าเดิมจนถึงทุกวันนี้ การต่ออายุบัตรหมายความว่าเธอจะต้องกู้เงินใหม่อีกครั้งหนึ่ง

“นายหน้าคิดค่าต่ออายุบัตร 9,000 บาท และฉันก็ไม่มีจ่าย” เธอกล่าวเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม “ตอนนี้แค่จะจ่ายดอกเบี้ยเดือนละ 3,000 บาทต่อเดือนจากหนี้ก้อนนั้นฉันยังแทบไม่มีเลย ฉันยื่นขอความช่วยเหลือไปตั้งหลายองค์กรแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครตอบกลับมาเลย”

แต่แล้วเมื่อวันที่ 25 มีนาคม สถานการณ์ก็เริ่มดีขึ้น องค์กรสนับสนุนผู้กระทำอารยะขัดขืนแห่งหนึ่งภายใต้รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติของเมียนมา (National Unity Government) ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยชื่อในที่นี้ได้เนื่องด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ตกลงที่จะให้ความช่วยเหลือเธอในการต่ออายุบัตร เธอจ่ายเงินให้กับนายหน้า 12,000 บาท และใบอนุญาตทำงานของเธอก็ได้รับการอนุมัติในที่สุด

เธอกล่าวว่า เป้าหมายแรกสุดของเธอตอนนี้ก็คือใช้หนี้ให้หมดภายในเวลาหนึ่งปี และพาลูกๆ ของเธอไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและไม่แออัดเท่ากับในตอนนี้ ส่วนปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น (สามีของเธอจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อไร พวกเขาจะได้กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมหรือไม่) ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน

ตอนที่เธอทราบว่ากำลังจะได้เงินสนับสนุนแล้ว เธอโทรศัพท์มาหาผู้สื่อข่าว เสียงของเธอสั่นเครือ

“ฉันร้องไห้ก็เพราะฉันดีใจเหลือเกิน” เธอกล่าว “คุณรู้ไหม”

 

หมายเหตุ : ดอ เญน ชาน คือนามแฝง เธอให้สัมภาษณ์บนเงื่อนไขที่เธอจะไม่เปิดเผยตัวตน เนื่องด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

ข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการรายงานข่าวร่วมระหว่าง HaRDstories x Delta News Agency ด้วยการสนับสนุนจากกองทุนแคนาดาเพื่อการขับเคลื่อนในท้องถิ่น

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.