แรงงานเขมรถูกทำร้าย นายจ้างไทยลุกขึ้นสู้เพื่อให้ ‘ความเป็นมนุษย์’ มีชัยชนะเหนือ ‘ความเกลียดชัง’
วุธ อดีตแรงงานเขมรในไทยอายุ 35 ปี ที่บ้านของเขาในจังหวัดบันเตียเมียนเจย เผยรอยแผลที่เขาบอกว่าถูกเพื่อนร่วมงานคนไทยทำร้ายเมื่อเดือนกรกฎาคม ภาพ : รูน รี/HaRDstories
- โดย พูง วันทา และ ณิชา เวชพานิช
- Published
- 8 min read
เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาได้ทิ้งรอยแผลบาดลึกไว้ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน ไม่เพียงแค่ในระดับรัฐชาติเท่านั้น แต่รวมถึงระหว่างผู้คน ท่ามกลางสมรภูมิแห่งถ้อยคำและความรุนแรง แรงงานข้ามชาติคือผู้ที่ต้องตกอยู่บนแนวหน้าของสงคราม นักสันติภาพและพลเมืองผู้เชื่อในสิ่งเดียวกันต่างลุกขึ้นสู้เพื่อให้ความเป็นมนุษย์มีชัยชนะเหนือความเกลียดชัง
วุธยื่นแขนออกมาให้เราดูรอยถูกมีดแทง ซึ่งยังคงไม่หายดีหลังจากถูกเพื่อนร่วมงานคนไทยดักโจมตีที่ไซต์ก่อสร้างที่ปทุมธานี เมื่อยี่สิบวันก่อน “ผมไม่ทันตั้งตัว เพราะผมคิดว่าเขาคงจะแค่เดินผ่านไปเหมือนปกติ” ชายเขมรอายุ 35 ปีบอก เขาไม่ทันสังเกตว่าเพื่อนร่วมงานคนนั้นถือมีดอยู่
ตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา วุธกับโสวันนะ ภรรยาของเขา (ทั้งคู่ใช้นามแฝง) รับจ้างเป็นคนงานก่อสร้างในประเทศไทยโดยไม่เคยประสบปัญหามาก่อน แต่แล้วเมื่อกระแสชาตินิยมตึงเครียด จนกระทั่งปะทุขึ้นในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แรงงานเพื่อนบ้านอย่างพวกเขาต่างก็พบว่าตัวเองตกอยู่บนแนวหน้าของสงครามที่พวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเสียแล้ว
การปะทะด้วยอาวุธสงครามปะทุขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม คร่าชีวิตนายทหารและพลเมืองของทั้งสองฝ่ายอย่างน้อย 40 คน และบีบให้ผู้คนอีกหลายแสนคนต้องอพยพพลัดถิ่น แต่ความรุนแรงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตรงแนวชายแดนเท่านั้น คนงานชาวกัมพูชาหลายแสนคนต้องอพยพหนีจากประเทศไทยในช่วงหลายสัปดาห์ที่ตามมา นับเป็นการอพยพออกนอกประเทศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้
ข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นตัวแทนเจรจาและสองประเทศคู่ขัดแย้งลงนามไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานั้น เป็นอันต้องล้มเลิกไปหลังจากที่ทหารไทยนายหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิด ประเทศไทยเป็นฝ่ายล้มเลิกข้อตกลงหยุดยิง และกลับมาเริ่มใช้อาวุธปืนต่อเช่นเดิม ส่งผลให้พลเมืองเสียชีวิตไปอย่างน้อยหนึ่งคนแล้ว
ความขัดแย้งครั้งนี้ส่งผลกระทบกับคนงานอพยพชาวกัมพูชาในไทยเป็นพิเศษ โดยหลายคนประกอบอาชีพค่าแรงต่ำอย่างรับจ้างตามไซต์ก่อสร้างหรือไร่ ทำงานในไร่ และมักจะไม่มีเอกสารครบถ้วนภายใต้กฎหมายแรงงานต่างด้าวในไทย สำนักข่าว Radio Free Asia รายงานว่า เกิดเหตุทำร้ายร่างกายคนงานชาวกัมพูชาโดยกลุ่มคนที่อ้างตนว่ากระทำการเพื่อปกป้องชาติมาแล้วกว่า 16 ครั้ง
“เมื่อไหร่จะกลับประเทศไป”
วุธกับภรรยาของเขาพบกันครั้งแรกที่ไซต์ก่อสร้างแห่งหนึ่งในประเทศไทย และแต่งงานกันเมื่อปี 2556 ทั้งคู่อพยพมาจากบันเตียเมียนเจย จังหวัดหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศกัมพูชาติดกับชายแดนไทย พวกเขามีลูกสามคน ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่กับตายาย ขณะที่พ่อแม่มาทำงานที่ต่างแดน
ทั้งสองอพยพไปยังประเทศไทยในปี 2555 เพื่อหางานทำตามไซต์ก่อสร้าง วุธอธิบายว่า เนื่องจากครอบครัวยากจน นี่คือหนทางเดียวที่จะหาเลี้ยงครอบครัวได้ พวกเขาลักลอบเข้ามาผ่านนายหน้าโดยปราศจากทั้งพาสปอร์ตและเอกสารที่จำเป็น ในภายหลังพวกเขาก็ได้รับพาสปอร์ตตามกฎหมาย แต่สุดท้ายเอกสารต่างๆ ก็หมดอายุไป อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความเสี่ยง พวกเขาก็เชื่อว่าที่ประเทศไทยจะมีโอกาสที่ดีกว่ารออยู่
ตลอดเวลาที่ผ่านมาเกินสิบปี ความฝันในโอกาสที่ดีกว่าในไทยนั้นยังถือว่าถูกต้องอยู่ แต่เมื่อความตึงเครียดบริเวณชายแดนยกระดับขึ้น วุธก็สังเกตเห็นคนงานชาวไทยเริ่มถามเพื่อนร่วมงานชาวกัมพูชาว่า “เมื่อไหร่พวกแกจะกลับประเทศตัวเองไปซะที” เขาพยายามเมินเฉยต่อท่าทีแบบนั้น
แต่แล้วเย็นวันที่ 29 กรกฎาคมก็มาถึง วุธกับโสวันนะชวนเพื่อนคนหนึ่งมากินมื้อเย็นที่บ้านพักคนงานในจังหวัดปทุมธานี ตามคำบอกเล่าของเขา ระหว่างที่ทั้งสามคนกำลังเตรียมมื้ออาหาร เพื่อนร่วมงานคนไทยในสภาพเมาเหล้าก็บุกเข้ามา เตะวุธและเพื่อนของเขาลงไปกองกับพื้น จากนั้นก็เอามีดแทงวุธสามครั้งระหว่างที่เขาพยายามปกป้องเพื่อน
“เมียผมได้แต่ร้องไห้ ขอให้เขาหยุด” วุธกล่าว “จากนั้นพวกเราก็หนีเข้าไปในห้องแล้วล็อกประตู”
Stay Informed!
Subscribe to our newsletter to receive our latest stories direct to your inbox.
ทั้งคู่หนีออกจากประเทศไทยในคืนนั้นเอง ข้ามชายแดนไปในไม่กี่ชั่วโมงถัดมา กลับมาถึงบ้านในจังหวัดบันเตียเมียนเจย โดยปราศจากทั้งเงินเก็บและเงินค่าจ้างที่ค้างอยู่กับผู้รับเหมา
ทีมงาน HaRDstories ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าคำบอกเล่าของเขาเป็นจริงทั้งหมดหรือไม่ แต่ผู้สื่อข่าวก็สังเกตเห็นรอยแผลของเขาจริง เราไม่สามารถติดต่อนายจ้างของเขาเพื่อขอความเห็นได้สำเร็จ เนื่องจากมีแค่ช่องทางติดต่อทางโซเชียลมีเดีย
ความกลัวที่กดดันให้วุธกับโสวันนะต้องหนีกลับบ้านนั้นได้แพร่กระจายไปในชุมชนคนงานชาวกัมพูชาทั่วประเทศไทย “คนงานรู้สึกไม่ปลอดภัย แล้วครอบครัวพวกเขาก็ขอร้องให้กลับบ้าน” ขุน ฐาโร หัวหน้าโครงการประจำกลุ่มทำงานด้านสิทธิแรงงานข้ามชาติกัมพูชา CENTRAL อธิบายไว้ “ตอนนี้จำนวนคนงานเดินทางกลับบ้านพุ่งสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์กัมพูชา”
กระทรวงแรงงานแห่งประเทศกัมพูชา เผยสถิติว่า จนถึงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คนงานชาวกัมพูชาได้เดินทางกลับบ้านเกินกว่า 900,000 คนแล้ว ก่อนหน้าความขัดแย้งครั้งนี้ สถิติของประเทศไทยระบุว่ามีคนงานชาวกัมพูชาในประเทศ 498,660 คน (สถิติธันวาคมปี 2567) ในขณะที่ทางกัมพูชาเผยว่ามีมากกว่า 1.2 ล้านคน มีความเป็นไปได้สูงว่า จำนวนที่ไม่สอดคล้องกันนี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่ว่า คนงานอพยพส่วนใหญ่นั้นเป็นคนงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่ข้ามชายแดนไปผ่านเครือข่ายคนรู้จักส่วนตัวหรือนายหน้า
นายจ้างไทยสู้เพื่อคนงาน
วุธกล่าวว่าเขาไม่มีความพร้อมพอที่จะนำเรื่องที่เกิดขึ้นไปฟ้องกับตำรวจได้ แต่กรณีเรื่องราวที่คล้ายกันของคนงานเขมรอีกรายกำลังนำไปสู่คดีความ ธนชาติ จิตรสกุล ผู้รับเหมาก่อสร้างชาวไทย กำลังเตรียมยื่นเรื่องฟ้องร้องกับทางตำรวจไทย หลังจากที่คนงานชาวกัมพูชาในไซต์ก่อสร้างของเขาถูกทำร้ายร่างกายในเหตุการณ์คล้ายคลึงกัน
ซัต เชล คนงานชาวกัมพูชาอายุ 42 ปี กำลังเดินกลับจากร้านสะดวกซื้อช่วงเย็นวันหนึ่งในเดือนกรกฎาคมเมื่อเขาถูกวัยรุ่นชาวไทยราวยี่สิบคนดักล้อมในย่านตลาดกีบหมู เขตมีนบุรี ทางตะวันออกของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะที่อยู่อาศัยของแรงงานหาเช้ากินค่ำ “คนไทยหรือคนเขมร” ซัต เชล ยังไม่ทันได้ตอบคำถามที่ถูกโยนใส่หน้าเขา แต่ก็ถูกวัยรุ่นคนหนึ่งในกลุ่มชกเข้าที่หน้าอย่างแรง
วันรุ่งขึ้น ตำรวจนครบาลมีนบุรีพบตัววัยรุ่นชาวไทยแปดคน สารภาพว่าก่อเหตุความรุนแรงดังกล่าว ทางตำรวจไม่ได้ดำเนินคดีกับกลุ่มวัยรุ่น แต่กลับไกล่เกลี่ยให้กล่าวขอโทษและมอบช่อดอกไม้แก่เหยื่อชาวกัมพูชา พวกเขาได้รับแจ้งว่าซัต เชลกลับบ้านที่กัมพูชาแล้วทันทีหลังถูกทำร้าย ด้วยเหตุนี้ธนชาติ อดีตผู้ว่าจ้างของเขา จึงเป็นผู้รับช่อดอกไม้แทน
“ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นปัญหาระหว่างรัฐแล้วก็ผู้นำแค่ไม่กี่คน เป็นเรื่องของประเทศ ไม่ใช่เรื่องของบุคคลทั่วไปต้องมานั่งรับปัญหาด้วย” ธนชาติกล่าว “แถมคนทำมาหากินเขาก็ไม่ได้เป็นคนที่สร้างปัญหาด้วย เช้ามาทำงาน เย็นกลับบ้าน นอน คือทำมาหากินจริงๆ”
ด้วยความเชื่อว่าชาตินิยมไม่ใช่ข้ออ้างที่จะนำมาใช้ทำร้ายผู้อื่นได้ ธนชาติกำลังยื่นเรื่องต่อศาล เพื่อดำเนินคดีเรียกร้องความยุติธรรม โดยรับมอบอำนาจจากซัต เชล หลังจากเดินทางกลับบ้านเกิด อดีตแรงงานข้ามาติก็ได้งานใหม่ที่ไซต์ก่อสร้างในจังหวัดกันดาล และได้ค่าจ้างแค่ครึ่งหนึ่งจากที่เคยได้ในไทย
ความพยายามของธนชาติที่จะทวงถามความเป็นธรรมจากกระแสชาตินิยมอันรุนแรงนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก “กลุ่มนายจ้างสีขาว” (GEFW) สมาคมนายจ้างชาวไทยที่รวมกลุ่มกันมาหลายปีเพื่อให้ข้อมูลวิธีการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติให้ถูกต้อง ไม่นานหลังจากที่ความขัดแย้งไทย-เขมรในเดือนกรกฎาคมปะทุขึ้น กลุ่มนายจ้างสีขาวได้เผยแพร่คำแนะนำแก่นายจ้างชาวไทยเพื่อรับรองความปลอดภัยให้คนงานชาวกัมพูชาและช่วยไม่ให้พวกเขาตื่นตระหนก ในกลุ่มไลน์และเฟซบุ๊กเป็นภาษาไทยและภาษาเขมร พร้อมกับประณามผู้ที่ใช้ความรุนแรงกับแรงงาน
Related Stories
•
- โดย เคน จี เวเบอร์
•
- โดย พูง วันทา
นิลุบล พงษ์พยอม หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มนายจ้างสีขาว เจ้าของโรงงานขนาดเล็กที่มีแรงงานประมาณ 50 คนทั้งไทย เขมร เมียนมา กล่าวว่าความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นนี้มาจากกลุ่มชาตินิยมหัวรุนแรงกลุ่มเล็กๆ ไม่ใช่จากทางฝั่งนายจ้าง “นายจ้างไทยอยู่คู่กับแรงงานเขมรมานาน และเข้าใจว่าเป็นอย่างไร กระแสเกลียดชังมาจากกลุ่มชาตินิยมหัวรุนแรงไม่กี่คน ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยก”
ขณะที่กระทรวงแรงงานแห่งกัมพูชาเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐไทยรับรองความปลอดภัย ศักดิ์ศรี และการได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันคนงานเขมร ทางกระทรวงแรงงานไทยกลับปฏิเสธในเดือนกรกฎาคมว่า ไม่พบเหตุคนงานชาวกัมพูชาถูกทำร้ายร่างกาย แม้ว่าจะมีรายงานจากหน่วยงานตำรวจแล้ว เช่น ในกรณีของนครบาลมีนบุรีที่เกิดเหตุทำร้ายร่างกาย อย่างไรก็ดี สังคมไทยเองก็ออกมาต่อต้านการใช้ความรุนแรงจากคนไทยด้วยกันเองเช่นกัน ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา “กงเมืองมิน” อินฟลูชื่อดังบนโซเชียล ตบหน้าคนงานชาวกัมพูชาและคนงานชาวเมียนมา (ฝ่ายหลังถูกเข้าใจผิดว่าเป็นชาวกัมพูชา) ที่กรุงเทพ และถูกชาวเน็ตไทยวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า “แยกแยะให้ออก” ระหว่างความขัดแย้งสองประเทศกับคนเดินดิน จนต้องออกมาขอโทษต่อสาธารณะ
กลับบ้านไปก็ไม่มีงานทำ
หลังกลับมายังกัมพูชา วุธยังคงหางานเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว แต่ก็ไม่ง่ายเลย
องค์กรสิทธิแรงงาน CENTRAL ทำแบบสำรวจแรงงานเขมรกว่า 700 คน ซึ่งเดินทางกลับเขตชนบทตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ว่ารัฐบาลกัมพูชาจะรับปากว่ามีตำแหน่งงานรองรับคนคืนถิ่นอยู่ถึง 200,000 ตำแหน่ง แต่ก็ยังไม่มีงานมากพอสำหรับทุกคน อีกทั้งงานที่ประชาสัมพันธ์นั้นก็เป็นงานในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งคนงานที่เดินทางกลับมาอย่างวุธ ซึ่งทำงานในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างและเกษตรขาดทักษะ
ภายในสองอาทิตย์หลังจากกลับมายังกัมพูชา โสวันนะ ผู้เป็นภรรยาได้งานขายอาหารรถเข็น แต่เธอก็ลาออกภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์หลังจากนั้น เธอเล่าว่า ถูกบังคับให้ต้องทำงานตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงคืนโดยไม่มีวันหยุด
“ทำงานไปได้สิบวันฉันก็ลาออกแล้ว และนายจ้างของฉัน ซึ่งตกลงจ้าง 700,000 เรียลกัมพูชา (5,690 บาท) ต่อเดือน ก็ให้ค่าจ้างจริงๆ แค่ 200,000 เรียล (1,625 บาท) เท่านั้น” เธอกล่าว
ในวันนี้ วุธกับโสวันนะต้องหางานทำในกัมพูชา เหตุผลหลักก็คือต้องหาเงินมาคืนหนี้ พวกเขายังมีเวลาเหลืออีกสามปี โดยต้องใช้เงินคืนราว 800,000 เรียลต่อเดือน (ประมาณ 6,500 บาท) “เขาตกลงเลื่อนกำหนดใช้หนี้ให้ตอนที่เราขอไป แต่เราก็ต้องจ่ายเงินสองเท่าหลายเดือนหลังจากนี้” โสวันนะเล่า
“หากเราพิจารณาอัตราการจ้างงานในประเทศกัมพูชา ซึ่งโตปีละประมาณ 2.5% จะพบว่าไม่ได้สอดคล้องกับจำนวนคนเดินทางกลับประเทศที่สูงลิ่วเลย” ฐาโรจากองค์กร CENTRAL กล่าว “หากคนงานยังคงว่างงานต่อไปโดยไม่ได้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ก็เสี่ยงต้องอพยพไปไทยเพื่อหางานทำอีกครั้งหนึ่ง เป็นไปได้สูงว่า จะลับลอบข้ามชายแดนผิดกฎหมายผ่านนายหน้า เสี่ยงเผชิญการขูดรีด”
ไม่กี่เดือนหลังจากการอพยพครั้งใหญ่ปีนี้ มีรายงานว่า คนงานชาวกัมพูชาบางส่วนได้ข้ามชายแดน ผิดกฎหมายหรือบินกลับมายังประเทศไทยเพื่อหางานทำแล้ว ในขณะที่คนงานชาวกัมพูชาต้องการค่าแรงที่พอกิน ทางผู้ว่าจ้างชาวไทยเองก็ประกอบกิจการได้ยากลำบาก หากปราศจากพวกเขาเช่นกัน โดยเฉพาะตามไซต์ก่อสร้าง ไร่อ้อยและสวนลองกอง
จากการทำแบบสอบถามเจ้าของธุรกิจชาวไทยกว่า 180 รายโดยกลุ่มนายจ้างสีขาว เมื่อเดือนสิงหาคม พบว่าผู้ว่าจ้างชาวไทยกว่า 70% ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน หลังแรงงานเขมรอพยพกลับบ้าน คณะรัฐมนตรีไทยได้อนุมัติให้คนงานอพยพสามารถต่ออายุใบอนุญาตทำงานได้อีกหนึ่งปี แทนการเดินทางกลับประเทศเพื่อไปทำเอกสารใหม่ตามปกติ เพื่อรับมือกับปัญหาขาดแคลนแรงงาน ทว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านนี้ ท่ามกลางความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ปะทุขึ้นมาใหม่อีกครั้ง นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้ยกเลิกข้ออนุมัตินี้ ส่งผลกระทบต่อคนงานชาวกัมพูชาราว 100,000 คน
ในตอนนี้ ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนมาใช้แรงงานจากค่ายผู้ลี้ภัยบริเวณชายแดนเมียนมาและประเทศอื่นๆ แต่อุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยแรงงานที่ชาวกัมพูชามีทักษะคุ้นชินต่างก็ประสบปัญหากับการเปลี่ยนผ่านนี้ทั้งสิ้น
จนกว่าผู้นำจะหยุด
แม้ว่าทั้งคนงานและนายจ้างจากทั้งสองประเทศจะต้องการสิ่งเดียวกัน แต่เส้นทางข้างหน้าก็ยังคงเต็มไปด้วยอุปสรรคและขวากหนาม ปฏิญญาสันติภาพ ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นตัวแทนเจรจาและลงนามไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานั้น ถูกยกเลิกไปในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ พร้อมกับที่การสู้รบกันตามแนวชายแดนปะทุขึ้นอีกครั้ง
เรย์มอนด์ ไฮมา นักวิจัยชาวแคนาดาจากมหาวิทยาลัยโมนาช ผู้ศึกษาความขัดแย้งไทย-เขมร รวมถึงความขัดแย้งระหว่างประเทศชายแดนในภูมิภาคอื่นๆ กล่าวว่าวังวนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวที่ฝังรากลึกกว่านั้น “บ่อยครั้งนักที่แนวคิดชาตินิยมได้รับการนำเสนอในแง่บวกว่าเป็นความรู้สึกภาคภูมิใจในประเทศของตน ความรู้สึกรักชาติ” เขากล่าว “แต่เราต้องระวังอย่างยิ่ง เพราะที่ผ่านมาแนวคิดชาตินิยมเองก็เป็นปัจจัยอันนำไปสู่ความขัดแย้งที่อันตรายและโหดเหี้ยมที่สุดหลายครั้งในประวัติศาสตร์”
ความขัดแย้งครั้งนี้แตกต่างจากประเด็นความขัดแย้งชายแดนเมื่อปี 2551 อย่างมีนัยสำคัญในแง่หนึ่ง ไฮมากล่าว นั่นก็คือบทบาทของโซเชียลมีเดีย “ในตอนนี้คุณต้องรับมือกับสนามรบในโลกออนไลน์ที่ผู้คนเข้าไปปะทะขัดแย้งกัน แทนที่จะเป็นกระสุนปืน ต่างคนต่างรบกันด้วยถ้อยคำ” เขากล่าว ถ้อยคำเหล่านั้น เมื่อได้รับการเผยแพร่และยกระดับไปทั่วโลกออนไลน์ ก็แปรเปลี่ยนมาเป็นความรุนแรงในโลกความเป็นจริงที่กระทำกับเหล่าคนงานผู้หมิ่นเหม่เปราะบาง
แต่สำหรับธนชาติ นายจ้างชาวไทยที่ยังคงเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนงานชาวกัมพูชาของเขาอยู่ ทางออกของปัญหานี้นั้นชัดเจนอย่างยิ่ง “ผมว่าเป็นเรื่องปกครองในประเทศไม่กี่คนหรอก” เขาว่า “มันก็เหมือนสงครามในอดีต คนที่สร้างปัญหาก็เป็นคนไม่กี่คน พอคนพวกนั้นหยุด ความขัดแย้งก็จบ”
พูง วันทา นักข่าวฟรีแลนซ์ชาวกัมพูชาประจำที่พนมเปญ รายงานข่าวเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชน สังคม สิ่งแวดล้อม รวมถึงการค้าไม้ผิดกฎหมายและการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ณิชา เวชพานิช นักข่าวประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ ติดตามประเด็นสังคมผ่านมุมมองด้านสิทธิและชีวิตผู้คน เธอเคยทำงานกับสำนักข่าวท้องถิ่นภายใต้ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม
More Features
- โดย วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์





