5 ปีหลังถูกไล่ออก คนงานกาสิโนใหญ่สุดในเขมร ‘นากาเวิลด์’ ยังคงสู้ไม่ถอย

ภาพโดย รูน รี/HaRDstories

ฮูน บุบผา วัย 35 ปี ที่ร้านตัดผมของเธอในจังหวัดกันดาล หลังจากตกงานที่กาสิโนในปี 2564 เธอต้องตกอยู่ในสภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว ซึ่งเธอยังคงไม่สามารถหาเงินมาชำระคืนได้ ภาพ : รูน รี/HaRDstories

เมื่อกาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในกัมพูชาไล่พนักงานจำนวน 1,300 คนออกในปี 2564 เหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวนให้เกิดข้อพิพาท ซึ่งส่งผลให้ผู้นำสหภาพแรงงานถูกจำคุก และถูกสลายการชุมนุมอย่างรุนแรง วันนี้  5 ปีให้หลัง กลุ่มคนงานก็ยังคงยืนหยัดต่อสู้ไม่ยอมถอย

 

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา พนักงานทวงหนี้เดินทางมายังบ้านของฮูน บุบผา  ในพื้นที่เมืองอาเรย์ กษัตริย์ (Arey Ksat) เป็นครั้งที่สอง เธอมีหนี้สินจากการกู้ยืมสถาบันการเงินรายย่อย ‘ไมโครไฟแนนซ์’ อยู่ประมาณ 460,000 บาท  และยังไม่มีเงินที่จะคืนให้พวกเขาเลยสักบาท

บุบผาในวัย 36 ปี เปิดร้านตัดผมในหมู่บ้านเล็กๆ ริมแม่น้ำในจังหวัดกันดาล ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับกรุงพนมเปญโดยมีแม่น้ำโขงคั่นกลาง ธุรกิจของเธอไปได้ไม่สวย ลูกค้าชายบางคนปฏิเสธที่จะให้ผู้หญิงตัดผมให้ ขณะที่คนอื่นๆ ในหมู่บ้านรู้ว่าเธอเป็นนักกิจกรรมสหภาพแรงงาน จึงพยายามเว้นระยะห่างจากเธอ

“พนักงานทวงหนี้ทั้งมาทวงเงินและตำหนิฉันว่า ทำไมถึงยังไม่คืนเงินพวกเขา” เธอกล่าว “ฉันเลยบอกไปว่า ต่อให้พวกคุณจะมาหรือไม่มา สภาพของฉันก็ยังเป็นแบบนี้เหมือนเดิมนั่นแหละ จะจ่ายคืนให้ก็ต่อเมื่อข้อพิพาทกับนากาเวิลด์ได้ข้อสรุปเป็นที่สิ้นสุดแล้วเท่านั้น”

เมื่อนากาเวิลด์ ซึ่งเป็นกาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในกัมพูชา และเป็นเพียงแห่งเดียวที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเมืองหลวง ได้เลิกจ้างพนักงานประมาณ 1,300 คนในปี 2565 ชื่อของบุบผาไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ถูกเลิกจ้าง อย่างไรก็ตาม เธอตัดสินใจเข้าร่วมประท้วงหยุดงานด้วย พอสูญเสียรายได้จากอาชีพพนักงานแจกไพ่ เธอจึงไม่สามารถหาเงินมาผ่อนชำระหนี้สินได้ทันกำหนด

“ฉันเข้าร่วมประท้วงหยุดงานเพื่อสิทธิของคนงาน” เธอกล่าว “ฉันต้องการให้มีสหภาพแรงงานที่เป็นอิสระ ไม่ใช่สหภาพแรงงานที่เป็นพวกเดียวกันกับบริษัท”

 

จากประท้วงหยุดงาน สู่ภาวะชะงักงัน

กลุ่มคนงานระบุว่า นากาเวิลด์พยายามจะกำจัดความต้องการตั้งสหภาพแรงงานอิสระให้สิ้นซาก พวกเขาแย้งว่า การเลิกจ้างในเดือนเมษายน 2564 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์โรคระบาดเลยแม้แต่น้อย แต่กาสิโนจงใจจัดฉากขึ้นเพื่อทำลายอำนาจการต่อรองร่วมของกลุ่มแรงงาน และหลังจากความพยายามเจรจาล้มเหลวลง พวกเขาจึงได้เปิดฉากประท้วงหยุดงานในเดือนธันวาคม 2564 ซึ่งภายในเวลาเพียงไม่กี่วันต่อมา ศาลแขวงพนมเปญได้ตัดสินให้การประท้วงดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นก็คือการเผชิญหน้ายาวนานหลายปี กลุ่มคนงานที่หยุดงานประท้วง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ไม่เคยได้รับคำตอบใดๆ จากกระทรวงแรงงานหรือรัฐบาลกัมพูชา ในขณะที่ทางการเข้าสลายการชุมนุมประท้วงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งผลให้มีคนงานได้รับบาดเจ็บ โดยคนงานหญิงรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวเรดิโอฟรีเอเชียว่า เธอถึงขั้นแท้งลูกหลังจากถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจผลักระหว่างการประท้วง นอกจากนี้ ทางบริษัทยังยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีกับสมาชิกสหภาพแรงงานจำนวน 13 คน ในข้อหาบุกรุกเคหสถาน ขณะรวมตัวประท้วงปิดล้อมบริเวณด้านนอกกาสิโน 

นอกจากนี้ ทางการยังจับกุมผู้นำคนสำคัญของสหภาพแรงงานในข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย โดย ฉิม สิทธาร์ ประธานสหภาพแรงงาน ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลาสองปี และได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระเมื่อเดือนกันยายน 2567 ที่ผ่านมา

ภายหลังสิทธาร์ถูกปล่อยตัว เธอและคนงานที่เหลืออยู่ได้เปลี่ยนแนวทางจากการนัดหยุดงานประท้วงในรูปแบบเดิม มาเป็นการขับเคลื่อนแคมเปญชุมนุมประท้วงและขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง โดยข้อเรียกร้องหลักของพวกเขายังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ การเรียกร้องให้กาสิโนรับคนงานกลับเข้าทำงาน การรับรองสถานะสหภาพแรงงาน และจ่ายเงินชดเชยที่คำนวณย้อนหลังไปจนถึงจุดเริ่มต้นของข้อพิพาท

ปัจจุบันแคมเปญขับเคลื่อนนี้ดำเนินมาเป็นเวลานานถึง 5 ปีแล้ว โดยกลุ่มคนงานหยิบยกสุภาษิตเขมรบทหนึ่งขึ้นมากล่าวเปรียบเปรยว่า “การทำการเกษตรต้องใช้น้ำ การยืนหยัดต่อสู้ระยะยาวก็ต้องใช้ทรัพยากร” และสำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหลายๆ คนแล้ว การอยู่รอดทางเศรษฐกิจได้กลายมาเป็นเรื่องที่บีบคั้นพอๆ กับข้อเรียกร้องของพวกเขาเอง 

ทางด้านบุบผา สิทธาร์และเพื่อนนักกิจกรรมอย่าง มอม โสวาทิน แย้งว่า ภาวะชะงักงันที่ลากยาวมาจนถึงปัจจุบันนี้กลายเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายบริษัท เพราะทำให้คนงานหมดเนื้อหมดตัว และบีบให้บางคนต้องยอมรับข้อตกลงนอกรอบเป็นรายบุคคลไป

คนงาน 400 คนยังคงหยัดยืนสู้ต่อ

สิทธาร์ระบุว่า จากจำนวนคนงานประมาณ 1,300 คนที่ถูกเลิกจ้างในตอนแรก ปัจจุบัน ยังคงเหลือพนักงานราว 400 คนที่ยังคงมีส่วนร่วมขับเคลื่อนแคมเปญอย่างแข็งขัน ส่วนที่เหลือได้กระจายตัวกันไป ทั้งย้ายกลับต่างจังหวัด ไปทำงานนอกระบบ ทำธุรกิจขนาดเล็กหรือค้าขายกับครอบครัว ทำให้การรวมตัวขับเคลื่อนเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น การชุมนุมประท้วงที่เคยเกิดขึ้นหลายครั้งต่อเดือน ในตอนนี้ลดเหลือเพียงประมาณสามสัปดาห์ทีหนึ่งเท่านั้น

“พวกเรายังคงเดินหน้าขับเคลื่อนเรียกร้องข้อเสนอต่างๆ ของเราต่อไป แต่ทำแบบนั้นไม่ได้บ่อยเหมือนเมื่อก่อนแล้ว บางครั้งก็ทำได้เพียงสามสัปดาห์ครั้ง หรือเดือนละครั้งเท่านั้น” สิทธาร์กล่าวกับผู้สื่อข่าว HaRDstories

สำหรับคนที่ยังคงมีส่วนร่วมอยู่ การเข้าร่วมประท้วงได้กลายมาเป็นภารกิจในเชิงการจัดการที่ท้าทายอย่างยิ่ง มอมโสวาทิน ถูกเลิกจ้างหลังจากทำงานที่นากาเวิลด์มานาน 6 ปี เพิ่งจะได้งานเป็นพนักงานส่งเสริมการขายอาหารและเครื่องดื่มใหม่เมื่อปีที่แล้ว ตอนนั้น เธอจำเป็นต้องปิดบังเรื่องการมีส่วนร่วมในการประท้วงไม่ให้รู้ไปถึงหูของนายจ้างใหม่ เนื่องจากเธอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องเลี้ยงดูลูกสาวและพ่อแม่ที่แก่ชรา จึงเป็นไปได้ที่เธอต้องเสี่ยงต่อการตกงาน

“ฉันได้งานทำในปี 2568 แต่ต้องพยายามปิดบังตัวตนเอาไว้ เพื่อไม่ให้บริษัทรู้เรื่องนี้” เธอกล่าว

ภายหลัง นายจ้างของเธอก็รู้เรื่องนี้เธอบอกว่าในตอนนี้มันยังไม่ทำให้เธอต้องตกงาน “พวกเขาแค่บอกฉันว่า ขอให้เรื่องนี้ไม่กระทบต่อเวลางานตามหน้าที่ปกติก็พอ” เธอกล่าว

ในช่วงเวลาพักเที่ยง โสวาทิน จะเดินทางข้ามกรุงพนมเปญเพื่อไปยืนหยัดเคียงข้างเพื่อนร่วมงานของเธอ ณ จุดชุมนุมประท้วงเพียงชั่วครู่ ก่อนที่จะรีบเดินทางกลับไปทำงาน “ใช้เวลาเดินทางหนึ่งชั่วโมงเต็มๆ เลยค่ะ” เธอกล่าว “แต่แค่ได้เห็นหน้าพวกเขา ฉันก็รู้สึกอิ่มเอมใจและมีความสุขมากแล้ว”

Related Stories

ในเดือนมิถุนายน เธอถูกเรียกตัวไปไต่สวนในศาล โดยเธอเป็นหนึ่งในพนักงานกว่าสิบคนที่ถูกตั้งข้อหาว่าทำให้แผงกั้นบริเวณหน้าคาสิโนได้รับความเสียหายระหว่างการประท้วงเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 เธอกล่าวว่า ผู้พิพากษาไต่สวนและให้เธอดูภาพการไลฟ์สดการชุมนุม แต่ไม่ได้แสดงหลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้ว่าเธอเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย

เธอยังคงอยู่ภายใต้เงื่อนไขการประกันตัว ห้ามย้ายไปอยู่ที่อื่นและต้องเข้ารายงานตัวต่อสถานีตำรวจทุกเดือน เธอเล่าว่า พนักงานคนอื่นๆ อีกนับ 100 คนอาจถูกเรียกตัวในข้อหาเดียวกันนี้

ทางตันที่มีเดิมพันในวงกว้าง

การเจรจาที่ลากยาวมานานถึง 5 ปีไม่เป็นผลสำเร็จใดๆ เลย ทางสหภาพแรงงานเข้าร่วมประชุมกับกระทรวงแรงงานและตัวแทนของนากาเวิลด์มาแล้วมากกว่า 30 ครั้ง แต่ข้อเสนอของบริษัทยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ บริษัทจะยอมรับพนักงานที่บริษัทเลือกให้กลับเข้าทำงานบางส่วน โดยมีเงื่อนไขว่าพวกเขาต้องยอมรับเงินชดเชยแบบเหมาจ่ายและยุติข้อพิพาททั้งหมดโดยสิ้นเชิง ส่วนผู้ที่ปฏิเสธข้อเสนอนี้อย่างบุบผายังคงถูกกีดกันไม่ให้กลับเข้าไปทำงานเช่นเดิม

“ตอนแรกพวกเขาเรียกฉันกลับไปทำงาน แต่ฉันปฏิเสธไปเพราะว่าปัญหาหลักยังไม่ได้รับการแก้ไข” เธอกล่าว

สหภาพแรงงานระบุว่า กระทรวงแรงงานไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่เป็นกลาง โดยสิทธาร์เผยว่า เจ้าหน้าที่รัฐใช้ทั้งวิธีบีบบังคับและหว่านล้อมเพื่อผลักดันให้คนงานยอมความนอกรอบเป็นรายบุคคล ซึ่งข้อกล่าวหานี้ ทางกระทรวงยังไม่ได้ออกมาตอบโต้โดยตรง ขณะเดียวกัน รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า โฆษกของกระทรวงมักจะแนะนำให้กลุ่มคนงานนำเรื่องนี้ไปฟ้องร้องต่อสู้กันเองในชั้นศาลอยู่เป็นประจำ

สิทธาร์มองว่า คำแนะนำดังกล่าวเป็นเพียงคำพูดที่ว่างเปล่า เพราะกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลต้องใช้ทั้งเวลาและเงินทอง ซึ่งกลุ่มคนงานไม่มี เธอรู้เรื่องนี้ดีจากประสบการณ์ตรง เนื่องจากเคยถูกจับกุมและถูกตั้งข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบ เพียงเพราะเธอเป็นผู้นำประท้วงหยุดงาน ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายบัญญัติรองรับเอาไว้อย่างชัดเจน

การถูกเยาะเย้ยถากถางกลายเป็นเรื่องที่ทำใจยอมรับได้ยากยิ่งกว่าอุปสรรคทางกฎหมายเสียอีก สิทธาร์เล่าว่า ในการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐเมื่อไม่นานมานี้ ทางการพูดจาจิกกัดในทำนองว่า คนงานที่ออกมาประท้วงหยุดงานนั้นไม่มีเงินเดือนแท้ๆ แต่กลับดูเหมือนอยู่ดีกินดี ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาประทังชีวิตและขับเคลื่อนแคมเปญมาได้ตลอดรอดฝั่งด้วยเงินบริจาคจากผู้สนับสนุนและผู้ที่เห็นอกเห็นใจพวกเขา

“มันน่าหดหู่ใจมากค่ะ” สิทธาร์กล่าว “ในยามที่ประชาชนต้องเผชิญกับความอยุติธรรมจากนายจ้างของตัวเอง แต่คำตอบเดียวที่ได้รับจากทางการกลับเป็นเพียงการพูดจาเยาะเย้ยถากถางเท่านั้น” 

ด้านสหภาพแรงงานโต้แย้งว่า เดิมพันครั้งนี้ส่งผลกระทบในวงกว้างเกินกว่าแค่กรณีของนากาเวิลด์ เพราะหากบริษัทแห่งนี้สามารถทำลายสหภาพแรงงานอิสระลงได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ จะกลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่นายจ้างทุกรายในกัมพูชาสามารถเจริญรอยตามได้ทันที

“มันอาจจะกลายเป็นโมเดลให้นางจ้างคนอื่นๆ หันมาใช้ยุทธวิธีแบบเดียวกันในการขับไล่สหภาพแรงงาน โดยที่ไม่ต้องเผชิญกับผลกระทบหรือบทลงโทษใดๆ เลย” สิทธาร์กล่าว “ทั้งๆ ที่สิทธิเหล่านี้ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญและอนุสัญญาระหว่างประเทศแล้วก็ตาม”

สิทธาร์เตือนว่า ท่าทีและการปฏิบัติต่อคดีนี้ของกัมพูชากำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด องค์การแรงงานระหว่างประเทศกำลังเฝ้าติดตามข้อพิพาทนี้อย่างต่อเนื่อง และหากปัญหานี้ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข กัมพูชาก็อาจจะต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก กระทบสิทธิประโยชน์ทางการค้าพิเศษที่ได้รับจากบรรดาประเทศพันธมิตรระบอบประชาธิปไตย นากาเวิลด์ไม่ตอบรับการสอบถามความเห็นจากผู้สื่อข่าว

 

ยังมีหนทางสู่การคลี่คลายปัญหา?

ใช่ว่าทุกคนจะหมดหวังกับการเจรจาเพื่อหาข้อยุติ ขุน ฐาโร ผู้จัดการโครงการประจำองค์กรสิทธิแรงงานในกัมพูชา CENTRAL กล่าวว่า การที่รัฐบาลเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยยังคงเป็นหนทางสู่การแก้ไขปัญหาที่มีผลสัมฤทธิ์จริงและเป็นไปได้มากที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับว่า หน่วยงานภาครัฐจะต้องพร้อมที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ซื่อสัตย์และยุติธรรมจริงๆ เท่านั้น

“ในจุดนี้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าต้องพึ่งพากลไกระหว่างประเทศแล้ว” เขากล่าว “แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดยังคงอยู่ที่ความเต็มใจของทางการในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย และการผลักดันให้เกิดข้อตกลงที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับร่วมกันได้”

ฐาโรกล่าวเสริมว่า ทุกฝ่ายจำเป็นต้องยอมถอยคนละก้าว โดยเขามองว่า การบรรลุข้อตกลงร่วมกันนั้น ไม่เพียงแต่จะช่วยฟื้นฟูสิทธิของคนงานให้กลับคืนมาเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสอันดีที่รัฐบาลจะได้พิสูจน์ให้เห็นว่า กฎหมายแรงงานของกัมพูชามีผลบังคับใช้ได้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ตัวอักษรบนแผ่นกระดาษ

ผู้สื่อข่าวติดต่อกระทรวงแรงงานเพื่อขอความเห็น แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ

ในช่วงเที่ยงวัน ร้านตัดผมของบุบผานั้นเงียบเชียบ และก็มักจะเงียบเหงาแบบนี้เป็นปกติ เธอนั่งถือกรรไกรคู่กายพร้อมกับเฝ้ารอ… รอทั้งลูกค้าที่จะแวะเวียนเข้ามา รอทั้งพนักงานทวงหนี้ที่ตามทวงถาม และรอคอยให้ข้อพิพาทแรงงานที่กลืนกินเวลาในชีวิตของเธอไปถึง 5 ปีเต็มนี้สิ้นสุดและได้ข้อยุติเสียที

“หากเรื่องนี้มันยังไม่จบลงในรุ่นของฉัน รุ่นต่อไปก็คงต้องต่อสู้กันต่อไป” เธอกล่าว “แต่ถ้าหากพวกเราทำสำเร็จ ฉันรู้ดีว่าสภาพแวดล้อมในการทำงานของคนรุ่นหลังจะดีขึ้นกว่านี้มากอย่างแน่นอน”

พูง วันทา นักข่าวฟรีแลนซ์ชาวกัมพูชาประจำที่พนมเปญ รายงานข่าวเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชน สังคม สิ่งแวดล้อม รวมถึงการค้าไม้ผิดกฎหมายและการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

รูน รี ช่างภาพฟรีแลนซ์ประจำที่พนมเปญ ทำงานด้านประเด็นสังคม สิ่งแวดล้อมและเรื่องราวของมนุษย์ งานของเขาเผยแพร่ในสื่อหลายแห่ง เช่น The Wall Street Journal และ Al Jazeera

More Features

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.