ทำไมเราไม่ค่อยมีเพื่อนร่วมงานคนพิการ

อภิชาติ บุตตะและรณภัฏ วงศ์ภา ทีมงานไอแอลพุทธมณฑลกำลังเร่ขายหวย โดยเดินทางข้ามรางรถไฟในพื้นที่จ.นครปฐม สะท้อนให้เห็นอุปสรรคด้านการเดินทางในชีวิตประจำวันในเมืองที่ขาดโครงสร้างพื้นฐานที่ออกแบบรองรับผู้พิการ ภาพ : พีระพล บุณยเกียรติ

“ทำได้ แต่ไม่ได้ทำ” คนพิการในไทยกว่า 93% ยังไม่ได้รับการจ้างงาน การต่อสู้เพื่อเปลี่ยนภาพจำและสร้างโอกาสใหม่ในสายอาชีพจึงเกิดขึ้น เพื่อผลักดันสังคมให้โอบรับวัฒนธรรมการทำงานที่หลากหลาย

 

อรรถพล ศรีชิษณุวรานนท์ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าการไปดื่มเหล้าสบายๆ หลังเลิกงาน จะทำให้ชีวิตเขาต้องพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาเข้าไปพัวพันการถกเถียงร้อนแรงด้วยอารมณ์กรุ่นน้ำเมา ถึงวิศวกรหนุ่มจะเดินหนีขึ้นรถ หวังจะตัดจบเรื่องราว แต่กลับโดนยิงหลายนัด กระดูกสันหลังแตกจนเดินไม่ได้อีก 

เมื่อร่างกายใช้ไม่ได้เหมือนเดิม ในประเทศที่คนพิการไม่ได้มีทางเลือกทำงานหลากหลายมาก ความคิดว่าจะไปเข็นวีลแชร์ขายหวยแว่บเข้ามาในหัวเขา เพราะไทยกำหนดโควต้าล็อตเตอรี่ 20% ในแต่ละงวดไว้ให้คนพิการขาย

ภาพผู้พิการใช้วีลแชร์และคนตาบอดห้อยแผงขายหวยหน้าองค์พระปฐมเจดีย์เป็นภาพคุ้นตาคนนครปฐมหลายคน รวมถึงอรรถพลที่เกิดและเติบโตที่จังหวัดแห่งนี้

“หลายคนซื้อหวยจากคนพิการ ไม่ใช่แค่ว่าชอบเสี่ยงดวงอย่างเดียว แต่ช่วยซื้อเพราะความสงสาร” ชายวัย 42 กล่าว “บางคนเชื่อว่าซื้อจากคนพิการแล้วได้ทำบุญ จะโชคดี”

สังคมไทยเป็นสังคมที่ตั้งบนฐานความเชื่อศาสนาพุทธ ซึ่งมองว่า การมีสภาพร่างกายหรือสติปัญญาพิการเป็นผลกรรมจากชาติก่อน อรรถพลต้องดิ้นรนเพื่อก้าวข้ามการแปะป้ายและนิยามตัวตนใหม่ ชายหนุ่มใช้เวลาสักพัก แกะกรอบ ลอกเปลือกการตีตรา ก่อนกลับไปทำงานเป็นวิศวกรโยธา

วันนี้ เขากับเพื่อนๆ ที่ “ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการพุทธมณฑล”​ กำลังทำงานท้าทายทัศนคติสังคมต่อผู้พิการ เพื่อโชว์ให้เห็นว่า ในโลกการทำงาน คนพิการคนหนึ่งทำอะไรได้มากมายกว่าภาพจำเดิมๆ 

พนักงานคนพิการอยู่ไหน?

กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเผยสถิติน่าตกใจว่า เดือนพฤศจิกายน 2567 มีคนพิการในวัยทำงานเพียง 6.8% จากทั้งหมด 813,260 คน ที่ได้รับการจ้างงาน โดยที่คนเหล่านี้ไม่ได้พิการจนไม่สามารถทำงานได้

ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการพุทธมณฑล (Phuttamonton Independent Living Centre: PIL) เป็นหนึ่งในองค์กรคนพิการที่ตั้งใจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นี้ โดยยึดแนวคิดของการส่งเสริมให้ผู้พิการดำรงชีวิตอิสระ (Independent Living: IL) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ริเริ่มขึ้นที่ญี่ปุ่นและเข้ามาไทยช่วงพ.ศ. 2540 สิบปีถัดมา กลุ่มผู้ใช้งานวีลแชร์กลุ่มเล็กๆ ที่พุทธมณฑลจึงได้ก่อตั้งองค์กรขึ้นตามแนวคิดดังกล่าว อรรถพลเล่าว่า ปัจจุบัน มีศูนย์ไอแอลราวสิบแห่งทั่วไทย

ไอแอลพุทธมณฑล เข้าไปหาคนพิการในจังหวัดนครปฐมผ่านการแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่นและโรงพยาบาลในพื้นที่ โดยเข้าไปทำความรู้จักและให้คำปรึกษาในฐานะเพื่อนคนพิการคนหนึ่ง เนื่องจากคนพิการส่วนใหญ่มักขาดความมั่นใจ รู้สึกว่าต้องพึ่งพิงคนรอบข้างและเก็บตัวอยู่บ้าน ไอแอลพุทธมณฑลจึงส่งเสริมให้พวกเขาดำรงชีวิตอิสระตามที่ตนตัดสินใจ ตั้งแต่การดูแลเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวัน จนถึงตกผลึกความต้องการในชีวิต แล้วหวนคืนสู่สังคม

แต่พอมาเป็นเรื่องอิสระทางการเงิน คนพิการไทยมีทางเลือกอาชีพจำกัด แม้แต่เจ้าหน้าที่ไอแอลพุทธมณฑลสี่คนเองก็ทำงานในฐานะอาสาสมัครขององค์กรไม่แสวงหากำไร ยิ่งชี้ให้เห็นว่า โอกาสจะมีงานประจำที่ได้เงินเดือนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

เหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้คนพิการถูกกั้นออกจากตลาดแรงงานมีหลายองค์ประกอบ เริ่มต้นจากการเข้าถึงการศึกษาอันจำกัด ทำให้คนพิการหลายคนไม่ได้เรียนต่อปริญญาตรี มีระดับการศึกษาที่แข่งขันสู้คนอื่นได้ยาก ไปจนถึงเรื่องการออกแบบสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตรกับคนพิการ ทำให้การเดินทางไปหรือเข้าห้องน้ำที่ทำงานไม่สะดวก รองศาสตราจารย์ ดร.อาดัม นีละไพจิตร จากสถาบันราชสุดา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ทำวิจัยด้านการจ้างงานคนพิการ ชี้ว่า อีกหนึ่งองค์ประกอบใหญ่คือ ความเข้าใจเรื่องความพิการของนายจ้าง

Related Stories

“นายจ้างหลายคนเขาอยากจ้างคนพิการ แต่ไม่รู้ว่าจะให้ไปทำตำแหน่งอะไรดี”​ อาดัมกล่าว “นายจ้างอาจจะติดมุมมองการรับพนักงานแบบที่เคยชิน ซึ่งคาดหวังว่า ผู้สมัครงานต้องทำหน้าที่กำหนดในตำแหน่งงานแบบเดิม ผู้สมัครงานที่พิการทางร่างกายหรือสติปัญญาอาจสู้คนไม่พิการได้ยาก เลยกลายเป็นปิดโอกาส”

พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 กำหนดให้สถานประกอบการเอกชนและหน่วยงานรัฐที่มีพนักงานหนึ่งร้อยคน ต้องจ้างงานคนพิการหนึ่งคน และเพิ่มการจ้างงานผู้พิการตามสัดส่วน 1 ต่อ 100 ซึ่งนายจ้างหลายคนหันไปเลือกใช้ทางเลือกกฎหมายที่เรียบง่ายกว่า ด้วยการส่งเงินเข้ากองทุนรัฐหรือส่งเสริมให้คนพิการทำงานที่บ้านผ่านโครงการต่างๆ แทนการเปิดรับพนักงานคนพิการเองโดยตรง เพื่อให้พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานกระแสหลัก

เข้าใจความพิการ

ไม่นานมานี้ เมืองนครปฐมก็ได้เห็นภาพแปลกตา เมื่อคณะทัวร์เล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ประกอบด้วยผู้ผูกผ้าปิดตา เดินเคียงคู่วีลแชร์ เดินเที่ยวหาจุดเซลฟี่หน้าองค์พระปฐมเจดีย์​ นับเป็นกิจกรรมไฮไลท์ของเวิร์คชอปหนึ่งวัน
“มาลองเด้!” ที่ไอแอลพุทธมณฑลชวนคนไม่พิการมาร่วมเรียนรู้ข้อจำกัดทางกายภาพและสังคมที่คนพิการเผชิญ

เวิร์คชอปรอบเดือนกันยายนที่ผ่านมา พาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขท้องถิ่นและคนทำงานพัฒนาชุมชนมาทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนคนพิการ ผู้เข้าร่วมผูกผ้าปิดตาและนั่งรถเข็น ลองสัมผัสประสบการณ์ตรง เสมือนผู้พิการทางสายตาและร่างกาย ทั้งในพื้นที่ทดลองอย่างห้องประชุมและพื้นที่สาธารณะจริง

ไอแอลพุทธมณฑลเตรียมขยายเวิร์คชอปไปสู่พนักงานด้านทรัพยากรบุคคล หรือ เอชอาร์ หวังเปิดบทสนทนาเกี่ยวกับความพิการให้คนทำงานด้านนี้ที่ยังรู้สึกว่าความพิการเป็นเรื่องคุยยาก

“เราอยากเปิดพื้นที่ความเข้าใจของสังคมเรื่องความพิการให้กว้างขึ้น”​ อรรถพลกล่าว “เพราะคนพิการไม่ได้มีแค่ชีวิตอยู่ที่บ้าน ไปทำบัตรพิการที่เขต หรือไปโรงพยาบาลเท่านั้น เขามีชีวิตส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้วย”

ปี 2551 อรรถพลเข้าไปพัวพันกับเหตุทะเลาะวิวาทที่ผับ จนถูกยิงหลายนัดและทำให้ไขสันหลังเสียหาย หนึ่งปีครึ่งให้หลัง หัวหน้างานถามเขาว่า อยากกลับไปทำงานคุมไซต์ก่อสร้างถนนไหม ในตอนแรก วิศวกรหนุ่มรู้สึกลังเล ไม่มั่นใจว่าเงื่อนไขทางร่างกายจะเป็นอุปสรรคหรือเปล่า แต่เขาตัดสินใจที่จะลองดู

อรรถพลกับเพื่อนร่วมงานลองผิดลองถูกสร้างทางลาดวีลแชร์แบบชั่วคราว ทำให้เขากลับเข้าไปทำงานได้ พอได้คุยกับเพื่อนร่วมงานอย่างตรงไปตรงมาเรื่องความพิการ ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่สะดวก หนุ่มวิศวกรโยธาสามารถทำงานได้เหมือนเช่นเคย พร้อมกับได้เงินเดือนเท่าเดิม

“ตอนนั้น พี่ที่ทำงานถามเราว่า ‘มาลองดูกันไหมว่าทำอะไรได้บ้าง’” อรรถพลนึกย้อน “พอลองคิดดูแล้ว ถ้าเขาชวนเรากลับไปทำงานด้วยความสงสาร วันนั้นคงไม่กลับไป”

โอบรับความแตกต่าง

เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าสาวเข้าใกล้เคาท์เตอร์ กรรณิการ์ วงเพ็ญ ทักทายผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ผู้ใช้บริการบางคนรู้สึกร้อนรนเพราะบัตรประชาชนหาย บางคนจับมือกันมาจดทะเบียนสมรส ทันทีที่รับฟังความต้องการ หญิงอายุ 38 รูดนิ้วมือสัมผัสขอบหน้าจอทัชสกรีนอย่างรวดเร็ว อ่านเทปพลาสติกใสที่เจาะอักษรเบรลล์ไว้ก่อนจะปริ้นตั๋วคิวให้ผู้มาใช้บริการ

กรรณิการ์ คือหนึ่งในลูกจ้างที่มีความพิการหกคนของสำนักงานเขตดุสิต เขตเมืองเก่ากรุงเทพฯ ในบรรดาเจ้าหน้าที่คนพิการกว่า 390 คน ที่ให้บริการอยู่ทั่วทั้งห้าสิบเขตกรุงเทพฯ และสำนักงานหลัก

ตามกฎหมายแล้ว หน่วยงานรัฐเองก็ต้องจ้างงานคนพิการต่อสัดส่วนพนักงานทั้งหมด ทว่าหลายหน่วยงานกลับทำไม่สำเร็จ และไม่มีบทลงโทษหรือข้อบังคับให้ส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาชีวิตผู้พิการเหมือนกับผู้ประกอบการเอกชน อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และทีมทำงานหัวก้าวหน้าเข้าทำงานเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพตอนปี 2565 กรุงเทพมหานครพัฒนาจนเป็นหน่วยงานราชการที่จ้างงานคนพิการมากที่สุด

“ผู้อำนวยการเขตเปิดให้เราทดลองและออกแบบระบบทำงานที่เหมาะกับเราเอง” กรรณิการ์อธิบาย เธอเริ่มสูญเสียการมองเห็นตั้งแต่ช่วงอายุยี่สิบต้นๆ เพราะต้อหิน “เราก็บอกเพื่อนร่วมงานตรงๆ ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ จะได้แบ่งบทบาทกัน”

กรรณิการ์ทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่ทะเบียนและประชาสัมพันธ์ เธอพัฒนาระบบอักษรเบรลล์ที่เขียนบนเทปใสและคลิปหนีบกระดาษ เพื่อช่วยเแยกประเภทปึกเอกสารต่างๆ ซึ่งเธอยื่นส่งให้ผู้รับบริการกรอกข้อมูลส่วนตัว กรรณิการ์ทำหน้าที่รับโทรศัพท์ ขณะที่เพื่อนร่วมงานตาดีช่วยตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารที่ประชาชนกรอก

Stay Informed!

Subscribe to our newsletter to receive our latest stories direct to your inbox.

ภาณุมาศ สุขอัมพร ทีมที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพ อธิบายว่า “เจ้าหน้าที่คนพิการชุดแรกของเราช่วยเขียนบทบาทการทำงานแบบใหม่ ‘จ็อบ เดสคริปชั่น’ ที่คนพิการทำได้ให้เรา กทม. เองก็เหมือนกับนายจ้างหลายคน คือคนที่ทำงานตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะทำงานกับเพื่อนร่วมงานคนพิการยังไง เขาทำอะไรได้บ้าง แต่ทั้งสองฝ่ายเรียนรู้จากกันและกันได้”

จากอดีตดาราหนุ่มและผู้ประกาศรายการวิทยุที่ประสบอุบัติเหตุแล้วหันมาใช้วีลแชร์ ภาณุมาศเองก็เคยถูกเลือกปฏิบัติในฐานะคนพิการ เขาเคยคิดสมัครบัตรผู้ประกาศในกิจการกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์ แต่เงื่อนไขกลับระบุว่าผู้สมัครต้องเป็นคนไม่พิการ วันนี้ เขาจึงนำทีมกรุงเทพมหานครพัฒนาระบบการทำงานที่โอบรับความแตกต่างหลากหลาย ในบทบาทนายจ้าง ภาณุมาศตระหนักว่ายังมีช่องว่างให้พัฒนาอีกมาก

เมื่อ กทม. จ้างงานคนพิการเป็นปีที่สอง ภาณุมาศและทีมงานวางแผนเตรียมชวนพนักงานคนพิการรุ่นแรกมาร่วมสะท้อนบทเรียน เพื่อประเมินว่าสิ่งไหนทำแล้วเวิร์ค สิ่งไหนไม่เวิร์ค จะได้ออกแบบตำแหน่งงานที่เหมาะกับศักยภาพและทักษะของเจ้าหน้าที่ต่อไป

“เมื่อรับคนพิการมาทำงานก็จะได้รู้แนวทาง เราก็สามารถพัฒนาไกด์ไลน์ว่ามีอาชีพหรือตำแหน่งอะไรที่เหมาะกับเงื่อนไขของผู้พิการแต่ละประเภทได้บ้าง โดยที่ไม่ต้องเหมือนตำแหน่งงานแบบเดิมก็ได้… แถมบางที เรายังฉีกภาพจำได้ด้วย” ภาณุมาศชี้ว่า ผู้ใช้วีลแชร์เองก็ไม่ได้ทำได้แค่งานนั่งโต๊ะ เพราะแต่ละคนอาจจะมีทักษะและความสนใจอื่นๆ อีก “เมื่อไม่มีอาชีพที่เหมาะสมพอดีกับคุณ ไม่เป็นไร เราก็มาออกแบบอาชีพให้เหมาะกัน”

ไม่ตัดเสื้อโหล แต่ตัดเสื้อสูท

ไม่ใช่แค่หน่วยงานรัฐเท่านั้นที่กฎหมายกำหนดให้จ้างงานคนพิการ ผู้ประกอบการเอกชนก็เช่นกัน ขณะที่นายจ้างหลายคนใช้ทางเลือกที่ พ.ร.บ.ส่งเสริมผู้พิการฯ เปิดให้ส่งเงินเข้ากองทุนหรือจ้างงานทางอ้อม บริษัทขายสินค้าเกี่ยวกับบ้านรายใหญ่ในไทยอย่าง “โฮมโปร”​ (Homepro) พยายามพาพนักงานคนพิการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของทีม บริษัทเจอประสบการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน เมื่อพนักงานคนพิการมีอัตราการลาออก (turnover) น้อยยิ่งกว่าพนักงานกลุ่มอื่นๆ 

“เราคุยเรื่องความคาดหวังกับพนักงาน” ชานันท์ วัฒนสุนทร ผู้ช่วยกรรมการรองประธาน ฝ่ายจัดการทรัพยากรบุคคล บริษัทโฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด เล่า “บางคนอยากเติบโตทางการงาน แต่บางคนพอใจที่จะทำอยู่แบบนี้” 

โดยทั่วไปแล้ว พนักงานโฮมโปรจากเก้าสิบสาขาทั่วไทย จะค่อยๆ ไต่เต้าตำแหน่งงาน โดยเริ่มต้นจากเป็นพนักงานตรวจเช็คสต็อกสินค้า จนเลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการฝ่าย อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ของชานันท์ พนักงานคนพิการหลายคนก็พอใจที่จะเป็นสมาชิกทีม มากกว่ารับตำแหน่งหัวหน้า

โฮมโปรจ้างงานพนักงานพิการหนึ่งร้อยคนจากพนักงานทั้งหมด 11,000 ราย พร้อมเปิดให้พนักงานเลือกแนวทางว่า อยากเติบโตตามเส้นทางความก้าวหน้าของอาชีพหรืออยู่ในตำแหน่งเดิม โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลคอยดูแลสาขาในแต่ละย่าน รวมถึงช่วยคุยเรื่องความคาดหวังของพนักงานตั้งแต่ขั้นตอนรับสมัครงานตลอดจนช่วงทำงาน

“ต้องห้ามลืมว่า เพราะในอัตลักษณ์ความพิการ เขายังมีความเป็นมนุษย์ มีตัวตน บุคลิกภาพของแต่ละคน” อาจารย์อาดัมกล่าว “ดังนั้น การจ้างงานคนพิการไม่สามารถเหมาตัดเสื้อโหล ให้พนักงานคนพิการทุกคนจะต้องทำงานหรือมีความต้องการเหมือนกันหมด มันต้องเป็นการตัดเสื้อสูท”

เขาเน้นว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการนั้นเปิดทางเลือกการจ้างงานที่ยืดหยุ่น มีทั้งทางเลือกสำหรับคนที่สะดวกทำงานอยู่บ้านเพราะเงื่อนไขทางความพิการ หรือเพราะชอบสไตล์ทำงานอยู่บ้าน ในขณะเดียวกัน คนพิการบางคนก็อยากทำงานในกระแสหลัก เคียงบ่าเคียงไหล่พนักงานไม่พิการคนอื่นๆ เพื่อโอกาสเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ พบปะสังคม หรือบางคนเองก็มองว่า การออกไปทำงานในสังคมวงกว้างเป็นการผลักดันให้สังคมเห็นความจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือเปิดมุมมองยอมรับความพิการมากยิ่งขึ้น

“ท้ายที่สุดแล้ว เราอยากเห็นคนพิการได้เลือกทำงานมากกว่าแค่เท่าที่มีอยู่ แต่ได้ค้นหางานที่เหมาะสมกับตัวตนและบุคลิกของตัวเอง” อาดัมทิ้งท้าย

 

บทความชิ้นนี้ผลิตโดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการอบรมการผลิตสื่อเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน จัดโดยสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) 

ณิชา เวชพานิช นักข่าวประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ ติดตามประเด็นสังคมผ่านมุมมองด้านสิทธิและชีวิตผู้คน เธอเคยทำงานกับสำนักข่าวท้องถิ่นภายใต้ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม

พีระพล บุณยเกียรติ เป็นช่างภาพข่าวอิสระที่ประจำอยู่ในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เขาทำงานเป็นช่างภาพอิสระให้กับ SOPA Images เอเจนซี่ภาพข่าวของประเทศฮ่องกง พีระพล สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับการเมือง ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างประชาชนกับรัฐบาลและ สนใจในการเดินขบวนประท้วงต่างๆของประชาชน

More Features

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.